- หน้าแรก
- จงสดุดีแก่ออร์คซะ!
- บทที่ 10 – ผู้คนอยู่ได้ด้วยสิ่งใด (2)
บทที่ 10 – ผู้คนอยู่ได้ด้วยสิ่งใด (2)
บทที่ 10 – ผู้คนอยู่ได้ด้วยสิ่งใด (2)
“มีเรื่องดีๆ อะไรเกิดขึ้นเหรอคะ?”
“เปล่าสักหน่อยค่ะ ดูเหมือนอย่างนั้นเหรอ?”
“ค่ะ ท่านยิ้มไม่หยุดเลย มีแฟนแล้วใช่ไหมคะ?”
จีฮายอนยิ้มให้กับคำถามของเลขานุการของเธอ
“ดูสิคะ ท่านยิ้มอีกแล้ว”
“ไม่มีอะไรหรอก”
“น่าสงสัยจังค่ะ...”
จีฮายอนก้มมองโทรศัพท์ของเธอ ประวัติการโทรล่าสุดแสดงหมายเลขที่ไม่ไดบันทึกไว้หนึ่งหมายเลข เธอกดปุ่มบันทึกผู้ติดต่อแทนที่จะจ้องมองมันเฉยๆ ชื่อคือ เรเวน...ไม่สิ ลบดีกว่า เธอนึกถึงการออกเสียงแปลกๆ ที่หลุดออกมาจากปากของเขา
อัน จองอัน นั่นคือชื่อของเขา
เธอเคยพบผู้ชายที่ชื่อจองอันเมื่อนานมาแล้ว
ในอดีต เธอเคยเดินทางไปตะวันออกกลางเพื่อประชุมทางธุรกิจ ตอนนั้นเธอถูกองค์กรก่อการร้ายสากลลักพาตัวไป การมีทายาทของบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นตัวประกันถือเป็นเครื่องมือต่อรองที่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา
ดวงตาของเธอถูกปิดและแขนขาของเธอถูกมัดอยู่หลายวัน สิ่งเดียวที่เธอได้ยินคือภาษาอาหรับและเสียงปืน เธอพยายามบรรเทาอาการคอแห้งผากด้วยน้ำอุ่นๆ และเศษขนมปัง เธอพยายามไม่ปล่อยให้ความหวังอันริบหรี่หลุดลอยไป
เป็นเสียงที่แปลกประหลาดที่ช่วยชีวิตเธอไว้
“คุณจีฮายอน ใช่ไหมครับ?”
หลังจากได้ยินเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ประตูก็เปิดออก และเธอได้ยินเสียงใครบางคนพูดภาษาเกาหลีอย่างไม่น่าเชื่อ ผ้าที่ปิดตาของเธอถูกปลดออก ถึงแม้ดวงตาของเธอจะพร่ามัวจากการไม่ได้เห็นแสงสว่างมาเป็นเวลานาน เธอก็พยายามมองตรงไปยังเจ้าของเสียงนั้น
มีชายคนหนึ่งสวมชุดยุทธวิธีสีดำและถือปืนไรเฟิลอยู่
“ผมมาเพื่อช่วยคุณ”
‘โฮสเทจ ซีเคียวร์ (ควบคุมตัวประกันได้แล้ว)’ เขาพูดใส่วิทยุสื่อสาร ขอบคุณการสนทนาทางวิทยุนั้น ทำให้เธอทราบชื่อของชายผู้นั้น
เรเวน ชายผู้นั้นถูกเรียกว่าเรเวน
หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากเขา คนแปลกหน้าจากทั่วทุกมุมโลกก็รายล้อมเธอ ขณะถูกนำตัวไปยังเฮลิคอปเตอร์ยุทธวิธี เธอก็ตัวสั่นด้วยความกลัวที่ฝังใจ พวกเขามาที่นี่เพื่อช่วยเธอจริงๆ หรือว่าเป็นกลุ่มอาชญากรอีกกลุ่มหนึ่ง? ช่วงเวลาอันเจ็บปวดของการถูกจับเป็นตัวประกันจุดประกายความกลัวที่ครอบงำจิตใจ
ขณะที่เธอมองลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ เธอเห็นภาพสนามรบ
ทหารคนหนึ่งเห็นสีหน้าซีดเผือดของเธอจึงพูดกับชายที่ชื่อเรเวน ซึ่งจากนั้นก็หันมามองเธอ เขาถอดหมวกเกราะและแว่นตาออก
ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นสลักลึกลงในจิตใจของจีฮายอน
เธอไม่เคยจินตนาการเลยว่าเขาจะมีรูปลักษณ์ที่อ่อนโยนเช่นนี้ มันยากที่จะเชื่อมโยงภาพทหารผู้ดุดันเข้ากับชายผู้อ่อนโยนคนนั้นได้ ดวงตาที่ใจดีของเขาพยายามปลอบโยนเธอ ในขณะที่เสื้อผ้าของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของศัตรู
“ไม่เป็นไรแล้วครับ ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว”
เธอรู้สึกโล่งใจเมื่อชายผู้นั้นยิ้มให้เธอ
“จากนี้ไป ผมจะปกป้องคุณเอง”
เขาทำให้เธอรู้สึกสบายใจ เธอเริ่มร้องไห้ออกมาเมื่อความตึงเครียดทั้งหมดคลายลง ทหารคนอื่นๆ แซวชายผู้นั้นขณะที่เขาเข้ามาแล้วตบไหล่เธออย่างเก้ๆ กังๆ
หลังจากกลับมาถึงค่ายฐาน ทหารรับจ้างและเจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งมาจากมยองซงกรุ๊ปกำลังรอจีฮายอนอยู่
จีฮายอนพยายามจะแสดงความขอบคุณ แต่เธอก็ไม่เห็นกลุ่มทหารนั้นอีกแล้ว ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าพวกเขาเป็นใคร ทั้งพ่อของเธอและท่านประธานจีอึนชอล ต่างก็ได้เสาะหาผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดแล้ว
มีข่าวลือว่าพวกเขาเป็นหน่วยรบพิเศษจากยูเอ็น หรือไม่ก็เป็นหน่วยที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ดำเนินการอย่างลับๆ กระทั่งมีข่าวลือว่าพวกเขาเป็นกองกำลังส่วนตัวของกลุ่มองค์กรระหว่างประเทศขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกคนต่างก็ไม่เต็มใจที่จะพูดถึงชายที่ชื่อเรเวน เรเวนถูกมองว่าเป็นปีศาจหรือภูตผีที่ไม่อาจหยั่งถึงได้ ผู้ซึ่งมีข่าวลือว่าสามารถยิงเป้าหมายเข้าที่หน้าผากได้โดยไม่ทำให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย
แม้แต่ท่านประธานจีอึนชอลก็ยังไม่รู้ความจริงที่แน่ชัด
เธอร้องขออย่างหนักแน่นและสามารถพบเขาสั้นๆ ได้ก่อนเดินทางกลับเกาหลีใต้ จีฮายอนยื่นกระดาษโน้ตที่มีหมายเลขโทรศัพท์ของเธอให้เรเวน
“กรุณาติดต่อมาด้วยนะคะถ้าคุณมาเกาหลีใต้ ฉันอยากจะตอบแทนบุญคุณครั้งนี้”
เขาเพียงแค่ยิ้มให้เธออย่างคลุมเครือ
ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่เคยลืมใบหน้าของเขาเลย
เวลาผ่านไป ในฐานะผู้สืบทอดของมยองซงกรุ๊ป ทุกๆ วันของเธอยุ่งวุ่นวาย เธอนึกถึงเขาทุกครั้งที่กำลังเผชิญกับวันที่ยากลำบากเป็นพิเศษ เขายังคงต่อสู้อยู่ในดินแดนต่างชาติหรือไม่นะ? เธอสงสัยว่าเขากำลังช่วยชีวิตใครบางคนที่ตกอยู่ในความทุกข์ยากเหมือนเธออยู่หรือเปล่า
แล้วในวันนี้ เธอก็ได้รับสายจากหมายเลขแปลกๆ เข้ามาที่โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของเธอ มีเพียงไม่กี่คนที่รู้หมายเลขนี้ ตอนแรกเธอเกือบจะไม่รับสายเพราะคิดว่าเป็นเบอร์ที่โทรผิด แต่แล้วความรู้สึกที่ไม่รู้จักบางอย่างก็ดึงดูดเธอไว้ เมื่อเธอรับสาย เธอก็ได้ยินเสียงนุ่มนวลที่ปลุกความทรงจำเก่าๆ ให้ฟื้นคืนมา
-ฮัลโหลครับ
เธอจำได้ในทันที เขาคือคนนั้น
-ใช่คุณจีฮายอนรึเปล่าครับ?
ผมเรเวนครับ
เธออยากจะรู้ว่าเขาโทรมาหาเธอทำไม แต่มันก็เป็นเรื่องเล็กน้อย มันไม่มีอะไรจริงๆ เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก สำหรับเธอแล้ว ปัญหานั้นก็คงเหมือนกับการเหยียบมด มดตัวนั้นก็จะติดอยู่ที่พื้นรองเท้าของเธอ
“ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่เหรอคะ?”
-ผมเป็นเจ้าของร้านกาแฟครับ
จีฮายอนอดอุทานออกมาไม่ได้ ร้านกาแฟ มันเป็นสถานที่ที่ดูเหมือนจะเหมาะกับเขา สถานที่ที่เงียบสงบและอบอุ่น
เมื่อเขาบอกว่าเขาขอโทษที่รบกวนจีฮายอน เธออยากจะบอกให้เขาติดต่อมาหาเธอได้ตลอดเวลา ทว่าเธอกลับลังเล เธอไม่เคยไล่ตามผู้ชายคนไหนมาก่อน แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถหยิ่งในศักดิ์ศรีได้อีกต่อไป
จีฮายอนกลั้นเสียงหัวเราะในลำคอแล้วพูดว่า
“ขอโทษนะคะ แต่คุณคงต้องตอบแทนบุญคุณฉันแล้วล่ะค่ะ”
-อย่างไรครับ?
“นั่นสิคะ...”
เธอเสนอราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย
“ร้านกาแฟอยู่ที่ไหนเหรอคะ?”
ดังนั้น เธอจึงสามารถทราบที่ตั้งของคาเฟ่รีซั่นได้ เธอยังพบอีกว่าเขาชื่ออัน ไม่ใช่เรเวน จองอัน ช่างเป็นชื่อที่ธรรมดาสามัญ เธค้นพบว่าเขามีน้องสาวที่น่ารักคนหนึ่งซึ่งเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย และมีปัญหาเกิดขึ้นก็เพราะเธอคนนั้น
เขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไป เธอรู้สึกใกล้ชิดกับเขามากขึ้นเล็กน้อย
จีฮายอนจดแต่ละคำลงในกระดาษโน้ตแล้วยื่นให้เลขานุการของเธอ
“นี่มัน...?”
คาเฟ่รีซั่น จองอัน จองอียู มหาวิทยาลัยชื่อดัง ดูเหมือนจะมีคำหลายคำเขียนไว้แบบสุ่มๆ เลขานุการมองหน้าเธอ
“ฉันอยากรู้ข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
“กิจการร้านกาแฟเป็นอย่างไรบ้าง ผลการเรียนของน้องสาว บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ การเติบโต ทุกอย่างเกี่ยวกับครอบครัวของพวกเขา”
จากนั้นเธอก็เสริมราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
“อ้อ แล้วก็ผู้ชายคนที่อยู่ด้านล่างสุดนั่น เขาดูเหมือนจะเป็นพวกเศรษฐีใหม่ ก็แค่จัดการปัญหานั้นไปซะ”
“ค่ะ”
“อย่าให้ชายคนนั้นทำอันตรายใดๆ กับจองอันได้”
“รับทราบค่ะ”
เลขานุการของเธอยิ้มกริ่ม
“นี่เป็นงานถนัดของดิฉันเลยค่ะ”
จีฮายอนเดินไปที่หน้าต่าง อาคารแห่งนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองได้ทั้งเมือง
นี่คือสำนักงานใหญ่ของมยองซงกรุ๊ปที่มีชื่อเสียงระดับโลก บริษัทชั้นนำในเกาหลีใต้หลังจากเปิดตัวเกมเอลเดอร์ลอร์ด จีฮายอนยิ้มอย่างเงียบๆ ขณะมองดูทิวทัศน์ภายนอก
“เจ้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ”
ดวงตาของอันเบิกขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของฮอยต์
“จงรักษาความสงบไว้ ความปั่นป่วนใดๆ ในใจจะปรากฏออกมาทางร่างกายเสมอ”
ฮอยต์คือนักรบที่เลนอกซ์แนะนำให้รู้จัก
กรอมบอกว่าเขาคงจะเชื่อมต่อเข้าเกมได้ยากสักพักเพราะกำลังยุ่งอยู่ ดังนั้นอันจึงไปหาเลนอกซ์คนเดียว ซึ่งเลนอกซ์ก็ได้มอบภารกิจใหม่ให้เขา
ช่วยเหลือนักรบฮอยต์
เขาสามารถพบฮอยต์ได้ที่ทางเข้าป้อมปราการออร์คร็อกซ์
ฮอยต์ตาบอดข้างหนึ่ง เขาเป็นออร์คหัวล้านที่มีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่และรอยสักบางส่วนพาดผ่านใบหน้า เขายังสวมที่ปิดตาสีดำไว้ที่ตาข้างที่บอดอีกด้วย อันรู้สึกประหม่า เพราะอาวุธของฮอยต์ก็คือค้อนอันน่าเกรงขาม
อย่างไรก็ตาม หลังจากได้คุยกับเขาสองสามคำ อันก็พบว่าฮอยต์เป็นนักรบที่สุขุมเยือกเย็น
“เจ้าได้ทำอะไรที่เจ้าไม่อยากจะเสียใจภายหลังรึเปล่า?”
“ท่านรู้ได้อย่างไรครับ?”
“พวกนักรบที่ไม่มีประสบการณ์มักจะแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้า”
ฮอยต์หยุดครู่หนึ่ง พวกเขากำลังเดินไปทางตะวันออกผ่านทะเลป่า ฮอยต์กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง
“หากเจ้ามีจุดอ่อน อย่าได้เปิดเผยมันออกมาเป็นอันขาด จิตใจที่สั่นคลอนของเจ้าสามารถนำไปสู่ความใจร้อนได้ หากข้าเป็นศัตรู ข้าจะยั่วยุให้เจ้าวิ่งเข้าใส่ข้าราวกับกระทิงเปลี่ยว จากนั้นข้าก็จะฉวยโอกาสจากช่องว่างขนาดใหญ่ในการป้องกันของเจ้า”
“ครับ...”
อันพยักหน้า ใบหน้าของฮอยต์บิดเบี้ยวขณะแสยะยิ้ม
“วันหนึ่ง เจ้าจะได้พบกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าเจ้า อย่างไรก็ตาม อย่าได้แสดงอาการอ่อนแอออกมาเป็นอันขาด และจงมองหาหนทางที่จะหลบหนีหรือเอาชนะอยู่เสมอ”
“ทำไมหรือครับ?”
“ความกลัวของเจ้าคือความแข็งแกร่งของศัตรู มันก็เหมือนกับสัตว์ต่างๆ ทันทีที่เจ้าแสดงความขลาดกลัว เจ้าก็จะกลายเป็นเหยื่อ แทนที่จะเป็นนักล่า หากพวกมันเห็นความอ่อนแอของเจ้า พวกมันจะได้รับพละกำลังและพยายามจะเหยียบย่ำเจ้า”
อันพยักหน้า
โลกของเอลเดอร์ลอร์ดนั้นช่างลึกลับจริงๆ NPC แต่ละตัวดูเหมือนจะมีปรัชญาเป็นของตนเอง โลกนี้ดูเหมือนจะสมจริงยิ่งกว่าความเป็นจริงเสียอีก อันได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ในเอลเดอร์ลอร์ดจากเลนอกซ์ แกรนต์ และฮอยต์ มากกว่าที่เขาได้เรียนรู้จากความเป็นจริงเสียอีก
“แล้วสีหน้าแบบนี้ล่ะครับ?”
อันทำสีหน้ามั่นใจแบบเสแสร้ง
“นั่นยิ่งแย่เข้าไปใหญ่”
“ทำไมล่ะครับ?”
“นั่นมันไม่ใช่ใบหน้าที่กำลังเชื้อเชิญให้คนเข้ามาต่อยรึไง?”
พวกเขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
ในที่สุดอันก็ต้องใช้เส้นสายเก่าเนื่องจากปัญหาที่สถานีตำรวจ เขาเป็นคนแข็งแกร่ง ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกดีนักที่ต้องพึ่งพาคนอื่น ทว่าเขาก็ลืมเรื่องทั้งหมดนั้นไปหลังจากเชื่อมต่อเข้าสู่เอลเดอร์ลอร์ดและได้พบกับเหล่านักรบออร์ค
“พวกเราจะไปทำอะไรกันครับ?”
เลนอกซ์บอกเพียงแค่ให้อันช่วยฮอยต์
“นั่นสินะ...ข้าจะบอกเจ้าเมื่อพวกเราไปถึงที่นั่นแล้วกัน”
พวกเขาเดินไปด้วยกันและจัดการกับอสูรกายที่เจอเป็นครั้งคราว อันได้เผชิญหน้ากับก็อบลินและไดร์วูล์ฟ แต่เขาก็รับมือพวกมันได้อย่างง่ายดาย ฮอยต์เอาชนะพวกมันได้อย่างสบายๆ
แกรนต์ผู้ซึ่งขับไล่แวร์วูล์ฟไปได้ ดูเหมือนจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฮอยต์ เขาเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่และคงจะต้องโดนผู้เล่นระดับสูงมากๆ โจมตีถึงจะล้มได้ เขาชี้ไปที่ดาบใหญ่ของอัน
“วิชาดาบของเจ้ามุ่งเน้นไปที่การรับมือกับมนุษย์หรือเอลฟ์ใช่หรือไม่?”
“ถูกต้องครับ”
“เจ้าจะต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเมื่อต้องรับมือกับอสูรกายที่ไม่ใช่พวกคล้ายมนุษย์ จงเคลื่อนไหวให้เป็นอิสระมากขึ้นและเชื่อในสัญชาตญาณของเจ้า”
[ท่านได้รับการสอนสั่งจากนักรบผู้มากประสบการณ์ ฮอยต์]
[ประสบการณ์การต่อสู้ที่สะสมมาและคำสอนของฮอยต์ได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน และวิชาดาบใหญ่ (ทั่วไป) ได้พัฒนาขึ้นแล้ว]
[วิชาดาบใหญ่ (ทั่วไป) ได้รับการอัปเกรดเป็น วิชาดาบใหญ่ออร์ค (ไม่ธรรมดา)]
[ระดับของท่านเพิ่มขึ้น]
[หน้าต่างสถานะ]
‘สหายชาวนา’ อัน, นักรบออร์คฝึกหัด
เลเวล: 4
แต้มความสำเร็จ: 80
อัตราการผสาน: 55%
ความสามารถ:
พละกำลังออร์ค (ทั่วไป)
การฟื้นตัวของออร์ค (ทั่วไป)
วิชาดาบใหญ่ออร์ค (ไม่ธรรมดา)
จิตวิญญาณการต่อสู้ของนักรบ (ไม่ธรรมดา)
ทักษะของเขาได้รับการอัปเกรดและระดับของเขาก็เพิ่มขึ้น อันรู้สึกเหมือนดาบใหญ่ของตนเบาขึ้นในทันใด และดาบขนาดใหญ่ก็เคลื่อนไปตามวิถีที่เขาต้องการ ฮอยต์ยิ้มเมื่อเห็นภาพนั้น
“จงคิดอยู่เสมอ อย่าเพียงแค่ทำซ้ำการกระทำเหมือนที่เจ้าทำในการฝึกซ้อม จงคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ได้ผลมากกว่าแล้วก็เคลื่อนไหวไปตามนั้น”
อันก็เคยได้ยินเรื่องนี้จากอาจารย์สอนศิลปะการต่อสู้ของเขา แพคฮันโฮ เช่นกัน หรือว่าผู้สร้างเอลเดอร์ลอร์ดได้เชิญผู้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ตัวจริงมาขอคำแนะนำกันนะ? อันพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น
“ขอบคุณสำหรับคำสอนครับ”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หน้าที่ของนักรบคือการนำทางเหล่าออร์คหนุ่ม”
พวกเขาเดินออกจากป่า เมื่อหมู่ไม้หนาทึบที่บดบังทัศนวิสัยหายไป ก็สามารถมองเห็นกำแพงเมืองอยู่ไกลๆ
[นครอิสระที่ใครๆ ก็สามารถอยู่ได้ อาแนล นครแห่งความฝัน]
[ท่านได้เดินทางออกนอกอาณาเขตของเหล่าออร์คเป็นครั้งแรก ได้รับแต้มความสำเร็จ 10 แต้ม]
“นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเห็นมันรึ?”
“ครับ”
“เจ้ามันออร์คบ้านนอกจริงๆ”
ฮอยต์หัวเราะเบาๆ
“นี่คือนครอิสระ อาแนล มันเป็นเมืองที่เป็นกลางที่เผ่าพันธุ์ใดๆ ก็สามารถเข้ามาได้อย่างอิสระ”
“ถ้าอย่างนั้นก็มีเผ่าพันธุ์อื่นอยู่ด้วยสิครับ?”
“แน่นอน”
อันไม่เคยเห็นเผ่าพันธุ์อื่นในเอลเดอร์ลอร์ดเลย เพราะเขาเคยเห็นแต่ออร์คในป้อมปราการออร์คร็อกซ์ ที่นี่คงจะมีผู้เล่นคนอื่นอยู่ด้วย มนุษย์ เอลฟ์ และคนแคระจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันนะ? ฝีเท้าของอันเร็วขึ้น
มนุษย์คนหนึ่งกำลังทำหน้าที่ยามเฝ้าประตูเมืองอาแนล นครอิสระ
“สวัสดี”
“ข้ายังอยู่ดี”
อันรู้สึกผิดหวัง
ยามของป้อมปราการออร์คร็อกซ์ยืนหยัดมั่นคงราวกับรูปปั้นหิน ยามออร์คผู้ซึ่งยากที่จะเข้าใกล้! แต่ยามของอาแนลกลับดูเหมือนพวกนักต้มตุ๋น คนนี้พาดชุดเกราะหนังของตนไว้บนหอกแล้วพิงกำแพงอยู่ เขามองอันกับฮอยต์ด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร
ยามส่งสัญญาณให้เปิดประตู
“เอาล่ะ เข้าไปได้ พวกออร์ค เข้าไปแล้วก็อย่าก่อเรื่องล่ะ”
“ขอบคุณ ขอให้มีชีวิตอยู่ต่อไป”
“ฟังดูเหมือนแกกำลังอวยพรให้ฉันตายเลยนะ คำทักทายของพวกออร์คมันแปลกประหลาดแบบนี้ทุกคนเลยรึเปล่า?”
เหล่ายามเริ่มซุบซิบนินทาเกี่ยวกับออร์ค ใบหน้าของอันยับยู่ แต่สีหน้าของฮอยต์กลับไม่เปลี่ยนแปลง
ดังนั้น อันกับฮอยต์จึงก้าวเข้าสู่อาแนล นครอิสระ
องค์ประกอบของเมืองนั้นแย่มากเมื่อเทียบกับป้อมปราการออร์คร็อกซ์ ขนาดก็ไม่ใหญ่โตนักและมีบ้านซอมซ่อจำนวนมากที่ดูเหมือนใกล้จะพังทลายเต็มที นอกจากนี้ยังมีคนยากจนกำลังขอทานอยู่ด้วย กระท่อมของชาวนาออร์คยังดูเหมือนคฤหาสน์ที่สวยงามเมื่อเทียบกับบ้านที่นี่
ฮอยต์หัวเราะเยาะอัน
“เจ้ายังควบคุมสีหน้าตัวเองไม่ได้เลยนะ”
“อ่า...”
“เมื่อเทียบกับออร์คร็อกซ์แล้ว มันก็ไม่ใช่สถานที่ที่ดีเท่าไหร่ แต่เดิมมันเป็นสถานที่ที่เหล่าผู้หลบหนีของแต่ละเผ่าพันธุ์มารวมตัวกัน”
สามารถมองเห็นมนุษย์ คนแคระ และโนมได้ รูปร่างหน้าตาของพวกเขาไม่ได้ดูดีอย่างที่เขาจินตนาการไว้ พวกเขาดูเหมือนชาวบ้านธรรมดาในหนังยุคกลาง อย่างไรก็ตาม ความงามของเหล่าเอลฟ์นั้นช่างไม่ธรรมดาจริงๆ
“ตามมา”
มันเป็นนครอิสระ แต่กลับไม่เห็นออร์คเลย อันกับฮอยต์ได้รับความสนใจอย่างมากขณะมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังหนึ่งที่มุมเมือง มันเป็นบ้านหลังเล็กๆ และเก่าแก่ ฮอยต์หยุดเดิน
“ที่นี่...?”
“รอเดี๋ยว”
ฮอยต์ขมวดคิ้ว
“มีบางอย่างกำลังเกิดขึ้น”
“อะไร...?”
ฮอยต์ดึงค้อนของตนออกมา
“เตรียมดาบของเจ้าให้พร้อม”
“หา?”
ฮอยต์เปิดประตูแล้วเดินเข้าไปในบ้าน มีเสียงตะโกนดังออกมาจากข้างใน อันก็เข้าไปพร้อมกับดาบใหญ่ของตนเช่นกัน ทว่าสถานการณ์ก็จบลงโดยที่อันไม่ต้องช่วยอะไรเลย ผู้หญิงคนหนึ่งกับเด็กสองคนกำลังตัวสั่นอยู่ในมุมห้อง ในขณะที่ชายฉกรรจ์ชาวมนุษย์สามคนที่กำลังข่มขู่พวกเขาก็ถูกฮอยต์จัดการลงในทันที
ฮอยต์เหยียบหนึ่งในนั้นแล้วถาม “พวกแกถูกส่งมาจากเดเร็คใช่หรือไม่?”
“อึ่ก...ถูกต้อง”
“เขาไม่ได้บอกรึว่าจะรอ?”
“เวลาที่สัญญากันไว้มันเลยมาแล้ว! ทอมป์สันหนีไปแล้ว!”
เด็กคนหนึ่งตะโกนแทนฮอยต์ “ไม่จริง! พ่อของหนูไม่ได้หนีไป!”
ฮอยต์ไล่พวกผู้ชายออกไป พวกนั้นจากไปขณะจ้องมองฮอยต์อย่างเคียดแค้น
“ไอ้ออร์คสารเลว...มายุ่งอีกแล้วนะ...”
“อย่าคิดว่าแกจะปลอดภัยนะ! เดเร็คจะฆ่าแกแน่!”
ฮอยต์พยักหน้า
“ข้าจะเตรียมพร้อมไว้”
“คอยดูเถอะ ไอ้เจ้าออร์คสกปรก!”
พวกผู้ชายวิ่งหนีไป เด็กๆ วิ่งเข้าไปกอดฮอยต์ มันเป็นภาพที่แปลกที่เห็นเด็กมนุษย์ถูกออร์คอุ้มอยู่ แต่มันก็น่ารักดี ผู้หญิงที่ดูเหมือนจะเป็นแม่ของพวกเขาเดินเข้ามาหาอัน
“ท่านเป็นสหายของฮอยต์หรือเจ้าคะ...?”
“ครับ”
“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือเจ้าค่ะ”
เธอโค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง อันไม่รู้สถานการณ์จึงมองไปที่ฮอยต์ เขาหัวเราะแล้วเรียกอันออกมาข้างนอก
“เจ้าคงจะสงสัยสินะว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ถูกต้องครับ ท่านรู้จักพวกเขาได้อย่างไรครับ?”
ฮอยต์อธิบายสถานการณ์
มีชายคนหนึ่งชื่อทอมป์สัน ซึ่งเป็นสหายของฮอยต์ วันหนึ่ง ฮอยต์ต่อสู้กับโจรป่าชาวมนุษย์กลุ่มหนึ่งและเกือบจะเอาชนะไม่ได้จนตกอยู่ในอาการสาหัส เขาแทบจะลากสังขารมาถึงที่นี่ แต่ก็ไม่มีใครพยายามจะช่วยออร์คเลย
อย่างไรก็ตาม ชายที่ชื่อทอมป์สันได้ช่วยฮอยต์ไว้ เขาโปรยยาจำนวนมากและพาเขากลับไปรักษาที่บ้าน ทอมป์สันและครอบครัวของเขาพยาบาลฮอยต์อยู่ครู่หนึ่ง ดังนั้น ฮอยต์จึงเป็นหนี้ชีวิตทอมป์สัน
ทอมป์สันกับฮอยต์กลายเป็นสหายสนิทกัน
“ทอมป์สันเป็นนักค้าขาย ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นเจ้าของกิจการที่ดี แต่ก็ถูกหุ้นส่วนทางธุรกิจหักหลัง ถึงแม้การถูกหักหลังนั้นจะเกิดจากนิสัยของเขาที่ไม่เคยสงสัยใคร แต่นิสัยนั้นเองก็ทำให้เขารอดชีวิตมาได้เช่นกัน”
ทอมป์สันฝันถึงการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ขอบคุณลูกค้าเก่าๆ ที่ยังจำนิสัยของเขาได้ เขาจึงสามารถได้รับโอกาสอีกครั้ง ปัญหาเดียวของเขาก็คือเรื่องเงิน
“ในที่สุด เขาก็ไปกู้เงินจากเดเร็ค ตอนแรกทอมป์สันคิดว่าเขาเป็นนักลงทุนที่บริสุทธิ์ใจ แต่เขาก็พบว่าเดเร็คเป็นเพียงเจ้าหนี้นอกระบบหน้าเลือดเท่านั้น”
ทอมป์สันเชื่อเดเร็คและทำข้อตกลง แต่เดเร็คกลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือและเรียกร้องดอกเบี้ยสูง ทอมป์สันไม่สามารถปฏิเสธเดเร็คได้ ในที่สุด ทอมป์สันก็ยอมรับข้อเรียกร้องของเดเร็คและเดินทางไปยังดินแดนอันห่างไกล
วันที่สัญญากับเดเร็คคือสามเดือน ก่อนจากไป ทอมป์สันได้ขอร้องฮอยต์ไว้ เขาจะกลับมา ดังนั้นขอให้ช่วยปกป้องภรรยาและลูกๆ ของเขาจนกว่าเขาจะกลับมา ฮอยต์เชื่อเขาและรอคอย
“...นั่นมันเมื่อไหร่ครับ?”
ฮอยต์หัวเราะอย่างขมขื่น
“สี่เดือนที่แล้ว”
“……”
“มันเลยมาเดือนกว่าแล้ว เดเร็คกับลูกน้องของมันเริ่มก่อกวนครอบครัวนี้ แม้กระทั่งก่อนจะถึงเส้นตาย พวกมันจะบังคับให้คุณนายไปเป็นโสเภณีและขายเด็กๆ เป็นทาส”
“เลวจริงๆ...”
“ข้าแวะมาที่ออร์คร็อกซ์เพื่อเยี่ยมเลนอกซ์ แล้วก็เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกจนได้”
แล้วเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็วิ่งออกมา
“ลุงฮอยต์! คุณลุงที่ไม่รู้จัก! ได้เวลาอาหารแล้วค่ะ!”
เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งเกาะติดเสื้อผ้าของฮอยต์ ราวกับว่าเขาชอบมันมาก ฮอยต์ยิ้มแล้วเด็กน้อยก็หัวเราะเมื่อเห็นรอยยิ้มของออร์ค
“เข้าไปก่อนสิ”
“ค่ะ! มาเร็วๆ นะคะ! มากินข้าวด้วยกัน!”
อันยิ้มให้กับแววตาที่สดใสของเด็กๆ เขานึกถึงอียูตอนที่เธอยังเด็ก
“มีความเป็นไปได้ไหมครับว่าอาจจะเกิดอุบัติเหตุกับคุณทอมป์สัน...?” อันถาม
“ก็มีความเป็นไปได้ เพราะเขาต้องเดินทางผ่านสถานที่อันตราย”
“ท่านจะทำอย่างไรครับถ้าเขาไม่กลับมา?”
“...มันไม่สำคัญหรอกว่าทอมป์สันจะกลับมาหรือไม่”
ฮอยต์ชี้ไปที่ใบหน้าของตน
รอยสักปกคลุมอยู่ครึ่งใบหน้าของเขา ออร์คที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักรบจะมีรอยสักสลักอยู่บนร่างกายของตน มันบรรจุความเชื่อของนักรบและมีพลังในการเสริมความแข็งแกร่งให้นักรบผู้นั้น
“ทอมป์สันช่วยชีวิตข้าและเป็นสหายของข้า เขาเชื่อใจข้าและฝากครอบครัวของเขาไว้ในการดูแลของข้า”
ดวงตาของฮอยต์แข็งแกร่ง
“นักรบย่อมไม่ละทิ้งศรัทธาของตน”
ศรัทธา นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ยินคำนี้? ยิ่งไปกว่านั้น คนที่พูดมันกลับพูดออกมาด้วยความหนักแน่นเช่นนี้ เมื่อเทียบกับออร์คตนนี้แล้ว มนุษย์จริงๆ ช่างน่ารังเกียจเสียจริง
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าออร์คหนุ่ม เจ้าจะช่วยข้าหรือไม่?”
อันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฮอยต์แล้วพยักหน้า
“ครับ ผมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยท่าน”
อันชนหมัดกับฮอยต์อย่างหนักแน่น