เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 101: เรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี

บทที่ 101: เรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี

บทที่ 101: เรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี


“ทัศนาจรไปทั่วหล้า?” หลัวเซียวเซียวกะพริบตาปริบ ๆ “เราทำได้ด้วยหรือเพคะ?”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” มู่ไป๋ไป่พูดพลางยกมือขึ้นเท้าศีรษะตัวเอง ท่านพ่อรักข้าที่สุด หลังจากข้าโตขึ้น ข้าจะขอร้องให้ท่านพ่อปล่อยข้าออกจากวัง”

คราวนี้เป็นหลัวเซียวเซียวที่พูดไม่ออก

แม้ว่านางจะยังเป็นเด็ก แต่นางรู้ซึ้งดีถึงคำที่ว่า ‘ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้’

ยิ่งไปกว่านั้น มู่ไป๋ไป่ยังคงเป็นองค์หญิง จะมีใครสามารถคาดเดาอนาคตของตัวเองได้บ้างกัน?

ในขณะนั้นคนตัวเล็กเอาแต่คิดวางแผนหาวิธีที่จะออกจากวังหลวงและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในอนาคต เธอจึงไม่สังเกตเห็นท่าทีเป็นกังวลของสหายตัวน้อย

คืนนั้นมู่ไป๋ไป่หลับสนิทผิดไปจากที่เคย ในทางกลับกัน หลัวเซียวเซียวนอนหลับไม่สนิททั้งคืน

วันรุ่งขึ้นยังมีพิธีสวดมนต์ขอพรเช่นเคย หลังจากที่มู่ไป๋ไป่หาเงินมาได้แล้ว ดูเหมือนว่าความกระตือรือร้นในการไปสวดมนต์ขอพรของเธอจะเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ

ส่วนหรงเฟยใช้ข้ออ้างว่าป่วยอยู่ได้ไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น ไม่นานนางก็กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง แต่ยังดีที่นางยังรู้ความโดยที่พยายามควบคุมตัวเองเอาไว้และไม่สร้างปัญหาให้กับองค์หญิงหกอีก

จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมจะลงมือ ระหว่างนี้หญิงสาวจะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขไปก่อน

ในช่วงเวลานี้ นอกจากมู่ไป๋ไป่จะต้องสวดมนต์ขอพรทุกวันแล้ว เธอก็ได้พาหลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงขึ้นภูเขาไปเก็บผลเพลิงสีชาด

และแล้ว 7 วันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะนั้นเด็กหญิงค้นพบโอกาสเหมาะที่จะทูลขอไทเฮาลงจากภูเขา

แต่คราวนี้พระนางกลับไม่เห็นด้วย

“ไป๋ไป่ เหตุใดเจ้าจึงต้องลงภูเขาเข้าเมืองไปอีกครั้ง?” ไทเฮาทรงจิบชาพลางเลิกคิ้วถาม “เมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าก็เพิ่งลงไปเองไม่ใช่หรือ?”

“ท่านย่าไทเฮา… ไป๋ไป่อยากกินขนม แต่ของว่างในวัดฮู่กั๋วไม่อร่อยเลยเพคะ” มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นกะพริบตากลมโตปริบ ๆ “นอกจากนี้ ในตลาดก็มีของที่น่าสนใจเยอะแยะเลยเพคะ”

เมื่อสตรีสูงวัยได้ยินเช่นนี้ พระนางก็ถอนหายใจและลูบหัวเล็ก ๆ ของหลานตัวน้อยด้วยความรัก “ไป๋ไป่ ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากให้เจ้าไป แต่ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ในเมืองเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น”

“เพื่อความปลอดภัย เจ้าควรเก็บตัวอยู่ที่วัดฮู่กั๋วจะดีกว่า อย่าได้ไปไหนเลย”

“มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นในเมืองหลวงเช่นนั้นหรือเพคะ?” มู่ไป๋ไป่จากที่รู้สึกห่อเหี่ยวจู่ ๆ ก็เกิดความสนใจขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้นเพคะ?”

เธออยู่ที่วัดฮู่กั๋วตลอดเวลาจึงไม่ได้รับข่าวใด ๆ เลย ตอนนี้เธอถูกปิดหูปิดตาเสียยิ่งกว่าตอนที่อยู่ในวังหลวงอีก

แต่พอไทเฮาพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา มันก็ไม่มีเหตุผลที่เด็กหญิงจะไม่ฉวยโอกาสนี้ซักถามข่าวคราว

ผู้เป็นย่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงวางถ้วยชาลงแล้วตรัสว่า “เราเองก็ไม่รู้ชัดเจน แต่เราได้ยินมาว่าช่วงนี้มีเด็กหลายคนหายตัวไปติดต่อกัน ทุกคนนั้นมีอายุไล่เลี่ยกัน ซึ่งอายุพอ ๆ กับเจ้าพอดี”

“ขณะนี้ศาลต้าหลี่กำลังสอบสวนเรื่องนี้อยู่” ไทเฮาถอนหายใจอีกครั้ง “จะสงสารก็เสียแต่พ่อแม่ของเด็กพวกนั้น พวกเขาที่สูญเสียลูกไปจะต้องเป็นกังวลมากแน่”

ทันทีที่มู่ไป๋ไป่ได้ยินคำพูดของไทเฮา เธอก็รู้ได้ทันทีว่าตนคงไม่มีทางได้ลงจากเขาในวันนี้อย่างแน่นอน

หลังจากคนตัวเล็กนั่งคุยกับท่านย่าอยู่ระยะหนึ่ง เธอก็เดินกลับมาที่เรือนพักในสภาพหดหู่ใจ

“อือ ๆ อา ๆ” เมื่อเธอเดินเข้าไปในประตูห้อง เธอก็พบกับจื่อเฟิงที่กำลังนั่งกินข้าวโพดซึ่งไม่รู้ว่าเขาไปเอามาจากไหน

เมื่อเด็กหนุ่มเห็นใบหน้าเศร้าหมองของเด็กน้อย เขาก็เข้ามาถามอย่างเป็นกังวลทั้งที่ยังไม่ทันได้กลืนข้าวโพดในปากลงท้องด้วยซ้ำ

“อือ ๆ อา ๆ” จื่อเฟิงส่งเสียงพลางทำหน้าบูดบึ้ง

พอได้อยู่ด้วยกันมาสักพัก มู่ไป๋ไป่ก็เริ่มสื่อสารกับอีกฝ่ายได้เข้าใจไปโดยปริยาย และเธอก็สามารถบอกได้คร่าว ๆ ว่าเขาหมายถึงอะไรโดยที่ไม่ต้องให้หลัวเซียวเซียวมาช่วยแปล

“ข้าไม่เป็นไร” เด็กหญิงถอนหายใจก่อนจะปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ในสวน “วันนี้ข้าไม่สามารถลงจากเขาไปหาเงินได้แล้ว ข้าแค่กำลังรู้สึกหดหู่เล็กน้อยเท่านั้น”

หลังจากที่เธอสามารถทำเงินได้มากมายในครั้งที่แล้ว ทำให้ตอนนี้เธอไปเก็บผลเพลิงสีชาดมามากกว่าครั้งก่อน

มู่ไป๋ไป่รู้ดีว่าเธอจะสามารถหาเงินได้ด้วยการนำผลเพลิงสีชาดพวกนี้ลงจากภูเขาไปมอบให้กับเสิ่นจวินเฉา แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถลงไปได้ มันจะไม่น่าเศร้าใจอย่างนั้นหรือ?

“อือ?” จื่อเฟิงนั่งลงข้าง ๆ คนตัวเล็กราวกับสุนัขผู้ซื่อสัตย์ พร้อมกับเกาหัวด้วยความสับสน

“ช่างเถอะ ข้าไม่อยากคิดถึงมันอีกแล้ว” มู่ไป๋ไป่ลูบหน้ากลม ๆ ของตัวเอง “วันนี้เราลงจากเขาไม่ได้ และเราไม่จำเป็นจะต้องไปสวดมนต์ตอนบ่าย เช่นนั้นเราไปเก็บผลไม้ป่าที่ด้านหลังภูเขากันเถอะ”

“ครั้งที่แล้วท่านแม่ของข้าพูดถึงผลไม้ป่า ข้าอยากจะไปเก็บมันมาให้ท่านแม่สักหน่อย”

“อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรลืมเก็บมาฝากไทเฮาเช่นกัน…”

มู่ไป๋ไป่พูดพลางนับนิ้วไปด้วย โดยที่จื่อเฟิงซึ่งอยู่ถัดจากเธอมีความสุขมากเมื่อได้ยินว่าเขากำลังจะได้ไปที่ด้านหลังภูเขา

ทันทีที่หลัวเซียวเซียวกลับมาจากด้านนอก นางก็เห็นทั้ง 2 คนกำลังคุยกันอย่างมีความสุข

“องค์หญิงหก พระองค์กับจื่อเฟิงกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่หรือเพคะ?” เด็กหญิงถามขณะทำสีหน้าสงสัย “แล้ววันนี้เราจะออกเดินทางลงจากเขาเมื่อไหร่กันดี?”

“ข้าลงเขาไปไม่ได้แล้ว” มู่ไป๋ไป่จิบชาให้ชุ่มคอแล้วยักไหล่ “ไทเฮาทรงตรัสว่าเมื่อไม่นานมานี้ในเมืองหลวงเกิดเรื่องไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นพระนางจึงไม่อนุญาตให้ข้าลงจากภูเขา”

ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่สามารถแอบลงเขาไปได้ แต่เธอก็ยังไม่กล้าทำอีกครั้งหลังจากที่ถูกเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นตีก้นครั้งก่อน

อีกทั้งไทเฮาก็เพิ่งบอกไปเองว่าเด็กที่หายตัวไปนั้นมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอไม่ใช่หรือ?

มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอโชคไม่ดีแล้วถูกจับตัวไป?

“เมืองหลวงไม่สงบหรือเพคะ?” หลัวเซียวเซียวสะดุ้งตกใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าครุ่นคิด “หม่อมฉันเกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย ในช่วงเวลานี้ของทุกปี เมืองหลวงมักจะเกิดเหตุไม่สงบสุขขึ้นจริง ๆ ดังนั้นเราอย่ารีบลงภูเขาตอนนี้เลยจะดีกว่า”

“หากองค์หญิงหกกังวลว่าผลเพลิงสีชาดในมือของเราจะเน่าไปเสียก่อน พระองค์ก็ให้จื่อเฟิงนำไปส่งในเมืองแทนก็ได้นะเพคะ”

“ดูเหมือนว่าช่วงนี้เขาจะกินอิ่มจนเกินไป ถึงเวลาที่เขาจะต้องขยับตัวทำงานบ้างแล้ว”

จื่อเฟิงไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดหลัวเซียวเซียวถึงไม่พอใจที่เขากินมากจนเกินไป แต่พอได้ยินว่าตนสามารถช่วยเหลือมู่ไป๋ไป่ได้ เขาก็พยักหน้าอย่างมีความสุขเป็นการบอกว่าเขาสามารถทำได้ไม่มีปัญหาอะไร

“เอาไว้เราค่อยคุยกันเรื่องนี้กันทีหลัง” คนตัวเล็กโบกมือ จากนั้นก็ดึงหลัวเซียวเซียวให้มานั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้าง แล้วถามอย่างสงสัยว่า “ข้าได้ยินที่เจ้าบอกว่าในช่วงเวลานี้ของทุกปี เมืองหลวงไม่ค่อยสงบสุข มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?”

หลัวเซียวเซียวเกาหัวตัวเองเบา ๆ พลางตอบว่า “หม่อมฉันเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้มากนัก องค์หญิงหกก็รู้ดีว่าก่อนที่หม่อมฉันจะย้ายเข้าไปอยู่ในวังหลวง หม่อมฉันอาศัยอยู่ในเรือนคนใช้ของจวนตระกูลหลัวตลอดเวลา”

“หม่อมฉันไม่ค่อยได้ออกไปไหนและไม่ได้พูดคุยกับใครนอกจากท่านแม่”

“แต่หม่อมฉันแอบได้ยินเรื่องนี้มาจากคนอื่น”

“ดูเหมือนว่าในเวลานี้ของทุกปี จะมีเด็ก 2-3 คนสูญหายไปโดยไม่ทราบเบาะแสที่ชัดเจน”

“มันเกิดขึ้นทุก ๆ ปี แต่หม่อมฉันก็ไม่ทราบจริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

พอได้ยินดังนี้มู่ไป๋ไป่ก็ตกตะลึง หากมีเด็กหายไปทุกปี มันจะต้องไม่ใช่อุบัติเหตุ

เมืองหลวงซึ่งอยู่ใต้เท้าของฮ่องเต้ ใครจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ทุกปีได้ทั้งที่อยู่ภายใต้สายตาของท่านพ่อของเธอ?

“ไม่มีใครดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้เลยหรือ?” มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้วมุ่น “ในทุกปีต้องมีชาวบ้านสูญเสียลูก ๆ ไป คนของศาลต้าหลี่มัวแต่ทำอะไรกันอยู่”

ในความเห็นของเธอ เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติหากมีเหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกปี

อาจจะมีคนคอยปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ หรือไม่ก็คนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ประมาทเลินเล่อ

ไม่ว่ามันจะเป็นเหตุผลใดก็ตาม แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไปอีก

“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ” หลัวเซียวเซียวส่ายหัวตอบ “หม่อมฉันเองก็ไม่เคยได้ยินว่าใครเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ”

มู่ไป๋ไป่เข้าใจว่าหลัวเซียวเซียวยังเป็นเด็กและเติบโตมาในที่แคบ ๆ ดังนั้นเธอจึงไม่ซักไซ้นางอีก แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่สามารถสลัดเรื่องนี้ออกจากหัวไปได้

--------------------------------------------------

ประกาศ E-Book ไป๋ไป่เล่ม 2 ลงขายแล้วจ้า นักอ่านท่านไหนที่รออยู่ สามารถไปจับจองกันได้ที่ลิงก์ด้านล่างเลยจ้า

MEB: https://shorturl.asia/obmwv

จบบทที่ บทที่ 101: เรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี

คัดลอกลิงก์แล้ว