เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9: เราจะไปพบองค์หญิงหก

บทที่ 9: เราจะไปพบองค์หญิงหก

บทที่ 9: เราจะไปพบองค์หญิงหก


“...”  มู่ไป๋ไป่ถึงกับพูดไม่ออกกับคำแนะนำที่ออกมาจากปากอวี้เซิ่ง

นี่เขาเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?

ทำไมเขาถึงยอมปล่อยให้อีกฝ่ายทำร้ายเธอ แถมยังช่วยสนับสนุนอีกด้วย

จากนั้นอวี้เซิ่งก็ยื่นกาหยกสีขาวให้กับมู่เชียน และแสงจากภายนอกที่ส่องสะท้อนเข้ามาทำให้กาน้ำชานี้สะท้อนแสงเปล่งปลั่งเป็นสีทอง

“ใช้นี่ทุบนางสิพ่ะย่ะค่ะ”

เจ้าสิ่งนี้ทั้งหนักและแข็ง หากใช้มันตีเข้าใส่หัวโดยตรง มันสามารถทำให้คนที่ถูกตีหัวแบะได้เลย เธอบอกได้เลยว่าถ้าถูกฟาดเข้าจัง ๆ ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต

มู่เชียนจับจ้องไปที่กาต้มน้ำสีขาวพลางถามว่า “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”

“ที่กระหม่อมพูดยังไม่ชัดเจนอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแค่อยากช่วยพระองค์ระบายความโกรธในใจ”

“...” เป็นอีกครั้งที่มู่ไป๋ไป่พูดไม่ออก

นี่เขาคิดจะยืมมือคนอื่นฆ่าเธออย่างนั้นหรือ?

นักฆ่าคนนี้จะต้องมีความแค้นส่วนตัวกับเธอแน่นอน

อวี้เซิ่งที่เห็นสายตาของเจ้าตัวเล็กจ้องมองมาคล้ายจะกินตน เขาจึงยักไหล่เบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ถึงเวลาที่กระหม่อมจะต้องกลับไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้ว”

เจ้าคนชั่ว รีบไปเลยนะ อย่าอยู่ขวางหูขวางตาฉันที่นี่!

ทางที่ดีก็อย่าได้เจอะได้เจอกันอีกตลอดชีวิตนี้ ไม่อย่างนั้นเธอจะต้องให้เขาคุกเข่าขอโทษเธอให้จงได้!

ทันใดนั้น น้ำเสียงตั้งคำถามของมู่เชียนก็ดังขัดจังหวะขึ้นมา “ช้าก่อน ท่านบอกว่าท่านจะต้องกลับไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ?”

แน่นอนว่าความโกรธของเด็กหญิงที่เพิ่งบรรเทาลงก็พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน

“เสด็จพ่อรับสั่งให้ท่านมาส่งนางที่นี่หรือ? โปรดให้ความกระจ่างแก่ข้าด้วย”

“พระองค์ควรไปถามฝ่าบาทด้วยตนเอง”

อวี้เซิ่งขี้เกียจมาสนใจอารมณ์ขององค์หญิงใหญ่ ก่อนที่เขาจะหันไปมองมู่ไป๋ไป่ที่ยังคงโกรธเขาอยู่

เด็กน้อยวัย 4 ขวบเจ้าอารมณ์ผู้นี้ไม่กักเก็บความรู้สึกของตัวเองเลย ทุกอย่างแทบจะเขียนอยู่บนหน้าของนาง และชายหนุ่มก็สามารถมองทะลุความคิดของนางได้ทะลุปรุโปร่ง

นั่นก็คือนางหลอกใช้เขาเพื่อเสริมบารมีของตน

แต่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เขาไม่จำเป็นต้องตีโพยตีพายจนเป็นเรื่องใหญ่

จากนั้นนักฆ่าหนุ่มก็ก้มศีรษะลงแล้วจงใจพูดเสียงดังว่า “ตอนบ่ายข้าจะกลับมารับเจ้าอีกครั้ง”

“!!!” คำพูดนั้นทำให้องค์หญิงใหญ่เบิกตากว้าง

“!!!” แม้กระทั่งนางกำนัลที่อยู่ในตำหนักก็พากันตื่นตะลึง

แม่เจ้าโว้ย พวกนางเพิ่งได้ยินว่าอะไรนะ?

ตอนบ่ายเขาจะกลับมารับเด็กนั่นอีกครั้งใช่หรือไม่?

เขายังเป็นอวี้เซิ่ง นักฆ่าอันดับ 1 ที่โด่งดังไปทั่วแคว้นเป่ยหลงอยู่หรือไม่?

แต่การกระทำนั้นทำให้มู่ไป๋ไป่รู้สึกภาคภูมิใจ ในขณะที่มองดูท่าทางตกตะลึงของผู้คนรอบตัว

ทว่าการที่อีกฝ่ายทำเช่นนี้ย่อมต้องมีเจตนาร้ายอย่างแน่นอน

เด็กหญิงจึงตัดสินใจดึงชายเสื้อของเขาแล้วกวักมือให้เขาก้มตัวลงมาใกล้เธอหน่อย

หลังจากที่อวี้เซิ่งก้มตัวลงมา เธอก็กระซิบข้างหูเขาว่า “เสด็จพ่อไม่ได้สั่งให้ท่านมารับข้ากลับสักหน่อย”

ดวงตาของชายหนุ่มสงบนิ่งมากในยามที่เขาตอบกลับว่า “ข้าแค่ล้อเล่นน่ะ ยัยตัวแสบ”

มู่ไป๋ไป่ค้อนตามองเขาทันที “ประสาท!”

ช่วยพูดอะไรดี ๆ หน่อยไม่ได้หรืออย่างไร?

อวี้เซิ่งที่เห็นท่าทีของอีกฝ่ายก็เม้มริมฝีปากกลั้นยิ้ม จากนั้นจึงเดินออกจากตำหนักองค์หญิงใหญ่ไปโดยไม่หันกลับมาอีก

ตำหนักเย่าเจิ้ง

ด้านหลังประตูที่เปิดอยู่ของตำหนักมีฉากกั้นลายมังกรและเสือหมอบ มู่เทียนฉงกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรที่ถูกแกะสลักเป็นรูปมังกร 2 ตัว

ปัจจุบันแสงจากดวงอาทิตย์ที่อบอุ่นกำลังสอดส่องเข้ามาที่รอบกายเขา ทำให้เจ้าตัวเปล่งแสงประกายแวววาวดั่งทองคำ

บนโต๊ะทรงพระอักษรมีฎีกามากมายวางกองอยู่ และมือขวาที่เรียวยาวกำลังถือพู่กันขยับเขียนอย่างลื่นไหล หากมองดูให้ดี ๆ จะสัมผัสได้ถึงรัศมีที่เปล่งประกายออกมาจากตัวเขาซึ่งดูอบอุ่นไปทั่วห้อง

เมื่อฮ่องเต้หนุ่มได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ เขาก็หยุดมือที่จับพู่กันแล้วเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เจ้าสังเกตเห็นหรือไม่ว่านางผิดปกติ?”

คำถามนั้นทำให้อวี้เซิ่งชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นเสียงเจื้อยแจ้วของคนตัวเล็กก็ดังขึ้นในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว

ข้าสามารถฉี่รดท่านได้… ข้าแค่ล้อท่านเล่น… พี่ใหญ่…

คำพูดที่ออกมาจากปากเล็ก ๆ นั้นเหมือนกับผู้ใหญ่กำลังหยอกเด็กเสียมากกว่า

และต่อมาเพราะนางรู้สึกหวาดกลัวองค์หญิงใหญ่ นางจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อใช้เขาโอ้อวดบารมีของตัวเองต่อหน้าคนอื่น นางไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงกล้าเล่นลูกไม้เช่นนี้?

อวี้เซิ่งขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท องค์หญิงหกดูแปลกไปจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”

มู่เทียนฉงก้มหน้าลงเพื่ออ่านฎีกา ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม “แปลกตรงไหนหรือ?”

“นางเริ่มฉลาดขึ้น”

อวี้เซิ่งสรุปออกมาเป็น 4 คำสั้น ๆ

ผู้เป็นฮ่องเต้เลิกคิ้วขึ้นสูง ดวงตาฉายแววครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ในขณะที่นิ้วชี้แตะเป็นจังหวะลงบนที่เท้าแขนเก้าอี้มังกร

“ทั้งการกระทำและคำพูดของนางมีแผนการซ่อนอยู่ ไม่ได้โง่เขลาเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป และนางก็ยังสามารถจัดการกับสถานการณ์ของตัวเองได้ฉลาดมากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”

คำพูดของนักฆ่าหนุ่มไหลซึมเข้าไปในหูของมู่เทียนฉงทีละคำ เขาหลุบตาลงต่ำเล็กน้อย ในระหว่างที่เขาเริ่มสงสัยในตัวเจ้าตัวเล็กนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

อะไรที่ทำให้นางเปลี่ยนจากคนโง่คนหนึ่ง ให้กลายเป็นคนที่ฉลาดขึ้นในชั่วข้ามคืน

แม้ว่านางจะฉลาดขึ้น แต่นางก็ยังคงดูน่ารักน่าชังดังเดิม ทันทีที่เขาเห็นเด็กหญิง ใจของเขาก็ดูเหมือนจะอ่อนลงอย่างอธิบายไม่ได้

“ฝ่าบาท มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่นางฉลาดมากยิ่งขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” ‘อันกงกง’ เองก็รู้สึกชอบองค์หญิงหกในตอนนี้เช่นกัน เขาจึงอดไม่ได้ที่พูดฉอเลาะ

หลังจากที่มู่เทียนฉงอ่านฎีกามาตลอดทั้งเช้า เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าจึงยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วเบา ๆ

จากนั้นเขาก็ยืนขึ้นพร้อมกับพูดอย่างใจเย็นว่า “เราจะไปตำหนักองค์หญิงใหญ่ เราอยากไปพบองค์หญิงหก”

ในเวลาเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง เมื่ออวี้เซิ่งเดินจากไป นิสัยที่แท้จริงของมู่เชียนก็ถูกเปิดเผยออกมา

พอไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย นางจึงหันไปเล่นงานมู่ไป๋ไป่ทันที

ดวงตาของมู่เชียนที่เคยไร้เดียงสาบัดนี้ฉายแววชั่วร้าย “นังเด็กเหลือขอ เจ้าคุกเข่าคำนับข้า 3 ครั้งสิ แล้วข้าจะลืมเรื่องที่เจ้ามาสายในวันนี้”

มู่ไป๋ไป่เม้มริมฝีปากแน่น แต่ก็ยังยืนนิ่งไม่ยอมขยับ

“หูหนวกหรืออย่างไร! พระองค์ไม่ได้ยินที่องค์หญิงใหญ่ของเรากล่าวอย่างนั้นหรือ?”

นางกำนัลที่กำลังพัดให้มู่เชียนอยู่ด้านข้างตะคอกเสียงสูงทันทีเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงยังคงนิ่งเฉยไม่ทำตามคำพูดของผู้เป็นนาย

“องค์หญิงใหญ่ของเราเมตตามากเพียงใดที่อนุญาตให้คนชั้นต่ำเช่นพระองค์คำนับเป็นการลงโทษ”

“องค์หญิงหก ในสายตาขององค์หญิงใหญ่ของเรา พระองค์เป็นเพียงมดปลวก เพียงแค่ขยี้เบา ๆ ก็สามารถกำจัดเหลือบไรอย่างพระองค์ได้โดยง่าย หม่อมฉันขอแนะนำว่าพระองค์อย่าได้ต่อต้านอีกเลย”

“องค์หญิงใหญ่ของเราเมตตาพระองค์ถึงเพียงนี้ พระองค์อย่าได้คิดเนรคุณทำให้องค์หญิงใหญ่ต้องไม่พอใจ ทางเลือกนี้มันดีที่สุดสำหรับพระองค์แล้ว!”

“นางเป็นเพียงแค่คนโง่เขลาคนหนึ่ง จะไปเข้าใจอะไร องค์หญิงใหญ่เพคะ หม่อมฉันคิดว่าเราควรฟาดนางให้สลบแล้วเอาร่างของนางไปโยนให้เป็นอาหารหมาป่ากันเถิดเพคะ”

“หม่อมฉันเห็นด้วยเพคะ หากองค์หญิงโง่เขลาคนหนึ่งตายไป ฝ่าบาทคงไม่ตำหนิองค์หญิงใหญ่ของเราอย่างแน่นอน บางทีพระองค์อาจไม่สนพระทัยด้วยซ้ำ”

นางกำนัลที่ยืนอยู่ข้างกายองค์หญิงใหญ่ยังคงสนทนาต่อกันไปเรื่อย ๆ ด้วยคำพูดที่คอยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของมู่ไป๋ไป่จมดิน

ในทางกลับกัน คำพูดเยินยอเหล่านี้ทำให้มู่เชียนรู้สึกมีความสุขมาก

มู่ไป๋ไป่ยังคงยืนอยู่คนเดียวในตำหนักองค์หญิงใหญ่ ผู้คนที่อยู่รอบข้างเธอเป็นเหมือนเสือสิงห์กระทิงแรดที่คอยจับจ้องลูกแกะตัวน้อย ดวงตาของพวกนางลุกวาว พร้อมกับแสดงท่าทีที่พร้อมจะพุ่งเข้ามารุมทึ้งกัดกินเธอลงท้องไปได้ทุกเมื่อ

ขณะนี้องค์หญิงใหญ่ยิ้มกว้างด้วยความพึงพอใจ จากนั้นดวงตาของนางก็เลื่อนมามองเด็กหญิงร่างเล็กในวัย 4 ขวบ

“องค์หญิงหก ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าจะคุกเข่าหรือไม่?”

มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นสบตากับมู่เชียนทันที แต่คราวนี้ท่าทางของเธอไม่ได้หวาดกลัวเหมือนแต่ก่อน

ตรงกันข้าม นัยน์ตาที่ชัดเจนคู่นั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้น

“ข้าจะไม่มีวันคุกเข่าให้ท่าน!”

ทุกคำพูดที่เปล่งออกมานั้นชัดเจนแน่วแน่

“นังสารเลว ในเมื่อพูดดี ๆ ไม่ชอบ ก็อย่ามาหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน!” มู่เชียนตบโต๊ะเสียงดังจนทำให้จานผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะลอยขึ้นและตกกระจัดกระจายไปทั่วพื้น

“ใครก็ได้ จับนังนี่คุกเข่าลง!”

ท่าทีโกรธเกรี้ยวขององค์หญิงใหญ่ทำให้มู่ไป๋ไป่หัวใจเต้นผิดจังหวะ

เมื่อได้ยินคำสั่ง นางกำนัล 4-5 คนที่อยู่ข้างกายมู่เชียนก็พากันกรูเข้าไปหาเด็กหญิง โดยที่แต่ละคนดึงแขนและบังคับให้อีกฝ่ายคุกเข่าลงกับพื้น

ถึงกระนั้น มู่ไป๋ไป่ก็ยังไม่ยอมแพ้ เธอพยายามเกร็งหัวเข่าเอาไว้แน่น ในขณะที่นางกำนัลพยายามออกแรงกดเธอลงกับพื้น

แกร๊ก!

หลังจากได้ยินเสียงกระดูกลั่น ความเจ็บปวดก็แล่นเข้ามาในสมองของเด็กหญิง เธอรู้สึกเหมือนกับว่าขาของตัวเองถูกตีด้วยค้อน และความเจ็บปวดก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

จบบทที่ บทที่ 9: เราจะไปพบองค์หญิงหก

คัดลอกลิงก์แล้ว