- หน้าแรก
- วันพีช : เกิดใหม่เป็นผู้อุปถัมภ์เริ่มต้นจากอคาอินุ
- บทที่ 6 ออกเดินทางสู่ชาบอนดี้
บทที่ 6 ออกเดินทางสู่ชาบอนดี้
บทที่ 6 ออกเดินทางสู่ชาบอนดี้
บทที่ 6 ออกเดินทางสู่ชาบอนดี้
“อ้อ จริงสิ ซากาสึกิ เธออยากจัไปเกาะชาบอนดี้กับฉันหรือเปล่า?”
จู่ ๆ รอสก็พูดขึ้นเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้ เขาหันไปถามซากาสึกิที่กำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย
ตอนนี้ปากของซากาสึกิเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้ดูเหนื่อยล้าตอนนี้กลับดูสดใสขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ความเจ็บปวดตามตัวก็คล้ายจะหายไปในพริบตา ขณะที่ร่างกายฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างน่าประหลาดตามจำนวนอาหารที่เขากินเข้าไป
หวนคืนชีวิต - ทักษะติดตัวที่จำเป็นสำหรับผู้แข็งแกร่งแห่งท้องทะเล
แต่แน่นอนว่าเขายังไม่มีทักษะนั้นในตอนนี้
สิ่งที่ซากาสึกิแสดงให้เห็นก็แค่ต้นแบบคร่าว ๆ เท่านั้น เป็นสัญญาณของพรสวรรค์ล้วน ๆ แค่กินอาหารเข้าไป ร่างกายก็ย่อยและเปลี่ยนเป็นพลังงานฟื้นฟูได้ไวอย่างเหลือเชื่อ
“?”
ซากาสึกิเงยหน้าขึ้นมาด้วยความสงสัย ในใจคิดว่าเขาควรจะต้องอยู่ฝึกต่อสิ?
แต่เขาก็ไม่ได้ค้านอะไร เพียงแต่มองรอสอย่างเงียบ ๆ รอฟังรอสพูดไปอย่างเชื่อฟัง
“อืม ถ้าเธออยากจะเข้าร่วมกองทัพเรือในอนาคต การได้ไปเปิดหูเปิดตาในครั้งนี้น่าจะช่วยวางรากฐานให้เธอได้ดีทีเดียว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดล่ะนะ”
รอสพูดด้วยน้ำเสียงลึกลับ พร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม แต่ก็ดูไม่มีพิษภัยอะไร เขาเสริมต่อว่า
“อีกอย่างไม่ต้องรีบฝึกมากไป ฉันจะให้ใช้วิธีฝึกเดิมแค่วันละครั้ง และช่วงพักต้องพักจริงๆ เข้าใจไหม!”
รอสไม่ใช่การ์ป ไม่ใช่พวกที่จะใช้วิธีฝึกแบบ “ไม่ตายก็ต้องแข็งแกร่งขึ้น” แบบสุดโต่ง
ลูฟี่ที่ใช้เวลาสองปีกลายเป็นจักรพรรดิ ไม่ใช่เรื่องขำ ๆ เลย ถ้าคนทั่วไปฝึกแบบนั้น คงตายไปตั้งแต่สัปดาห์แรกแล้ว
หรือแบบโคบี้ที่ต้องฝึกหนักกว่าคนอื่นถึง 200 เท่า—
ซากาสึกิอาจเรียกว่าอัจฉริยะได้ แต่เขายังไม่ถึงขั้น “สัตว์ประหลาด” การฝึกสามารถเพิ่มได้ แต่ต้องไม่สุดโต่งจนเกินไป
“แล้วแต่อาจารย์เลยครับ!”
ซากาสึกิไม่เข้าใจเหตุผลของรอส
เขาแค่คิดอยากจะฝึกให้หนักเพื่อจะได้แข็งแกร่งเหมือนรอสโดยเร็ว
ถึงอย่างนั้น เขาก็รู้ดีว่ารอสบอกเขาแบบนี้เพราะหวังดี ดังนั้นเขาจึงเลือกจะเชื่อฟัง
ตอนนี้เขาแทบจะไม่คิดอะไรเองแล้ว
แค่เชื่อฟังแล้วทำตามก็พอแล้วหันกลับไปสนใจแต่อาหารตรงหน้า
อาหารชุดใหญ่ที่หนักกว่าใคร ๆ ถูกเขาจัดการจนเกือบหมดในพริบตา
“ท่านหมายถึง… เจ้าพวกนั้นใช่ไหม?”
โมคาซิรู้จักรอสดีเกินไป แค่คำพูดไม่กี่คำก็เดาได้ว่ารอสหมายถึงอะไร
เขารู้ดีว่าซากาสึกิอยากเข้าร่วมกองทัพเรือ เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ มีคนบอกเขาตั้งแต่ที่กลับมาถึงเรือแล้ว
เด็กที่ถูกรับเลี้ยง เมื่อโตขึ้นก็ต้องเผชิญกับทางเลือกว่าจะอยู่ต่อหรือจากไป และรอสก็ใจดีมากในเรื่องนี้
รอสจะจัดการวางแผนให้กับเด็กที่อยากอยู่ และสำหรับเด็กที่มีเป้าหมายอื่น ก็แค่ต้องรายงานให้เขารู้ก่อนก็เท่านั้นเพราะนี่ธรรมเนียมของที่นี่
ซากาสึกิไม่เคยปิดบังความฝันของตัวเอง ทุกคนรู้ว่าเขาอยากฆ่าโจรสลัดให้หมดจากโลกนี้
การเข้ากองทัพเรือก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่ว่า…
“…เฮ้อ!”
โมคาซิถอนหายใจ ถึงเขาจะไม่รู้รายละเอียดภายในของกองทัพเรือ แต่ก็รู้ว่าพวกนั้นคือสุนัขรับใช้ของรัฐบาลโลก
นี่คือความจริงที่ทุกคนในชนชั้นสูงในท้องทะเลต่างก็รู้ดี
ซากาสึกิเติบโตบนเกาะเล็ก ๆ ข้อมูลที่ได้รับก็มีแต่ด้านดี ไม่รู้หรอกว่าเบื้องหลังจริง ๆ ของพวกนั้นเป็นยังไง
โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเกราะบังหน้าที่ว่า“ทหารเรือคือความยุติธรรม” พังลงไป ไม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่จะรับมันได้หรือเปล่า
เพราะความชั่วร้ายของ “มังกรฟ้า” มันหนักหนายิ่งกว่าโจรสลัดอีก แค่พวกนั้นซ่อนพิษร้านไว้ใต้หน้ากากเท่านั้น
และยิ่งพิษรุนแรง มันก็ยิ่งทำร้ายจิตใจคนได้มาก เหมือนกับเจตจำนงเข้มข้นที่สามารถเจาะหินผาได้
“แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก จะเข้าทัพหรือล่าค่าหัวก็ไม่ต่างกัน แค่อย่าหลงผิดก็พอ”
รอสพูดเสียงเรียบ ๆ เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
เขาคิดเผื่อไว้แล้วเผื่อซากาสึกิจะเปลี่ยนใจไม่เข้ากองทัพเรือ แต่เขาก็ไม่กังวลเท่าไหร่
เพราะเป้าหมายของซากาสึกิคือ แข็งแกร่ง และ ฆ่าโจรสลัด ซึ่งไม่ว่าทางไหนก็พาไปถึงจุดนั้นได้
ตอนนี้ซากาสึกิอยู่ในการฝึกของเขา ซึ่งดีกว่าทหารเรือทั่วไปหลายเท่า อีกไม่นานก็คงเทียบชั้นพลเอกได้
สุดท้าย… พอถึงจุดนั้นกองทัพเรือก็จะมาเชิญเอง ไม่ต้องพยายามอะไรมาก
แย่ที่สุดก็เป็นพลโทที่มีหน้าที่ “ฆ่าโจรสลัดเท่านั้น” ก็ยังได้
ส่วนผลแมกม่าที่ในอีกสิบปีข้างหน้าซากาสึกิจะได้ครอบครอง รอสไม่สนใจเท่าไหร่
นอกจากจะมี “คนข้ามเวลา” มาแทรกแซง มันก็คงเป็นไปตามคำกล่าว: “ผลปีศาจจะเลือกผู้ที่เหมาะสมด้วยตัวมันเอง”
รอสเองก็เป็นพยานของเรื่องนี้
เวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไป เหมือนเสียงกระซิบของหญิงสาวข้างหู… ได้ยิน แต่ฟังไม่ชัดนัก
เวลาหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปเงียบ ๆ ท่ามกลางการฝึก ฝึก และการพูดคุยเหล่านี้
ระหว่างนั้นซากาสึกิได้ฝึกอย่างต่อเนื่อง และเริ่มสนิทกับทุกคนบนเรือ
บางช่วงพักก็จะเล่นกับลูก ๆ ของรอส โดยเฉพาะโมนา ลูกสาวคนเล็กวัยสองขวบ
ซากาสึกิพยายามอย่างหนักที่จะเป็น “พี่ชายที่ดี” แต่เพราะเป็นคนเงียบๆเลยไม่ค่อยกล้าปฏิเสธ เขาเลยโดนลากไปเล่นแทบทุกครั้ง
ถึงจะยิ้มหรือพูดไม่ค่อยเก่ง แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธสักคำ
บางที… ความไร้เดียงสาของเขาอาจจะตายไปพร้อมครอบครัวในเปลวเพลิงแล้วก็ได้
“บ๊ายบายค่ะพ่อ~ อย่าลืมของฝากด้วยล่ะ! ถ้าลืม หนูจะฟ้องแม่ให้ทำกับข้าวรสชาติแปลกๆให้ท่านกินเลย!”
บนดาดฟ้า โมนาโบกมืออำลาเสียงใส ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
เธอเลือกจะมองข้ามสีหน้ากระอักกระอ่วนของพ่อ แล้วหันไปหาซากาสึกิพร้อมพูดว่า:
“ลาก่อนนะพี่ซากาสึกิ ขอบคุณที่ไปผจญภัยกับหนูในหลายวันมานี้นะ!”
“คราวหน้าโมนาจะพาไปผจญภัยที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีก! รับรองว่าพี่ต้องชอบแน่!”
ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความตื่นเต้นราวกับไม่อยากให้เขาจากไป เหมือนเด็กที่โดนพ่อแม่เอาของเล่นสุดรักไปเก็บ
แต่แทนที่หัวใจซากาสึกิจะอบอุ่น เขากลับรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจ
“คนที่ฉันไม่อยากเจออีกที่สุดก็คือเธอนี่แหละ!”
ผจญภัยเรอะ? เด็กอายุสองขวบกล้าเอาระเบิดไปล่อราชาแห่งท้องทะเลเนี่ยนะ!?
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าตอนที่พ่อกับลูกสาวคุยกันตอนเรือออกหมายความว่าไง…
นี่มันแกล้งกันเพราะเห็นว่าฉันเป็นคนเงียบแล้วไม่กล้าปฏิเสธคนใช่ไหม!?
ซากาสึกิปรายตามองรอสแบบขอชีวิตอย่างเงียบ ๆ เป็นสัญญาณว่า… รีบไปจากที่นี่เถอะ!
คราวหน้าเขาจะไม่รับคำเชิญ “ผจญภัย” ของโมนาอีกแน่ ไม่อย่างนั้นเขาอาจไม่โชคดีแบบคราวนี้แล้วก็ได้
รอสเองก็รู้ดีว่าลูกสาวคนเล็กของตนเป็นยังไง ก่อนที่โมนาจะพูดอะไรต่อ เมฆก็บรรทุกเขากับซากาสึกิลอยจากดาดฟ้า มุ่งหน้าไปยังเกาะชาบอนดี้
คนที่มาส่งก็มีหลายคน ทั้งอาโตะ อเล็กซานเดอร์ โมคาซิ และหญิงสาวสามคน
แต่สุดท้าย คนเดียวที่พูดอำลาก็คือเด็กน้อยโมนา…
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว
ทุกคนหวังเพียงว่า…
คำพูดสุดท้าย… จะยังรอจนถึงวันที่รอสกลับมา