เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 51 หนึ่งยอดเขาสี่ผู้ฝึกกระบี่

บทที่ 51 หนึ่งยอดเขาสี่ผู้ฝึกกระบี่

บทที่ 51 หนึ่งยอดเขาสี่ผู้ฝึกกระบี่


ยามค่ำคืน ดวงจันทร์สุกสกาว ท้องฟ้ากระจ่างแจ้ง ณ ตำหนักใหญ่บนยอดเขาอู๋เหิน

เบื้องหลังของลั่วเฟิงกู่ที่อยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ปรากฏเงาสองร่างเพิ่มขึ้นมา

หนึ่งชายหนึ่งหญิง ทั้งคู่ดูอายุราวสิบหกถึงสิบเจ็ดปี

ชายหนุ่มมีหน้าตาหล่อเหลา เพียงแต่แววตาของเขากลับกลอกไปมาไม่มั่นคง ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนเจ้าชู้และไม่เอาจริงเอาจัง

ส่วนหญิงสาวมีปอยผมยาวปรกลงมาที่หน้าผาก ปิดบังไปครึ่งหนึ่งของใบหน้า ทว่าในดวงตาที่เผยออกมาเพียงข้างเดียว กลับแฝงไว้ด้วยความเย็นชาราวกับบอกให้คนอื่นอยู่ห่างจากนาง

“ตาเฒ่าลั่ว วันนี้ท่านรีบร้อนออกไปข้างนอกก็เพื่อพวกเขาสองคนอย่างนั้นหรือ?” เสิ่นหงอีเอ่ยถาม

ลั่วเฟิงกู่กระแอมเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงหนักแน่น “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าคือศิษย์ร่วมสำนักของยอดเขาอู๋เหิน ทำความรู้จักกันไว้เสีย”

เสิ่นหงอีแย้มยิ้มบางๆ อย่างใจกว้าง กล่าวกับทั้งสองว่า “ข้ามีนามว่าเสิ่นหงอี เป็นศิษย์พี่หญิงของพวกเจ้า ส่วนเจ้าหมอนี่ชื่อเฟิงอู๋เฉิน นับว่าเป็นศิษย์พี่ของพวกเจ้าด้วย...กระมัง”

สิ้นคำของเสิ่นหงอี เด็กหนุ่มก็รีบก้าวออกมายืนด้านหน้า

“ข้าชื่อเย่เซียว ‘เย่’ จากเย่เซียว และ ‘เซียว’ จากเย่เซียว สหายในยุทธภพต่างเรียกข้าว่า ‘พี่เซียว’ หากพวกเจ้าจะเรียกเช่นนั้นบ้าง ข้าก็ไม่ถือสาหรอก…”

ขณะที่เด็กหนุ่มเจื้อยแจ้วไม่หยุด เฟิงอู๋เฉินและเสิ่นหงอีต่างเผยสีหน้าราวกับกำลังมองตัวตลก

หญิงสาวอีกคนกลับมิได้กล่าวอะไรมากมาย

“ผู้ฝึกกระบี่! หลิวเฟย!”

“ผู้ฝึกกระบี่?”

ชั่วขณะนั้น เฟิงอู๋เฉินและเสิ่นหงอีพลันมีแววตาแปลกประหลาดปรากฏขึ้น

ศิษย์ของยอดเขาอู๋เหินในตอนนี้มีอยู่เพียงสี่คน แต่กลับเป็นผู้ฝึกกระบี่ถึงสามคน ให้ความรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก

“หนึ่งยอดเขาสามผู้ฝึกกระบี่ ยอดเขาอู๋เหินมิได้รุ่งเรืองเช่นนี้มานานแล้ว!” เสิ่นหงอีถอนหายใจกล่าว

“ต้องสี่ผู้ฝึกกระบี่ต่างหาก!” ลั่วเฟิงกู่แก้ไขให้

“สี่ผู้ฝึกกระบี่?”

เสิ่นหงอีและเฟิงอู๋เฉินมองไปยังเย่เซียวโดยสัญชาตญาณ ก่อนคิ้วขมวดแน่น

หากบอกว่าหลิวเฟยเป็นผู้ฝึกกระบี่ พวกเขาย่อมเชื่อ เพราะเหล่าผู้ฝึกกระบี่สามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายแห่งกระบี่ที่แฝงอยู่ในตัวของกันและกันโดยมิจำเป็นต้องประมือ

แต่หากจะบอกว่าเย่เซียวเป็นผู้ฝึกกระบี่ พวกเขากลับไม่อาจเชื่อได้แม้แต่น้อย

เพราะชายผู้นี้ไม่มีเค้าลางของพลังหรืออำนาจแห่งกระบี่แม้เพียงนิดเดียว

กระทั่ง… ดูท่าทางจะออกไปทางเจ้าเล่ห์เสียด้วยซ้ำ

ยังไม่ทันให้ทั้งสองได้เอ่ยปากตั้งคำถาม

“ชวิ้ง!”

กระบี่ของหลิวเฟยพลันถูกชักออกจากฝักพร้อมเสียงดังกังวาน ปลายกระบี่ชี้ตรงไปยังเสิ่นหงอี

“เจ้า! มาประลองกับข้า! หากเจ้าพ่ายแพ้ ข้าจะเป็นศิษย์สายตรงของยอดเขาอู๋เหิน!”

ได้ยินเช่นนั้น มุมปากของเสิ่นหงอีปรากฏรอยยิ้มบาง ทว่านางมิได้ชักกระบี่ออกมา เพียงใช้นิ้วชี้ไปทางเฟิงอู๋เฉินที่อยู่ข้างกาย

“หากอยากสู้กับข้า จงชนะเขาให้ได้เสียก่อน”

หลิวเฟยมองไปยังเฟิงอู๋เฉินปราดเดียวคิ้วกลับขมวดแน่น

“เขาอ่อนแอเกินไป!”

เสิ่นหงอียกสามนิ้วขึ้นมา

“สามกระบวนท่า! หากเจ้าสามารถรับมือเขาได้สามกระบวนท่า ข้าจะประลองกับเจ้าเอง!”

“สามกระบวนท่ารึ? เจ้าประเมินข้าต่ำเกินไปแล้ว แค่จัดการผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปฐมยุทธ์ เพียงกระบวนท่าเดียวก็พอ!”

กล่าวจบ ปลายกระบี่ของหลิวเฟยแปรเปลี่ยนทิศทาง แหวกอากาศพุ่งตรงไปหาเฟิงอู๋เฉินอย่างกะทันหัน

ชั่วขณะนั้น เฟิงอู๋เฉินพลันสัมผัสได้ถึงพลังของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

ขั้นปราณยุทธ์ระดับหนึ่ง!

แม้เขาจะเคยฟันแขนของศัตรูที่อยู่ในขั้นปราณยุทธ์ระดับเจ็ดมาแล้ว

แต่หญิงสาวผู้นี้กลับเป็นผู้ฝึกกระบี่เช่นเดียวกับเขา ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน

กระบี่ของหลิวเฟยทั้งรวดเร็วและดุดัน หากเป็นคนทั่วไปคงมิอาจจับการเคลื่อนไหวของมันได้ทันเป็นแน่

ทว่าในสายตาของเฟิงอู๋เฉิน มันกลับเชื่องช้ายิ่งนัก

แม้ทั้งสองจะเป็นผู้ฝึกกระบี่ แต่ความสำเร็จในวิถีกระบี่ของอีกฝ่ายเพิ่งอยู่ในขั้นเจตนากระบี่ระดับต้น ขณะที่เขามาถึงระดับกลางแล้ว

ด้วยเหตุนี้ กระบวนท่าของนางจึงเต็มไปด้วยช่องโหว่ในสายตาของเขา!

“พ่ายไปซะ!”

เฟิงอู๋เฉินไม่แม้แต่จะใช้กระบี่เพลิงสุริยัน หรือแม้แต่เพลงกระบี่สังหารของชายผู้บ้าคลั่ง

เขาคว้าเพียงกระบี่ธรรมดาที่ปราณวิญญาณสูญสิ้นมาไว้ในมือ ก่อนชักออกฟันสวนกลับ

“เคร้ง!”

สองกระบี่กระทบกันเสียงดังสนั่น เฟิงอู๋เฉินอาศัยแรงปะทะนั้นสะบัดข้อมือยกกระบี่ของหลิวเฟยขึ้น

ชั่วพริบตาเดียว หลิวเฟยพลันรู้สึกเจ็บชาที่ฝ่ามือ กำลังของข้อมือหายไปในทันใด กระบี่ที่นางถือไว้ก็ถูกเฟิงอู๋เฉินสะบัดจนหลุดมือ!

“อะไร!”

ขณะสายตาของนางเฝ้าติดตามกระบี่ที่ถูกสะบัดลอยขึ้นไป

ความเย็นเยียบพลันคลืบคลานขึ้นที่ลำคอ

“ในการต่อสู้ของผู้ฝึกกระบี่ ห้ามละสายตาไปจากกระบี่ของศัตรู จำไว้ให้ดี”

“ฉึก!”

ทันทีที่คำพูดจบลง กระบี่วิญญาณของหลิวเฟยร่วงหล่นจากอากาศ ปักลงบนพื้นหินใต้เท้าพลางสั่นไหวไปมา

ทั่วทั้งโถงเงียบสงัดราวสุสานอันไร้ชีวิต

ในแววตาของหลิวเฟยที่มองเฟิงอู๋เฉินเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

นางพ่ายแพ้ให้กับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปฐมยุทธ์อย่างนั้นหรือ?

ทั้งยังพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเช่นนี้!

ไม่เพียงแค่หลิวเฟย แม้แต่เย่เซียวที่ซ่อนตัวอยู่หลังโลงศพยังอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ

“เจ้านี่… เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปฐมยุทธ์จริงๆ หรือ?”

เฟิงอู๋เฉินถอนกระบี่กลับ เก็บลงในแหวนเก็บของ จากนั้นก็หมุนตัวเตรียมออกไป

“หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน”

กล่าวจบ เฟิงอู๋เฉินก็เดินออกจากโถงตำหนักไป

ลั่วเฟิงกู่เผยรอยยิ้มบาง เอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบา “ในเมื่อรู้จักกันแล้ว ก็ไปพักผ่อนเสียเถิด”

กล่าวจบ เขาก็ล้มตัวลงนอนกลับเข้าไปในโลงศพดังเดิม

“หา? ตาเฒ่าลั่ว! แล้วพวกเราจะนอนที่ไหนกันเล่า?” เย่เซียวรีบเอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนก

“จะนอนตรงไหนก็ตามแต่ใจเจ้า”

สิ้นคำ ชายชราก็ปิดฝาโลงศพและไม่ส่งเสียงอีกเลย

เสิ่นหงอีดึงกระบี่วิญญาณที่ปักอยู่บนพื้นออกมา แล้วยื่นคืนให้หลิวเฟย

“หากเจ้าไม่รังเกียจ คืนนี้ก็ไปค้างที่เรือนข้าก่อนเถอะ”

หลิวเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง แก้มเริ่มขึ้นสีแดงจางๆ แต่นางมิได้ปฏิเสธ

“ขอบคุณ...”

เย่เซียวที่เฝ้าสังเกตอยู่พลันกลืนน้ำลายลงคอ แววตาราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้าย เขารีบพุ่งตัวเข้าไปใกล้เสิ่นหงอีพร้อมสีหน้าลามก

“ศิษย์พี่หญิง ข้าเองก็มิได้รังเกียจนะ!”

“ไสหัวไป!”

ไม่ทันให้เสิ่นหงอีเอ่ยปาก หลิวเฟยก็สะบัดกระบี่ออกไปทันที ทำเอาเย่เซียวสะดุ้งเฮือก ตัวสั่นงันงกแทบจะทรุดลงไปกับพื้น

เสิ่นหงอีได้แต่มองเย่เซียวด้วยความระอา ก่อนจะส่งสายตาชี้ไปทางเฟิงอู๋เฉินที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ

เย่เซียวเห็นดังนั้นก็เข้าใจในทันที รีบพุ่งตัวเข้าไปกอดขาของเฟิงอู๋เฉินแน่น

“ศิษย์พี่เฟิง! ท่านต้องไม่ทอดทิ้งข้านะ!”

จบบทที่ บทที่ 51 หนึ่งยอดเขาสี่ผู้ฝึกกระบี่

คัดลอกลิงก์แล้ว