เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 103: องค์หญิงหกของเรา

บทที่ 103: องค์หญิงหกของเรา

บทที่ 103: องค์หญิงหกของเรา


“เซียวถังอี้ เจ้าอยากให้เราโมโหจนตายหรืออย่างไร?” มู่เทียนฉงแสร้งทำเป็นโกรธ “เรื่องนี้เราจริงจัง ในฐานะท่านอ๋องแห่งแคว้นเป่ยหลง เจ้าจะต้องแบกรับความรับผิดชอบในการสืบเชื้อสายของตระกูลให้กับราชวงศ์”

“แค่นั้นเองหรือ?” เซียวถังอี้เลิกคิ้ว วางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินออกไป

“นี่เจ้าจะทำอะไร!” ฮ่องเต้หนุ่มคว้าตัวอีกฝ่ายไว้ “เราเพิ่งพูดกับเจ้าไปได้ไม่กี่ประโยคเจ้าก็คิดจะไปแล้ว ทำไมนิสัยของเจ้าถึงได้แปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ”

“ตอนเด็ก ๆ เจ้ายังน่ารักมากอยู่เลย เจ้าชอบมาก่อกวนให้เราเล่าเรื่องให้เจ้าฟังอยู่ทุกวัน”

“เสด็จพี่!” ดวงตาของเซียวถังอี้ที่อยู่ภายใต้หน้ากากกระตุก “พระองค์จะยกเรื่องนี้มาพูดถึงอีกกี่ปีกัน?”

ในตอนที่เขาเข้ามาในวังหลวงครั้งแรกเขาก็มีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวนั่นนี่ไปเสียหมด เขาจึงชอบไปรบเร้าให้มู่เทียนฉงช่วยเล่าเรื่องให้เขาฟัง

แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร? อีกฝ่ายเอาแต่จำเรื่องนั้นเพียงอย่างเดียว และจะคอยยกเรื่องดังกล่าวมาพูดถึงทุกปีที่พบหน้ากัน

ถ้าใครผ่านมาได้ยินเข้าคงจะคิดว่าเขานั้นมีนิสัยเหมือนเจ้าเด็กน้อยคนนั้น

จู่ ๆ ภาพของเด็กตัวเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นในใจของเด็กหนุ่ม ในขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เขาก็เห็นร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเงียบ ๆ ในห้องโถง

ซึ่งคนผู้นั้นก็คืออวี้เซิ่ง

“ฝ่าบาท มีจดหมายจากองค์หญิงหกส่งมาจากวัดฮู่กั๋วพ่ะย่ะค่ะ” นักฆ่าหนุ่มเหลือบมองไปที่เซียวถังอี้ ก่อนจะพยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นการทักทาย

ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล

“จดหมายจากไป๋ไป่อย่างนั้นหรือ?” รอยยิ้มปรากฏขึ้นในดวงตาของมู่เทียนฉงทันที “ในที่สุดเด็กคนนั้นก็จำเราได้ นางคงจะคิดถึงเราแทบบ้า”

“เอาจดหมายมาให้เราเร็วเข้า”

อวี้เซิ่งยื่นจดหมายที่เขาเพิ่งได้รับจากทหารรักษาพระองค์ให้ผู้เป็นฮ่องเต้ ก่อนจะเดินไปนั่งลงอีกด้านหนึ่งของเซียวถังอี้และรินชาให้ตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ

“ช่วงนี้ในเมืองหลวงเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นหรือ?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม

“มันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว” เด็กหนุ่มตอบพลางเหลือบมองจดหมายในมือของมู่เทียนฉงโดยที่ไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ จากนั้นจึงนั่งคุยกับอวี้เซิ่งแบบสบาย ๆ “สำนักยุทธต่าง ๆ ส่งเสียงดังอยู่ตลอดทั้งวัน ช่างเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งนัก”

เซียวถังอี้ทำงานอยู่นอกวังหลวงมานานหลายปี จึงค่อย ๆ มีชื่อเสียงไปทั่วหล้า

เพียงแต่ว่าเขาปกปิดตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี และคุ้นเคยกับการทำอะไรคนเดียว ตอนนี้จึงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ภูมิหลังของเขา

ทุกคนรู้เพียงว่าเขาแซ่ ‘เซียว’ ซึ่งโดยปกติแล้วเขามักจะถูกเรียกว่า ‘คุณชายเซียว’

“ฮ่า ๆ ก็ยังเหมือนเดิม...” อวี้เซิ่งเผยรอยยิ้มจาง ๆ แต่แววตาของเขากลับดูโหยหาเล็กน้อย

เดิมทีเขาก็เคยเป็นดั่งนกอินทรีที่บินอยู่บนท้องฟ้าอย่างอิสระ แต่ตอนนี้เขาต้องมาถูกจองจำอยู่ในวังหลวงแห่งนี้

“บังอาจ!” ในขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน จู่ ๆ มู่เทียนฉงก็ผุดลุกขึ้นแล้วพูดว่า “เสี่ยวอัน ไปเรียกตัวผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ให้มาพบเรา เราอยากจะถามเขานักว่าทำไมเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ในเมืองหลวงแต่เรากลับไม่รู้อะไรเลย”

อันกงกงที่รออยู่นอกประตูตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เขารีบตอบรับแล้ววิ่งไปประกาศราชโองการอย่างรวดเร็ว

“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” เซียวถังอี้รู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้เป็นพี่ชายอารมณ์เสีย

“เจ้าเอาไปดูเองเถอะ” มู่เทียนฉงกระดกชาลงท้อง 2 ถ้วยเพื่อดับความโกรธโดยที่ไม่ได้พูดอะไรอีก แล้วเขาก็โยนจดหมายของมู่ไป๋ไป่ไปให้อีกคน

เซียวถังอี้หยิบจดหมายขึ้นมาดู ก่อนจะขมวดคิ้วเพราะตัวอักษรที่คดเคี้ยวบนนั้น จากนั้นเขาจึงทำใจอ่านมันอย่างอดทน

ยิ่งเขาอ่านจดหมายในมือมากเท่าไหร่ สีหน้าของเขาก็ยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้นเท่านั้น

“ในเมืองหลวงมีเด็กหายตัวไปหลายปีติดต่อกันแล้ว แต่เรื่องนี้ยังไม่เคยถึงหูของฝ่าบาทเช่นนั้นหรือ?” เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว

“ถูกต้อง” ในขณะที่มู่เทียนฉงพูด มีแสงเย็นวาบในดวงตาของเขา “พวกขุนนางตัวดีทั้งหลาย กล้าละเว้นไม่รายงานเรื่องใหญ่เช่นนี้แก่เรา ถ้าไป๋ไป่ไม่ได้เขียนจดหมายมาบอกกล่าว เราคงไม่อาจรู้เรื่องนี้ไปตลอดชีวิต”

เซียวถังอี้เหลือบมองตัวอักษรบนจดหมายแล้วเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “ไป๋ไป่นี่คือ...?”

“องค์หญิงหก ลูกสาวของเรา” ฮ่องเต้หนุ่มยิ้มอย่างภูมิใจ “พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ถังอี้ เจ้าคงยังไม่เคยพบนางมาก่อน นางน่ารักมาก”

“...” เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไม่ตอบกลับ

แต่ทำไมภาพในหัวของเขาตอนนี้ถึงมีแต่ภาพตอนที่เจ้าเด็กคนนั้นนอนกรนล่ะ?

“ไป๋ไป่เป็นลูกสาวของเราจริง ๆ แต่ว่าตอนนี้นางเดินทางไปที่วัดฮู่กั๋วเพื่อสวดมนต์ขอพรให้แก่แคว้นเป่ยหลง แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่เคยลืมที่จะห่วงใยประชาชน” มู่เทียนฉงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมลูกสาวตัวเอง “หากไป๋ไป่กลับมา เราจะตกรางวัลใหญ่ให้นาง”

เซียวถังอี้เลิกคิ้วขึ้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

ไม่นานผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ก็มาถึง หลังจากที่ฮ่องเต้หนุ่มซักถามเกี่ยวกับเรื่องคดีเด็กหายตัวไปในเมืองหลวง จู่ ๆ ผู้บัญชาการก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปก่อนที่เขาจะคุกเข่าลง

“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจปิดบังเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ” ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่กล่าวด้วยใบหน้าซีดเซียว และเสียงแผ่วเบากว่าปกติ “ตอนนี้ไม่มีหลักฐานใดที่พิสูจน์ได้ว่าเด็กที่หายตัวไปหลายคดีนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน”

“ไม่มีหลักฐานอย่างนั้นหรือ?” มู่เทียนฉงเย้ยหยัน “เราขอถามท่านสักเรื่อง มีคดีเด็กหายในเมืองหลวงในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปีหรือไม่?”

“นี่…” ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่หมดคำจะโต้แย้ง

“นี่อะไร? ถ้าใช่ก็ตอบว่าใช่ ถ้าไม่ใช่ก็ตอบว่าไม่ใช่!” ผู้เป็นฮ่องเต้ตบโต๊ะเสียงดัง “ศาลต้าหลี่ทำงานประสาอะไร แล้วแบบนี้ราษฎรจะมองเราอย่างไร”

“เป็นความผิดของกระหม่อม กระหม่อมสมควรตาย” ผู้บัญชาการรู้สึกขมขื่นในใจแต่ก็ไม่สามารถแสดงออกไปได้ แล้วเขาก็คิดเพียงว่าเด็กที่หายตัวไปนั้นหายไปเอง มันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลยสักนิด

ไม่เพียงเท่านี้ หลังจากนั้นไม่นานที่ศาลต้าหลี่ก็มีหัวขโมยบุกเข้ามา ทำให้เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีเด็กหายตั้งแต่ครั้งแรกได้รับความเสียหาย

มันเสียหายมากจนแม้หลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่ง เขาก็ไม่สามารถปะติดปะต่อหาเบาะแสมาเริ่มสอบสวนได้

แล้วในปีนี้มันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะแย่ลงเรื่อย ๆ เขาได้ยินมาว่าเด็กผู้ชายในวัย 12 ปีก็ได้สูญหายไปเช่นกัน

ก่อนหน้านี้เขาก็เป็นกังวลเกี่ยวกับคดีดังกล่าวอยู่แล้ว แต่เขาไม่ได้คาดคิดว่าตนนั้นจะถูกฮ่องเต้เรียกมาซักถามก่อนที่จะได้รับเบาะแส

“ท่านสมควรตายยิ่งนัก!” มู่เทียนฉงตะคอกเสียงเย็น “เป็นถึงผู้บัญชาการศาลต้าหลี่แต่กลับไร้ความสามารถ เมืองหลวงอยู่ใต้จมูกของเรา แต่ประชาชนต้องคอยกังวลเรื่องที่ลูกตัวเองอาจจะหายไปสักวันอยู่ตลอด เช่นนี้พวกเขาจะรู้สึกปลอดภัยยามที่อาศัยอยู่ในแคว้นเป่ยหลงได้อย่างไร?”

คำพูดเหล่านี้ทำให้ผู้บัญชาการไม่กล้าพูดอะไร

“เราจะให้โอกาสท่านได้ชดใช้ความผิดของตัวเอง” ฮ่องเต้หนุ่มมองไปยังคนที่กำลังคุกเข่าอยู่ด้านล่าง “ภายใน 7 วัน ท่านจะต้องหาตัวเด็กที่หายไปให้พบและจับกุมผู้กระทำผิดที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ให้ได้”

“ถ้าท่านทำไม่ได้ ท่านก็ไม่จำเป็นต้องดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการนี้”

“ไปให้พ้นหน้าเราซะ!”

ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่คำนับขอบคุณบิดาของแผ่นดินซ้ำ ๆ ก่อนจะรีบวิ่งออกไป

“อวี้เซิ่ง เจ้าช่วยไปที่วัดฮู่กั๋วแทนเราหน่อย” มู่เทียนฉงขมวดคิ้วแล้วกระซิบว่า “แม้ว่าไป๋ไป่อยู่ที่วัดฮู่กั๋วจะปลอดภัยดี แต่เรากลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้น”

“เจ้าเดินทางไปที่วัดฮู่กั๋วเพื่อปกป้องไป๋ไป่สักระยะหนึ่ง แล้วรอฟังคำสั่งเรา”

ดวงตาของอวี้เซิ่งเป็นประกายทันทีเมื่อได้ยินว่าตนจะได้ออกจากวังหลวง เขาเองก็ไม่ต่างจากเซียวถังอี้ พวกเขาทั้ง 2 เป็นคนที่รักอิสระเช่นกัน ตราบใดที่เขาไม่ได้ถูกกักขังเอาไว้ในวังหลวง เขาก็สามารถทำอะไรตามที่ต้องการได้

“กระหม่อมรับพระบัญชา” นักฆ่าหนุ่มรับคำสั่งอย่างมีความสุข ก่อนจะหันหลังเดินออกไป

เมื่อเซียวถังอี้เห็นดังนี้ เขาก็ลุกขึ้นยืนโดยอาศัยช่วงที่กำลังชุลมุนนี้หนีไป

“หยุดเดี๋ยวนี้ เราอนุญาตให้เจ้าไปแล้วหรือ?” มู่เทียนฉงหยุดอีกฝ่ายด้วยสายตาเฉียบคม “ถังอี้ เจ้าเพิ่งกลับมายังวังหลวงได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เจ้าจะไปไหนอีก?”

จบบทที่ บทที่ 103: องค์หญิงหกของเรา

คัดลอกลิงก์แล้ว