เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 90: ช่วยเหลือคนบ้า

บทที่ 90: ช่วยเหลือคนบ้า

บทที่ 90: ช่วยเหลือคนบ้า


เมื่อไทเฮาได้ยินสิ่งที่มู่ไป๋ไป่พูด พระนางก็ทำได้เพียงต้องยอมแพ้ไปอย่างไม่เต็มใจ

หลังจากพิธีสวดมนต์ตอนเช้าเสร็จสิ้น ไทเฮาทรงตรัสว่าพระองค์จะสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาสในช่วงบ่าย และให้ทุกคนได้พักในช่วงครึ่งบ่ายของวันนี้

แต่น่าเสียดายที่หลังรับประทานอาหารมื้อกลางวันเสร็จ ลมด้านนอกก็พัดแรงและเริ่มมีฝนตกหนัก

แผนการทั้งหมดของมู่ไป๋ไป่ที่วางเอาไว้พังทลายลงทันที เธอจึงทำได้เพียงนั่งเศร้าอยู่ที่ทางเดินและมองออกไปข้างนอกด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

“องค์หญิงหก ถ้าพระองค์เบื่อ ทำไมเราไม่กลับเข้าไปในห้องแล้วหาของว่างกินกันล่ะเพคะ?” หลัวเซียวเซียวที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจึงแนะนำต่อไปว่า “หรือเราจะไปเล่นซ่อนหากันดี? ไม่ออกไปข้างนอก”

“ช่างเถอะ ๆ” มู่ไป๋ไป่ส่ายหัวอย่างไม่ใส่ใจ “อยู่อย่างนี้ต่อไปนั่นแหละ”

เธอไม่ชอบวันที่ฝนตกมากจริง ๆ ในยามที่ฝนตก มันเหมือนน้ำฝนได้สูบเรี่ยวแรงของเธอไปจนหมด

เมื่อหลัวเซียวเซียวได้ยินสิ่งที่องค์หญิงหกพูด นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องนั่งลงข้างกายอีกคนและอยู่แบบนั้นเงียบ ๆ

ทั้งคู่ไม่รู้ว่าพวกตนนั่งอยู่ที่ริมทางเดินมานานแค่ไหนแล้ว แต่ทันใดนั้นก็มีเงาสีเทาวิ่งเข้ามาหาพวกเธอท่ามกลางสายฝน

เป็นหลัวเซียวเซียวที่ตอบสนองเร็วที่สุด นางชักมีดของตัวเองออกมาและกำลังจะแทงฝ่ายตรงข้าม

ถึงกระนั้น นางก็ไม่คาดคิดว่าปฏิกิริยาของชายคนนั้นจะรวดเร็วกว่าตน ซึ่งเขาได้เบี่ยงตัวหลบก่อนจะก้าวเท้าไปทางมู่ไป๋ไป่ที่อยู่ข้างหลัง

“องค์หญิงหก ระวัง!” หัวใจของเด็กหญิงกระตุกวูบ นางรีบหันกลับไปเตือนเพราะกลัวว่าอาจมีบางอย่างเกิดขึ้นกับองค์หญิงหากนางช้าไปก้าวหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม คนที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นไม่ได้ทำอะไรกับมู่ไป๋ไป่ เขาเพียงแค่ยืนอยู่ข้างนางแล้วโบกมืออย่างประหม่า และเอาแต่ส่งเสียงอือ ๆ อา ๆ ในลำคอไม่หยุด

“เป็นท่านเองหรือ?” คนตัวเล็กมองไปที่ชายเนื้อตัวสกปรกตรงหน้าและจำได้ทันทีว่าเขาเป็น ‘คนบ้า’ ที่ถูกกลุ่มขันทีทำร้ายเมื่อวานนี้

เมื่อ ‘คนบ้า’ เห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะจำตนได้ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น เขาพยักหน้าจนผมกระจาย แล้วพยายามลากเด็กหญิงให้ติดตามไป

“บังอาจนัก ปล่อยองค์หญิงหกเดี๋ยวนี้นะ!” หลัวเซียวเซียวตะโกนเตือนเสียงต่ำ

‘คนบ้า’ สะดุ้งตกใจ ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบปล่อยมือสกปรกของเขา แล้วเหลือบมองมู่ไป๋ไป่ด้วยท่าทางไม่สบายใจ ก่อนจะส่งเสียง “อา ๆๆ อือ ๆๆ”

“ไม่เป็นไร” คนตัวเล็กเข้าไปขวางหลัวเซียวเซียวพร้อมกับพูดว่า “เขาไม่รู้ว่าจะสื่อสารกับเราอย่างไร ถ้าเขาต้องการทำร้ายข้า เขาก็ลงมือได้ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

เธอเพิ่งเห็นว่า ‘คนบ้า’ คนนี้เคลื่อนไหวได้เร็วมาก และเขาคงสามารถฆ่าเธอได้สบาย ๆ

“ท่านพูดไม่ได้หรือ?” มู่ไป๋ไป่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า “ที่ท่านมาหาข้าเพราะมีบางอย่างอยากให้ข้าช่วยใช่หรือไม่?”

“อือ!” ‘คนบ้า’ พยักหน้าอย่างดีใจ ก่อนจะพยายามสื่อสารบางอย่างด้วยการใช้มือ แล้วชี้ไปยังเรือนด้านหลัง

เด็กหญิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ข้ากำลังเบื่อพอดี เซียวเซียว ไปดูกันเถอะ”

“องค์หญิงหก ถ้านี่เป็นหลุมพรางเราจะทำอย่างไรเพคะ?” หลัวเซียวเซียวอดรู้สึกเป็นกังวลไม่ได้ “ไม่เช่นนั้นเราขอให้องครักษ์ทั้ง 2 ติดตามไปด้วยดีหรือไม่เพคะ?”

“มันจะเป็นหลุมพรางแบบใดล่ะ?” มู่ไป๋ไป่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก “ข้าเชื่อเขา เขาคงจำได้ว่าเราช่วยเขาเอาไว้เมื่อวานนี้ และตอนนี้คงเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น เขาถึงมาหาเราเพื่อขอความช่วยเหลือ”

ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าชายคนนี้เป็นคนบ้าจริง ๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขามีสติครบถ้วนถึงสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาเร่งด่วนได้

พอชายเนื้อตัวมอมแมมเห็นว่าเด็กหญิงยินยอมที่จะไปกับตน เขาก็รู้สึกดีใจมากและเดินนำไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม เขาอาจจะก้าวรวดเร็วเกินไป ประกอบกับขาของมู่ไป๋ไป่นั้นสั้น ในขณะที่ทั้ง 3 คนเดินทาง มักจะมีเหตุการณ์ที่เด็กน้อยทั้ง 2 หาคนนำทางไม่พบ

จากนั้น ‘คนบ้า’ ก็ต้องค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าลงเพื่อรอให้มู่ไป๋ไป่กับหลัวเซียวเซียวตามมาให้ทัน

หลังจากพวกเธอเดินตาม ‘คนบ้า’ มานานเพียงใดก็ไม่ทราบ คนทั้ง 3 ก็มาถึงเรือนด้านหลัง แล้วในที่สุดเขาก็พามู่ไป๋ไป่ไปที่เพิงไม้ที่ซ่อนตัวอยู่และโบกมือให้นางเข้าไป

“ท่านจะทำอะไรน่ะ?” หลัวเซียวเซียวมองดูป่าหนาทึบพลางขมวดคิ้ว “องค์หญิงหกของเราติดตามท่านมาที่นี่เพราะความมีน้ำใจของพระองค์ หากท่านต้องการอะไร ท่านก็บอกเรามาตามตรงเถอะ จะมัวยึกยักอยู่ทำไม”

“เซียวเซียว เงียบก่อน” ยามนี้มู่ไป๋ไป่มีสีหน้าเคร่งขรึม หลังจากเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เปิดประตูเพิงไม้เข้าไปอย่างไม่ลังเล

ภาพที่เธอเห็นก็คือหมาป่าสีเทาตัวหนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่บนหญ้าแห้ง เสียงร้องเจ็บปวดที่เธอได้ยินผ่านประตูเมื่อสักครู่นี้มาจากเจ้าหมาป่าตัวนี้

หมาป่าสีเทาที่ได้รับบาดเจ็บสังเกตเห็นรังสีแปลก ๆ ก่อนจะแยกเขี้ยวด้วยท่าทางหวาดระแวง

“อะ อา ๆๆ” ‘คนบ้า’ เหมือนกลัวว่ามู่ไป๋ไป่จะเข้าใจผิดจึงรีบตามเข้าไป แล้ววิ่งไปหาหมาป่าสีเทาและกอดมันเอาไว้พลางลูบหัวของมันเพื่อปลอบใจ จากนั้นเขาก็ส่งสัญญาณให้เด็กหญิงว่าหมาป่าตัวนี้เป็นเพื่อนของเขา

“ทำไมถึงมีหมาป่าอยู่ที่นี่?” หลัวเซียวเซียวตกใจเมื่อเห็นหมาป่าสีเทา และนางก็กลัวว่าหมาป่าจะคลั่งจนกัดคน ดังนั้นนางจึงไปขวางองค์หญิงหกเอาไว้ข้างหลังตัวเอง

“นี่ เซียวเซียว เจ้าอย่าได้กังวลเกินไปนัก เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าสหายของเจ้าคนนี้ไม่กลัวแม้กระทั่งเสือ” มู่ไป๋ไป่ยิ้มขณะดันตัวคนข้างหน้าออกไป ก่อนจะเดินเข้าไปหาหมาป่าสีเทาและนั่งลงข้างมัน

ดวงตาของหมาป่าตัวนี้มีแสงสลัวราวกับว่ามันมองเห็นได้ไม่ชัดเจน

หลังจากที่คนตัวเล็กคิดเช่นนั้น เธอก็ยื่นมือเล็ก ๆ ออกไปโบกต่อหน้ามัน ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จากดวงตาของมัน

“นั่นใครน่ะ…?” เสียงแผ่วเบาดังขึ้นพร้อมกับลมหายใจที่ติดขัด

“เจ้าหมาป่าน้อย ทำไมเจ้าถึงได้รับบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้?” มู่ไป๋ไป่ยิ้มพลางเอื้อมมือไปลูบหัวหมาป่าโดยตรง

หมาป่าสีเทากำลังจะโมโหเมื่อมันได้ยินอีกฝ่ายเรียกตนเองว่า ‘เจ้าหมาป่าน้อย’ แต่จู่ ๆ มันก็ถูกรัศมีบางอย่างห่อหุ้มเอาไว้

นี่คือ…จ้าวอสูร!

เจ้าหมาป่าพยายามลุกขึ้นเพื่อทำความเคารพมู่ไป๋ไป่

“อย่าขยับ!” เมื่อเด็กหญิงสัมผัสได้ถึงความคิดของมัน เธอก็รีบกดตัวของมันเอาไว้ “ตอนนี้เจ้ากำลังได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นเจ้าไม่ควรขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า”

“ท่านจ้าวอสูร…” หมาป่าสีเทาเอียงคอไปทางมู่ไป๋ไป่เพื่อตามหาต้นเสียง “ท่านคือท่านจ้าวอสูรจริง ๆ หรือ?”

“ข้าเอง” คนตัวเล็กกระซิบตอบเสียงเบา จากนั้นก็หันไปสั่งให้หลัวเซียวเซียวไปเอายามาให้

เด็กหญิงยังคงเป็นห่วงองค์หญิงหกไม่กล้าปล่อยให้อีกคนต้องอยู่ที่นี่เพียงลำพัง แต่นางก็ไม่อาจขาดคำสั่งขององค์หญิงได้ นางจึงทำได้เพียงวิ่งออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่ขาของตนจะเอื้ออำนวย

“เป็นบุญของข้ายิ่งนักที่ได้พบท่านจ้าวอสูรก่อนที่ข้าจะตาย ถ้าวันนี้ข้าต้องตายข้าก็ไม่เสียใจเลย” หมาป่าสีเทานอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น “ท่านจ้าวอสูร ท่านอย่าได้เหนื่อยเปล่าเลย ข้ารู้ว่าข้าไม่มีทางรอดแล้ว”

ตัวมันอายุมากแล้ว มันต่อสู้พ่ายแพ้หมาป่ารุ่นใหม่ที่เข้ามาแย่งชิงตำแหน่งจ่าฝูง และยังมาตกหลุมพรางของนายพรานอีก

หากมนุษย์โง่เขลาคนนี้ไม่ลากมันมาที่นี่ท่ามกลางฝนตกหนัก มันคงจะตายอยู่ในภูเขาไปนานแล้ว

“ไม่ว่าเจ้าจะอยู่หรือตายนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าหรือข้า” มู่ไป๋ไป่ลูบหัวของหมาป่าตรงหน้าพลางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะถามว่า “เจ้าเป็นอะไรกับ ‘คนบ้า’ คนนั้นหรือ?”

“เรา…ไม่รู้จักกันมาก่อน…” หมาป่าสีเทาหอบหายใจถี่ขึ้นและตอบเสียงขาด ๆ หาย ๆ “ข้าเคยช่วยเขาไว้บนภูเขาครั้งหนึ่ง… จากนั้นเขาก็จะนำอาหารมนุษย์มาให้ข้าบนภูเขาเสมอ…”

ตอนนี้มู่ไป๋ไป่ก็ได้รู้แล้วว่า ‘คนบ้า’ คนนี้มาที่วัดฮู่กั๋วเพื่อขโมยอาหารไปให้หมาป่าตัวนี้

ซึ่งมันนับว่าเขาเป็นคนที่รู้จักบุญคุณคน

“อา ๆๆ” ‘คนบ้า’ ที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่เข้าใจภาษาสัตว์ เขาแค่ฟังมู่ไป๋ไป่พูดออก พอได้ยินอีกฝ่ายพูดคำว่า ‘ตาย’ เขาจึงเป็นกังวลขึ้นมา

จบบทที่ บทที่ 90: ช่วยเหลือคนบ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว