เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34: สหายร่วมเรียนตัวน้อย

บทที่ 34: สหายร่วมเรียนตัวน้อย

บทที่ 34: สหายร่วมเรียนตัวน้อย


เจ้าส้มไม่อาจขัดขืนอะไรได้จึงถูกเด็กหญิงตัวน้อยพาออกจากตำหนักไป ในขณะที่มันตะโกนโวยวายใส่อีกฝ่ายอย่างฉุนเฉียว

แต่คนตัวเล็กก็แลบลิ้นท้าทายมัน “ข้าไม่ปล่อยหรอก”

ด้านนอกตำหนักอิ๋งชุน มู่จวินฝานกำลังยืนรออยู่ที่เดิมที่เขามารับมู่ไป๋ไป่เมื่อวานนี้

วันนี้เด็กหญิงสวมชุดสีเขียวมรกต ซึ่งมันขับให้ใบหน้ากลมนั้นดูน่ารักมากขึ้น

“ท่านพี่รัชทายาท” มู่ไป๋ไป่เอ่ยทักทายผู้เป็นพี่ชาย

“เมื่อคืนเจ้านอนไม่หลับหรือ?” มู่จวินฝานยื่นมือไปจูงคนตัวเล็กอย่างเป็นธรรมชาติและเห็นว่าดวงตาของนางมีรอยดำคล้ำ เขาจึงถามขึ้นมาอย่างเป็นกังวล

“เพคะ” มู่ไป๋ไป่ปิดปากหาวพลางพยักหน้า “ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้ฝันเยอะขนาดนั้น”

“เจ้าฝันอะไรหรือ?” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วหลังจากได้ยินคำพูดของเด็กหญิง แล้วมือที่กุมมือเล็กไว้ก็เปลี่ยนมาจับตรงบริเวณชีพจร

“หืม? ท่านพี่รัชทายาท ท่านรู้วิชาการแพทย์ด้วยหรือ?” มู่ไป๋ไป่รู้สึกสงสัยเมื่อเห็นการกระทำของเขา

มู่จวินฝานพยักหน้าเบา ๆ “ข้าพอจะเข้าใจนิดหน่อย”

ในขณะที่เขาร่ำเรียนอยู่ในศาลาหมิงหลี่ อาจารย์เสิ่นได้หยิบยกตำราแพทย์โบราณขึ้นมาคุยกับเขาในเวลาว่างหลังจากทำการบ้านเสร็จ

พวกเขามักจะใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายเพื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงมีความรู้เกี่ยวกับการรักษาเยอะมาก

“ยอดไปเลย...” มู่ไป๋ไป่พูดออกมาจากใจจริง สมแล้วที่เขาเป็นถึงองค์รัชทายาท ตัวเขานั้นได้อ่านตำราทุกแขนงและยังมีทักษะในการรักษาด้วย

“ไป๋ไป่เป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพแข็งแรงดีหรือไม่?” เด็กหนุ่มเอ่ยถาม

ตัวนางนั้นได้กินอิ่มนอนอุ่น กินข้าวมื้อละ 2 ชาม แล้วก็นอนหลับพักผ่อนตลอดทั้งคืน

ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากที่ร่างของเด็กอายุ 4 ขวบครึ่งจะสามารถอุ้มเจ้าแมวอ้วนสีส้มตัวนี้ได้

มู่จวินฝานขมวดคิ้วน้อย ๆ ขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เขาก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาดังมาจากด้านหน้า

“ช่วย บุ๋ง ๆๆ… บุ๋ง ๆ…”

“ช่วยด้วย!”

“ช่วย…”

“ท่านพี่รัชทายาทได้ยินหรือไม่?” มู่ไป๋ไป่มองไปยังทิศทางที่มาของเสียง “ดูเหมือนว่ามีคนกำลังร้องขอความช่วยเหลือ”

“เจ้ามนุษย์โง่ ไม่ใช่แค่เหมือน แต่มีคนกำลังร้องขอความช่วยเหลือจริง ๆ”

เนื่องจากประสาทสัมผัสในการได้ยินของแมวนั้นไวกว่ามนุษย์ เจ้าส้มจึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเอือมระอา “ไม่ต้องเดาเลย เสียงมาจากทิศทางของทะเลสาบไป่ฮวา คงมีคนตกลงไปในน้ำ”

แถมมันยังได้ยินว่ามีคนอยู่บนฝั่งด้วย แต่ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนที่พลัดตกลงไปในน้ำเลย

ตัวมันนั้นเคยเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายในรั้ววังหลวง มันคงเป็นเพียงกลอุบายโง่ ๆ ที่มนุษย์ใช้ฆ่ากันเอง

มู่ไป๋ไป่จับมือของมู่จวินฝานแล้ววิ่งไปทางต้นเสียงโดยไม่รีรอ

ณ ริมทะเลสาบไป่ฮวา

ยามนี้เด็กผู้หญิงในชุดคลุมสีเหลืองพยายามตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ ในขณะที่เด็กหลายคนโบกมืออยู่บนชายฝั่งกำลังหัวเราะและมองดูอยู่เฉย ๆ โดยไม่มีใครคิดจะลงไปช่วยนางเลยสักคน

ในตอนที่มู่ไป๋ไป่จูงมือมู่จวินฝานเข้ามา เด็กหญิงที่ตกลงไปในน้ำก็อ่อนแรงมากจนแทบพูดอะไรไม่ได้แล้ว

“ท่านพี่รัชทายาท!” พอคนตัวเล็กเห็นว่าคนผู้นั้นกำลังจะจมน้ำตาย เธอก็ตกใจและเหลือบมองพี่ชาย

มู่จวินฝานที่อยู่ด้านข้างโบกมือเป็นสัญญาณให้ทหารองครักษ์ลงไปช่วยคนทันที

“เจ้าเป็นใคร อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่น เอาเวลาไปสนใจแต่เรื่องของตัวเองเถอะ!” เด็กกลุ่มนั้นที่ยืนอยู่ริมฝั่งทะเลสาบมีคนหนึ่งที่ดูจะมีอายุมากกว่าทุกคนเล็กน้อยและเป็นผู้นำของกลุ่ม เมื่อเห็นว่ามีคนยื่นมือเข้ามาช่วยคนที่จมน้ำ เขาจึงตะโกนขึ้นมา

“บังอาจ!” ขันทีที่ติดตามรัชทายาทตะคอกเสียงดัง “นี่คือองค์รัชทายาทกับองค์หญิงหก ยังไม่ทำความเคารพกันอีก”

เด็กกลุ่มนั้นไม่คาดคิดว่าคนที่เข้ามาจะเป็นเชื้อพระวงศ์ พวกเขาจึงรีบคุกเข่าลงด้วยความตื่นตระหนก

ในทางกลับกัน คนที่เป็นหัวโจกกลับส่งเสียงดูถูกในลำคอ ก่อนจะคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างไม่เร่งร้อน

เนื่องจากอีก 7 วันหลังจากนี้จะเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของลี่เฟย เนื่องด้วยลี่เฟยไม่มีวี่แววว่าจะมีทายาทมาหลายปีแล้ว นางจึงขออนุญาตมู่เทียนฉงโดยการเลือกเด็กจากญาติทางฝ่ายของนางมาเข้าร่วมงานฉลองวันเกิดกับนางในวัง

แล้วคนที่เป็นหัวโจกคนนี้ก็คือหลานชายคนโปรดของลี่เฟย ซึ่งเป็นนายน้อยของตระกูลหลัว

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่มีใครไปช่วยคนตกน้ำ?”

สิ่งที่มู่ไป๋ไป่เกลียดที่สุดคือการรังแกคนที่อ่อนแอกว่า เพราะตัวเธอนั้นเคยถูกรังแกมามากแล้ว ดังนั้นเธอจึงรู้สึกไม่พอใจมากเมื่อเห็นท่าทีของคนกลุ่มนี้

“ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากช่วย แต่เราเองก็ว่ายน้ำไม่เป็น”

นายน้อยตระกูลหลัวมักจะเข้าวังมาเพื่อติดตามลี่เฟย ส่วนใหญ่แล้วเขาใช้เวลาอยู่ในตำหนักชิงเหอ ดังนั้นเขาจึงทำตัวเลียนแบบลี่เฟยที่คอยดูถูกมู่จวินฝานในใจ และรู้สึกว่าอีกฝ่ายจะถูกปลดจากตำแหน่งในไม่ช้าก็เร็ว

สำหรับองค์หญิงหก ครั้งล่าสุดที่เขาเข้ามาในวังหลวง เขาไม่เคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับคนผู้นี้มาก่อนเลย มันจึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่สนใจนาง

“ท่านว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่ยอมช่วยกันแน่?” มู่ไป๋ไป่รู้สึกไม่พอใจมากยามที่เห็นท่าทีของอีกฝ่าย “ถึงแม้ว่าท่านจะว่ายน้ำไม่เป็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะว่ายน้ำไม่เป็นเหมือนกัน”

คำพูดของเด็กหญิงทำให้ทุกคนเงียบไป

ปัจจุบันเด็กที่จมน้ำได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาอย่างทันท่วงที เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ดูเหมือนจะอายุพอ ๆ กับมู่ไป๋ไป่ ยามนี้ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางซีดลงเพราะความหนาวเย็น

ร่างเล็กสั่นเทาจนแทบจะยืนไม่ไหว ทว่าสิ่งแรกที่นางทำหลังจากที่ขึ้นมาจากน้ำได้ก็คือทำความเคารพมู่ไป๋ไป่กับมู่จวินฝาน และกล่าวขอบคุณ

“ขอบพระทัยองค์รัชทายาทและองค์หญิงหกที่ทรงช่วยชีวิตหม่อมฉันไว้เพคะ พี่ชายของหม่อมฉันเพียงแค่หยอกล้อหม่อมฉันเพียงเท่านั้น เป็นเพราะหม่อมฉันทำผิดเพคะ…”

“เขาเป็นพี่ชายเจ้าหรือ?” มู่ไป๋ไป่ตกใจมากจนไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี “นี่มันไม่ใช่เรื่องตลก เจ้าเกือบจะจมน้ำตายแล้วนะ”

ตัวนางเองก็มีพี่ชาย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับนายน้อยหลัวที่ยืนดูน้องสาวตัวเองจมน้ำ มู่จวินฝานเปรียบได้ดั่งเทพบุตรเลย

คนตัวเล็กคว้าแขนเสื้อของพี่ชายโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาและอ่อนโยนของเขา พลางซึมซับความอบอุ่นจากร่างกายของอีกฝ่าย

มู่จวินฝานรู้สึกถึงสายตาที่มองมา เขาจึงก้มหน้าลงแล้วเห็นน้องสาวกำลังมองเขาด้วยสายตาชื่นชม

มันทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มกลม ๆ ของนางเบา ๆ

“มันเป็นเพียงการหยอกล้อระหว่างเราพี่น้องจริง ๆ เพคะ” ‘หลัวเซียวเซียว’ หมอบตัวสั่นขณะตอบเสียงหนักแน่น

นางไม่กล้าบอกความจริงกับอีกฝ่ายเพราะกลัวว่าพอกลับไปถึงบ้านแล้ว พี่ชายของนางจะตีนางจนตาย

ทางด้านมู่ไป๋ไป่มองดูเด็กหญิงที่มีท่าทีเช่นนี้ด้วยความรู้สึกอธิบายไม่ถูก เธอไม่รู้ว่านางถูกรังแกอย่างไรบ้าง

“นางก็บอกแล้วว่าเป็นเพียงการหยอกล้อกัน องค์รัชทายาทกับองค์หญิงหกยังต้องการอะไรอีก?” นายน้อยหลัวเชิดคางขึ้นขณะที่พูด

เขาดูไม่สำนึกอะไรเลย แถมยังทำลอยหน้าลอยตาอีก ทำให้มู่ไป๋ไป่อยากจะต่อยหน้าเขาสักหมัด

“หลัวเซียวเซียว มานี่เร็วเข้า เจ้าเก็บจี้หยกที่ข้าสั่งมาแล้วหรือยัง?”

เด็กหญิงที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นลุกขึ้นโค้งคำนับให้กับมู่จวินฝานและมู่ไป๋ไป่เป็นการบอกลาก่อนจะเดินตามเด็กกลุ่มนั้นไป

“ท่านพี่รัชทายาท” มู่ไป๋ไป่มองดูแผ่นหลังของหลัวเซียวเซียวแล้วกระซิบพูดเสียงเบา “ท่านคิดว่าเสด็จพ่อจะเห็นด้วยหรือไม่หากข้าเอ่ยปากขอให้นางมาเป็นสหายร่วมเรียน”

มู่จวินฝานพยักหน้า “เสด็จพ่อน่าจะเห็นด้วย”

เด็กหญิงพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ใช่ ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”

แต่ไม่นานเด็กหนุ่มก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ช้าก่อน… นางเป็นเพียงเด็ก 4 ขวบ แล้วนางยังต้องการสหายร่วมเรียนที่อายุเท่ากันอีกหรือ?

ทันทีที่มู่ไป๋ไป่พูดจบ เธอก็เรียกหลัวเซียวเซียวเอาไว้ ซึ่งตอนนี้อีกฝ่ายกำลังจะเดินไปถึงตัวนายน้อยหลัวแล้ว

“ข้าต้องการสหายร่วมเรียน เจ้ายินดีจะมาเป็นสหายร่วมเรียนของข้าหรือไม่?”

วันนี้หลัวเซียวเซียวรู้สึกสิ้นหวังมาก นางพร้อมที่จะสละชีวิตในวังหลวงแห่งนี้ได้ทุกเมื่อ

พี่ชายที่ชอบด้วยกฎหมายของนางนั้นเกลียดนางมาโดยตลอด และคราวนี้เขาได้พานางเข้ามาในวังหลวงเพียงเพื่อที่จะหาเหตุผลในการกำจัดนาง

แต่นางไม่เคยคิดเลยว่าในยามที่สิ้นหวังที่สุด องค์หญิงหกจะมาปรากฏตัวต่อหน้า

อีกฝ่ายไม่ได้เพียงแค่ช่วยตนขึ้นจากน้ำเท่านั้น แต่ยังเอ่ยปากถามนางด้วยว่าต้องการจะเป็นสหายร่วมเรียนกับเจ้าตัวหรือไม่?

นางไม่เคยคิดฝันถึงเรื่องนี้มาก่อน

“ข้าถามเจ้าอยู่นะ”

มู่ไป๋ไป่เห็นหลัวเซียวเซียวเหม่อมองตนอยู่นาน จึงคิดว่าสมองของเด็กคนนี้ได้รับการกระทบกระเทือนเพราะอยู่ในน้ำนานเกินไปหรือไม่?

ขณะที่เธอกำลังจะสั่งให้นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเรียกหมอหลวง เธอก็เห็นอีกคนคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว

จบบทที่ บทที่ 34: สหายร่วมเรียนตัวน้อย

คัดลอกลิงก์แล้ว