เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 เมืองหลวง

บทที่ 34 เมืองหลวง

บทที่ 34 เมืองหลวง


“เป็นอะไรหรือ?”

เฟิงอู๋เฉินเห็นแววตาน้องสาวมีประกายเศร้าสร้อยจึงเอ่ยถามขึ้น

เฟิงหนิงหันกลับมามองพี่ชายอย่างช้าๆ

“พี่…พวกเราจะกลับมาที่นี่อีกหรือไม่?”

“เจ้าอยากกลับมาหรือ?”

เฟิงหนิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ

“ข้าอยู่กับพี่ ท่านอยู่ที่ใดข้าก็อยู่ที่นั่น เพราะที่ใดมีท่าน ที่นั่นล้วนเป็นบ้านของข้า”

“……”

ดังที่มู่ฉิงกล่าวไว้ ตลอดเส้นทางไปยังสำนักชิงเฉิน มิได้มีมือสังหารของหออาภรณ์โลหิตปรากฏตัวแม้แต่คนเดียว

สิ่งนี้ทำให้เฟิงอู๋เฉินยิ่งเพิ่มความสงสัยในตัวนาง

หออาภรณ์โลหิตถึงกับหวาดเกรงนางเช่นนี้ เบื้องหลังของนางคงมิใช่แค่หออันดับหนึ่งในใต้หล้าธรรมดาเป็นแน่

หนึ่งเดือนผ่านไปในพริบตา

หลังจากผ่านเส้นทางที่ขรุขระมายาวนาน ขบวนรถม้าก็เคลื่อนมาถึงเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคว้นเฉิน เมืองอวี้จิง

หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า เมืองหลวง!

ยามที่เมื่อรถม้าเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมือง มันก็เป็นช่วงใกล้เวลามืดค่ำแล้ว

สถาปัตยกรรมภายในเมืองสูงใหญ่และสง่างามสุดพรรณนา ทุกหนแห่งล้วนประดับประดาด้วยทองคำระยิบระยับ หลังคาแกะสลักอย่างวิจิตร ราวกับมาจากแดนสวรรค์

บรรยากาศอันโอ่อ่า ตละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความหรูหรามั่งคั่ง

เสียงเรียกของพ่อค้าและเสียงโห่ร้องจากภายนอก ปลุกความอยากรู้อยากเห็นของเฟิงหนิง นางอดไม่ได้ที่จะเปิดม่านหน้าต่างขึ้น

ภาพเบื้องหน้าทำให้นัยน์ตาของนางเปล่งประกายระยิบระยับ นางอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงระคนตื่นเต้น

ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางเห็น…เป็นสิ่งที่ในเมืองลั่วเฟิงมิอาจพบเห็นได้!

ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ รถม้าก็หยุดลง

“ลงจากรถได้แล้ว”

เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากมู่ฉิง เฟิงอู๋เฉินก็อุ้มเฟิงหนิงลงจากรถม้า

เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาจึงพบว่าตรงหน้าของตน คืออาคารที่โอ่อ่าตระการตา

หน้าประตูยังคงมีป้ายขนาดใหญ่ที่จารึกด้วยอักษร ‘หออันดับหนึ่งในใต้หล้า’ ซึ่งทั้งดูวิจิตรและเปี่ยมด้วยพลังอันแข็งแกร่ง

เพียงแต่ว่า ความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ สังกัดเมืองเฮยสุ่ยกลับมิอาจเทียบได้แม้แต่น้อย!

หากจะเปรียบเทียบ หออันดับหนึ่งในใต้หล้าสังกัดเมืองเฮยสุ่ยก็ดูราวกับโรงน้ำชาเล็กๆ

แต่ที่นี่ในเมืองหลวง… อาคารนี้สูงถึงเก้าชั้น!

แต่ละชั้นล้วนมีขนาดกว้างใหญ่กว่าของเมืองเฮยสุ่ยถึงห้าเท่า!

ภายในเต็มไปด้วยแขกมากหน้าหลายตาที่แต่งกายหรูหราฟุ่มเฟือย บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายของอำนาจและเกียรติยศ

แตกต่างจากหออันดับหนึ่งในใต้หล้าสังกัดเมืองเฮยสุ่ยราวฟ้ากับเหว!

“หออันดับหนึ่งในใต้หล้าแห่งเมืองอวี้จิง นับเป็นสถานที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชางโจว! แต่เจ้าเป็นคนแรกที่มาที่นี่โดยมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย”

มู่ฉิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

นางเคยเห็นคนมากมายที่เมื่อพบกับอาคารสูงตระหง่านเช่นนี้ ก็มักจะตกตะลึงจนยืนอึ้งไปครึ่งค่อนวัน

ยิ่งไปกว่านั้น เฟิงอู๋เฉินยังเติบโตขึ้นมาจากเมืองลั่วเฟิง สถานที่ในหุบเขาอันสุดแสนจากกันดาร

ทว่าเขากลับสามารถสงบอารมณ์ให้สุขุมได้เช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่หาพบได้ยากยิ่ง

แน่นอน นางไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ในชาติก่อนเฟิงอู๋เฉินถือกำเนิดและเติบโตในแดนสวรรค์ไท่เสวียน

สถาปัตยกรรมเหล่านี้ในสายตาของเขา ก็มิต่างอันใดจากเรือนธรรมดาสามัญ แม้กล่าวเช่นนั้นก็ยังคงจะเกินไปเสียด้วยซ้ำ แล้วไยเขาต้องหวั่นไหวกับสิ่งเช่นนี้?

“สำนักชิงเฉินอยู่ที่ใด?”

เฟิงอู๋เฉินไม่รอช้า โพล่งถามออกมาตรงๆ

“ไม่ต้องรีบร้อนนัก”

“สำนักชิงเฉินตั้งอยู่บนหุบเขาน้ำแข็ง ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศตะวันออกเพียงร้อยลี้เท่านั้น ใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งวันก็ถึง”

“ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้ยังเป็นวันที่สิบสองเดือนสี่ ยังเหลือเวลาถึงสามวันก่อนที่สำนักชิงเฉินจะเริ่มรับศิษย์ใหม่”

“ช่วงเวลานี้ เจ้าสามารถพักอยู่ที่หออันดับหนึ่งในใต้หล้าก่อนได้”

“ก็ดี” เฟิงอู๋เฉินพยักหน้าตอบรับ

จากนั้นมู่ฉิงพลันกล่าวเสริมว่า “อีกเรื่อง หากไม่มีธุระสำคัญจริงๆ อย่าเพิ่งออกจากหออันดับหนึ่งในใต้หล้าโดยไม่จำเป็น”

“ข่าวเรื่องเจ้าสังหารคุณหนูตระกูลฉินได้แพร่ไปถึงเมืองหลวงแล้ว ข้าเกรงว่าตระกูลฉินอาจไม่ลังเลที่จะตามล่าเจ้าทุกวิถีทาง”

เฟิงอู๋เฉินเพียงตอบกลับสั้นๆ

“ข้าทราบแล้ว…”

หออันดับหนึ่งในใต้หล้าแห่งเมืองหลวง… ช่างแตกต่างจากสาขาในเมืองเฮยสุ่ยโดยสิ้นเชิง!

ภายใต้บรรยากาศอันคึกคักของหออันดับหนึ่งในใต้หล้าแห่งเมืองหลวง ที่นี่กลับเต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่งที่ซ่อนตัวอยู่

ทันทีที่เฟิงอู๋เฉินก้าวเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวหลายสาย

มิจำเป็นต้องคาดเดา บุคคลเหล่านี้ล้วนอยู่ในขั้นกายสุวรรณเป็นอย่างน้อย

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ดึงดูดความสนใจ เฟิงอู๋เฉินจึงเลือกเก็บตัวอยู่ในห้อง เว้นเสียแต่เวลารับประทานอาหาร

เขาใช้เวลาทุกขณะฝึกฝน ทำความเข้าใจกระบี่สุดพิศวงที่เขาได้เผชิญมา

กระบี่นั้น ทรงพลังเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด

ระหว่างการต่อสู้ก่อนหน้า มันไม่เพียงฝึกฝนเคล็ดกระบี่สังหารสวรรค์และหอกระบี่หลงหยวนให้ก้าวหน้าขึ้นเท่านั้น

แต่ยังทำให้ขั้นเจตนากระบี่ของเขารุดหน้าอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย!

ระดับวิถีกระบี่ของเขาเดิมอยู่ขั้นเจตนากระบี่ระดับต้น ตอนนี้บรรลุระดับกลางแล้ว

หากมีคู่ต่อสู้อย่างเยว่ชิงอิง ที่สามารถต่อสู้กับเขาเป็นประจำแล้วล่ะก็ ภายในระยะเวลาไม่นาน ขั้นเจตนากระบี่ของเขาต้องบรรลุระดับสูงเป็นแน่

กระแสเวลาไหลผ่านรวดเร็ว

จนกระทั่งยามโพล้เพล้ของวันที่สอง หออันดับหนึ่งในใต้หล้ายิ่งคึกคักกว่าปกติ

ภายในห้อง เฟิงอู๋เฉินซึ่งกำลังเข้าสมาธิบ่มเพาะพลัง พลันลืมตาขึ้นทันใด

“เหตุใดนางยังไม่กลับมา?”

เฟิงหนิงอาสาลงไปนำอาหารขึ้นมา บัดนี้ผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วยาม แต่นางยังคงไม่กลับมา

ลางสังหรณ์ไม่ดีพลันแล่นขึ้นในใจเขา!

เฟิงอู๋เฉินลุกจากเตียงเปิดประตูห้อง แล้วรีบก้าวออกไปทันที

จบบทที่ บทที่ 34 เมืองหลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว