เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 โลงหิน

บทที่ 49 โลงหิน

บทที่ 49 โลงหิน


สิ่งที่เห็นคือร่างชายหนุ่มในชุดขาว ผู้มีเรือนผมขาวดุจหิมะ กำลังลอยตัวมุ่งหน้ามาทางประตูหุบเขาด้วยความเร็วอันน่าตกตะลึง

บุรุษผู้นี้มีโครงหน้าเรียวคม สง่างามราวคนวัยเยาว์ หากไม่นับสีผมขาวของเขา คงไม่มีใครเชื่อว่าเขามีอายุเกินยี่สิบปี

แต่เขาคือผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเฉินในดินแดนชางโจว

เจ้าสำนักชิงเฉิน ชางห่าว!

เมื่อเห็นบุคคลที่มา ทุกคนต่างรีบประสานมือคารวะ

“คารวะท่านเจ้าสำนัก!”

เยว่ชิงอิงก็ประสานมือพลางเรียกเบาๆ“อาจารย์!”

“ตามสบายไม่ต้องมากพิธี! เหตุใดที่นี่ถึงครึกครื้นนัก? เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

เมื่อถูกถาม เจ้าหุบเขาชิงมู่ก็รีบเล่าเรื่องราวทั้งหมดโดยละเอียด

“โอ้..มีอัจฉริยะที่สามารถลั่นระฆังแห่งการตระหนักรู้ได้อย่างนั้นหรือ!?” ชางห่าวเลิกคิ้วแสดงสีหน้าสนใจ

แต่แล้ว เจ้าหุบเขาชิงมู่ก็แค่นเสียงกล่าววาจาเสียดสี

“หึ… ทั้งหมดนี้ก็เป็นผลงานอันดีของยอดเขาอือหยาง! บีบคั้นอัจฉริยะเช่นนั้นให้ไปอยู่ในที่เสื่อมโทรมเช่นยอดเขาอู๋เหิน”

ได้ยินเช่นนั้น ฉือเหลี่ยนหันขวับมาทันที

“หึ! แล้วเจ้าคิดว่ายอดเขาชิงมู่ของเจ้าดีงั้นรึ? เจ้าอย่ามาเสแสร้งเป็นคนดีไปหน่อยเลย! อย่าบอกนะว่าในสี่ผู้ดูแลที่ทำหน้าที่คัดเลือกศิษย์ใหม่ ไม่มีคนของยอดเขาชิงมู่!”

“พอได้แล้ว! เจ้าหุบเขาทะเลาะกันเองเช่นนี้ มันสมควรหรือ?”

ชางห่าวกล่าวเสียงเรียบ แต่กลับทำให้ทั้งเจ้าหุบเขาชิงมู่และฉือเหลี่ยนปิดปากเงียบในทันที

ครู่ต่อมา ชางห่าวเพียงใช้นิ้วชี้ประกบกัน ปล่อยพลังปราณเป็นแสงคมพุ่งตรงไปยังเส้นทางโบราณ

เมื่อแสงนั้นกระทบเส้นทาง…

“ตึงงงงง!”

เสียงระฆังดังสะท้อนไปทั่วทั้งเขตสำนัก

“นี่… นี่มันอะไรกัน!?”

ทุกคนต่างเผยสีหน้าตกตะลึง

“ระฆังแห่งการตระหนักรู้มิใช่จะดังขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีอัจฉริยะฝ่าฟันเส้นทางโบราณเท่านั้นหรอกหรือ?”

ชางห่าวเผยรอยยิ้มบางเบา “ฮึๆ… ดูท่าว่าเส้นทางโบราณและระฆังแห่งการตระหนักรู้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายพันปี บักนี้ก็คงเสื่อมสภาพไปแล้ว… แยกย้ายกันได้!”

“เสื่อมสภาพ?”

เจ้าหุบเขาต่างหันไปสบตากันด้วยความสับสน

เช่นนั้นหมายความว่า เฟิงอู๋เฉินมิใช่อัจฉริยะงั้นหรือ? เขาเพียงแค่โชคดีที่ผ่านเส้นทางโบราณได้ก็เท่านั้น?

“ที่แท้ก็เป็นเรื่องวุ่นวายไร้สาระ!”

“ดีที่เจ้าหนุ่มนั่นเลือกเข้ายอดเขาอู๋เหิน มิเช่นนั้น เราคงต้องเสียทรัพยากรให้กับคนไร้ค่า!”

ฉือเหลี่ยนเองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “ที่แท้ก็แค่คนไร้ค่า… ตัวข้าย่อมไม่มีวันมองผิดไป!”

ครึ่งชั่วยามต่อมา

ภายในตำหนักส่วนกลางของสำนักชิงเฉิน

ในตำหนัก มีเพียงสองคนที่ยืนอยู่ คือชางห่าวและเยว่ชิงอิง

เยว่ชิงอิงเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย “เส้นทางโบราณกับระฆังแห่งการตระหนักรู้ของสำนัก แท้จริงแล้วมิได้เสื่อมสภาพใช่หรือไม่?”

ชางห่าวหันมายิ้มบาง “เจ้าแลเห็นงั้นหรือ? เฮ้อ…เอาเถอะ… ชาญฉลาดเช่นเจ้า หากมองไม่ออก นั่นคงแปลกแล้ว แต่เจ้าก็คงเข้าใจเหตุผลที่ข้าทำเช่นนี้”

เยว่ชิงอิงพยักหน้า “เพื่อระงับความขัดแย้งของสี่ยอดเขา และอีกอย่าง… เพื่อปกป้องเขา!”

ขณะกล่าว นางพลันหันกลับมามองตรงไปยังชางห่าว “แต่ว่า ท่านเคยคิดหรือไม่ ว่าบางทีเขาอาจไม่ได้ต้องการให้ท่านปกป้อง”

ชางห่าวเลิกคิ้ว “ไยเจ้าคิดเช่นนั้น?”

“การที่เขายั่วยุโทสะฉือเหลี่ยนต่อหน้าทุกคน ในสายตาของพวกท่าน คงเป็นเรื่องโง่เง่ามากใช่หรือไม่?”

ชางห่าวเผยรอยยิ้มขบขัน “เพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปฐมยุทธ์ กลับคิดจะสังหารยอดฝีมือขั้นทะเลโลหิต ช่างเป็นเรื่องขบขันยิ่งนัก!”

ทว่า ในดวงตาของเยว่ชิงอิงกลับฉายแววจริงจัง

“ท่านเข้าใจผิดแล้ว! นี่คือวิถีของผู้ฝึกกระบี่! ต่อให้เผชิญความเป็นตาย พวกเขาก็ไม่อาจละทิ้งเจตจำนงของตนเอง!”

“ต่อหน้าศัตรูคู่อาฆาต ในบัญญัติของผู้ฝึกกระบี่… ไม่มีคำว่าปรานี! และที่สำคัญ ข้าไม่คิดว่าฉือเหลี่ยนจะฆ่าเขาได้!”

ดวงตาของชางห่าวสั่นไหวไปเล็กน้อย แต่เขาก็มิได้คัดค้าน

เขาถอนหายใจยาว “หากเป็นใครอื่นพูดเรื่องนี้ ข้าคงไม่มีวันเชื่อ แต่หากออกจากปากของเจ้า ข้าย่อมเชื่อ! แม้เรามีฐานะเป็นศิษย์อาจารย์ แต่ข้ามิได้เป็นผู้สอนสั่งอะไรเจ้าเลย ซ้ำยังเป็นเจ้าที่ทำให้ข้าเข้าใจอะไรได้มากขึ้นอีก!”

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ชางห่าวก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“เจ้ายังเหลือเวลาอีกเท่าใด?”

“ไม่เกินครึ่งปี!” เยว่ชิงอิงตอบเสียงเรียบ ก่อนจะกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น

“หากข้าไม่ตาย ต่อไปในดินแดนตอนกลางเสินโจว สำนักชิงเฉินจักต้องมีที่ยืนอย่างแน่นอน!”

…………..

สำนักชิงเฉินตั้งอยู่ท่ามกลางยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี ประตูภูเขาอยู่บริเวณตอนกลาง ภายในมีเส้นทางเล็กๆ หลายสายที่ทอดยาวไปสู่ยอดเขาต่างๆ

เฟิงอู๋เฉินแบกเฟิงหนิงไว้บนหลัง เดินตามเสิ่นหงอีไปตามเส้นทางภูเขาอันยาวไกล จนกระทั่งมาถึงยอดเขารกร้างแห่งหนึ่ง

หากมีใครบอกว่ายอดเขาอู๋เหินมิใช่เพียงแค่เสื่อมโทรม แต่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี เขาย่อมไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย

สิ่งปลูกสร้างบนยอดเขาส่วนใหญ่อยู่ในสภาพพังพินาศ ไม่ต่างอะไรจากซากปรักหักพัง

บริเวณทางเข้า มีเพียงต้นไม้แห้งเหี่ยวไม่กี่ต้นและวัชพืชที่เติบโตอย่างไร้การดูแล เป็นหลักฐานชัดเจนว่ายอดเขานี้ไร้ผู้คนมาเป็นเวลานาน

“นอกจากท่านแล้ว ตอนนี้ในยอดเขาอู๋เหินยังมีศิษย์เหลืออีกกี่คน?”

“สองคน”

ดวงตาของเฟิงอู๋เฉินสั่นไหว เขารู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็ยังมีคนเหลืออยู่

“อีกคนเป็นใคร?”

“ใครหรือ?” เสิ่นหงอีเหลือบมองเฟิงหนิงที่อยู่ข้างหลังเขา พลางตอบน้ำเสียงราบเรียบ

“ก็อยู่ข้างหลังเจ้านั่นไง”

“……”

เฟิงอู๋เฉินถึงกับนิ่งงันไร้คำพูด สีหน้าสลดใจเป็นที่สุด

ผ่านไปเนิ่นนานเขาจึงคืนสติ ตอบกลับไปว่า

“น้องสาวข้ามิใช่ผู้ฝึกยุทธ์ จะนับนางได้อย่างไร”

เสิ่นหงอีไหวไหล่ “เช่นนั้นก็เหลือแค่เจ้าคนเดียว! เจ้าตัดสินใจเองว่าจะเข้ายอดเขาอู๋เหิน ข้ามิได้บังคับเจ้า!”

เฟิงอู๋เฉินหัวเราะเบาๆ “แน่นอนอยู่แล้ว!”

หลังจากเดินต่อมาอีกครู่ เสิ่นหงอีก็พาเฟิงอู๋เฉินเข้าไปยังตำหนักที่ทรุดโทรมหลังหนึ่ง

ทั่วตำหนักเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา หลังคามีรอยรั่ว น้ำหยดลงมาตามมุมต่างๆ พื้นยังมีตะไคร่น้ำและพืชป่าขึ้นแซมอยู่ตามกำแพง

และที่ใจกลางตำหนัก…มีโลงหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่!

เสิ่นหงอีเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะฝาโลงเบาๆ

“เฮ้… ตาเฒ่า ตื่นได้แล้ว!”

“……”

จบบทที่ บทที่ 49 โลงหิน

คัดลอกลิงก์แล้ว