- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 140 ไปตัดหัวปีศาจ
บทที่ 140 ไปตัดหัวปีศาจ
บทที่ 140 ไปตัดหัวปีศาจ
จีหรูเสวี่ยมีอายุเพียงสิบแปดปี แต่กลับมีพลังถึงขั้นทะเลโลหิตระดับสาม!
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากเอ่ยถึงคนหนุ่มสาวที่แข็งแกร่งที่สุดในอวิ๋นโจว
นามของจีหรูเสวี่ยคืออันดับหนึ่งในใจของทุกคน
จนกระทั่ง...ข่าวลือเกี่ยวกับปีศาจตนนั้นปรากฏขึ้น!
มีคนเริ่มพูดกันว่า
“จีหรูเสวี่ยอาจเป็นเพียงอันดับหนึ่งในอวิ๋นโจวเท่านั้น แต่หากต้องเผชิญหน้ากับปีศาจตนนั้น นางอาจมิใช่คู่มือของมันเลยก็เป็นได้”
คำพูดเหล่านี้ จีหรูเสวี่ยไม่อาจทนฟังได้!
ตั้งแต่บัดนั้น นางจึงถือเอาปีศาจตนนั้นเป็นศัตรู แม้นไม่เคยพบหน้ากันแม้แต่ครั้งเดียวก็ตาม
นางแอบสาบานในใจไว้ว่าจะเป็นคนฆ่ามันด้วยมือตัวเอง เพื่อกอบกู้เกียรติของอัจฉริยะ
ทันใดนั้นเอง
เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นในห้องโถง
หญิงสาวร่างเล็กกระฉับกระเฉงวิ่งเข้ามาในห้อง
นางคือซ่างกวนเจวี๋ย!
เมื่อกวาดตามองไปรอบๆ ซ่างกวนเจวี๋ยก็เห็นพี่สาวของตน นัยน์ตาของนางเปล่งประกายตื่นเต้น
“พี่หญิง! ท่านกลับมาแล้วหรือ?”
ต่อหน้าน้องสาวของตน ซ่างกวนอีกลับละทิ้งท่าทีหยิ่งยโสที่เคยมี นางยกมือขึ้นลูบศีรษะของซ่างกวนเจวี๋ยอย่างเอ็นดู
“เจ้าโตเป็นสาวแล้ว ยังทำตัวซุกซนเช่นนี้อีก!”
จากนั้น นางก็หันไปทางจีหรูเสวี่ยพร้อมกับแนะนำ
“นี่คือศิษย์พี่จีหรูเสวี่ย นางมารับเจ้ากลับไปยังสำนัก รีบคารวะศิษย์พี่เสีย”
ซ่างกวนเจวี๋ยเบิกตากลมโต จ้องมองจีหรูเสวี่ย ดวงตาของนางหมุนไปมาอย่างฉับไว ก่อนจะเอ่ยเสียงหวานอย่างเชื่อฟัง
“ศิษย์พี่ สวัสดีเจ้าค่ะ!”
จีหรูเสวี่ยสัมผัสได้ถึงเจตนาดาบที่แผ่ออกมาจากร่างของซ่างกวนเจวี๋ย นางพยักหน้าเบาๆ อย่างสงบ
“สมแล้วที่เป็นบุตรหลานของตระกูลขุนศึก นับว่าไม่เลวเลย”
ขณะเดียวกัน ซ่างกวนเจิ้นเพียงแต่หัวเราะแห้งๆ พลางถอนหายใจ
“บุตรสาวของข้ามีนิสัยเยี่ยงนี้มาแต่ไหนแต่ไร ขอให้เซียนหญิงหรูเสวี่ยอย่าได้ถือสา”
แต่เมื่อสายตาของเขาจับจ้องไปยังซ่างกวนเจวี๋ย สีหน้าของเขากลับเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“เจวี๋ยเอ๋อร์! ทำไมเจ้าถึงอยู่ในสภาพนี้? เจ้าไปก่อเรื่องอันใดมาอีกหรือ?!”
เมื่อถูกถามเช่นนี้ ซ่างกวนเจวี๋ยก็กัดฟันแน่น ดวงตาของนางเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น
“ข้าเพียงไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมเฟิ่งไหล แต่กลับมีไอ้สารเลวคนหนึ่งมาแย่งที่นั่งของข้า! ข้าจึงสู้กับมัน...แล้วข้าก็แพ้มัน!”
คำพูดนี้ทำให้ซ่างกวนอีถึงกับหัวเราะออกมา
“หึหึ! ไม่อยากเชื่อเลยว่าปีศาจน้อยแห่งตระกูลซ่างกวน ก็มีวันที่ต้องพ่ายแพ้เช่นกัน”
“พี่หญิงอย่าหัวเราะข้านะ! ต่อให้เป็นท่านไปสู้กับมัน ก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะได้ เจ้านั่นอายุไม่น่าห่างจากข้าเกินหนึ่งหรือสองปี แต่กลับเป็นถึงปรมาจารย์กระบี่แล้ว…”
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา บรรยากาศทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบงัน
สามคนที่อยู่ตรงนั้นต่างสบตากัน และบังเกิดความคิดเดียวกันขึ้นมาในใจ
เด็กหนุ่มที่อายุมากกว่าซ่างกวนเจวี๋ยหนึ่งถึงสองปี อีกทั้งยังเป็นปรมาจารย์กระบี่....
ตัวตนของเขา... คงมิใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไปแล้ว!
ซ่างกวนอีสีหน้ากลายเป็นเคร่งเครียด นางเอ่ยเสียงสั่น
“น้องหญิง! เร็วเข้า! เล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังโดยละเอียด อย่าปิดบังแม้แต่คำเดียว!”
ซ่างกวนเจวี๋ยขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
‘เหตุใดทุกคนถึงต้องทำหน้าราวกับข้าเพิ่งรอดจากความตายเช่นนี้?’
แม้จะไม่เข้าใจ นางก็ยังคงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดโดยละเอียด
“......และสุดท้าย ข้านึกว่าเขาจะฆ่าข้า แต่เขากลับปล่อยข้าไป ยังบอกอีกว่า จะรอวันที่ข้าแข็งแกร่งกว่าตัวเขา”
เมื่อคำพูดสุดท้ายจบลง
ซ่างกวนเจิ้นและซ่างกวนอีถึงกับตัวเย็นวาบ!
‘เจ้าเด็กน้อยผู้นี้... ช่างไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองเพิ่งผ่านพ้นหายนะมา!’
ซ่างกวนอีกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ไม่มีทางผิดแน่! เสื้อผ้า อายุ และพลังฝึกยุทธ์ ทุกอย่างล้วนตรงกันหมด เขาคือคนเดียวกับบุรุษบนเรือเหาะ!”
“เขาคือ... ปีศาจตนนั้น!”
“แต่เหตุใดกัน... เขาถึงไม่ฆ่าเจวี๋ยเอ๋อร์?”
ซ่างกวนอีขมวดคิ้วแน่น นางไม่สามารถเข้าใจได้
“เขาต้องรู้อยู่แล้วว่าเจวี๋ยเอ๋อร์เป็นใคร! ถ้าเขาคือปีศาจนั่นจริง เหตุใดเขาจึงปล่อยนางไป?”
ซ่างกวนเจิ้นกล่าวอย่างครุ่นคิด
“อาจเป็นเพราะนี่คือเมืองหนานชาง... เขาอาจไม่กล้าลงมืออย่างโจ่งแจ้งกระมัง?”
“ไม่!”
เสียงของจีหรูเสวี่ยดังขึ้นแทรก แววตาของนางเปล่งประกายเย็นชา
“บุรุษผู้นั้น ไม่อาจใช้ตรรกะของมนุษย์ทั่วไปมาตัดสินได้ เขากล้าสังหารผู้ฝึกยุทธ์จากแคว้นปีศาจแดนใต้โดยไม่กระพริบตา จะมาหวาดกลัวเมืองหนานชางได้อย่างไร ข้ากลับคิดว่า...เพราะนิสัยของศิษย์น้องที่ดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ อาจทำให้เขามองเห็นเงาของตนเองในตัวนาง การที่เขาไม่ฆ่านาง มิใช่เพราะความเมตตา แต่น่าจะเป็นเพราะความเข้าใจในตัวกันและกันของเหล่าผู้แข็งแกร่ง!”
“เป็นไปไม่ได้!”
ซ่างกวนอีปฏิเสธเสียงดังทันที
“ถึงแม้น้องสาวของข้าจะถูกข้ากับท่านพ่อตามใจจนเสียคนไปบ้าง แต่จะให้เปรียบเทียบกับปีศาจเช่นนั้น มิใช่เกินเลยไปหรือ?”
จีหรูเสวี่ยเดินเข้าไปหาซ่างกวนเจวี๋ย ชำเลืองมองนางด้วยแววตาสงบ ก่อนเอ่ยขึ้น
“ความดีและความชั่ว ไม่ได้วัดกันที่น้อยหรือมาก หากเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายไม่ได้ถูกกำจัดตั้งแต่ต้น ย่อมมีวันที่มันเติบโตและกลายเป็นภัยพิบัติใหญ่หลวง พวกเจ้าทั้งสองไม่จำเป็นต้องแก้ตัวแทนนาง เรื่องราวในอดีตของศิษย์น้องข้ารู้มาหมดแล้ว ไม่ต้องห่วง... เมื่อข้านำตัวนางกลับไปที่สำนัก ข้าจะอบรมนางด้วยตัวเอง”
ซ่างกวนเจวี๋ยที่ยืนอยู่ ฟังการสนทนาไปมาอย่างงุนงง
“พวกท่านกำลังพูดอะไรกัน?!”
แต่ทันใดนั้นเอง นางก็นึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“จริงสิ! พี่หญิง...พี่จ้าวหยางไม่ใช่ไปรับท่านกลับมาหรือ แล้วเขาอยู่ที่ไหนล่ะ?”
เนื่องจากมีฐานะสูงส่ง ซ่างกวนเจวี๋ยจึงแทบไม่มีเพื่อนตั้งแต่วัยเด็ก
บุคคลที่สนิทสนมกับนางที่สุด นอกจากซ่างกวนอีแล้ว
ก็คือจ้าวหยาง บุรุษที่เติบโตมาด้วยกัน และมักเรียกขานกันว่าเป็นพี่น้อง
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ซ่างกวนอีอ้าปาก แต่ไม่ว่าจะอย่างไร นางก็ไม่สามารถพูดมันออกมาได้
จีหรูเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ กล่าวอย่างเรียบเฉย
“บอกนางเถอะ... นางต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริง”
“เฮ้อ…”
ซ่างกวนอีถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
“จ้าวหยาง... เขาตายแล้ว เขาถูกมือกระบี่ที่โรงเตี๊ยมเฟิ่งไหลคนนั้นสังหาร!”
“......”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แววตาของซ่างกวนเจวี๋ยพลันไร้ซึ่งประกายแสง
ดวงหน้าของนางซีดเผือดราวกับไร้ซึ่งชีวิต
ในชั่วพริบตา ราวกับว่า... สิ่งสำคัญที่สุดของนางได้สลายหายไปแล้ว
“เป็นไปไม่ได้... เป็นไปไม่ได้! พี่จ้าวหยางเก่งขนาดนั้น... เขาจะตายได้อย่างไร?! ข้าไม่เชื่อ! ข้าไม่เชื่อ!”
ขณะที่ซ่างกวนเจวี๋ยกล่าว น้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด
แต่ก่อนที่นางจะร่ำไห้หนักกว่านี้ เสียงเย็นเยียบของจีหรูเสวี่ยก็ดังขึ้น
“เงียบซะ! ถึงแม้เจ้าจะร้องไห้จนฟ้าสิ้นแสง ก็ไม่ได้ทำให้ปีศาจนั่นตาย มีเพียงพลังเท่านั้นที่จะทำให้เจ้าล้างแค้นได้!”
กล่าวจบ นางหมุนตัวเดินตรงไปที่ประตู
“เซียนหญิงหรูเสวี่ยจะไปที่ใด?”
“ไปตัดหัวปีศาจนั่น!”
“ท่านไม่มีสิทธิ์ไป!”
ทันใดนั้น ซ่างกวนเจวี๋ยหยุดร้องไห้ นางจ้องมองไปที่จีหรูเสวี่ยด้วยแววตามุ่งมั่น
จีหรูเสวี่ยหยุดเดิน นางหันกลับมามองซ่างกวนเจวี๋ยด้วยสายตาเย็นชา
“เพราะเหตุใด?”
ซ่างกวนเจวี๋ยกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เขาฆ่าพี่จ้าวหยาง... เขาคือศัตรูของข้า ชีวิตของเขา มีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถพรากไปได้!”
จีหรูเสวี่ยเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“แต่เจ้าสู้เขาไม่ได้”
“ข้ายังเด็ก ข้ายังมีโอกาส!”
“หึ! ความเยาว์วัยเป็นเพียงศักยภาพ มิใช่พลัง ในระหว่างที่เจ้ายังฝึกฝนอยู่นั้น อาจมีสองสิ่งเกิดขึ้น”
“หนึ่ง ศัตรูของเจ้ากลายเป็นแข็งแกร่งยิ่งขึ้น หรือสอง เขาถูกผู้อื่นสังหารไปก่อนแล้ว”
“ไร้พลังก็อย่าหวังจะกำหนดชะตาของศัตรู แม้แต่การปล่อยให้เขามีชีวิตต่อไป เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสิน!”
กล่าวจบ จีหรูเสวี่ยก็เดินออกจากจวนไป
ซ่างกวนเจิ้นสูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวเสียงเข้ม
“จัดทัพทหารแปดร้อยนาย! ล้อมโรงเตี๊ยมเฟิ่งไหลไว้ อย่าให้ปีศาจนั่นหลบหนีไปได้!”
………………………………..