เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 74: ข้ามีตา

บทที่ 74: ข้ามีตา

บทที่ 74: ข้ามีตา


เมื่อหลัวเซียวเซียวเห็นว่ามู่ไป๋ไป่กำลังจะไปเดินเล่นอีกครั้ง ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นตกใจ และนางก็รีบห้ามอีกฝ่ายเอาไว้ “องค์หญิงหก พระองค์ทรงอย่าได้เสี่ยงชีวิตอีกเลยเพคะ วันนี้เซียวเซียวกลัวแทบตาย ถ้ามันเกิดขึ้นอีกครั้ง เซียวเซียวคงได้ตายจริงแน่”

“วันนี้มันเป็นเพียงแค่อุบัติเหตุ” มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นปลอบใจสหาย “ดูสิ ตอนนี้เราปลอดภัยดีไม่ใช่หรือ?”

หลัวเซียวเซียวเม้มปากและไม่ยอมพูดอะไรอีก

วันนี้ตอนที่พวกนางไปเที่ยวเล่นที่ตลาด นางก็รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอและไร้พลังยามที่เห็นองค์หญิงถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อตา

ในระหว่างที่คิดนางก็กระชับมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแน่น

เดิมทีนางคิดว่าหลังจากได้ร่ำเรียนวิชาการต่อสู้จากองครักษ์เงาขององค์รัชทายาทแล้ว นางจะสามารถปกป้องมู่ไป๋ไป่ได้

แต่ในความเป็นจริง พอเผชิญหน้ากับอันตราย นางก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยืนโง่ ๆ อยู่ที่เดิม

ข้ายังอ่อนแอเกินไป!

เมื่อมู่ไป๋ไป่เห็นหลัวเซียวเซียวก้มหน้าเงียบ เธอก็ก้มศีรษะลงไปมองอีกฝ่าย ซึ่งพอดีกับที่มีเสียงไทเฮาเรียกเธอจากด้านหน้า

“ไป๋ไป่ มานี่สิ” ไทเฮาที่มีชิงเยว่ช่วยพยุงลงจากรถม้ากำลังโบกมือให้เธอ “ทางที่เหลือต่อจากนี้เป็นทางขึ้นเขา มานี่ เจ้ามาเดินกับย่า”

มู่ไป๋ไป่หันไปมองซูหว่าน หลังจากได้รับการอนุญาตจากแม่แล้ว เธอก็รีบวิ่งไปจับมือผู้เป็นย่า

จากนั้นเจ้าอาวาสและไต้ซือที่มาต้อนรับไทเฮาต่างก็มองดูเด็กหญิงด้วยสายตาประเมิน เพราะเมื่อหลายปีก่อนที่ไทเฮาเสด็จมาที่วัดฮู่กั๋ว พวกเขาไม่เคยเห็นพระนางปฏิบัติตัวเช่นนี้กับองค์หญิงหรือองค์ชายคนใดแบบนี้เลย

เมื่อมู่ไป๋ไป่สัมผัสได้ถึงสายตาประเมินของทุกคน เธอก็ยิ้มสดใสให้กับพวกเขาก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “นมัสการไต้ซือ”

มู่ไป๋ไป่เป็นคนผิวขาวและเรียบเนียน ยามที่เธอยิ้มยิ่งทำให้ใบหน้าผ่องใส ทันใดนั้นเหล่าไต้ซือก็รู้สึกจิตใจหวั่นไหว แล้วพวกเขาก็ชื่นชมในความน่ารักของเธอ

ไทเฮาที่มีพระเกียรติสูงที่สุดเดินนำอยู่ด้านหน้าขบวนที่กำลังเดินขึ้นไปบนภูเขาโดยจับมือหลานสาวเอาไว้ ในระหว่างนั้นเหล่าไต้ซือก็ได้อธิบายเกี่ยวกับพืชและต้นไม้ที่เรียงรายอยู่ข้างทางให้พระนางฟัง

แม้ว่าภูเขาจะไม่ได้สูงนัก แต่มู่ไป๋ไป่ที่ยังอยู่ในร่างเด็กเดินมาได้เพียงครึ่งทางก็ทนไม่ไหวแล้ว เดิมทีเธออยากขออนุญาตไทเฮาให้เรียกองครักษ์มาอุ้มเธอขึ้นไป แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพระนางถึงหันมามองเธอแล้วก็อุ้มเธอเดินขึ้นเขาเอง

“ท่านย่า! รีบวางหม่อมฉันลงเร็วเข้า!” เด็กหญิงตกใจมากเพราะกลัวว่าตนอาจจะไปเป็นต้นเหตุที่ทำให้เอวของพระนางเคล็ด แบบนี้มันจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีไม่ใช่หรือ?

“ไม่เป็นไร” เด็กน้อยในอ้อมแขนไทเฮานั้นทั้งตัวนุ่มนิ่มทั้งน่ากอด มันให้ความรู้สึกดีมากยามที่พระนางอุ้มเด็กคนนี้ไว้ในอ้อมแขน

“ไม่ได้เพคะ! ทางเดินขึ้นเขายากลำบากนัก ถ้าเกิดท่านย่าล้มไปหม่อมฉันจะทำอย่างไร” มู่ไป๋ไป่ยังคงยืนกรานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านย่าไทเฮา ในครั้งนี้เรามาสวดมนต์เพื่อขอพรให้กับแคว้นเป่ยหลง มันคงไม่เป็นมงคลหากเราได้รับบาดเจ็บระหว่างทางขึ้นเขานะเพคะ”

หลังจากไทเฮาได้ยินสิ่งที่หลานสาวพูด พระนางก็ยอมแพ้และยอมส่งต่อมู่ไป๋ไป่ให้กับองครักษ์อย่างไม่เต็มใจ

2 เค่อต่อมา ทุกคนก็เดินมาถึงยอดเขา

ตามกฎของปีก่อน ไทเฮาจะพักอยู่ในเรือนที่แยกออกจากคนอื่น ส่วนองค์หญิงและพระสนมก็จะพักอยู่ที่เรือนอีกแห่ง

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ไทเฮาทรงอุ้มหลานสาวไปยังเรือนรับรองส่วนพระองค์โดยตรง และคอยให้นางอยู่ข้างกายตลอดเวลา โดยให้เหตุผลว่ามู่ไป๋ไป่จะสามารถฟังคำอธิบายและพระธรรมเทศนาของเจ้าอาวาสได้เข้าใจมากขึ้นหากอยู่ข้างกายพระนาง

และนั่นทำให้หว่านผินไม่อาจปฏิเสธได้ แต่มู่ไป๋ไป่รู้สึกว่ามันไม่สำคัญเลยว่าตนจะอาศัยอยู่ที่ใด

หลังจากตกลงกันได้ลงตัวแล้ว ทุกคนจึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อนค่ำ

ที่นี่ไม่ได้งดงามเท่ากับในวังหลวง ขณะนี้พระอาทิตย์เพิ่งจะตกดิน ทำให้ภูเขาทั้งลูกตกอยู่ในความเงียบงัน

ส่วนเจ้าส้มที่ใช้พลังงานมาทั้งวันก็นอนอยู่ข้างหน้าต่างพลางมองไปยังทิศทางที่ตั้งของเมืองหลวงพร้อมกับทอดถอนหายใจ

“เจ้าจะถอนหายใจทำไม?” มู่ไป๋ไป่รู้สึกรำคาญเสียงถอนหายใจของแมวอ้วน ดังนั้นเธอจึงหยิบของเล่นที่ซื้อมาในวันนี้ออกมาขว้างใส่มัน “นี่เจ้าติดสัดหรืออย่างไร?”

“เจ้ายังเป็นเด็กอยู่เลย เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าติดสัดคืออะไร” เจ้าส้มมองย้อนกลับไป “ข้าคิดถึงแม่นางขาวมณีชะมัด…”

‘แม่นางขาวมณี’ คือแมวตัวสีขาวซึ่งเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้เจ้าส้มหายตัวไปในวันนี้

มุมปากของมู่ไป๋ไป่กระตุกทันที “ข้าเห็นว่าเจ้าไม่สนใจแมวตัวไหนสักตัวในวังหลวงเลย ทำไมเจ้าถึงโดนแมวป่าตกทันทีที่ออกจากวังล่ะ? เจ้านี่มันเกินความคาดหมายของข้าจริง ๆ สมแล้วที่เป็นแมวผีเข้าผีออก”

“ฮึ! ดอกไม้บ้านไม่หอมเท่าดอกไม้ป่า” เจ้าส้มแค่นเสียงในลำคออย่างเย่อหยิ่ง “เจ้าคงไม่เข้าใจหรอก”

“แค่ก ๆ” เด็กหญิงแทบสำลักน้ำลาย “เจ้าไปเรียนรู้คำพูดไร้สาระพวกนี้มาจากไหนกัน!”

เธอเพิ่งค้นพบว่าเวลาเพียง 1 วันหลังออกจากวังหลวง เจ้าส้มได้เปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนเดิมอีกต่อไป

ยามนี้แมวตัวโตนอนหน้าคว่ำเลิกพูดกับมู่ไป๋ไป่ และยังคงคิดถึงแม่นางขาวมณีของมันไม่หยุดหย่อน

ส่วนคนตัวเล็กก็นอนกลิ้งอยู่บนเตียงเป็นเวลาเกือบ 1 ก้านธูป เธอรู้สึกนอนไม่หลับและเบื่อหน่าย จึงลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมพร้อมที่จะออกไปเล่นกับหลัวเซียวเซียว

เนื่องจากที่เรือนรับรองมีห้องพักไม่เพียงพอ หลัวเซียวเซียวจึงถูกจัดให้ไปพักรวมอยู่ในเรือนพักของเหล่าสตรีในวัง ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักของมู่ไป๋ไป่ไปเล็กน้อย

เด็กหญิงอาศัยความทรงจำในหัวเดินไปที่นั่นช้า ๆ โดยหยุดเป็นครั้งคราวเพื่อชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนโดยรอบ

ในคืนนี้มีเพียงเมฆบาง ๆ ลอยคลออยู่บนท้องฟ้า ทำให้ดวงจันทร์สามารถส่องแสงมายังโลกได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้พืชพรรณบนภูเขาดูเหมือนจะถูกปกคลุมไปด้วยชั้นแสงจันทร์สีนวล ทำให้เธอคิดถึงภาพที่วิญญาณโสมดูดซับพลังฟ้าดินในครั้งที่แล้ว

มู่ไป๋ไป่แอบคิดกับตัวเองว่าอาจจะมีพืชบนภูเขานี้ที่กำลังบำเพ็ญเพียรจนมีจิตวิญญาณเหมือนต้นโสม หลังจากนั้นไม่นาน มู่ไป๋ไป่ก็เริ่มตามหาพวกมัน

แต่จู่ ๆ คนตัวเล็กก็เห็นชายคนหนึ่งมายืนอยู่ระหว่างทางเดินตรงหน้าเธอ เขาสวมชุดคลุมสีดำและมีหน้ากากเงินบดบังใบหน้า เขายืนเอามือไพล่ไว้ข้างหลังขณะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ภาพของเขาที่สะท้อนอยู่ใต้แสงจันทร์นั้นงดงามดุจวิญญาณแห่งพงไพร

ราวกับว่าเขารับรู้ถึงสายตาของเธอ ชายคนนั้นค่อย ๆ ลดสายตาลง ทำให้เธอสามารถเห็นดวงตาเรียวยาวและเรียบเฉยภายใต้หน้ากากได้อย่างชัดเจน น่าแปลกที่นัยน์ตาคู่นั้นกลับน่าหลงใหล

มู่ไป๋ไป่จึงเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวพร้อมกับหัวสมองว่างเปล่า

ทำไมก่อนหน้านี้เธอถึงไม่เห็นว่าดวงตาของคนผู้นี้งดงามมากเพียงใด?

ไม่ใช่สิ!

ทำไมจู่ ๆ เขาถึงมาอยู่ที่นี่กัน?

มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้ากันแน่?

ท่านแม่ของเธอพูดถูก หัวใจของมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง และเธอจะต้องอยู่ให้ห่างจากบุคคลนี้

มู่ไป๋ไป่ตื่นจากภวังค์อย่างรวดเร็วและจ้องมองเด็กหนุ่มประหนึ่งว่ากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าเกรงขาม พร้อมกับค่อย ๆ ก้าวถอยหลังไปโดยวางแผนที่จะกลับไปยังเรือนพักของตัวเอง

ในช่วงเวลาแห่งความเงียบงันนี้ เจ้าส้มในอ้อมแขนของเด็กหญิงก็หลุดออกจากมือแล้ววิ่งหายเข้าไปในป่าจนเธอไม่อาจตามทัน

“แมวของเจ้าหนีไปแล้ว” เซียวถังอี้ช่วยเอ่ยปากเตือนคนตัวเล็กที่เอาแต่ยืนตกตะลึง

ทำให้มู่ไป๋ไป่ตวัดตามองเขาแบบโกรธ ๆ “ข้ามีตา ข้าเห็นมันแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องเอ่ยเตือนข้าหรอก!”

เซียวถังอี้เลิกคิ้ว เมื่อครู่ตอนที่เขาหันไปมองเจ้าตุ๊กตาตัวน้อยนี้ดูเหมือนว่านางจะกลัวเขา เขายังอยากจะรู้ว่าเพียงแค่ผ่านไปครึ่งวันมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ถึงทำให้ท่าทีของนางที่มีต่อเขาเปลี่ยนไปมากราวกับพลิกฝ่ามือ

ตอนนี้ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มจะคิดมากเกินไป เพราะเจ้าตัวเล็กคนนี้คงไม่รู้ว่าคำว่า ‘กลัว’ เขียนอย่างไร

ถัดมา เซียวถังอี้ยื่นมือออกมาแล้วกระดิกนิ้วชี้ให้กับอีกฝ่ายคล้ายกำลังเรียกสุนัข ก่อนจะพูดว่า “มานี่”

“...” มู่ไป๋ไป่ชะงักไปและส่ายหัวปฏิเสธ “ไม่!”

จบบทที่ บทที่ 74: ข้ามีตา

คัดลอกลิงก์แล้ว