- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 26 ก้าวมาอีกเพียงก้าวเดียว...ตาย!
บทที่ 26 ก้าวมาอีกเพียงก้าวเดียว...ตาย!
บทที่ 26 ก้าวมาอีกเพียงก้าวเดียว...ตาย!
เฟิงอู๋เฉินไม่สนใจหญิงสาว พลางคีบอาหารใส่ชามของเฟิงหนิง
“กินเยอะๆ นะ!”
เมื่อเห็นดังนั้น ผู้ติดตามที่อยู่ในขั้นปราณยุทธ์โยนถุงเงินลงบนโต๊ะ ซึ่งดูเหมือนจะมีอย่างน้อยห้าร้อยเหรียญทอง
“ทิ้งไขกระดูกเย็นไว้ แล้วเอาเงินนี่ไป!”
แต่เฟิงอู๋เฉินยังคงไม่สนใจเขา ดวงตาของเขามองแต่เฟิงหนิงที่กำลังรับประทานอาหาร
“อิ่มหรือยัง หนิงเอ๋อร์?”
เฟิงหนิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “อื้ม!”
“ในเมื่ออิ่มแล้ว ก็กลับห้องพักเถิด!”
“เจ้าเด็กน้อย ข้ากำลังพูดกับเจ้า!”
ผู้ติดตามในขั้นปราณยุทธ์ตะโกนเสียงดังพลางก้าวเข้ามาขวางทาง ดวงตาเปล่งประกายด้วยความโกรธ
“คุณหนูของเรามาจากตระกูลฉินแห่งเมืองหลวง! ข้าจะพูดแค่ครั้งเดียว ทิ้งสิ่งนั้นไว้ซะ!”
“ตระกูลฉินแห่งเมืองหลวง!”
เมื่อได้ยินที่มาของหญิงสาว แขกในโรงเตี๊ยมต่างแสดงความตกตะลึง
“ตระกูลฉินแห่งเมืองหลวง? ผู้อาวุโสฉินเจาหยาง อดีตแม่ทัพสามแผ่นดิน เคยสร้างความชอบใหญ่หลวงให้ราชวงศ์เฉิน อีกทั้งยังเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับตำแหน่ง ‘อ๋อง’ ที่มิใช่สายเลือดราชวงศ์!”
“ใช่แล้ว! ยิ่งไปกว่านั้น บุตรชายทั้งสองของฉินเจาหยางต่างเป็นแม่ทัพพยัคฆ์ผู้เกรียงไกร มีบทบาทสำคัญในกองทัพเฉินกว่าง”
“ยังไม่หมดแค่นั้น! ว่ากันว่าหลานชายของอดีตแม่ทัพฉินเจาหยางนามว่าฉินเฟิง ได้รับเลือกเป็นศิษย์เอกของสำนักชิงเฉินเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนนี้เขากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกายสุวรรณแล้ว!”
“ถ้าเช่นนั้น เด็กสาวคนนี้ก็คงเป็นคุณหนูเอาแต่ใจแห่งตระกูลฉิน น้องสาวของฉินเฟิง... ฉินเสี่ยวโหรว?”
“เฮ้อ...หากถูกนางหมายตาเอาไว้ เกรงว่าพี่น้องคู่นี้คงต้องเจอเคราะห์กรรมแน่!”
เสียงกระซิบกระซาบจากรอบด้านลอยเข้าหู ทำให้ฉินเสี่ยวโหรวเผยรอยยิ้มที่แสนเย่อหยิ่ง
ด้วยชื่อเสียงของตระกูลฉิน ไม่ว่านางจะไปที่ใด เมื่อเอ่ยชื่อก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัดคำนาง แต่ไหนแต่ไรเป็นเช่นนี้ และจะเป็นเช่นนี้เสมอไป
เดิมนางคิดว่า สองพี่น้องชนบทตรงหน้า หากรู้ถึงตัวตนนางคงหวาดกลัวจนตัวสั่นไปแล้ว
แต่การกระทำของเฟิงอู๋เฉินกลับทำลายความมั่นใจของนาง
เด็กหนุ่มผู้นั้นเพียงแค่ปรายตามองผู้ติดตามในขั้นปราณยุทธ์ของตระกูลฉินด้วยสายตาเย็นชา
“ข้าก็จะพูดเพียงครั้งเดียวเช่นกัน สิ่งนี้ไม่ได้มีไว้ขาย...ไสหัวไป!”
“อะไรนะ?”
ทันใดนั้น ทุกคนในโรงเตี๊ยมต่างตกตะลึง
พวกเขาไม่อยากเชื่อว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะกล้าฝืนคำของฉินเสี่ยวโหรว!
เมื่อเห็นเฟิงอู๋เฉินกำลังจะจากไป ผู้ติดตามในขั้นปราณยุทธ์ก็พุ่งเข้ามาขวางทาง
“วางสิ่งนั้นไว้!”
“ฟึ่บ!”
แต่ก่อนที่มือของเขาจะสัมผัสตัวเฟิงอู๋เฉิน เด็กหนุ่มกลับหันมาพร้อมสายฟ้าแลบ ปลายนิ้วดั่งกระบี่ของเขาจี้ตรงไปยังหว่างคิ้วของผู้ติดตามคนนั้นอย่างแม่นยำ
ในชั่วพริบตานั้น ร่างของผู้ติดตามตระกูลฉินแข็งค้างดุจหิน เหงื่อเย็นโชกจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม
เขาถูกกดดันด้วยจิตสังหารและเจตนากระบี่อันเยือกเย็น เขารู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านพ้นประตูนรกมา
ในใจเขาเกิดความรู้สึกหวาดหวั่น หากเฟิงอู๋เฉินใช้กระบี่จริงเมื่อครู่ ตอนนี้เขาคงเป็นศพไปแล้ว!
เฟิงอู๋เฉินลดมือลงช้าๆ พลางเอ่ยอย่างแผ่วเบา ขณะที่หันหลังกลับไป
“ก้าวมาอีกเพียงก้าวเดียว...ตาย!”
เฟิงอู๋เฉินมีความสามารถในการควบคุมจิตสังหารและเจตนากระบี่ได้อย่างแม่นยำ ในพริบตานั้น ผู้เดียวที่สัมผัสได้ถึงเจตนากระบี่ คือผู้ติดตามของตระกูลฉินเท่านั้น
เหตุการณ์นี้จึงดูแปลกประหลาดอย่างมากในสายตาของผู้คนรอบข้าง
ฉินเสี่ยวโหรวขมวดคิ้วเรียวงามของนาง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า
“เพียะ!”
เสียงฝ่ามือดังสนั่น นางตบผู้ติดตามของตนอย่างแรง
“ไอ้สวะ! เจ้าทำอะไรอยู่? ทำไมถึงปล่อยมันไป!”
ผู้ติดตามจึงได้สติกลับมา ดวงตายังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอครั้งหนึ่งก่อนพูดว่า
“โปรดอภัยข้าด้วยคุณหนู...ชายคนนั้น! เขาเป็นผู้ฝึกกระบี่!”
“ผู้ฝึกกระบี่?”
ฉินเสี่ยวโหรวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะโกรธยิ่งกว่าเดิม
“เขาไม่มีแม้แต่กระบี่ เจ้ากลับบอกข้าว่าเขาเป็นผู้ฝึกกระบี่? ฉินซาน เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนโง่หรือ?”
“คุณหนู!”
ฉินซานทรุดเข่าลงกับพื้นทันที สีหน้าสะท้อนความภักดีเต็มเปี่ยม
“ข้าขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน! สิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง! ไม่เพียงข้า แม้เราหลายคนร่วมมือกัน ก็มิอาจเป็นคู่มือของเขาได้!”
เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของฉินซาน ดวงตาของฉินเสี่ยวโหรวแคบลงเล็กน้อย
“แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นจริงหรือ?”
“บางทีอาจแข็งแกร่งกว่าที่ข้ารู้สึกเสียอีก!”
ฉินเสี่ยวโหรวจ้องไปยังจุดหนึ่งบนชั้นสอง ดวงตาของนางแฝงไปด้วยความมุ่งร้าย
“ลุกขึ้นเถิด ไปสืบเรื่องของเด็กหนุ่มคนนั้นมาให้หมด! ส่วนไขกระดูกเย็นนั้น ข้าต้องได้มันมา!”
ฉินซานปาดเหงื่อที่ผุดอยู่บนหน้าผาก
“รับทราบ!”
จากนั้นฉินเสี่ยวโหรวหันไปถามผู้ดูแลหอ
“ท่านผู้ดูแล ทั้งสองพี่น้องนั้นพักอยู่ห้องใด?”
“ห้องอักษรเทียนหนึ่ง!”
“ขอบคุณ!”
...
หลังเหตุการณ์ปะทะในช่วงกลางวัน เฟิงอู๋เฉินและเฟิงหนิงต่างเก็บตัวอยู่ในห้องพักทั้งวัน
‘คนธรรมดาไม่ผิด แต่ผิดที่ครอบครองหยก’
หากวันนี้เขาอยู่คนเดียว คนของฉินเสี่ยวโหรวคงกลายเป็นศพไปแล้ว
แต่เพราะตอนนี้เขามีน้องสาวอยู่เคียงข้าง เพื่อปกป้องเฟิงหนิง เขาจึงต้องอดทนไว้
ยามค่ำคืน...
เฟิงอู๋เฉินสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่มาจากนอกหน้าต่าง แม้ในยามที่เฟิงหนิงยังไม่หลับ เขาขมวดคิ้วแน่น
“ตามมาถึงที่นี่เลยหรือ? ฮึ…หออันดับหนึ่งในใต้หล้า กลับปล่อยให้มือสังหารลอบเข้ามาได้ ช่างน่าผิดหวังนัก!”
เขาเดินไปที่เตียง จัดผ้าห่มให้เฟิงหนิงอย่างอ่อนโยน
“รอพี่อยู่ที่นี่ พี่จะรีบกลับมา!”
พูดจบ เขาก็คว้ากระบี่เพลิงสุริยันแล้วกระโจนออกไปทางหน้าต่าง
ทว่าเมื่อเขาปรากฏตัว เงาดำที่อยู่นอกหน้าต่างกลับเหมือนนกที่ถูกยิงด้วยหน้าไม้ รีบหนีหายเข้าไปในความมืด
“ฮึ…มาถึงนี่แล้ว คิดจะหนีไปง่ายๆ หรือ?”