เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 141 กลิ่นสาปจิ้งจอก

บทที่ 141 กลิ่นสาปจิ้งจอก

บทที่ 141 กลิ่นสาปจิ้งจอก


ณ โรงเตี๊ยมเฟิ่งไหล ชั้นสอง

เฟิงอู๋เฉินกำลังนั่งฟังเฟิ่งไหลอีกล่าวเล่าถึง ขุมทรัพย์วังมังกร

“โดยธรรมชาติแล้ว เผ่ามังกรเป็นเผ่าพันธุ์ที่หลงใหลในการสะสมสมบัติ”

“มีข่าวลือว่า ขุมทรัพย์ในวังมังกรนั้น มากกว่าทรัพยากรทั้งหมดของเมืองหนานชางรวมกันเสียอีก!”

“ทว่านับตั้งแต่เผ่าปีศาจถูกผนึกไว้ใต้ทะเลเมื่อครั้งอดีตกาล...สมบัติเหล่านั้นก็กลายเป็นเพียงเงาสะท้อนในสายน้ำ ภาพลวงตาในกระจก”

เมื่อได้ยินถึงจุดนี้ เฟิงอู๋เฉินเริ่มหมดความสนใจไปมากกว่าครึ่ง

ที่เขาสนใจมิใช่สมบัติ แต่เป็นคำว่าเผ่ามังกร

แต่จากคำบอกเล่าของเฟิ่งไหลอี เผ่ามังกรที่ถูกกล่าวถึงนี้ดูเหมือนจะมิใช่มังกรแท้!

หากถูกมนุษย์ของดินแดนล่างปราบปรามได้ แสดงว่าพวกมัน มิใช่มังกรที่แท้จริง

แต่น่าจะเป็นเพียงเผ่ามังกรย่อยหรือ สัตว์ปีศาจที่มีสายเลือดมังกรเท่านั้น

แต่หากภายในนั้นมีทรัพยากรล้ำค่ามากมาย อย่างน้อยที่สุด...การเดินทางครั้งนี้ก็ไม่เสียเปล่า

“หมายความว่า...กระแสน้ำวนบนมหาสมุทร คือทางเข้าสู่ขุมทรัพย์วังมังกร?”

เฟิ่งไหลอีพยักหน้า

“ใช่”

“มันตรงกับคำบรรยายในคัมภีร์โบราณ ทุกคนจึงเชื่อว่า ที่นั่นคือทางเข้า”

เฟิงอู๋เฉินครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามต่อ

“แต่ถ้าสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ปรากฏขึ้นมานานแล้ว เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปได้เลย?”

เฟิ่งไหลอีแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์

“เจ้าช่างหลักแหลมนัก! กระแสน้ำวนนั้น แม้จะโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ แต่ภายในกลับมีไอพิษลึกลับที่สามารถกัดกร่อนพลังวิญญาณได้ หากบุ่มบ่ามเข้าไป โดยมิได้เตรียมตัว ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมัจฉามังกร ก็อาจติดอยู่ภายในและตายอย่างอนาถ!”

หลายครั้งเมื่อดินแดนลับเพิ่งปรากฏขึ้น เหล่าผู้ทรงอำนาจจากแต่ละฝ่ายมักจะไม่เร่งรีบส่งศิษย์เข้าไปสำรวจในทันที

เพราะว่าทุกครั้งที่เป็นซากโบราณหรือดินแดนลับ ยามแรกที่มันเผยโฉมสู่โลกอีกครั้ง มักจะมีอันตรายที่มองไม่เห็นแฝงอยู่มากมาย

มรดกของสำนักเทพกระบี่ก็เป็นเช่นนี้ ต้องให้ยอดฝีมือจากอาณาจักรต่างๆ ในดินแดนชางโจวเข้าไปตรวจสอบเส้นทางก่อน ศิษย์ทั้งหลายจึงจะสามารถเข้าไปฝึกฝนและช่วงชิงได้

เห็นได้ชัดว่า ขุมทรัพย์วังมังกรในครั้งนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ทุกคนต่างรอคอยให้ม่านพิษที่ปกคลุมอยู่ภายในสลายไปเสียก่อน

เมื่อได้คำตอบที่ต้องการ เฟิงอู๋เฉินก็พยักหน้าเล็กน้อย

“ขอบคุณท่านเจ้าหอเฟิ่งที่ช่วยชี้แนะ”

เฟิ่งไหลอีกระพริบตา เผยแววตาสุนัขจิ้งจอกที่แฝงเสน่ห์เย้ายวน

“ว่าอย่างไร? คิดจะไปเสี่ยงภัยในขุมทรัพย์วังมังกรแล้วหรือ?”

เฟิงอู๋เฉินมิได้เอื้อนเอ่ยวาจา

เฟิ่งไหลอียกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เผยออกมาเต็มไปด้วยเสน่ห์อันลึกลับ

ทันใดนั้น นางหยิบตราหยกขนาดเล็กออกมาวางลงบนโต๊ะ

“รอบๆ วังวนนั้น ถูกยอดฝีมือจากแคว้นอวิ๋นโจวลงค่ายกลปิดผนึกเอาไว้ หากเจ้าจะเข้าไป สามารถใช้ตราหยกนี้ทำลายมันได้”

คิ้วของเฟิงอู๋เฉินขมวดมุ่น ดวงตาจ้องมองตราหยกนั้นเพียงแวบเดียว ก็เห็นแสงประหลาดที่เรืองรองอยู่บนนั้น

แม้แสงจะจาง แต่กลับแฝงพลังอันมหาศาล

เพียงแค่ตราหยกแผ่นนี้ ก็มีมูลค่าไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านเหรียญทอง!

แต่เฟิงอู๋เฉินหาได้เอื้อมมือออกไปรับมันไม่ เพราะเขายังไม่อาจคาดเดาได้ว่าสตรีผู้นี้ต้องการสิ่งใดกันแน่

“ข้ากับท่านเจ้าหอเฟิ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ท่านช่วยข้าถึงเพียงนี้ ย่อมต้องมีเงื่อนไขใช่หรือไม่?”

“ฮิฮิ… ข้าชอบจริงๆ ที่เจ้าเฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าข้าไม่ได้ช่วยเจ้าโดยไร้เหตุผล ส่วนเงื่อนไขนั้น สิ่งที่ข้าต้องการก็คือ…เจ้า!”

ขณะที่เอ่ยวาจา เฟิ่งไหลอีก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

ก่อนเป่าลมเบาๆ ตรงไปยังที่ที่เฟิงอู๋เฉินนั่งอยู่

สายลมหอมกรุ่นสีชมพูพัดกระทบใบหน้าของเขา ทำให้เขาหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว

ครั้นเมื่อดวงตาเปิดขึ้นอีกครั้ง

สองแขนอ่อนนุ่มราวอสรพิษก็เลื้อยขึ้นมาพันรอบลำคอของเขาเสียแล้ว

ยังไม่ทันที่เขาจะตอบสนองได้ ร่างกายอ่อนนุ่มของเฟิ่งไหลอีก็แนบสนิทติดกับเขาโดยสมบูรณ์

จากนั้น ริมฝีปากอันอ่อนนุ่มของนางก็บดขยี้ริมฝีปากของเขาราวจะกลืนกิน

เฟิ่งไหลอีไม่เพียงมีความงามสะคราญล่มเมืองเท่านั้น หากแต่สิ่งที่อันตรายที่สุด คือเสน่ห์เย้ายวนที่ขับออกมาจากทุกส่วนของเรือนร่างอันไร้ที่ติ

เพียงชั่วขณะเดียว เฟิงอู๋เฉินก็หลงใหลไปกับมัน สองแขนแกร่งโอบรัดไปที่เอวคอดกิ่วของเฟิ่งไหลอี

จากนั้นมือเขาเริ่มขยับ เคลื่อนไปคว้าผ้าโปร่งบางที่นางห่มไว้ แล้วกระชากมันจนหลุด เผยผิวขาวนวลผุดผาดทั้งเรือนร่างของหญิงสาว

ดวงตาของเฟิงอู๋เฉินพร่ามัว เขากำลังจะจมดิ่งลงไปในห้วงวังวนแห่งความหอมหวาน

เพียงไม่นาน ร่างทั้งสองก็ไร้ซึ่งเสื้อผ้าปกปิด กอดรัดกันในสภาพเปลือยเปล่า

ในยามที่เขาใกล้จะถลำลึกไปมากกว่านั้น

ทันใดนั้นเอง ภายในชั้นแรกของหลงหยวน

จอมอสูรที่กำลังหลับใหลก็พลันรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง มันลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน

จากนั้นคำรามกึกก้องจนสั่นสะท้านไปทั้งห้อง!

โฮกกกก!

เสียงคำรามดังสนั่นเข้าสู่โสตประสาท เฟิงอู๋เฉินพลันได้สติดวงตากลับมาสว่างในพริบตา

ขณะเดียวกัน ใบหน้าของเฟิ่งไหลอีที่เคยเต็มไปด้วยความสำราญใจ พลันแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว

“พลังนี้…เป็นไปได้อย่างไร!? เจ้าเป็นใครกันแน่!?”

ในตอนนี้ เฟิงอู๋เฉินย่อมเข้าใจทุกอย่างโดยกระจ่างแจ้ง

เขาตกอยู่ภายใต้มนตราเสน่ห์ของนางโดยไม่รู้ตัว

กลิ่นหอมของกำยานภายในห้องนี้ย่อมต้องมีเล่ห์กลแฝงอยู่แน่แท้

การที่เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เป็นเวลานาน เปรียบได้กับกบที่ถูกต้มในน้ำอุ่น หากขาดความระแวดระวังแม้แต่น้อยก็จะตกหลุมพรางได้โดยง่าย

หากมิใช่เพราะในห้วงเวลาสำคัญจอมอสูรตื่นขึ้นมา ผลที่ตามมาย่อมมิอาจคาดเดาได้

จอมอสูรนั้น โดยทั่วไปมีสัญชาตญาณไวต่อเจตนาร้ายของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง

มันคงสัมผัสได้ถึงเจตนามุ่งร้ายบางอย่างจากสตรีผู้นี้ จึงตื่นจากการหลับใหลขึ้นมาในทันที

แทบจะพร้อมกัน มือของเฟิงอู๋เฉินก็ถือกระบี่ยาวแน่น

“หึ!”

เฟิ่งไหลอีแค่นเสียงเย็นชา

“พิษเสน่ห์ของข้าได้ซึมซาบเข้าสู่ชีพจรวิญญาณและจุดตันเถียนของเจ้าแล้ว เจ้าอย่าขยับตัวจะดีกว่า”

ปลายกระบี่ของเฟิงอู๋เฉินหยุดชั่วครู่ ก่อนจะนำจิตสัมผัสเข้าสู่จุดตันเถียน

สิ่งที่ปรากฏให้เห็น คือหมอกสีชมพูลอยอ้อยอิ่งรอบๆ หลงหยวน

เกรงว่านี่คงเป็นพิษเสน่ห์ที่เฟิ่งไหลอีกล่าวถึง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิษเสน่ห์ซึมเข้าสู่หอคอยกระบี่หลงหยวน พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้น

และในชั้นที่สองของหอคอยกระบี่หลงหยวนก็มีเสียงตวาดดังขึ้นมา

“ไอ้หนู! เจ้าเล่นตลกอะไรของเจ้า!? เจ้ากล้าปล่อยกลิ่นสาปจิ้งจอกเข้าไปในหอคอยกระบี่หลงหยวน คิดจะรมข้าให้ตายหรืออย่างไร!?”

“……”

เฟิงอู๋เฉินถึงกับพูดไม่ออก

แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว พิษเสน่ห์ของเฟิ่งไหลอีไม่อาจส่งผลกระทบต่อหอคอยกระบี่หลงหยวนได้

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องลังเลอีกต่อไป!

กระบี่ในมือพุ่งตรงไปยังสตรีตรงหน้าทันที!

“เป็นไปไม่ได้!?”

สีหน้าของเฟิ่งไหลอีเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง

“เจ้าไม่ถูกควบคุมโดยพิษเสน่ห์ของข้าได้อย่างไร!?”

“เพิ่งจะรู้ตัวตอนนี้? ช้าไปแล้ว!”

ขณะที่กระบี่ของเฟิงอู๋เฉินฟันลง พลังแห่งกระบี่แผ่กระจายไปทั่วห้อง

แรงกดดันจากรัศมีกระบี่ตัดขาดทุกเส้นทางหลบหนีของเฟิ่งไหลอี

จากนั้น เขาสะบัดกระบี่ร่ายเป็นกระบี่สังหาร แทงทะลุอกของนางในพริบตา

กระบี่ยาวทะลุผ่านร่างของเฟิ่งไหลอีจนมิด นางไม่อาจขยับกายได้อีกต่อไป!

“ข้าไม่ได้แทงจุดตายของเจ้า เจ้าจะไม่ตาย! บอกมาว่าเหตุใดเจ้าถึงลงมือกับข้า แล้วข้าค่อยตัดสินใจว่าจะฆ่าหรือไม่ฆ่าเจ้า”

เฟิงอู๋เฉินกล่าวจบ เฟิ่งไหลอีกระอักโลหิตออกมาที่มุมปาก

นางฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย

“แค่กๆ… หออาภรณ์โลหิตแห่งดินแดนชางโจว รายชื่ออันดับหนึ่งบนป้ายประกาศจับ ใครบ้างจะไม่โลภ?”

เมื่อได้ยิน เฟิงอู๋เฉินดวงตาทอประกายเย็นชา

“เจ้ารู้ว่าข้าเป็นใคร?”

“หึหึ… เดาไม่ยากนักหรอก! เพียงแต่ข้าไม่คาดคิดว่าเจ้าจะต้านทานพิษเสน่ห์ของข้าได้ ยิ่งทำให้ข้าอยากรู้จักเจ้ามากขึ้นไปอีก”

ขณะที่กล่าว เฟิ่งไหลอีค่อยๆ ยื่นมือไปหาเฟิงอู๋เฉิน

“ยอดรัก เจ้าคงไม่ใจร้ายฆ่าข้าจริงๆ หรอกใช่หรือไม่? หากเจ้าไว้ชีวิตข้า นับแต่นี้ไป ข้าก็จะเป็นของเจ้าแล้ว… เจ้าคงอยากลิ้มรสเรือนร่างของข้าสักครั้งใช่หรือไม่…”

ฉึก!

เสียงของเฟิ่งไหลอีหยุดลงกะทันหัน

เสียงทึบดังขึ้น กระบี่ในมือของเฟิงอู๋เฉินได้ปักทะลุหัวใจของนางแล้ว

“เจ้า…เจ้ากล้าฆ่าข้า…”

แววตาของเฟิ่งไหลอีเต็มไปด้วยความตกตะลึง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น

เฟิงอู๋เฉินเพียงดึงกระบี่กลับมาด้วยสีหน้าราบเรียบ

“ขอโทษด้วย ข้าไม่มีความสนใจในตัวเจ้าเลยสักนิด!”

ตุบ!

ร่างของเฟิ่งไหลอีล้มลงกับพื้น

สตรีผู้เคยทำให้บุรุษนับไม่ถ้วนตกอยู่ในห้วงหลงใหล บัดนี้กลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ

เฟิงอู๋เฉินรีบสวมเสื้อผ้า กวาดสายตามองไปรอบห้อง

นอกจากแก่นวิญญาณเพียงเล็กน้อยและเครื่องสำอางของสตรีแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดมีค่าอีก

น่าแปลกนัก เฟิ่งไหลอีอย่างไรเสียก็คือยอดฝีมือขั้นทะเลโลหิต

แต่นางกลับไม่มีศาตราเวทเก็บของติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว

ท้ายที่สุด สายตาของเขาตกอยู่บนตราหยกสีดำบนโต๊ะ

เฟิงอู๋เฉินเก็บมันขึ้นมา จากนั้นรีบออกจากห้องไปทันที

แต่เมื่อเขาเดินจากไปแล้ว ร่างไร้วิญญาณของเฟิ่งไหลอีกลับเกิดการเปลี่ยนแปลง

ประกายแสงสีชมพูลอยระยิบระยับขึ้นมา และร่างของนางพลันสลายกลายเป็นกลุ่มพลังวิญญาณ จางหายไปในอากาศ

เหลือไว้เพียงหางขนปุยเส้นหนึ่งตกอยู่บนพื้น!

ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักอันโอ่อ่าตระการตา

สตรีผู้มีรูปลักษณ์เหมือนเฟิ่งไหลอีราวกับเป็นคนเดียวกันพลันลืมตาขึ้น

ในดวงตาของนางแฝงไปด้วยโทสะและความอาฆาต

“ไอ้เด็กบัดซบ! เจ้าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าทำลายร่างอวตารของข้า… หากข้าไม่ล้างแค้นนี้ ข้าจะไม่ใช่เฟิ่งไหลอีอีกต่อไป!”

…………………………………

จบบทที่ บทที่ 141 กลิ่นสาปจิ้งจอก

คัดลอกลิงก์แล้ว