เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33: น่องไก่มีไว้สำหรับเด็ก

บทที่ 33: น่องไก่มีไว้สำหรับเด็ก

บทที่ 33: น่องไก่มีไว้สำหรับเด็ก


ซูหว่านรู้อยู่แล้วว่าคนของห้องครัวหลวงคนนี้คิดจะทำอะไร

แต่นางรู้ดีว่าทุกสิ่งที่นางมีในตอนนี้เป็นเพราะมู่ไป๋ไป่ ฝ่าบาทไม่ได้รักนาง แม้แต่การตั้งครรภ์มู่ไป๋ไป่ก็เป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น

ดังนั้นนางจึงไม่ได้มีความคิดที่จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้รับความรักจากมู่เทียนฉงเหมือนสตรีคนอื่น ๆ ในวัง

เพียงมองดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าสุรานี้จงใจนำมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ

นางไม่ได้อยากทำลายความตั้งใจของตัวเอง และทำให้ฝ่าบาทได้เห็นว่าตนนั้นไม่มีเจตนาใดแอบแฝง

“ข้าน้อยสมควรตาย” ขันทีที่ถูกตำหนิไม่ว่าเขาจะเป็นคนโง่มากเพียงใด เขาก็รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรผิด

เขารีบคุกเข่าลงและร้องขอความเมตตา “หว่านผิน โปรดทรงยกโทษให้ข้าน้อยด้วย”

“คราวนี้ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าก่อน” ซูหว่านไม่ได้คิดที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่

หลังจากที่ขันทีคนนั้นร้องขอความเมตตาอยู่ครู่หนึ่ง นางก็เงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า “เอาสุรากานี้กลับไปเถอะ หากทำเช่นนี้อีก ก็อย่าได้ตำหนิว่าข้าโหดร้ายกับเจ้า”

ขันทีน้อยคล้ายกับได้รับการอภัยโทษ เขาจึงรีบก้มหัวขอบคุณ และกอดกาสุราวิ่งออกไปจากตำหนักทันที

“พระสนม คนของห้องครัวหลวงมีเจตนาดี…”

นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างรู้สึกสับสนมาก

ในความคิดของนาง ในที่สุดฝ่าบาทก็ทรงสนพระทัยหว่านผินเพราะองค์หญิงหก หว่านผินเองก็ควรพยายามทำให้ฝ่าบาทพอใจเช่นเดียวกับพระสนมคนอื่น ๆ

มันจะเป็นการดีกว่าหรือไม่ถ้าสามารถรั้งฝ่าบาทให้มาเยือนที่ตำหนักได้ 2-3 คืน และให้กำเนิดทายาทเพิ่มขึ้น?

“ข้ารู้”

ซูหว่านเหม่อมองไปที่มู่เทียนฉงซึ่งกำลังอุ้มมู่ไป๋ไป่เดินมาอยู่ไม่ไกลด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

จากนั้นนางก็กระซิบบอกนางกำนัลในตำหนักว่า “สำหรับเรื่องนี้ข้ามีแผนของตัวเอง ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก”

นางกำนัลเม้มปากก่อนจะตอบอย่างไม่เต็มใจนัก “เพคะ…”

“หอมมาก!” มู่ไป๋ไป่ได้กลิ่นอาหารมาแต่ไกล แล้วเธอก็เลียริมฝีปากด้วยความหิวโหย

มู่เทียนฉงมองภาพนั้นอย่างขบขันและใช้นิ้วชี้เกลี่ยปลายจมูกของคนตัวเล็กด้วยความรัก “เจ้าเด็กตะกละ”

“ฮึ่ม” มู่ไป๋ไป่บิดตัวออกจากอ้อมแขนของพ่อตัวเอง

ทันทีที่เท้าของเธอแตะพื้น เธอก็วิ่งไปที่โต๊ะอาหารด้วยขาป้อมสั้น

ก่อนที่จะไปถึงโต๊ะ เธอก็ยังหันมายิ้มพร้อมกวักมือเรียกทุกคน “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่รัชทายาท มานั่งกินข้าวเร็วเข้า เดี๋ยวอาหารจะเย็นเสียก่อน มันจะไม่อร่อย”

“เสียมารยาท” หว่านผินส่งสายตาดุลูกสาว “ฝ่าบาทยังไม่ทันได้นั่งโต๊ะเลย…”

“แต่ไป๋ไป่หิวแล้ว” เด็กหญิงกระเง้ากระงอด “นอกจากนี้ ไป๋ไป่อยู่ในวัยกำลังโต ถ้าไม่กินข้าวให้เยอะ ๆ ไป๋ไป่ก็จะไม่สูง”

“ถ้าเจ้าหิวก็กินก่อนเลย” มู่เทียนฉงพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“เย้ ท่านพ่อใจดีที่สุดเล้ย!”

มู่ไป๋ไป่ได้คีบท้องปลาอ้วน ๆ ให้กับผู้เป็นพ่อ จากนั้นก็คีบน่องไก่ให้มู่จวินฝานที่นิ่งเงียบมาตลอด

“ท่านพี่รัชทายาทก็ใจดีกับไป๋ไป่เช่นกัน”

คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของมู่เทียนฉงหรี่ลง “มือของเจ้าหายดีหรือยัง?”

เด็กหญิงสะดุ้งเฮือก แล้วเพิ่งคิดได้ว่ามือของตัวเองนั้นยังไม่หายดี

แล้วเธอคีบอาหารเองได้อย่างไร?

การคีบอาหารนั้นต่างจากการเขียน

เพราะถ้าเขียนตัวหนังสือเบี้ยวก็ยังไม่เป็นไร แต่หากคีบตะเกียบเบี้ยว ของที่คีบอยู่ก็จะหล่น

คนตัวเล็กกะพริบตาปริบ ๆ พลางตอบว่า “อาจเป็นเพราะว่าปลามีน้ำหนักเบา”

แล้วน่องไก่ล่ะ?

เธอคีบน่องไก่ได้อย่างไร?

เด็กหญิงไม่ทันได้คิดถึงเรื่องนี้ จึงยกมือขึ้นปิดปาก ขมวดคิ้ว และทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

ทางด้านมู่เทียนฉงที่เห็นดังนั้นก็คีบเนื้อปลาใส่ปากโดยไม่พูดอะไรอีก

ท่านพ่อดีที่ซู้ดดด~

“ตอนกลางวันเจ้ากินยาหมดหรือไม่?” จู่ ๆ คนเป็นพ่อก็ถามขึ้นมา

มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นตอบอย่างภาคภูมิใจว่า “ดื่มหมดแล้วเพคะ ท่านพี่รัชทายาทเป็นพยานได้!”

คำพูดที่ภาคภูมิใจของเด็กน้อยทำให้ทุกคนหัวเราะ

จากนั้นมู่ไป๋ไป่ก็คีบเนื้อส่วนที่ติดมันให้กับหว่านผิน

เมื่อคนตัวเล็กเห็นว่าน่องไก่ในชามของมู่จวินฝานไม่พร่องลงเลย เธอจึงถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “ท่านพี่รัชทายาท ท่านไม่ชอบน่องไก่หรือ?”

“อะไรนะ? มีคนไม่ชอบกินน่องไก่ด้วยหรือ” เจ้าส้มที่เพิ่งกินน่องไก่เสร็จเงยหน้าขึ้นมอง “ส่งมาให้ข้าเถอะ ข้าจะจัดการเอง!”

หลังจากพูดจบมันก็ลุกขึ้นตั้งท่าจะกระโดดไปหาเด็กหนุ่ม

ในขณะที่ร่างของมันกำลังย่อตัวตั้งท่าจะกระโดดขึ้นไปกลางอากาศ มันก็สบเข้ากับสายตาเย็นชาของมู่เทียนฉงพอดี

“...” แมวจอมตะกละถึงกับชะงักค้างไป

เอิ่ม เกือบลืมไปว่ามู่เทียนฉงก็อยู่ที่นี่ด้วย ผู้ชายคนนี้ไม่ยอมให้มันร่วมโต๊ะด้วย

เลือกปฏิบัติ! นี่เป็นการเหยียดเผ่าพันธุ์!

เจ้าส้มรู้สึกโกรธมาก

“ข้าไม่ชอบ” มู่จวินฝานส่ายหัว ก่อนจะยิ้มให้กับมู่ไป๋ไป่และคีบน่องไก่ใส่ชามของนาง

“น่องไก่มีไว้สำหรับเด็ก”

“หืม? แล้วท่านพี่รัชทายาทไม่ใช่เด็กหรือ?”

ตอนนี้กับข้าวในชามของเธอนั้นกองสูงเป็นเนินเขาแล้ว พอมีน่องไก่มาวางเพิ่มบนนั้น มันก็ทำท่าจะหล่นลงได้ทุกเมื่อ

คนตัวเล็กที่เห็นดังนั้นก็รีบหยิบน่องไก่ขึ้นมากัดคำใหญ่

มันทำให้แก้มของเด็กน้อยพองขึ้น

“...” มู่จวินฝานมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ

มู่ไป๋ไป่เหมือนกำลังพึมพำอะไรบางอย่าง ทำให้หว่านผินมองลูกสาวด้วยสายตาสับสน

ในขณะนั้นคนตัวเล็กอ้าปากกว้างงับน่องไก่คำใหญ่และกระชากมือที่จับน่องไก่ออกอย่างแรง

แล้วน้ำลายที่ยืดจากน่องไก่นั้นก็กระเด็นใส่ตาของมู่เทียนฉงพอดี

ฮ่องเต้หนุ่มเหลือบมองลูกสาวด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทันที

ลูกสาวของเขาคนนี้แกล้งเขาได้ทุกวันจริง ๆ!

ขณะนั้นมู่ไป๋ไป่รับรู้ได้ถึงสีหน้ารังเกียจจากพ่อขี้โมโหของตน เธอจึงรีบก้มหน้าลงด้วยความอับอายพลางคีบอาหารเข้าปากต่อไป

หลังจากเด็กหญิงได้กินของอร่อยแล้ว เธอก็เตะขาป้อมสั้นไปมาอย่างมีความสุข

“ท่านพี่รัชทายาท ลองชิมนี่ดูสิ อร่อยสุด ๆ ไปเลย!”

“เวลากินห้ามพูด!” มู่เทียนฉงดุพร้อมกับเคาะหัวของลูกสาว “ทำไมเจ้าถึงได้พูดมากขนาดนี้”

มู่ไป๋ไป่เม้มริมฝีปากกุมหัวตัวเอง พร้อมกับทำหน้ามุ่ย

ท่านพ่อเองก็พูดตอนกินข้าวกับเธอ!

หรือว่าพ่อขี้หงุดหงิดคนนี้จะแอบอิจฉาท่านพี่รัชทายาท?

ขณะนี้ขาเล็ก ๆ ของเด็กน้อยยังคงแกว่งไปมาราวกับชิงช้า เธอได้กลายเป็นคนที่ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารรื่นเริง

เมื่อทุกคนรับประทานอาหารเสร็จ มู่เทียนฉงก็ตั้งใจจะพามู่ไป๋ไป่กลับไปที่ตำหนักของตัวเอง แต่ทันใดนั้นก็มีราชกิจทางทหารให้เขาต้องจัดการ ดังนั้นเขาจึงต้องเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน

หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน พอหนังท้องตึง หนังตาของเด็กหญิงก็เริ่มหย่อน

ตอนนี้กรงของเจ้าแมวอ้วนได้ถูกนำมาวางไว้ในตำหนักของหว่านผินเรียบร้อยแล้ว มู่ไป๋ไป่จึงอุ้มเจ้าส้มเหมือนเด็กทารกไปส่งที่กรง

“หนักชะมัด เจ้าต้องลดน้ำหนักหน่อยแล้ว” เธอพูดพร้อมกับปล่อยแมวตัวโตเข้าไปในกรง

เจ้าส้มเชิดหน้ามองมู่ไป๋ไป่แล้วก็ทำเป็นไม่สนใจเธอ มันเดินตรงไปที่เตียงนอนของตัวเอง และซุกตัวลงในที่นอนอุ่น ๆ ทันที

ทางด้านคนตัวเล็กก็ถอดรองเท้าของตัวเอง เธอกลิ้งลงบนเตียง หาวครั้งหนึ่งก่อนจะหลับไป

เธอไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่ามีควันลอยออกจากกระถางในห้องของตน

คืนนั้นมู่ไป๋ไป่นอนกระสับกระส่าย

เธอฝันถึงเรื่องราวมากมาย พอถึงเวลาที่นางกำนัลในตำหนักมาปลุกให้ตื่นในเวลารุ่งสาง ใต้ตาของเธอก็ดำคล้ำไปหมด

“ง่วงจังเลย...” มู่ไป๋ไป่กลิ้งไปมาบนเตียง ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเรียกของนางกำนัล “เจ้าส้ม ข้าไม่อยากไปเรียนเลย”

ยามนี้แมวส้มขดตัวนอนอยู่บนหมอน เมื่อได้ยินอย่างนั้น มันก็อ้าปากหาวแล้วพูดขึ้นมาว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องไป”

“เจ้าพูดเหมือนง่าย...” เด็กน้อยพยายามจะลุกขึ้นจากเตียงโดยไม่ลืมที่จะคว้าเจ้าส้มไปด้วย “ดั่งคำที่ว่า สหายจะต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ในเมื่อข้าต้องไปเรียนที่ศาลาหมิงหลี่ การปล่อยให้เจ้าอยู่ที่นี่คนเดียวมันคงจะไม่ดี”

“...” แมวตัวอวบอ้วนไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

ต้องขอโทษด้วย มันเป็นความผิดของข้าเอง… ถุย!

“แง้วววว!”

“วางข้าลงนะ!”

จบบทที่ บทที่ 33: น่องไก่มีไว้สำหรับเด็ก

คัดลอกลิงก์แล้ว