- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 48 ถ้อยคำที่แสนจะโอหัง!
บทที่ 48 ถ้อยคำที่แสนจะโอหัง!
บทที่ 48 ถ้อยคำที่แสนจะโอหัง!
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ เฟิงอู๋เฉินกลับเพียงยิ้มบางโดยไม่กล่าวสิ่งใด
ดั่งที่ฉือเหลี่ยนกล่าวไว้ก่อนหน้า คนพวกนี้ไม่ได้ช่วยเขาเพราะจิตใจเมตตา แต่เพราะพวกเขาเห็นค่าพรสวรรค์ของเขา
เมื่อครู่ ตอนที่ฉือเหลี่ยนคิดจะฆ่าเขา คนที่ออกมือเป็นคนแรกไม่ใช่พวกเขา แต่เป็นเยว่ชิงอิง
นั่นก็บ่งบอกทุกอย่างได้ชัดเจนแล้ว
พวกเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเฟิงเทียนรุ่ย ล้วนเห็นแก่ผลประโยชน์เป็นสำคัญ!
เมื่อตระหนักได้ เฟิงอู๋เฉินพลันเอ่ยถามเสียงราบเรียบ
“ท่านเจ้าหุบเขาทั้งสาม ข้ามีคำถามหนึ่งอยากถามพวกท่าน”
“คำถามอะไร?”
“หากวันนี้ ข้าเฟิงอู๋เฉินเป็นเพียงคนไร้ค่าคนหนึ่ง พวกท่านยังจะรับข้าเป็นศิษย์หรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ สีหน้าของเจ้าหุบเขาทั้งสามเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขาสบตากันครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบคำถามอย่างไร
ผ่านไปพักใหญ่ เจ้าหุบเขาตันเซี่ยซึ่งมีความอาวุโสที่สุดอย่างยายเฒ่าหลีอิ๋วจึงเป็นผู้เอ่ยขึ้น
“คำถามของเจ้านั้นไร้ความหมาย พวกเรามาที่นี่ก็เพราะเจ้าเป็นคนลั่นระฆังแห่งการตระหนักรู้ได้ เจ้าย่อมต้องเป็นอัจฉริยะผู้หาได้ยากในรอบหมื่นปี มิใช่คนไร้ค่าอยู่แล้ว!”
“ไม่จำเป็นต้องกล่าววาจายืดยาว ท่านทั้งสามเพียงแค่ตอบข้าว่า จะรับหรือไม่รับ?”
เมื่อเผชิญกับคำถามตรงไปตรงมาของเฟิงอู๋เฉิน เจ้าหุบเขาทั้งสามสบตากันอีกครั้ง ก่อนจะส่ายศีรษะพร้อมกัน
“ไม่มีผู้ใดรับคนไร้ค่าเป็นศิษย์หรอก”
เมื่อได้ยินคำตอบ เฟิงอู๋เฉินเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน พลางกล่าวเสียงเย็น
“พวกท่านผิดแล้ว! เพราะข้ารู้จักคนหนึ่งที่รับ!”
ขณะกล่าววาจานี้ เฟิงอู๋เฉินก็ก้าวผ่านทุกคนไปยืนอยู่ข้างกายเสิ่นหงอี ก่อนสะกิดนางด้วยศอกเบาๆ พลางเอ่ยถามว่า
“ศิษย์พี่หญิง เมื่อใดจะพาข้ากลับไปยังยอดเขาอู๋เหิน?”
ศิษย์พี่หญิง?
ยอดเขาอู๋เหิน?
ชั่วพริบตา ทุกคนรอบข้างต่างตกตะลึงจนแทบกลายเป็นหิน!
เสิ่นหงอีอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคิ้วขมวดแน่นเอ่ยว่า
“เจ้าหนู คำเรียกขานว่าศิษย์พี่หญิงนี้ ใช่ว่าจะกล่าวลอยๆ ได้ บัดนี้เจ้าเข้ามาเป็นศิษย์สำนักชิงเฉินแล้ว หากเอ่ยคำนี้ จากนี้ไปเจ้าก็คือศิษย์แห่งยอดเขาอู๋เหิน!”
แน่นอนว่าเสิ่นหงอีเข้าใจดีว่าคำเรียกของเฟิงอู๋เฉิน มิใช่เพียงแค่การเรียกขานกันระหว่างศิษย์ร่วมสำนักทั่วไป
“ทำไมเล่า? หรือว่ายอดเขาอู๋เหินรับเพียงคนไร้เท่านั้น? พอข้ามิใช่คนไร้ค่าแล้วกลับไม่รับข้างั้นหรือ?”
“ใครบอกกัน?”
เสิ่นหงอีคลี่ยิ้มบาง พร้อมสะบัดกระบี่วิญญาณในมือเอ่ยเสียงหนักแน่น
“จากนี้ไป เจ้าคือศิษย์แห่งยอดเขาอู๋เหิน หากมีผู้ใดคิดรังแกเจ้า ศิษย์พี่จะสั่งสอนให้เอง!”
เฟิงอู๋เฉินพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็เดินไปข้างกายมู่ฉิง อุ้มเฟิงหนิงขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
ก่อนจากไป เขายังส่งยิ้มบางให้กับมู่ฉิงและเยว่ชิงอิง
“เรื่องในครั้งนี้ ข้าต้องขอบคุณพวกเจ้าทั้งสองมาก!”
“เรื่องเล็กน้อย มิควรค่าแก่การกล่าวถึง” มู่ฉิงตอบกลับอย่างสุภาพ
เยว่ชิงอิงขมวดคิ้วทันใด สายตานาจ้องเสิ่นหงอีสลับกับเฟิงอู๋เฉินไปมาพักหนึ่ง ก่อนคำนึงคิดในหัว
‘โอ้…ที่แท้เจ้าก็มีความหลงไหลในสตรีเช่นนี้เองหรือ…แต่ก็ดี อย่างน้อยก็มิได้นิยมชมชอบบุรุษ…’
แต่แล้ว นางก็เอ่ยถามน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องนี้เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจเองใช่หรือไม่?”
เฟิงอู๋เฉินผงกศีรษะตอบรับ พลางย้อนถามกลับว่า “ใช่! เจ้ามีคำชี้แนะใดหรือ?”
เยว่ชิงอิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่มี! เจ้ารีบไปเถอะ!”
“เด็กน้อย… เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้น เจ้าหุบเขาชางหลางในชุดคลุมดำก็เอ่ยเสียงดัง
“ยอดเขาอู๋เหินตกต่ำมานานแล้ว ไร้ทรัพยากร ไร้ศิษย์ มิได้รับการยอมรับจากสำนักชิงเฉินมาเป็นเวลานาน หากเจ้าเข้ายอดเขานี้ จะมีแต่พาตัวเองไปสู่หายนะ!”
“ถูกต้อง! ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ของหุบเขาใด ก็ล้วนจะได้เป็นใหญ่ในวันหน้า แต่ยอดเขาอู๋เหินนั้น มิอาจให้อะไรเจ้าได้เลย เจ้าเข้าใจหรือไม่!?”
“ข้าไม่เข้าใจ!”
เฟิงอู๋เฉินพลันหยุดฝีเท้า แต่ไม่ได้หันกลับไป
“ตกต่ำ? ถูกลืมเลือน? นั่นเพราะข้าไม่ได้อยู่ที่นั่น! ตั้งแต่นี้ไป ข้าหวังให้พวกท่านจำคำข้าไว้ให้ดี ยอดเขาอู๋เหิน จักต้องยิ่งใหญ่เพราะข้า!”
ยอดเขาอู๋เหิน จักต้องยิ่งใหญ่เพราะข้า!
ช่างเป็นถ้อยคำที่แสนจะโอหัง!
การกอบกู้ยอดเขาด้วยตัวคนเดียว ในประวัติศาสตร์ของสำนักชิงเฉินตั้งแต่ก่อตั้ง ยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน!
หลังจากกล่าวคำเหล่านั้น เฟิงอู๋เฉินก็อุ้มเฟิงหนิงไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเดินตามเสิ่นหงอีไป
ขณะที่เดินผ่านฝูงชน เขาพลันหยุดฝีเท้า หันไปกล่าวกับลู่ชิงที่อยู่ในกลุ่มคน
“ผู้อาวุโสลู่ บุญคุณของท่าน ข้าจะจดจำไว้!”
“……”
จนกระทั่งร่างของเฟิงอู๋เฉินลับหายไปจากสายตา ผู้คนในลานกว้างถึงได้ตื่นจากภวังค์
ใครเล่าจะคาดคิดว่าเรื่องราวจะลงเอยเช่นนี้
อัจฉริยะอันหาตัวจับยากเช่นเขา กลับเลือกเข้าร่วมยอดเขาอู๋เหินที่เสื่อมถอยไปแล้ว!
เยว่ชิงอิงเก็บกระบี่ของนาง พลางเหลือบมองมู่ฉิงข้างกาย
“ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมาที่นี่เช่นกัน”
มู่ฉิงเผยรอยยิ้มอ่อนโยน “ข้ามิได้มาที่นี่เพราะเจ้า แต่มาเพราะเขา”
เยว่ชิงอิงกระตุกยิ้มเล็กน้อย “เรื่องเช่นนี้ ข้าไม่สนใจ”
กล่าวจบ นางก็หมุนกายเตรียมจากไป
“ช้าก่อน!”
“มีเรื่องใดอีก?”
มู่ฉิงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนรอยยิ้มของนางจะแปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจ
“สักวันหนึ่ง ข้าจะเหนือกว่าเจ้าให้ได้!”
เยว่ชิงอิงเลิกคิ้วก่อนหันกลับมามอง เมื่อนางเห็นแววตามุ่งมั่นของมู่ฉิงยามนี้ ก็ทำเอานางถึงกับประหลาดใจ
นางเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“ข้าจะรอวันนั้น!”
ในขณะเดียวกัน เจ้าหุบเขาชิงมู่ก็เดินเข้าหาลู่ชิง
“ผู้อาวุโสลู่ เมื่อครู่นั้น เฟิงอู๋เฉินกล่าวถึงบุญคุณกับท่าน หมายความว่าอย่างไร?”
ลู่ชิงเผยรอยยิ้มขมขื่น ก่อนจะเล่าเรื่องราวในอดีตที่เมืองลั่วเฟิงออกมาอย่างละเอียด
“เฮ้อ… ตอนนั้นแม่นางเยว่เคยบอกข้าว่าวันหนึ่งข้าจะต้องเสียใจ ข้ายังหัวเราะเยาะว่านางคิดมากเกินไปด้วยซ้ำ แต่บัดนี้ข้ากลับพบว่า สายตาของนางเฉียบแหลมกว่าข้าหลายเท่านัก!”
เจ้าหุบเขาชิงมู่ทอดถอนใจ “เอาเถอะ! ทุกอย่างสวรรค์ล้วนลิขิตไว้แล้ว อย่างน้อยตราหยกเข้าร่วมสำนักที่เขาใช้ก็เป็นของท่าน หากวันหนึ่งเขาเติบโตขึ้นมาได้จริงๆ เขาคงไม่ลืมยอดเขาชิงมู่ของเรา”
“นั่นก็จริง แต่ข้ากลับมีความกังวลใจอยู่อย่าง… คนพวกนั้น จะยอมปล่อยให้ยอดเขาอู๋เหินกลับมายิ่งใหญ่ได้จริงหรือ?” ลู่ชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความหมายลึกล้ำ
“เรื่องนั้นมันผ่านมาเนิ่นนานแล้ว พวกเขาคงลืมเลือนไปแล้วกระมัง แต่สิ่งที่ข้ากังวลยิ่งกว่าคือคนตรงหน้า!”
ขณะกล่าว เจ้าหุบเขาชิงมู่ก็มองไปยังทิศทางของฉือเหลี่ยนโดยไม่ปิดบัง
ลู่ชิงตกอยู่ในห้วงความคิด
ใช่แล้ว!
สำนักชิงเฉินมีสี่ยอดเขาหลัก แต่ละยอดเขาล้วนมีรากฐานของตนเอง หากเฟิงอู๋เฉินเข้าร่วมยอดเขาเหล่านั้น ฉือเหลี่ยนคงต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อนจะลงมือกับเขา
แต่ยอดเขาอู๋เหินนั้น… เสื่อมโทรมมานานแล้ว
เกรงว่าเหล่าผู้ฝึกยุทธ์เพียงหยิบมือที่ยังเหลืออยู่ คงสิ้นชีพไปหมดแล้วด้วยซ้ำ!
“เรื่องเหล่านี้พวกเราทำอะไรไม่ได้ ได้แต่หวังว่าเขาจะมีวาสนาเพียงพอ”
ขณะทั้งสองสนทนากัน ท่ามกลางฝูงชนก็เกิดความโกลาหลขึ้น
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นมา
“เจ้าสำนักมาถึงแล้ว!”
ได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างหันมองไปทางเดียวกัน