เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 88: เขาได้รับบาดเจ็บ

บทที่ 88: เขาได้รับบาดเจ็บ

บทที่ 88: เขาได้รับบาดเจ็บ


“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมก่อนหน้านี้ข้าถึงได้ง่วงนอนมากขนาดนั้น ที่แท้เป็นท่านที่วางยาข้า” มู่ไป๋ไป่กัดฟันแน่น “หรงเฟย ท่านและข้ามีความเกลียดชังอะไรถึงขั้นที่ทำให้ท่านต้องฆ่าข้าเช่นนี้”

“ถ้าเป็นเรื่องที่เราขัดแย้งกันต่อหน้าไทเฮาเมื่อวาน…”

“พระสนม ท่านไม่มีแม้แต่ความอดทนที่จะยอมละเว้นผู้เยาว์คนหนึ่งเลยหรือ?”

ถ้อยคำของเด็กหญิงนั้นฟังดูประหลาดใจแกมเหน็บแนม อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีเจ้าสัตว์ประหลาดอยู่ข้างกายเธอ และหรงเฟยก็ดูเหมือนจะมีท่าทีหวาดกลัวเขา ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะโมโหแล้วทำอะไรหุนหันพลันแล่น

“ไอ้ไพร่ชั้นต่ำ เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าได้อย่างไร?!” ใบหน้าของหรงเฟยเปลี่ยนสีทันที นางไม่สนใจสิ่งอื่นใดแล้วพุ่งเข้าไปถีบขันทีคนนั้นจนล้มลงไปกองกับพื้น “ปกติแล้วข้าคอยดูแลเจ้าอย่างดี แต่ตอนนี้เจ้ากลับรักตัวกลัวตายจนกล้าใส่ร้ายป้ายสีข้าอย่างนั้นหรือ?”

“การเก็บบ่าวไพร่ที่ไม่ซื่อสัตย์เช่นเจ้าเอาไว้จะมีประโยชน์อะไร!”

“ข้าจะฆ่าเจ้าด้วยมือของข้าเอง!”

หญิงสาวหยิบก้อนหินขึ้นมาจากพื้นหมายจะขว้างไปที่หัวของขันที

อย่างไรก็ตาม ก้อนหินนั้นก็ไม่ได้ตกกระทบลงบนหัวของเขา

บัดนี้หรงเฟยยืนตัวแข็งทื่อ มือของนางที่ยังคงจับก้อนหินยกค้างอยู่กลางอากาศ และมีปิ่นปักผมแหลมกำลังจ่ออยู่ที่คอเรียวระหงของนาง

ปิ่นปักผมนั้นดูคุ้นตาหญิงสาวมาก มันเป็นปิ่นปักผมอันโปรดของนางที่ได้มาเมื่อไม่นานมานี้

ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งที่เซียวถังอี้ทำ พอทุกคนรู้สึกตัว เขาก็ไปยืนอยู่ด้านหลังหรงเฟย พร้อมกับดึงปิ่นปักผมออกจากหัวของนางแล้วไปจ่อไว้ที่คอ

จากนั้นบริเวณหน้าผาก็เงียบลง

มีเพียงมู่ไป๋ไป่ที่ตื่นจากภวังค์ ก่อนจะปรบมือและตะโกนว่า “สุดยอด!”

ซึ่งการกระทำนี้เรียกสายตารังเกียจจากเด็กหนุ่มได้เป็นอย่างดี

“ยะ…อย่า...” หรงเฟยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “อย่าฆ่าข้า ข้าผิดไปแล้ว...”

เซียวถังอี้มองนางอย่างเย็นชาและค่อย ๆ เปิดปากพูดว่า “ตอนนี้ข้าจะให้โอกาสเจ้าตอบคำถามข้าอีกครั้ง ทำไมเจ้าถึงอยากฆ่านาง?”

หรงเฟยตกใจมากจนต้องทรุดตัวลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้น ก่อนจะคำนับให้กับเซียวถังอี้และมู่ไป๋ไป่อย่างสิ้นหวัง “องค์หญิงหก ข้าขอโทษ ดวงตาข้ามืดบอดไปชั่วขณะเพราะความเกลียดชัง ข้าคิดว่าการฆ่าองค์หญิงจึงจะช่วยบรรเทาความโกรธนี้ได้”

“ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าทำเช่นนั้นอีกแล้ว”

“ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!”

หลังจากหญิงสาวกล่าวจบ นางก็คลานเข้าไปกอดต้นขามู่ไป๋ไป่ ทำให้ชายเสื้อของเด็กหญิงเปื้อนน้ำตาของนาง

“มารู้สึกเสียใจตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว” คนตัวเล็กผลักอีกฝ่ายออกไปด้วยความรังเกียจ “ตอนที่ท่านสั่งให้คนของท่านมาฆ่าข้า ทำไมท่านถึงไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดล่ะ?”

“องค์หญิงหกพูดถูก เมื่อก่อนข้าหลงผิด ตอนนี้ข้ารู้ความผิดของตัวเองแล้ว โปรดไว้ชีวิตข้าเถอะ จากนี้ไปองค์หญิงจะให้ข้าทำอะไรเป็นการตอบแทนก็ได้ ข้าจะทำทั้งสิ้น” หรงเฟยพยักหน้าทั้งน้ำตา

มู่ไป๋ไป่ขมวดคิ้วและกำลังจะพูดบางอย่าง แต่จู่ ๆ เธอก็เห็นร่างของเซียวถังอี้เริ่มซวนเซ ก่อนที่เธอจะสังเกตเห็นว่าบนเสื้อผ้าของเขามีรอยเปียกชุ่มอยู่

เมื่อครู่นี้เธอได้กลิ่นเลือดแรง ๆ โชยมาจากอีกฝ่าย ตอนแรกเธอคิดว่าเป็นเลือดของขันทีที่กระเด็นมาเปื้อนร่างกายของเขาตอนที่เขาลงมือ

แต่พอเห็นว่าสภาพโดยรอบร่างของขันทีคนนั้นสะอาดมาก บ่งบอกได้ว่าผู้กระทำลงมือได้เด็ดขาด และไม่มีทางที่จะปล่อยให้เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เจ้าสัตว์ประหลาดได้รับบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ?

ทันทีที่มู่ไป๋ไป่คิดได้ดังนี้ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป เธอไม่อยากยืดเยื้อกับหรงเฟยอีก ดังนั้นเธอจึงพูดด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “คราวนี้ไทเฮาพาพวกเรามาที่นี่ก็เพื่อสวดมนต์ขอพรให้กับแคว้นเป่ยหลง การปล่อยให้เกิดฉากนองเลือดมันไม่เป็นมงคล ครั้งนี้ข้าจะไว้ชีวิตท่านไปก่อน”

“ต่อจากนี้ไปท่านจะต้องอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวในวังหลัง”

“หากท่านยังมีความคิดที่ไม่เข้าท่า ท่านอย่าได้ตำหนิว่าข้าหยาบคายกับท่านก็แล้วกัน”

หลังจากหรงเฟยได้ยินว่าตนได้รับการอภัยแล้ว นางจึงคุกเข่าขอบคุณองค์หญิงหกซ้ำ ๆ

มู่ไป๋ไป่ไม่สนใจเรื่องของนางอีกต่อไปและพาเซียวถังอี้ไปที่วัดฮู่กั๋ว

เมื่อเธอแน่ใจแล้วว่าพวกตนอยู่ห่างจากหรงเฟยที่ตามมาอยู่ข้างหลัง เธอจึงกระซิบถามคนเจ็บเสียงแผ่วเบาว่า “เหตุใดท่านจึงได้รับบาดเจ็บ?”

ดวงตาของเซียวถังอี้สั่นไหวชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะหลุบตาลงต่ำเพื่อมองดูคนตัวเล็กที่สูงเหนือเอวเขาเพียงเล็กน้อย ดวงตากลมโตสีเข้มคู่หนึ่งสะท้อนแสงจันทร์ และใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาของนางเต็มไปด้วยความกังวล

“มันเป็นเพียงแค่อาการบาดเจ็บ ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย” พอมู่ไป๋ไป่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมตอบอะไร เธอก็คิดว่าเขากำลังอับอาย “ท่านไม่เคยได้ยินหรือว่า สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง”

“นาน ๆ ครั้งท่านจะพลาดสักที ท่านไม่จำเป็นต้องคิดมาก”

“วันนี้ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ท่านคือผู้มีพระคุณของข้า”

“มาเถอะ ข้าจะพาท่านไปทำแผล”

มู่ไป๋ไป่ลืมคำสาบานที่ให้ไว้กับตัวเองว่าจะไม่มีวันพบหน้าเขาอีกเป็นครั้งที่ 2 ไปจนสิ้น และพาคนตัวโตกว่ากลับไปยังเรือนพักของตนโดยไม่ทันสังเกตเห็นบางสิ่ง

ปัจจุบันหลัวเซียวเซียวยังคงนอนหลับสบายอยู่บนเตียงเล็ก ๆ ในห้องด้านใน

มู่ไป๋ไป่รีบจุดเทียนพร้อมกับนำกำยานที่อยู่ในกระถางออกไปทิ้ง จากนั้นจึงใช้ชาที่เย็นชืดปลุกสหายตัวน้อยให้ตื่น

“องค์หญิงหก?” หลัวเซียวเซียวลุกขึ้นจากเตียงด้วยความรู้สึกสับสนคล้ายกับคนตัวเล็กก่อนหน้านี้ “นี่ก็ดึกแล้ว เหตุใดพระองค์ถึงยังไม่บรรทม แล้วคนผู้นี้เป็นใคร… ท่านเป็นใคร!?”

เมื่อเด็กหญิงเห็นเซียวถังอี้ที่เป็นคนแปลกหน้าปรากฏขึ้นในห้องอย่างกะทันหัน นางก็คว้ามีดสั้นที่อยู่ข้างหมอน และไปยืนขวางอยู่ตรงหน้าองค์หญิงหก

“เจ้าใจเย็นก่อน” มู่ไป๋ไป่รีบดึงสหายตัวน้อยกลับมา “เขาคือคนที่ช่วยชีวิตข้าไว้ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเขาเป็นคนที่ส่งข้ากลับมาในวันนั้น”

หลัวเซียวเซียวมองไปที่หน้ากากของคนแปลกหน้า ก่อนจะจำได้ว่านี่คือคนที่พาตัวองค์หญิงหกไปจากกลางตลาดแล้วส่งนางกลับมา

น่าแปลก…

“คืนนี้พวกเราถูกหรงเฟยเล่นงาน นางได้วางยาสลบเราอยู่ในกระถางกำยาน หลังจากที่พวกเราหลับใหลไปก็มีคนมาลักพาตัวข้าไปที่ภูเขาด้านหลัง พวกเขาตั้งใจจะฆ่าข้า” มู่ไป๋ไป่อธิบายสถานการณ์ทั้งหมดสั้น ๆ “ถ้าเมื่อครู่นี้เขาไม่มาช่วยข้าไว้ ข้าคงตายอยู่ใต้หน้าผาไปแล้ว”

หลัวเซียวเซียวตกใจมากเมื่อได้ยินเช่นนี้ แล้วรีบถามองค์หญิงหกว่าเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บหรือไม่

“ข้าไม่เป็นอะไร เขาต่างหากที่เป็น” มู่ไป๋ไป่ชี้ไปที่เซียวถังอี้ซึ่งอยู่ด้านข้างแล้วพูดกับสหายว่า “รีบไปเอายารักษาบาดแผลที่ดีที่สุดที่เรานำติดตัวมาด้วยออกมาให้หมด”

“เจ้าก็อย่าทำอะไรกระโตกกระตากล่ะ อย่าทำให้คนของไทเฮารู้เข้า”

หลัวเซียวเซียวพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน จากนั้นนางก็สงบสติอารมณ์และเดินไปที่เรือนถัดไป

ขณะนี้ภายในห้องเหลือเพียงเซียวถังอี้กับมู่ไป๋ไป่ ทันใดนั้นก็เกิดความเงียบงันขึ้นอย่างกะทันหันจึงทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ ไม่นานเธอก็กระแอมในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเริ่มต้นบทสนทนา “ตอนนี้ท่านรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าข้าเป็นองค์หญิง?”

เด็กหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ รินชาใส่ถ้วยและยกขึ้นดื่ม แล้วหันไปมองคนพูด “เช่นนั้นหรือ?”

“แล้วท่านไม่กลัวหรือ?” มู่ไป๋ไป่วิ่งไปนั่งตรงข้ามอีกคน ก่อนจะเอามือเท้าคางพูดกับเขาว่า “เรื่องที่ท่านทำกับข้าตอนที่อยู่ในเมือง ท่านไม่กลัวว่าข้าจะเอาไปฟ้องท่านพ่อ และทำให้ท่านต้องโทษประหารชีวิตหรือ?”

เซียวถังอี้ยกยิ้มมุมปากขณะพูดเบา ๆ ว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ควรตัดหัวเจ้าออกก่อนที่เจ้าจะทันได้ทำเช่นนั้น”

มู่ไป๋ไป่สั่นสะท้านไปทั้งตัวพร้อมกับหดคอกลับ ก่อนจะยู่ริมฝีปากเข้าหากัน “นี่ท่านไม่เข้าใจเรื่องขำ ๆ บ้างเลยหรืออย่างไร?”

จบบทที่ บทที่ 88: เขาได้รับบาดเจ็บ

คัดลอกลิงก์แล้ว