เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 100: สิทธิพิเศษ

บทที่ 100: สิทธิพิเศษ

บทที่ 100: สิทธิพิเศษ


“เป็นเพียงการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ควรค่าแก่การพูดถึง” เสิ่นจวินเฉาโบกมือตอบอย่างถ่อมตน

มู่ไป๋ไป่รู้สึกสนใจเขามากยิ่งขึ้น และขยับตัวเข้าไปใกล้เขามากขึ้นเช่นกัน “พี่จวินเฉา บอกข้าหน่อยสิว่าท่านมีกิจการเล็ก ๆ น้อย ๆ อะไรอีกบ้าง?”

“ครั้งต่อไปข้าจะได้เพลิดเพลินกับสิทธิพิเศษเช่นนี้อีกหรือไม่?”

“ดูสิ วันนี้ข้าช่วยท่านได้มากเลยนะ…”

“เจ้านี่นะ” เด็กชายรู้สึกขบขันกับคำพูดของอีกฝ่าย “เจ้ากล้าพูดออกมาตามตรงได้เช่นไร ไม่รู้สึกกระดากปากบ้างหรือ?”

“จะอายไปไย?” คนตัวเล็กส่ายหัว ซึ่งในสายตาของเสิ่นจวินเฉานั้นนางดูน่ารักมาก “ข้าไม่กินของท่านเปล่า ๆ หรอกนะ”

“ต่อจากนี้ไป ข้าจะขายผลเพลิงสีชาดให้กับหอไป่เฉ่าเพียงที่เดียวเท่านั้น และข้าจะไม่ขายให้กับคนอื่นแม้ว่าพวกเขาจะเสนอราคาสูงเพียงใดก็ตาม ท่านคิดว่าข้อตกลงนี้เป็นอย่างไร?”

เนื่องจากจื่อเฟิงเป็นคนกินเก่งมาก ถ้าเสิ่นจวินเฉาให้เธอกินฟรีเช่นนี้ ในอนาคตเธอจะไม่ประหยัดเงินได้มากขึ้นหรอกหรือ?

เพียงแค่คิดเธอก็รู้สึกมีความสุขแล้ว!

“ฮ่า ๆๆ เจ้านี่ฉลาดจริง ๆ” เด็กชายพยักหน้าอย่างมีความสุข “เอาเถอะ นับจากนี้ไป ขอเพียงแค่ที่นั่นเป็นกิจการของข้า เจ้าสามารถไปกินได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินตามที่ต้องการได้เลย”

“ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่าพี่ชายแล้ว เช่นนั้นข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องเรียกโดยเปล่าประโยชน์ ข้าเองก็ต้องทำตัวให้สมกับเป็นพี่ชายของเจ้าด้วย”

“ไชโย!” มู่ไป๋ไป่ส่งเสียงร้องดีใจและรีบบอกให้หลัวเซียวเซียว, จื่อเฟิงและคนอื่น ๆ นั่งลงกินข้าวด้วยกัน แล้วยังกำชับอีกว่าไม่ต้องเกรงใจเสิ่นจวินเฉา

ในตอนแรกเด็กชายก็คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรถ้าเขายอมตกลงที่จะเลี้ยงอาหารคนตัวเล็กนี้ไปตลอดชีวิต

เพราะถึงอย่างไรเด็กตัวแค่นี้ก็คงกินได้ไม่มากเท่าไหร่

จนกระทั่งเขาเห็นว่าจื่อเฟิงยังกินไม่อิ่มหลังจากที่อาหารบนโต๊ะถูกกวาดจนเกลี้ยงแล้ว เขาจึงตระหนักได้ว่านี่เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

หลังจากทุกคนรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน มู่ไป๋ไป่ก็ได้ส่งเจ้าเหลืองกลับบ้านด้วยตัวเอง จากนั้นจึงกล่าวคำอำลาเสิ่นจวินเฉา

“ไป๋ไป่ บ้านของเจ้าอยู่นอกเมืองหลวงหรือ?” เด็กชายเลิกคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ “ตอนนี้ก็ค่ำแล้ว หากเจ้าเดินทางออกจากเมืองหลวงตอนนี้ข้าเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เอาแบบนี้ดีหรือไม่ รอให้ข้าเรียกคนที่จวนไปส่ง ข้าจะได้วางใจด้วย”

แต่มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่มู่ไป๋ไป่จะไม่กล้าตอบตกลง เพราะตอนนี้ทุกคนในเมืองหลวงรู้ว่าไทเฮากับองค์หญิงหกประทับอยู่ที่วัดฮู่กั๋วเพื่อสวดมนต์ขอพรให้แก่แคว้นเป่ยหลง

หากคนของเสิ่นจวินเฉาพาเธอไปส่ง ตัวตนของเธอจะไม่ถูกเปิดเผยหรือ?

“ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ” มู่ไป๋ไป่ยิ้มหวานให้คนตรงหน้า “ข้ามีองครักษ์ 2 คนคอยปกป้อง แล้วยังมีจื่อเฟิงด้วย ดังนั้นไม่มีใครสามารถรังแกข้าได้หรอก”

เสิ่นจวินเฉาเหลือบมองจื่อเฟิงที่กำลังเดินตามอยู่ข้างหลังพร้อมกับกอดถุงหมั่นโถวนึ่งถุงใหญ่เอาไว้ในอ้อมแขน แล้วมุมปากของเขาก็ต้องกระตุก “ถูกต้อง พี่จื่อเฟิงมีพละกำลังมหาศาล คงไม่มีใครสามารถรังแกเจ้าได้”

“หากเราต้องลากันตรงนี้ ข้าอยากจะรู้ว่าเราจะได้พบกันอีกเมื่อใด?”

เด็กชายถามพลางมองไปที่เด็กน้อยตรงหน้า ยิ่งเขามองอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งชอบนางมากขึ้นเท่านั้น

“อืม…” มู่ไป๋ไป่ทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า “ภายใน 7 วัน เราน่าจะได้พบกันในอีก 7 วันเจ้าค่ะ”

เธอไม่สามารถลงภูเขาได้บ่อยมากนัก มิฉะนั้นไทเฮากับท่านแม่จะต้องเป็นกังวลอีกครั้ง

“ตกลง” เสิ่นจวินเฉาพับเก็บพัดของตัวเองก่อนจะหยิบป้ายไม้เล็ก ๆ ออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้เด็กหญิง

บนป้ายไม้นั้นแกะสลักด้วยลวดลายที่ซับซ้อน มีทั้งมังกรและหงส์เต้นรำกันอยู่ตรงกลางซึ่งดูงดงามมาก

“พี่จวินเฉา นี่คืออะไรหรือ?” มู่ไป๋ไป่พลิกป้ายไม้กลับไปมาขณะถาม “นี่เป็นป้ายประจำตระกูลของท่านหรือไม่?”

“มันไม่ใช่ป้ายประจำตระกูล” เสิ่นจวินเฉากล่าวยิ้ม ๆ “เป็นเพียงป้ายสัญลักษณ์ทั่วไป ก่อนหน้านี้ข้าสัญญากับเจ้าไว้แล้วว่าจะให้เจ้าสามารถไปที่ร้านอาหารโดยไม่คิดเงินไม่ใช่หรือ?”

“จากนี้ไป ให้เจ้าถือป้ายนี้ไปแสดง ขอเพียงที่นั่นเป็นกิจการของตระกูลเสิ่นของข้า พวกเขาจะไม่เรียกเก็บเงินเจ้าสักตำลึงเดียว”

ดวงตาของคนตัวเล็กเป็นประกายทันที เพราะนี่คือของล้ำค่า ก่อนที่เธอจะรีบเก็บมันเอาไว้อย่างทะนุถนอมที่สุด

“พี่จวินเฉา ข้าต้องไปแล้ว เอาไว้พบกันใหม่คราวหน้า”

มู่ไป๋ไป่ที่อยู่บนหลังของจื่อเฟิงโบกมือให้กับเด็กชายด้วยรอยยิ้มสดใส

วันนี้เธอได้รับสิ่งตอบแทนมามากมาย นอกจากเธอจะทำการค้าสำเร็จแล้ว เธอยังสามารถสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับสหายที่ทรงอำนาจคนนี้อีกด้วย

“ไว้พบกันใหม่” เสิ่นจวินเฉายืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่เดิม ขณะคอยมองดูคนตัวเล็กขยับถอยห่างออกไปจนลับสายตา

ไม่นานก็มีชายชุดดำปรากฏตัวโดยคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าเขาเงียบ ๆ “คุณชาย ข้าน้อยขออภัยที่มาช้า”

แล้วรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของเด็กชายก็ค่อย ๆ จางหายไป ก่อนที่ดวงตาเรียวยาวจะจ้องมองไปยังคนที่คุกเข่าตรงหน้า “เจ้ามีความผิดอะไร?”

“ข้าน้อยบกพร่องในหน้าที่ที่ไม่สามารถปกป้องคุณชาย...” ชายชุดดำก้มหน้าลงไม่กล้ามองหน้าผู้เป็นนาย “จนทำให้คุณชายต้องสูญเสียของสำคัญไปขอรับ”

เสิ่นจวินเฉามีกลุ่มองครักษ์ซ่อนอยู่รอบตัวเขาซึ่งคนพวกนั้นมักจะคอยปกป้องเขาอยู่ลับ ๆ

นี่เป็นเหตุผลที่เขาไม่คาดคิดว่าตนจะถูกคนขโมยกระเป๋าเงินไปได้

“อืม นั่นเป็นเหตุผลที่สมควรลงโทษจริง ๆ” เด็กชายเหยียดยิ้มมุมปาก “แต่วันนี้ข้าอารมณ์ดี ไม่อยากเห็นฉากนองเลือด”

“คราวนี้ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

“หากคราวหน้าเกิดขึ้นอีกครั้ง เจ้าก็อย่าได้มาปรากฏตัวต่อหน้าข้าอีก”

ชายในชุดดำลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ขอบคุณคุณชายที่ไว้ชีวิต!”

“เจ้าไปเถอะ รีบกลับไปซะ” เสิ่นจวินเฉาหันหลังมุ่งหน้ากลับจวนของตัวเองโดยที่ในใจรอคอยให้ถึงอีก 7 วันข้างหน้าแทบไม่ไหว

นี่ก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว มู่ไป๋ไป่เพิ่งกลับมาถึงวัดฮู่กั๋ว จากนั้นเธอได้แบ่งสิ่งของที่ซื้อมาทีละชิ้นและส่งไปให้ไทเฮากับซูหว่านตามลำดับ

ไทเฮาทรงปลาบปลื้มพระทัยมากที่ได้รับของฝากที่เธอนำกลับมาให้ ถึงขนาดอยากจะให้เธออยู่กินข้าวเย็นกับพระนางด้วยซ้ำ

แต่มู่ไป๋ไป่กินอะไรไม่ลงแล้ว เธอจึงหาข้อแก้ตัวแล้ววิ่งหนีออกมา

ทางด้านซูหว่าน นางเพียงแค่ถามเธอว่าในตอนที่ลงจากภูเขาไปเที่ยวเล่นในวันนี้เธอได้พบเจออะไรบ้าง ก่อนจะปล่อยให้เธอกลับไปพักผ่อนที่เรือนของตัวเอง

พอตกกลางคืน หลังจากที่มู่ไป๋ไป่ทำธุระเสร็จแล้ว เธอก็รีบกอดกระเป๋าเงินใบเล็กของตัวเองแล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียงก่อนจะเริ่มนับเงิน

“เซียวเซียว ข้าไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลย”

หลัวเซียวเซียวที่นอนอยู่ข้างเตียงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะกับท่าทางหมกมุ่นของอีกคน “องค์หญิงหก พระองค์ทรงมีค่ายิ่งกว่าเงินทองพวกนี้ ทุกสิ่งที่พระองค์ใช้ในวังหลวงล้วนประเมินค่าไม่ได้ พระองค์อย่าได้ตื่นเต้นกับเงินเพียงเล็กน้อยนี้เลยเพคะ”

“อิอิ นั่นก็เป็นเรื่องจริง” มู่ไป๋ไป่ปิดปากหัวเราะเบา ๆ “แต่นี่มันต่างกัน ของในวังเป็นของของวังหลวง แต่นี่เป็นเงินที่ข้าหามาได้ด้วยตัวเอง”

“มันให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากเดิมเมื่อเจ้าได้รับเงินจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง”

ทันใดนั้นมู่ไป๋ไป่ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ก่อนจะแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน แล้วมอบเงิน 1 ใน 3 ให้กับหลัวเซียวเซียว “นี่สำหรับเจ้า และนี่ของจื่อเฟิง”

“ผู้ชายคนนั้น จื่อเฟิงคงไม่รู้อะไรเลยนอกจากเรื่องกิน ข้ากลัวว่าถ้าข้ามอบเงินให้เขา เงินพวกนี้จะถูกละลายไปจนหมด เจ้าช่วยเก็บเอาไว้แทนเขาหน่อยก็แล้วกัน”

“องค์หญิง พระองค์ทำเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ” หลัวเซียวเซียวปฏิเสธและกล่าวต่อไปว่า “องค์หญิงทรงช่วยชีวิตเซียวเซียวเอาไว้ ทุกสิ่งที่เป็นของเซียวเซียวเป็นขององค์หญิงทั้งหมด เซียวเซียวจะแย่งของของพระองค์ได้อย่างไร”

“เจ้าไม่ต้องพูดมาก” มู่ไป๋ไป่ยัดตั๋วแลกเงินปึกใหญ่ใส่มือของสหายโดยตรง “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ช่วยข้าไว้เหมือนกัน เราเป็นผู้หญิง อย่างน้อยมีเงินอยู่ในมือก็พอจะช่วยได้บ้าง”

“นอกจากนี้ ในเมื่อเจ้าติดตามข้า ข้าเองก็ไม่ควรใจแคบกับเจ้าไม่ใช่หรือ?”

“แล้วอีกอย่าง เจ้าไม่อยากเลี้ยงดูแม่ของเจ้าด้วยตัวเองหรือ?”

หลังจากหลัวเซียวเซียวได้ยินสิ่งที่มู่ไป๋ไป่พูด นางก็ไม่ปฏิเสธอีก

“ขอบพระทัยองค์หญิงหก…” เด็กหญิงรู้สึกซาบซึ้งมากจนดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “องค์หญิงหก พระองค์ดีกับเซียวเซียวที่สุด”

“นั่นเป็นเพราะเราเป็นสหายกัน” มู่ไป๋ไป่ดึงหลัวเซียวเซียวขึ้นมาบนเตียงของตน ก่อนที่เด็กน้อย 2 คนจะล้มตัวนอนอยู่ข้างกัน “เรามาเก็บเงินกันดีกว่า เมื่อเราโตขึ้น เราจะสามารถทัศนาจรไปทั่วหล้า”

จบบทที่ บทที่ 100: สิทธิพิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว