เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 โลกมายาสะท้อนเงา

บทที่ 52 โลกมายาสะท้อนเงา

บทที่ 52 โลกมายาสะท้อนเงา


เฟิงอู๋เฉินถอนหายใจด้วยความเอือมระอาอย่างสุดซึ้ง

“ปล่อยข้า”

“ข้าไม่ปล่อย!”

เฟิงอู๋เฉินสูดลมหายใจลึก ก่อนจะหันไปถามเสิ่นหงอี

“ศิษย์พี่หญิง หากฆ่าศิษย์ร่วมสำนักของยอดเขาจะผิดกฎหรือไม่?”

“ไม่ผิด เพราะยอดเขาอู๋เหินไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ”

“ดี!”

ทันทีที่เฟิงอู๋เฉินชักกระบี่ออกมา เย่เซียวก็ผละหนีอย่างรวดเร็ว

ภายในพริบตาเดียว ร่างของเขาก็หายไปจากเท้าของเฟิงอู๋เฉิน

“เร็วมาก!”

แม้แต่เฟิงอู๋เฉินยังต้องประหลาดใจ

แม้นเขาไม่มีเจตนาจะฆ่าเย่เซียว หรือต่อให้คิดจะลงมือจริงๆ ก็ไม่แน่ว่าจะทำได้สำเร็จด้วยความเร็วระดับนี้

ไม่นาน เย่เซียวก็ไปซุกตัวข้างโลงศพ พลางทำหน้าหงอยอย่างคนหมดหวัง ก่อนปล่อยโฮออกมาเสียงดัง

“ตาเฒ่าลั่ว! ตอนท่านชวนข้ามา ไม่ได้บอกแบบนี้นี่นา... ท่านบอกว่ายอดเขาอู๋เหินเป็นยอดเขาที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักชิงเฉิน หากข้ามาที่นี่แล้วจะได้อยู่อย่างสุขสบาย มีเกียรติ มีอาหารให้กินมีของให้ใช้ไม่ขาดมือ ท่านจะมาหลอกข้าเช่นนี้ไม่ได้!”

เมื่อเห็นท่าทีอันน่าเวทนาของเย่เซียว เสิ่นหงอีถึงกับส่ายหน้า

“เจ้าเป็นชายชาตรีแท้ๆ คิดจะงอแงเอาแต่ใจไปถึงไหน? ในตำหนักนี้ไม่ว่าที่ไหนเจ้าก็นอนได้ทั้งนั้น”

เย่เซียวหดคอเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปรอบๆ พลางกระซิบเสียงสั่น

“แต่ท่านลองมองไปรอบๆ ดูสิ สถานที่เช่นนี้มืดไม่พอแถมยังมีโลงศพตั้งไว้อีกด้วย...ข้า...ข้าหลับไม่ลงจริงๆ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างเผยสีหน้าแปลกประหลาดอย่างอธิบายไม่ถูก

‘เจ้าหมอนี่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ ไม่สิ เป็นถึงผู้ฝึกกระบี่แท้ๆ แต่ไฉนกลับขี้ขลาดถึงเพียงนี้?’

เสิ่นหงอีเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะชี้ไปทางด้านหลังของตำหนัก

“เจ้าอย่ากลัวไปเลย...เบื้องหลังตำหนักแห่งนี้ เป็นที่ฝังศพของเหล่าผู้อาวุโสแห่งยอดเขาอู๋เหิน คืนใดที่ดึกสงัด พวกเขาจะออกมาเดินเล่น หาใครสักคนมาพูดคุย... มีพวกเขาอยู่เป็นเพื่อน เจ้าก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใดแล้ว”

สิ้นคำ สีหน้าของเย่เซียวพลันซีดเผือด เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นราวกับไร้เรี่ยวแรง ลมหายใจโรยรินเหมือนจะสิ้นสติ

เฟิงอู๋เฉินที่เห็นท่าทางของเขาก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก

ชั่วขณะนั้น ตัวเขา เสิ่นหงอีและหลิวเฟยต่างก็เข้าใจตรงกัน

ตาเฒ่าลั่วคนนั้นต้องเข้าใจผิดไปแน่ๆ

เจ้าหมอนี่ไม่มีทางเป็นผู้ฝึกกระบี่แน่นอน!

ค่ำคืนผ่านพ้นไปโดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น เฟิงอู๋เฉินเพิ่งตื่นก็พาเฟิงหนิงไปยังโถงตำหนักใหญ่

เมื่อไปถึง ก็พบว่าเสิ่นหงอีและหลิวเฟยมาถึงก่อนแล้ว

ขณะที่เย่เซียวนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของโถงเพียงลำพัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ

“ตาเฒ่าลั่ว คนมากันครบแล้ว มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ” เสิ่นหงอีเร่งเร้า

ทันใดนั้น ฝาโลงศพก็ถูกเปิดออก ชายชราผู้มอมแมมค่อยๆ ยืดตัวบิดขี้เกียจ

“เช้าแล้วหรือ?”

“ตาเฒ่าลั่ว! ท่านหลอกข้า!”

เมื่อเห็นลั่วเฟิงกู่ปรากฏตัว เย่เซียวก็พุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าแค้นเคือง ขบกรามแน่นจนแทบแตก

“เจ้าหนุ่ม เวลาข้าพูดสิ่งใดไปล้วนรับผิดชอบคำพูดตนเสมอ ข้าหลอกเจ้าตรงไหน?”

“ตอนนั้นท่านบอกข้าว่ายอดเขาอู๋เหินเป็นยอดเขาอันดับหนึ่งของสำนักชิงเฉิน แล้วเหตุใดมันถึงได้ทรุดโทรมเช่นนี้เล่า?”

“มันเคยเป็น! และในอนาคตก็จะเป็นอีก! แค่ตอนนี้มันไม่ใช่ แล้วมันมีปัญหาตรงไหน?”

มุมปากของเย่เซียวกระตุก “แล้วท่านยังบอกข้าด้วยว่าที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยหญิงงาม! ไหนล่ะ? พวกนางอยู่ที่ไหน?”

ลั่วเฟิงกู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เจ้ายังหนุ่มยังแน่น แต่สายตากลับแย่เสียแล้วหรือ? ลองนับดูสิ นอกจากข้าแล้ว ที่นี่มีอยู่กี่คน?”

“ห้าคน…” เย่เซียวตอบกลับทันควัน

“แล้วในนั้นเป็นหญิงกี่คน?”

“สามคน…”

“นี่อย่างไรเล่า! ปริมาณของหญิงสาวในยอดเขานี้ก็มีมากถึงหกในสิบส่วน! เจ้าไปถามยอดเขาอื่นดูสิ ว่าที่ไหนมีสัดส่วนที่เป็นหญิงมากมายเช่นนี้บ้าง?”

“…”

สิ้นคำ บรรยากาศในโถงตำหนักพลันเงียบสงัดไปชั่วขณะ ทุกคนต่างแสดงสีหน้าตกตะลึง

เว้นเสียแต่ใบหน้าของเย่เซียวที่กำลังแดงก่ำ เขาคิดคำพูดอยู่วูบหนึ่งจึงได้กล่าวต่อ

“ท่าน… ท่าน… ท่านมันเป็นตาแก่ไร้ยางอาย! ท่านกำลังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ท่านยังเคยบอกข้าอีกว่า หากมาที่นี่แล้ว ข้าจะได้กินดีอยู่ดี!”

“เฮ้ย!”

ครั้งนี้ ลั่วเฟิงกู่ไม่รอให้เย่เซียวพูดจบ เขายกมือขึ้นขัดจังหวะ

“เรื่องนี้ข้ามิได้หลอกเจ้า!”

กล่าวจบ ลั่วเฟิงกู่ก็สะบัดมือเบาๆ บนโต๊ะหินกลางโถงพลันส่องประกาย ชั่วอึดใจถัดมา อาหารและสุราชั้นเลิศก็ปรากฏขึ้นวางเรียงรายเต็มโต๊ะ

เมื่อทุกคนเห็นดังนั้นก็ถึงกับน้ำลายสอ

“กินได้เลย!”

เย่เซียวเอื้อมมือไปหยิบของกินโดยไม่รู้ตัว แต่จู่ๆ ก็ชะงักแล้วดึงมือกลับทันที

“ท่านไม่ได้ใส่ยาพิษในอาหารใช่หรือไม่?”

เพียงพริบตาเดียว เฟิงอู๋เฉินคว้าไก่ย่างบนโต๊ะขึ้นมาแล้วกัดอย่างไม่รีรอ

ในขณะเดียวกัน เขาก็ฉีกน่องไก่ออกมายื่นให้เฟิงหนิง

เห็นดังนั้น เย่เซียวกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ จนอดใจไม่ไหวอีกต่อไป

“ให้ตายเถอะ! แม้ข้าจะต้องตาย แต่ก็ขอกลายเป็นผีแบบอิ่มท้องแล้วกัน!”

กล่าวจบ เขาก็กระโจนเข้าใส่อาหารพร้อมกับเฟิงอู๋เฉิน

ตั้งแต่มาถึงยอดเขาอู๋เหิน ทุกคนยังไม่มีโอกาสได้กินอาหารดีๆ สักมื้อ ยามนี้เมื่อมีสุราดีและอาหารเลิศรสวางตรงหน้า จะให้พวกเขาหักห้ามใจได้อย่างไร?

ไม่นาน โต๊ะอาหารก็ถูกกวาดเกลี้ยงเหลือเพียงจานเปล่า

“อิ่มกันแล้วใช่ไหม? ถ้าอิ่มแล้วก็ตามข้ามา!”

“ตาเฒ่าลั่ว นี่ท่านคิดจะเล่นตลกอะไรอีก?” เย่เซียวกล่าวอย่างระแวดระวัง

“ฮึ!” ลั่วเฟิงกู่หัวเราะเย็นชา “ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้า หากอยากแข็งแกร่งขึ้น ก็จงตามข้ามาแต่โดยดี!”

ทุกคนเดินตามลั่วเฟิงกู่ไปยังส่วนลึกของสุสานหลังโถงใหญ่

เมื่อเห็นหลุมศพมากมายรายล้อม ใบหน้าของเย่เซียวก็ซีดเผือดลงอีกครั้ง

ส่วนลึกสุดของสุสาน มีประตูก้อนหินเรียงรายอยู่หลายบาน

สิ่งที่น่าแปลกที่สุดคือ แม้ทุกซอกมุมบนยอดเขาอู๋เหินล้วนผุพังอยู่ในสภาพทรุดโทรม แต่ประตูหินเหล่านี้กลับอยู่ในสภาพสมบูรณ์และสะอาดหมดจด ราวกับว่ามีคนคอยดูแลมันตลอด

ณ บานประตูหิน ลั่วเฟิงกู่ใช้สองนิ้วแทนหนึ่งกระบี่ชี้ไปเบื้องหน้า พลางร่ายถ้อยคำบางอย่าง

“ครืน!”

เสียงดังกึกก้อง ก่อนที่ประตูหินสามบานเบื้องหน้าจะค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นภายในห้องหินอันมืดมิด

“นี่คือ…”

“เข้าไป!” ลั่วเฟิงกู่กล่าวด้วยเสียงทุ้มลึก

หลังได้ยินเช่นนั้น หลิวเฟยพลันสะอึกกายเข้าไปในห้องหินห้องแรกทันทีโดยไม่ปริปาก

“ครืน!”

ทันทีที่หลิวเฟยก้าวเข้าไป ประตูหินก็ปิดลงทันที

“เข้าไปเถอะ ถ้าจะดูแลหนูน้อยคนนี้ให้เอง” เสิ่นหงอีลูบศีรษะเล็กๆ ของเฟิงหนิง ก่อนกล่าวกับเฟิงอู๋เฉิน

“ตกลง”

เฟิงอู๋เฉินเลือกเดินเข้าไปในห้องหินที่สองก่อนบานประตูจะปิดลง

ทางฝั่งเย่เซียวกลืนน้ำลายลงคอ พยายามก้าวเดินแต่ขากลับสั่นไม่หยุด

“ตาเฒ่าลั่ว…ภายในนั้นมีอะไรกันแน่! ท่านอย่าแกล้งข้านะ…”

“ปัง!”

ยังไม่ทันพูดจบ ลั่วเฟิงกู่ก็เตะเขาพุ่งทะยานเข้าไปในห้องที่สามทันที

“ไอ้เด็กนี่เหตุใดมันถึงได้ปากมากเช่นนี้!”

เมื่อประตูหินทั้งสามปิดสนิท ลั่วเฟิงกู่ก็นอนเอนกายลงบนแท่นหินข้างๆ หลับตาอย่างสบายใจ

เสิ่นหงอีขมวดคิ้วถาม “นี่เพิ่งวันแรกแท้ๆ ท่านกลับให้พวกเขาเข้าไปในโลกมายาสะท้อนเงาเสียแล้ว เช่นนี้ไม่เร็วไปหรือ?”

จบบทที่ บทที่ 52 โลกมายาสะท้อนเงา

คัดลอกลิงก์แล้ว