- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 33 ออกเดินทาง
บทที่ 33 ออกเดินทาง
บทที่ 33 ออกเดินทาง
“เฮ้ หนุ่มน้อย! ข้าช่วยชีวิตเจ้าไปครั้งหนึ่ง เช่นนั้นเจ้าน่าจะตอบแทนข้าสักหน่อยกระมัง?”
เสียงจากส่วนลึกของชั้นสองในหอกระบี่กังวานขึ้นอีกครั้ง
เฟิงอู๋เฉินหัวเราะเบาๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน?”
“ส่งเจตนากระบี่ของเจ้ามายังชั้นที่สองของหอกระบี่หลงหยวนสิ ข้าจะได้รู้สึกดีขึ้นบ้าง อีกทั้ง ครั้งหน้าหากเจ้าต้องเผชิญศัตรูที่แข็งแกร่ง ข้าก็จะช่วยเหลือเจ้าอีก”
“อย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฟิงอู๋เฉินเริ่มเร่งเร้าพลังเจตนากระบี่ มือของเขาค่อยๆ ยื่นเข้าไปใกล้หอกระบี่
“ใช่แล้ว! เช่นนั้นแหละ! เร็วเข้า…เร็วเข้า!”
เสียงจากชั้นที่สองพลันเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น กระตุ้นเร่งรัดให้เฟิงอู๋เฉินลงมือโดยเร็ว
“กรึง! ครืด…”
ทันใดนั้น เสียงระเบิดดังสนั่นก็ลั่นขึ้น!
ทว่า…ฝ่ามือของเฟิงอู๋เฉินกลับมิได้แตะต้องหอกระบี่ แต่กลับแตะลงบนอักขระผนึกบางอย่างเบื้องหน้าหอแทน
เมื่อเจตนากระบี่ของเฟิงอู๋เฉินแผ่ออกมา โซ่ตรวนที่พันธนาการชั้นที่สองของหอกระบี่ก็พลันรัดแน่นยิ่งกว่าเดิม!
“เจ้าทำอะไร! หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงคำรามดังลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด
หากก่อนหน้านี้เสียงนั้นยังฟังดูเป็นมิตรบ้าง แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยโทสะและจิตสังหารอันเกรี้ยวกราด พุ่งทะลักเข้าห้อมล้อมจิตสำนึกของเฟิงอู๋เฉิน
แม้เขาจะจมอยู่ท่ามกลางอายสังหารอันบ้าคลั่ง เฟิงอู๋เฉินกลับไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม เขากลับเผยรอยยิ้มพึงพอใจ
“หึ…หากข้าส่งเจตนากระบี่เข้าไปในหอกระบี่จริง เช่นนั้นมันก็คงเร่งปลดผนึกของเจ้าให้เร็วขึ้นกระมัง? เจ้าคิดว่าข้าจะโง่เขลาถึงเพียงนั้นหรือ?”
“เช่นนั้นก็เป็นดังที่ข้าคาดไว้ เจตนากระบี่ของข้าคือกุญแจสำคัญในการผนึกหลงหยวน!”
“เจ้าเด็กสารเลว! กล้าดียังไงมาหลอกข้าเช่นนี้! หากวันใดข้าหลุดออกไปได้ ข้าจะทำให้เจ้าตายโดยไร้ที่กลบฝัง!”
เสียงนั้นแผดตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมกับเสียงกระแทกของโซ่ลั่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผนึกกลับหาได้สั่นคลอนแม้แต่น้อย
“จะทำให้ข้าตายโดยไร้ที่กลบฝังงั้นรึ? ช่างกล้านัก! ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเคยแข็งแกร่งเพียงใด เพราะในตอนนี้เจ้ามิอาจเป็นอะไรได้นอกจากเชลยของข้าเท่านั้น!”
“โชคชะตาของเจ้ามีแต่ต้องถูกข้ากลืนกินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังข้าเท่านั้น!”
“อีกอย่าง…อย่าได้เข้าใจผิดไป ข้าไม่คิดจะขอบคุณเจ้าสักนิดที่ช่วยกำจัดเศษสวะให้ข้า เพราะมดปลวกเหล่านั้น…ข้าย่อมจัดการเองได้อยู่แล้ว!”
“บูม!”
สิ้นคำของเฟิงอู๋เฉิน เจตนากระบี่ถูกปลดปล่อยอีกครั้ง อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจนส่งเสียงคำรามลั่น
โซ่ตรวนรอบหอกระบี่พลันรัดแน่นยิ่งขึ้นในชั่วพริบตา!
เสียงแผดร้องอันเดือดดาลจากภายในชั้นที่สองกลับหายไปสิ้น ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบ!
เฟิงอู๋เฉินมองดูฝ่ามือของตนเอง ก่อนจะละสายตาขึ้นมองหอกระบี่หลงหยวน แล้วสูดลมหายใจลึก
‘อายสังหารเมื่อครู่นี้ช่างน่าสะพรึงกลัว…แม้แต่ข้าเอง ก็ยังมิอาจสงบอารมณ์ได้โดยสมบูรณ์’
‘แต่หลังจากคืนนี้ ข้าก็ได้เข้าใจความลับของหลงหยวนมากขึ้นแล้ว’
ประการแรก ผนึกของหอกระบี่หลงหยวนเชื่อมโยงกับขอบเขตเจตนากระบี่ของเขา เจตนากระบี่ของเขาสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ผนึกได้
ประการที่สอง สำหรับเหล่านักโทษที่ถูกคุมขังในหอกระบี่ เขาอาจมีความสำคัญบางอย่างสำหรับพวกมัน
อย่างน้อยที่สุด…ก่อนที่พวกมันจะสามารถทำลายผนึกออกมาได้ พวกมันไม่เพียงไม่ฆ่าเขา แต่กลับพยายามปกป้องเขาด้วยซ้ำ
และนั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวตนในชั้นที่สองลงมือช่วยเหลือเขาในครานั้น!
แม้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของเขา
แต่เฟิงอู๋เฉินรู้ดีว่า…สิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับหอกระบี่หลงหยวนนั้น คงเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
‘ฝานเย่…’
‘เจ้าจะปรากฏตัวอีกเมื่อใด?’
‘ข้ามีคำถามมากมายรอถามเจ้าอยู่!’
โดยไม่รู้ตัว คืนหนึ่งก็ผ่านพ้นไป
จนกระทั่งยามรุ่งอรุณที่แสงอาทิตย์แรกเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า เฟิงอู๋เฉินจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“พี่…”
เสียงเรียกของเฟิงหนิงดังขึ้น ปลุกให้เฟิงอู๋เฉินตื่นขึ้นจากสมาธิ เขาก้าวไปนั่งข้างเตียง ลูบศีรษะของนางเบาๆ
“รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง? มีตรงไหนไม่สบายหรือไม่?”
เฟิงหนิงส่ายศีรษะ ก่อนจะขยับแขนขาไปมา ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความฉงน
นางจำได้ว่าเมื่อคืน ฉินเสี่ยวโหรวบุกเข้ามาทำร้ายนางและแย่งไขกระดูกเย็นไป
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือว่าข้าฝันไป?”
ขณะนั้นเอง เสียงของหญิงสาวจากอีกฟากของประตูก็ดังขึ้น
“เรียนคุณชายเฟิง! รถม้าพร้อมแล้ว คุณหนูของพวกเรารอท่านอยู่ด้านล่าง!”
เฟิงอู๋เฉินเหลือบมองประตู ดวงตาเย็นชา ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“อืม บอกคุณหนูของพวกเจ้าว่า ข้ากำลังลงไป”
กล่าวจบ เขาลูบศีรษะของเฟิงหนิงอย่างอ่อนโยน
“อย่าคิดมากนัก รีบลุกขึ้นและเตรียมตัว พวกเราต้องออกเดินทางแล้ว”
“อื้ม…”
เมื่อพี่น้องเฟิงก้าวลงบันไดไป ด้านหน้าหออันดับหนึ่งในใต้หล้า ปรากฏรถม้าโอ่อ่าสองคันจอดรออยู่
มู่ฉิงยืนรออยู่หน้ารถม้าคันแรกพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น เมื่อเห็นทั้งสองเดินเข้ามา นางก็ยกมือเชื้อเชิญ
“เชิญทั้งสองขึ้นรถเถิด!”
เฟิงหนิงไม่เคยพบเห็นฉากเช่นนี้มาก่อน
รถม้าหรูหราสง่างาม ขบวนเดินทางยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังมีพี่สาวแสนสวยอยู่ด้วย ทุกอย่างราวกับเป็นความฝัน
“การเดินทางไปยังสำนักชิงเฉินจะใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน หากมีสิ่งใดที่ต้องการก็บอกข้าได้ ข้าจะพยายามจัดหาให้”
เฟิงอู๋เฉินพยักหน้ารับอย่างราบเรียบ ก่อนจะอุ้มเฟิงหนิงขึ้นไปบนรถม้าและปิดม่านลง
เมื่อทั้งสองขึ้นรถเรียบร้อย มู่ฉิงก็เข้าไปในรถม้าอีกคัน แล้วออกคำสั่งสารถี
“ออกเดินทางได้!”
“รับทราบ!”
เมื่อรู้สึกได้ถึงแรงสั่นของรถม้าที่เคลื่อนตัวไป เฟิงหนิงค่อยๆ เลิกม่านหน้าต่างขึ้น แล้วทอดสายตาไปยังทิวทัศน์ภูเขาที่ค่อยๆ ห่างออกไปทุกขณะ
ภาพบ้านเกิดที่นางอาศัยมากว่าทศวรรษ ค่อยๆ จางหายไปจากสายตา
ทว่าในใจพลันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด
อาจเป็นเพราะว่าที่นี่ คือสถานที่ที่นางใช้ชีวิตมาตลอดสิบกว่าปี…