- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 24 ช้าไปก้าวเดียว
บทที่ 24 ช้าไปก้าวเดียว
บทที่ 24 ช้าไปก้าวเดียว
หลังจากที่เยว่ชิงอิงจากไป เฟิงหนิงก็จ้องมองไปยังประตูด้วยสายตาเหม่อลอย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
“พี่…”
เฟิงอู๋เฉินได้ยินดังนั้นก็หันมามองพลางจิบชาช้าๆ “มีอะไรหรือ?”
“พี่สาวเยว่ผู้นั้น…”
“ชอบท่านหรือเปล่า?”
“แค่ก!”
คำพูดของเฟิงหนิง ทำเอาเฟิงอู๋เฉินถึงกับสำลักน้ำชา
“แค่กๆ... เหตุใดเจ้ากล่าวเช่นนั้น?”
เฟิงหนิงกระพริบตากลมโตอย่างไร้เดียงสาพลางครุ่นคิด
“ในตำราบอกไว้ว่า คนเรามักจะแสดงนิสัยต่างออกไปในยามที่อยู่ต่อหน้าคนที่ชอบ พี่สาวเยว่มักเย็นชากับทุกคน แต่กับพี่ นางกลับไม่เป็นเช่นนั้น”
“ไม่เป็นตรงไหน? นางเจอใครก็ทำหน้าเหมือนเขาติดหนี้นางทั้งนั้นมิใช่หรือ? แถมช่วงที่ฝึกกระบี่ร่วมกับข้า นางก็ไม่เคยปรานีเลยสักครั้ง!”
“อืม... แต่ถึงอย่างไรก็ต่างออกไปอยู่ดี! อีกอย่างถ้าพูดถึงท่าที ดูเหมือนท่านจะเย็นชากว่านางเสียอีก!”
“หา?... จริงหรือ?”
เฟิงหนิงพยักหน้าด้วยท่าทางจริงจัง “จริง!”
เมื่อเห็นท่าทางของเฟิงหนิง เฟิงอู๋เฉินก็ยิ้มอย่างเอ็นดู พลางลูบหัวของนางเบาๆ
“เจ้าเด็กน้อยรู้เรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยหรือ? รีบเก็บของเถิด! พรุ่งนี้เราจะออกจากเมืองลั่วเฟิงแล้ว!”
“อื้ม!”
ค่ำคืน ณ ตระกูลหลิน
ภายในห้องตำราของหลินชาง บ่าวรับใช้สองคนกำลังคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่เบื้องหน้า
“เรื่องเรียบร้อยแล้วหรือ?” หลินชางเอ่ยถาม
“เรียบร้อยแล้วขอรับ!” บ่าวคนหนึ่งพยักหน้า
“สาส์นของท่านได้ถูกส่งไปแล้ว ไม่เกินครึ่งเดือนจะถึงมือคุณหนูใหญ่แห่งสำนักชิงเฉิน!”
อีกคนรีบเสริม “ส่วนทางหออาภรณ์โลหิต เราได้ติดต่อไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน พวกเขาเรียกรางวัลค่าหัวไว้ที่หนึ่งล้านเหรียญทอง รับรองว่าเจ้าเด็กนั่นไม่มีทางไปถึงสำนักชิงเฉินได้แน่นอน!”
“ดีมาก!”
หลังจากบ่าวทั้งสองออกไป หลินชางพลันสายตาเย็นยะเยือก เต็มไปด้วยจิตสังหาร
“ไอ้เดรัจฉาน! กล้าสังหารบุตรชายของข้า เราสองคนอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันไม่ได้! แม้ข้าจะฆ่าเจ้าไม่ได้ แต่ข้าไม่เชื่อว่ามือสังหารของหออาภรณ์โลหิตจะฆ่าเจ้าไม่ได้!”
แต่ทันทีที่คำพูดของเขาสิ้นสุดลง จิตสังหารอันเข้มข้นก็ปกคลุมร่างของเขาในชั่วพริบตา
“ดูเหมือนว่าข้าจะมาช้าไปก้าวหนึ่ง!”
“อะไรนะ?”
หลินชางรีบหันขวับไป แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นแสงกระบี่อันเจิดจ้า
เขาใช้ทุกสิ่งที่มีเพื่อพยายามหลบหนี ทว่าด้วยระยะเพียงเท่านี้ การรอดชีวิตจากผู้ฝึกกระบี่ นับว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน
“ฉัวะ!”
ในชั่วพริบตา ศีรษะของหลินชางหลุดล่วงลงสู่พื้น ดวงตาเบิกโพลง แม้ตายยังไม่อาจหลับตา
“เฮ้อ... ข้าคาดไว้อยู่แล้วว่าเจ้าสุนัขเฒ่านี่ไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ น่าเสียดายที่ข้ามาช้าไปก้าว ดูเหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้คงยุ่งยากเสียแล้ว!”
รุ่งเช้าของวันถัดมา
เฟิงอู๋เฉินก็พาเฟิงหนิงออกเดินทางจากเมืองลั่วเฟิง
ดั่งคำที่เยว่ชิงอิงเคยกล่าวไว้ เมืองลั่วเฟิงถูกตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยหุบเขาสูง การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก หากต้องการโดยสารรถม้าไปยังสำนักชิงเฉิน ก็ต้องข้ามหุบเขาและไปถึงเมืองเฮยสุ่ยเสียก่อน
เส้นทางบนเขาลั่วเฟิงนั้น ยากลำบากเกินกว่าที่เฟิงอู๋เฉินคาดไว้ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องแบกเฟิงหนิงไว้บนหลังอีกด้วย
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
พวกเขายังเหลือระยะทางอีกประมาณหนึ่งในสามจึงจะถึงเมืองเฮยสุ่ย
เฟิงอู๋เฉินเลือกที่จะไม่เดินทางต่อในยามค่ำคืน
เนื่องจากในหุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์อสูรหลากชนิด และเมื่อค่ำคืนมาถึง อันตรายยิ่งเพิ่มทวีคูณ
เขากางกระโจม ก่อกองไฟ และล่าหมาป่าสีเทาตัวหนึ่งมาเป็นอาหาร หลังจากอิ่มหนำแล้ว เขาก็ให้เฟิงหนิงเข้าไปพักผ่อนในกระโจม
“พี่! ท่านไม่พักบ้างหรือ?”
“ถ้าพี่หลับ แล้วใครจะปกป้องเจ้าเล่า?”
“เช่นนั้นข้าก็จะไม่หลับ ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่าน!”
เฟิงหนิงเดินออกมาจากกระโจม นั่งลงข้างๆ เฟิงอู๋เฉิน และเอนศีรษะพิงไหล่เขา
“พี่ ท่านเล่าเรื่องของพ่อแม่ให้ข้าฟังอีกได้หรือไม่...พวกเขาทิ้งพวกเราไปเพราะเหตุใดกัน?”
เฟิงอู๋เฉินส่ายศีรษะเบาๆ “อาจมีเหตุผลบางอย่างที่พวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หนิงเอ๋อร์ไม่ต้องกังวล สักวันหนึ่ง พี่จะหาคำตอบนั้นมาให้เจ้าได้อย่างแน่นอน!”
“...”
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เฟิงหนิงก็หลับไปอย่างสงบโดยที่ศีรษะของนางยังอิงอยู่บนไหล่ของเฟิงอู๋เฉิน
เฟิงอู๋เฉินค่อยๆ ประคองร่างน้องสาวของเขาเข้าไปในกระโจมอย่างระมัดระวัง ก่อนที่ตัวเขาเองจะนั่งขัดสมาธิอยู่หน้ากระโจมเพื่อป้องกันภัย
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ระดับการฝึกปรือของเขารวมถึงความเข้าใจในกระบี่ ได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้เขาสามารถเข้าถึงแก่นแท้บางอย่างของวิชากระบี่ของชายผู้บ้าคลั่ง
ไม่นานนัก สายลมยามค่ำคืนก็พัดผ่าน และทันทีที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสังหาร เฟิงอู๋เฉินก็ลืมตาขึ้น
“ฟิ้ว!”
ในชั่วพริบตา ลูกเกาทัณฑ์สีดำสนิทหลายดอกก็พุ่งตรงมายังที่ที่เขานั่งอยู่
“เคร้ง!”
โดยไม่กล่าวคำใด กระบี่เพลิงสุริยันปรากฏขึ้นในมือของเขา พร้อมต้านรับลูกศรเหล่านั้นอย่างง่ายดาย
“ฮึ!”
เพียงแค่เสียงสะบัดลมหายใจเย็นชา ร่างของเฟิงอู๋เฉินก็พุ่งตรงไปยังทิศทางหนึ่ง
“เจ้ารู้ตำแหน่งของข้า นับว่ามีฝีมือไม่เลว!”
ในความมืดพลันปรากฎเงาร่างของชายชุดดำกำลังชักมีดสั้นจากเอวของเขา ใบมีดนั้นสะท้อนแสงจันทร์วาวดูอำมหิตแฝงพิษร้าย