เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32: โยนความผิดให้เจ้าส้ม

บทที่ 32: โยนความผิดให้เจ้าส้ม

บทที่ 32: โยนความผิดให้เจ้าส้ม


มู่เทียนฉงขมวดคิ้วและนัยน์ตาเย็นชาของเขาก็มุ่งตรงไปที่มู่ไป๋ไป่

เด็กหญิงที่สัมผัสได้ถึงสายตาพิฆาตก็สั่นไปทั้งตัวและรู้สึกหวาดกลัวมากจนน้ำตาไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

เธอรีบหันหลังกลับทำเป็นมองไม่เห็นผู้เป็นพ่อ ก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดหน้าแบบสะเปะสะปะ

“ท่านพ่อ?” มู่ไป๋ไป่หันกลับไปมองคน 2 คนที่ยืนอยู่ที่ประตูอย่างสับสน

ไม่นะ โดนจับได้ซะแล้ว!

ขณะเดียวกัน เจ้าส้มตื่นขึ้นมาแล้วบิดตัวอย่างเกียจคร้าน จากนั้นก็เหล่ตามองคนที่กำลังมาถึง

เมื่อแมวตัวอวบอ้วนเห็นชุดที่ถูกปักด้วยดิ้นทองสว่างสดใสนั้น มันก็ตกใจกลัวแล้วกลิ้งไปกอดแขนเล็ก ๆ ของเด็กน้อย แล้วก็จับเอาไว้เช่นนั้นไม่กล้าปล่อย

มู่ไป๋ไป่มองดูการเคลื่อนไหวของมัน ทันใดนั้นก็คิดอะไรขึ้นมาได้

เธอจึงรีบคว้าตัวเจ้าส้มไปยื่นต่อหน้ามู่เทียนฉง ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านพ่อ แมวส้มตัวนี้รู้จักแต่นอนทั้งวัน ทำให้ไป๋ไป่รู้สึกอยากจะนอนเหมือนกัน ความง่วงมันเป็นโรคติดต่อ ดังนั้นหากท่านพ่อต้องการจะลงโทษ ก็ลงโทษมันเถิดเพคะ ท่านพ่ออย่าตีไป๋ไป่เลย”

“...” เจ้าส้มถึงกับพูดไม่ออกกับคำพูดของมู่ไป๋ไป่

ยามนี้ดวงตาที่เย็นชาของฮ่องเต้หนุ่มเปลี่ยนเป็นแสดงถึงความสนใจ

จากนั้นเขาก็คว้าหลังคอของแมวตัวโตขึ้นมาแล้วโยนมันไปให้มือขวาของตน

อวี้เซิ่งที่ไม่ทันได้ตั้งตัวตกใจยื่นมือออกไปรับตามสัญชาตญาณ

“ตั้งแต่วันนี้ไปเราขอสั่งให้ขังมันเอาไว้ในกรง วันนี้องค์หญิงหกทำการบ้านเสร็จเมื่อใด เมื่อนั้นมันจะได้รับการปล่อยตัว”

“...” เจ้าส้มยังคงนิ่งเงียบ

พอมู่ไป๋ไป่เห็นสีหน้าไม่พอใจของอีกฝ่าย เธอก็มองมันด้วยสายตาขอโทษ

ตอนนี้แมวตัวสีส้มที่อยู่ในอ้อมแขนของอวี้เซิ่งมีสีหน้าสิ้นหวัง “ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้เจ้า ถึงแม้ว่าเจ้าจะเอาไก่ 10 ตัวมาขอโทษก็ตาม!”

เจ้าส้มโกรธแค้นเด็กหญิงมาก ซึ่งมันทำให้เธอตื่นตระหนก

จากนั้นนัยน์ตากลมโตก็ฉายแววเว้าวอนอย่างน่าสงสาร “ท่านพ่อ ให้มันกินน่องไก่ก่อนแล้วค่อยขังมันไว้…”

สายตาเย็นชาของมู่เทียนฉงเลื่อนไปมองคนตัวเล็กแล้วพูดสวนขึ้นมาว่า “ใครอนุญาตให้มันกินน่องไก่?”

มู่ไป๋ไป่รู้สึกใจสั่น หรือว่ามันกินได้เฉพาะของเหลือที่คนกินไม่หมดเท่านั้น?

ขณะนั้นอันกงกงเหยียดยิ้มขมขื่นแล้วอดไม่ได้ที่จะอธิบายว่า “องค์หญิงหก แมวทรงเลี้ยงจะได้กินเนื้อสด ๆ และขาแกะทุกวัน หรือไม่บางทีก็เป็นปูและกุ้งพ่ะย่ะค่ะ”

“...” เด็กหญิงถึงกับพูดไม่ออก

ที่แท้เจ้าส้มก็อยู่ดีกินดีมากกว่าที่คิด!

มู่ไป๋ไป่นิ่งเงียบไปทันที ในขณะที่แมวตัวโตพยายามต่อสู้ดิ้นรนกับอวี้เซิ่งอยู่ 2-3 ครั้งและส่งเสียงร้องหลายครั้ง

“ข้าอยากกินน่องไก่ อยากกินน่องไก่! เจ้าขอร้องพ่อเจ้าสิ ค่อยจับตัวข้าไปหลังจากกินเสร็จ”

เมื่อมาถึงจุดนี้ มันก็พยายามที่จะกอบกู้ความสูญเสียของตัวเอง

ตัวมันนั้นต้องกินอาหารเลิศรสที่ได้จากภูเขาและทะเลทุกวัน มันเองก็อยากจะเปลี่ยนรสชาติบ้างเหมือนกัน

มู่ไป๋ไป่กะพริบตาปริบ ๆ พลางยู่ริมฝีปากตัวเอง ก่อนจะพูดกับคนเป็นพ่อว่า “ท่านพ่อ เจ้าแมวตัวนี้บอกว่าอยากกินน่องไก่เพคะ”

เขาจะเชื่อหรือไม่?

มู่เทียนฉงลังเลอยู่ครู่หนึ่งราวกับว่าเขาเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ “กินข้าวเสร็จค่อยเอาตัวมันไปขัง”

ทันใดนั้นเสียงร้องประท้วงเล็กแหลมของเจ้าส้มก็เปลี่ยนเป็นออดอ้อน ขณะที่มันเลียริมฝีปากอย่างมีความสุข

จากนั้นสายตาของฮ่องเต้หนุ่มก็เลื่อนไปมองมู่จวินฝานที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น

“เรายกตำหนักตงกงและมอบตำแหน่งรัชทายาทให้เจ้า มันใช่หน้าที่ของเจ้าหรือที่ต้องมานั่งทำการบ้านให้น้องสาวเจ้า?”

มู่จวินฝานที่สูงเกือบเท่าไหล่ของบิดาสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามจากตัวของอีกฝ่าย

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพ่อเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “เสด็จพ่อ ไป๋ไป่ยังเด็กและไม่เข้าใจสิ่งที่อาจารย์เสิ่นสอนมากนัก ดังนั้นกระหม่อมจึงสอนการบ้านให้นาง”

“แล้วเมื่อครู่เจ้าเขียนอะไรอยู่?”

มู่เทียนฉงไม่แสดงความเมตตาและถามออกมาอย่างเย็นชาโดยขัดขวางข้อแก้ตัวทั้งหมดของลูกชาย

มู่จวินฝานรู้ว่าเสด็จพ่อคาดหวังในตัวเขามากเพียงใด แล้วหวังว่าเขาจะรับผิดชอบหน้าที่ที่ใหญ่หลวงได้ แต่ตอนนี้เขาทำให้เสด็จพ่อรู้สึกผิดหวังในตัวเขา

จากนั้นเขาก็ก้มลงวางฝ่ามือแนบกับพื้นตามด้วยก้มศีรษะลง

“ทั้งหมดเป็นความผิดของกระหม่อมเอง กระหม่อมยอมรับการลงโทษพ่ะย่ะค่ะ”

บัดนี้ดวงตาของมู่เทียนฉงเปลี่ยนเป็นเฉียบคม มันได้แผ่ความเยือกเย็นจากภายในสู่ภายนอก

จากนั้นสายตาของเขาก็กวาดไปมองกระดาษที่มู่จวินฝานเขียน ก่อนจะเห็นตัวอักษรที่บิดเบี้ยวไม่น่าดูบนนั้น

รัชทายาทของเขาเขียนสิ่งนี้ขึ้นมาหรือ?

ในเวลาเดียวกัน มู่ไป๋ไป่เห็นว่าความโกรธในดวงตาของผู้เป็นพ่อเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอจึงไม่กล้ารั้งรออีก

เด็กหญิงเบะปากและถลาไปคุกเข่าที่เท้าของมู่เทียนฉง

เธอรีบคว้าแขนเสื้อของเขาพลางเงยหน้าขึ้นมองชายผู้แข็งแกร่งด้วยสายตาเว้าวอน แล้วพูดเสียงสดใสว่า “ท่านพ่อ มันเป็นความผิดของไป๋ไป่เอง ไป๋ไป่ไม่ควรขอร้องให้ท่านพี่รัชทายาทมาทำเช่นนี้”

“แต่การบ้านที่อาจารย์เสิ่นมอบให้นั้นยากเกินไป… ไป๋ไป่ไม่อยากให้ท่านพ่อต้องเสียหน้า”

คำพูดนั้นทำให้ความโกรธของมู่เทียนฉงลดลงทันที ก่อนที่เขาจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เจ้ากลัวที่จะทำให้เราอับอายเช่นนั้นหรือ เจ้าจึงขอให้รัชทายาทช่วยทำการบ้านแทน?”

“เพคะ…” มู่ไป๋ไป่บีบมือตัวเองแน่นขณะก้มหน้าตอบเสียงต่ำ

“ไป๋ไป่รู้ดีว่าตัวเองไม่มีวาสนามากพอที่จะมาร่ำเรียนกับองค์รัชทายาท แต่ท่านพ่อก็ยังเมตตาให้ไป๋ไป่ได้รับโอกาสนั้น ถ้าไป๋ไป่ไม่สามารถส่งการบ้านอาจารย์ได้ มันจะไม่ทำให้คนอื่นมองเสด็จพ่อเป็นตัวตลกเช่นนั้นหรือเพคะ?”

มู่เทียนฉงยังคงยืนมองคนตัวเล็กเงียบ ๆ หลังจากผ่านไปสักพักก็มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าของเขา “แล้วเช่นนี้เราควรชื่นชมเจ้าหรือไม่?”

ทางด้านอันกงกงที่ยืนตัวสั่นอยู่เงียบ ๆ ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ องค์หญิงหกนั้นมีความสามารถมากกว่าที่เขาคิด เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำ มันก็ทำให้ฝ่าบาทเปลี่ยนใจได้

“ไม่จำเป็นเลยเพคะ” มู่ไป๋ไป่ยิ้มเขินอาย “นี่เป็นสิ่งที่ไป๋ไป่ควรทำ แต่ถ้าท่านพ่อยืนยันที่จะชื่นชมไป๋ไป่ เช่นนั้นท่านก็ควรชื่นชมองค์รัชทายาทที่ช่วยเหลือไป๋ไป่ด้วย”

มู่จวินฝานที่กำลังคุกเข่าอยู่รู้สึกใจสั่น เด็กตัวเล็กคนนี้กำลังพยายามช่วยเขาอยู่หรือไม่?

ทั้ง ๆ ที่ในเวลาปกตินางดูโง่เขลายิ่งนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วนางกลับกล้าออกหน้ามาช่วยพูดกับเสด็จพ่อในตอนที่เขากำลังโกรธ

“เราว่าเจ้าได้เรียนรู้อะไรมากมายจากศาลาหมิงหลี่ ดูสิ ตอนนี้เจ้าพูดจามีเหตุผลขึ้นกว่าเดิมแล้ว”

แม้มู่เทียนฉงจะทำทีเป็นไม่พอใจ แต่ตัวเขากลับกอดมู่ไป๋ไป่เอาไว้แน่นก่อนจะมองดวงตากลมโตของนางที่กำลังกะพริบปริบ ๆ

“เราจะยกโทษให้เจ้าครั้งนี้ครั้งเดียว หากมีครั้งต่อไป เราจะลงโทษเจ้า”

“ขอบคุณเสด็จพ่อที่เมตตา” มู่จวินฝานกล่าวพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ทางด้านมู่ไป๋ไป่กลับทำหน้ามุ่ยขณะที่พูดว่า “ท่านพ่อตีไป๋ไป่ไม่ได้ มันเจ็บ”

ยามนี้คนจากห้องครัวได้ส่งสำรับมาถึงตำหนักเรียบร้อยแล้ว

ซูหว่านกำลังคอยกำกับดูแลให้คนในตำหนักจัดวางจานด้วยตัวเอง ทันใดนั้นนางก็สังเกตเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรวางอยู่บนโต๊ะ

“นี่คืออะไร?”

หว่านผินชี้ไปที่กาสุราขนาดเล็กที่งดงามบนโต๊ะแล้วถามคนของห้องครัวทันที

“ตอบพระสนม นี่คือสุราดอกท้อที่เพิ่งหมักใหม่พ่ะย่ะค่ะ” คนในครัวตอบด้วยท่าทางนอบน้อม

“ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะลิ้มรสสุราดอกท้อ ครั้งหนึ่งฝ่าบาทเคยเอ่ยปากชมสุราในตำหนักชิงเหอว่ามีรสชาติดีเยี่ยมพ่ะย่ะค่ะ”

อีกฝ่ายพูดอย่างคลุมเครือ แต่ความนัยนั้นกลับชัดเจนมาก พวกเขาต้องการช่วยเหลือเพราะเห็นว่าหว่านผินได้รับความโปรดปราน

ท้ายที่สุดแล้ว นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยสำหรับพวกเขา แต่ถ้าหากหว่านผินได้รับคำชมจากฝ่าบาทเพราะสุรากานี้ พวกเขาก็จะได้รับความดีความชอบจากนางด้วยเช่นกัน

คนของห้องครัวคิดว่าตนทำได้ดีแล้ว และหญิงสาวจะต้องยอมรับความหวังดีนี้อย่างแน่นอน

แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าหลังจากหว่านผินได้ยินคำพูดเหล่านี้ นางกลับเอ่ยปากสั่งเสียงเย็น “เอามันออกไป”

“หว่านผิน?” คนในครัวทำตัวไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง และสงสัยว่าเขาหูฝาดไปหรือไม่

“ข้าสั่งให้เจ้าเอามันออกไป” ซูหว่านขมวดคิ้วจ้องไปที่ขันทีตรงหน้า

“ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าเตรียมสุรามาให้ เจ้าที่เป็นคนของห้องครัวหลวงกลับตัดสินใจเอง เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: เจ้าตัวเล็กฉลาดตอบมาก รอดตัวไปจากท่านพ่อได้อีกครั้ง

จบบทที่ บทที่ 32: โยนความผิดให้เจ้าส้ม

คัดลอกลิงก์แล้ว