- หน้าแรก
- ค่ำคืนแห่งฝันร้ายนิรันดร์
- เล่มที่ 1 ความฝันแห่งจักรวาล ตอนที่ 3 จันทร์ลับลมแรง
เล่มที่ 1 ความฝันแห่งจักรวาล ตอนที่ 3 จันทร์ลับลมแรง
เล่มที่ 1 ความฝันแห่งจักรวาล ตอนที่ 3 จันทร์ลับลมแรง
"ถึงพวกเราจะสร้างยานไกอาขึ้นมาแล้ว แต่เทคโนโลยีของพวกเราไม่สามารถรองรับประชากรมนุษย์ที่มีอยู่ 3,600 ล้านคน ให้ดำรงชีวิตอยู่ในอวกาศได้ถึง 8,000 ปี นี่ยังไม่ได้คำนวณรวมอัตราการเกิดของประชากรใหม่ อย่าว่าแต่ 8,000 ปีเลย แม้แต่ 800 ปีก็อาจจะทำไม่ได้"
"ดังนั้นพวกเราจึงจำเป็นต้องให้คนส่วนใหญ่เข้าสู่การพักตัวในแคปซูลเยือกแข็ง ไม่ใช่แคปซูลพักตัวทั่วไป นอกจากเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงยานแม่แล้ว คนส่วนใหญ่จะต้องอยู่ในแคปซูลเยือกแข็งเป็นเวลา 8,000 ปี"
"แต่ว่า พวกเราทุกคนต่างรู้ดีว่า แม้แต่การพักตัวในแคปซูลเยือกแข็งก็เพียงแค่หยุดยั้งกระบวนการทำงานของร่างกายเท่านั้น เซลล์ประสาทในสมองยังคงทำงานอย่างเชื่องช้าต่อไป นี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมในคู่มือและประกาศความปลอดภัยทั้งหมดที่เกี่ยวกับแคปซูลเยือกแข็ง จึงระบุไว้ว่าห้ามพักตัวต่อเนื่องเกิน 50 ปี นี่หมายถึงการทรมานที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลก ไม่มีสิ่งใดเทียบได้!"
"เมื่อคนเราเข้าสู่แคปซูลเยือกแข็งนานเกิน 50 ปี สมองจะเริ่มรับรู้ถึงโลกแห่งความฝัน จิตของบุคคลนั้นจะเริ่มตื่นขึ้น ในเวลานั้นจิตของเขาจะถูกกักขังอยู่ในความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งการรับรู้ ไร้ซึ่งแสงสว่าง ไร้ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง นี่เป็นการทรมานอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง หากเกิน 24 ชั่วโมงก็อาจทำให้เกิดภาพหลอนได้ หากเกิน 72 ชั่วโมงก็จะทำให้จิตวิปลาส แต่เมื่อมีเครือข่ายความฝันแล้ว เมื่อจิตของบุคคลนั้นตื่นขึ้น ก็สามารถเข้าสู่เครือข่ายความฝันได้ เมื่อจิตอ่อนล้า ก็สามารถเข้าสู่ห้วงความฝันของตนเองได้ ด้วยวิธีนี้ อย่าว่าแต่ 8,000 ปีเลย ตราบใดที่ระบบ พลังงาน และยานไกอายังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ต่อให้เป็น 80,000 ปี พวกเขาก็สามารถอยู่รอดปลอดภัยได้!"
"หลักการของความฝันคือ ขณะที่สมองของมนุษย์อยู่ในสภาวะสงบนิ่ง ก็ยังมีบางส่วนที่ทำงานอยู่ คลื่นสมองส่วนที่ใช้ฝันของคน 3,600 ล้านคนนั้น แท้จริงแล้วมีพลังการประมวลผลอันมหาศาล ระดับของมันนั้นถึงกับสูงกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ควบคุมหลักของไกอา ‘สมองกลหลัก’ เป็นพันเท่าหมื่นเท่า ดังนั้นพวกเราจึงจำเป็นต้องสร้างระบบเชื่อมต่อการประมวลผลที่ใช้เฉพาะสำหรับแคปซูลเยือกแข็งขึ้นมา เพื่อนำพลังการประมวลผลที่ว่างอยู่นี้มาใช้ประโยชน์ สร้างเครือข่ายความฝันขึ้น"
"สิ่งเดียวที่ต้องการคือ... เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง อย่างน้อยต้องใช้เวลาครึ่งชีวิตอยู่ในช่องทางโลหะอันคับแคบ มองดูอวกาศอันมืดมิดนอกหน้าต่าง เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงผู้กล้าหาญที่จะเสียสละตนเอง!"
"ยิ่งไปกว่านั้น อันที่จริงแล้วนี่เป็นการกระทำที่ขัดต่อธรรมนูญสิทธิมนุษยชน ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ที่จะพรากสิทธิ์ในชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองไปได้ แม้แต่จะเป็นอาชญากร... ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำให้พวกเขายินยอมพร้อมใจ หรือทำให้พวกเขาจำต้องทำเช่นนั้น ท่านทั้งหลาย ผมหมายความว่า เหล่า ‘อนาคตชน’ ที่ถูกแช่แข็งในอดีต หรือถูกแยกออกจากร่างกายเหลือเพียงสมอง ผมคิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะเยียวยาพวกเขา…"
อู๋ผีฝูลืมตาขึ้น
เวลานี้เป็นยามเช้าตรู่ราวหกนาฬิกา นับตั้งแต่เขาเริ่มฝึกปรือวิชาพยัคฆ์อสูรมาเป็นเวลาหนึ่งปี เขาก็จะตื่นขึ้นในเวลานี้ตรงเวลาทุกวัน
อู๋ผีฝูลุกขึ้นยืน กวาดตามองไปรอบๆ แม่ชีใบ้น้อยยังไม่ได้กลับมา บางทีที่นี่อาจไม่ใช่ที่พักของนางกระมัง?
อู๋ผีฝูไม่รอช้า เขาสลัดความทรงจำในความฝันก่อนที่จะลงนามในสัญญาเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงทิ้งไป เริ่มเดินออกไปนอกเรือน เขาไม่ได้เดินเข้าไปในลานกว้าง เพียงแค่หยุดยืนอยู่ใต้ชายคา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อน จากนั้นจึงอ้าปากกว้างแล้วเริ่มกลืนกิน
ราวกับว่าเขากลืนกินวัตถุที่มีแก่นสารขนาดเท่ากำปั้นลงไป ผ่านจากปากสู่ลำคออย่างยากลำบาก ถึงกับลำคอของเขาปูดโปนขึ้นมา เขากลืน 'มุก' เม็ดนี้จากลำคอลงสู่ท้อง จากนั้นจึงค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้จุดตันเถียนทีละน้อย
ในยามนั้นลมปราณพลันปรากฏ เขาหลับตาลง ในหัวเต็มไปด้วยความคิดฟุ้งซ่าน ทว่าร่างกายกลับควบคุมการโคจรของลมปราณไปเองโดยธรรมชาติ จากจุดตันเถียนสู่ลำตัว จากลำตัวสู่แขนขาทั้งสี่ โคจรทั่วร่างแล้วกลับสู่จุดตันเถียนอีกครั้ง นี่คือการเดินลมปราณหนึ่งรอบในวิชาพยัคฆ์อสูร
หลังจากเดินลมปราณต่อเนื่องสามรอบ อู๋ผีฝูจึงค่อยลืมตาขึ้น ในยามนี้ท้องฟ้าสว่างแจ้งแล้ว ดูจากเวลาแล้วน่าจะใกล้เจ็ดนาฬิกาครึ่งแล้ว จากนั้นเขาก็เห็นแม่ชีใบ้น้อยเดินออกมาจากตำหนักใหญ่หลังหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปซึ่งดูค่อนข้างสมบูรณ์ แล้วนางก็เดินไปยังสิ่งก่อสร้างอีกหลังหนึ่งที่อยู่อีกฟากของลานกว้าง จากนั้นนางก็ประคองชามใบใหญ่ใบหนึ่งเดินตรงมายังเรือนที่อู๋ผีฝูอยู่อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นอู๋ผีฝูยืนอยู่ที่หน้าประตูใต้ชายคา ร่างของแม่ชีใบ้น้อยพลันชะงัก นิ่งค้างอยู่อย่างน้อยสามสี่วินาที จึงค่อยเดินมาถึงเบื้องหน้าอู๋ผีฝูด้วยท่าทางแข็งทื่อ นางก้มศีรษะลงต่ำ จากนั้นจึงยื่นชามกระเบื้องดินเผาหยาบๆ ในมือส่งให้อู๋ผีฝูด้วยมืออันสั่นเทา
อู๋ผีฝูมิได้แสดงท่าทีผิดแปลกอันใด เขารับชามกระเบื้องดินเผาหยาบๆ มาซดคำใหญ่ ประมาณหนึ่งในสามของชามทั้งหมด จากนั้นเขาจึงกล่าวกับแม่ชีใบ้น้อยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า "นี่เป็นอาหารประจำวันของเจ้ากระมัง? เมื่อวานเจ้าแม้แต่น้ำสักหยดก็ยังไม่ได้แตะต้อง ที่เหลือนี้เจ้าซดเถิด" (เปลี่ยนจาก ‘ท่าน’ เป็น ‘เจ้า’ นะครับ เพราะรู้แล้วว่าไม่ใช่แม่ชีจริงๆ)
แม่ชีใบ้น้อยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วก็ส่ายศีรษะเบาๆ
ทว่าอู๋ผีฝูกลับยัดชามกระเบื้องดินเผาหยาบๆ ใส่มือของนางโดยตรงแล้วกล่าวว่า "เจ้าวางใจเถิด พรุ่งนี้ข้าก็จะไปแล้ว"
ร่างของแม่ชีใบ้น้อยสั่นสะท้านขึ้นมา คาดไม่ถึงว่านางจะรับชามกระเบื้องดินเผาหยาบๆ ใบนั้นไว้ แล้วเริ่มซดข้าวต้มคำเล็กๆ
รอจนกระทั่งแม่ชีใบ้น้อยซดหมด อู๋ผีฝูจึงเริ่มยืนตั้งม้าไปพลาง ค่อยๆ เหวี่ยงหมัดไปข้างหน้าช้าๆ ด้วยมือข้างเดียวไปพลาง เขากล่าวพร้อมกันนั้นว่า "พรุ่งนี้ข้าจะไปหาทางหาเงิน เจ้าเต็มใจจะจากอารามแห่งนี้ไปพร้อมกับข้าหรือไม่?"
แม่ชีใบ้น้อยเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นแววตาอันจริงจังของอู๋ผีฝู นางก็รีบก้มหน้าลงทันที ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยส่ายหน้าก่อน แล้วจึงพยักหน้า จากนั้นหยาดน้ำตาเม็ดโตๆ ก็ร่วงหล่นลงมาจากดวงตา
อย่างไรเสียอู๋ผีฝูก็มาจากศตวรรษที่ 21 ทั้งเขายังมีชีวิตอยู่มาจนถึงปี 2877 สำหรับเรื่องราวต่างๆ มากมาย เขาย่อมมีการตัดสินใจของตนเอง
ประการแรก แม่ชีใบ้น้อยมิได้ถูกบังคับให้เป็นโสเภณี แม้นางจะสวมใส่อาภรณ์เก่าขาด ที่พักอาศัยก็ทั้งอับชื้นและทรุดโทรม แม้แต่อาหารการกินก็มีเพียงข้าวต้มเหลวๆ
แต่นี่คือยุคโบราณ และที่นี่คืออาราม
เว้นเสียแต่จะเป็นวัดใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องชื่อ หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากขุนนางผู้สูงศักดิ์ หรือไม่ก็เป็นช่วงเวลาที่ศาสนาเฟื่องฟูแพร่หลายอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้ว พระสงฆ์ นักพรต หรือแม่ชีระดับล่างสุด แท้จริงแล้วล้วนใช้ชีวิตอย่างยากไร้ยิ่งนัก
การที่นางมีที่พักอาศัย มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกายให้อบอุ่น มีอาหารพอประทังชีวิตให้อยู่รอดไปได้วันๆ นี่ในยุคโบราณก็นับว่าดีกว่าผู้คนไม่รู้ตั้งเท่าใดแล้ว
บ้านใดเล่าจะบังคับหญิงสาวให้เป็นโสเภณีด้วยการปฏิบัติต่อเช่นนี้?
อารามชีบังหน้า
อันที่จริงก็คือ สตรีผู้ยากไร้ในสมัยโบราณที่ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้จึงออกบวชเป็นชี ทว่าแม้หลังจากออกบวชเป็นชีแล้วก็ยังไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นจึงจำต้องเป็นโสเภณีลับๆ นี่ก็คืออารามชีบังหน้าในยุคโบราณนั่นเอง
อู๋ผีฝูมองออกว่า สีหน้าของแม่ชีน้อยไม่สู้ดีนัก รูปร่างก็ผอมบางเล็ก อายุของนางคาดว่าคงราวๆ สิบห้าสิบหกปีเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นเด็กสาวที่หนีภัยมาแล้วไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ หรือไม่ก็เป็นทารกที่ถูกทอดทิ้งแล้วได้รับการอุปการะด้วยความเมตตาจากอารามแห่งนี้
"เจ้ายังมิต้องตอบข้าในตอนนี้"
อู๋ผีฝูตั้งสมาธิฝึกวิชา พร้อมกันนั้นก็กล่าวว่า "ยามนี้ข้ายากไร้ ไร้ทั้งเงินทองติดตัว แต่ข้ามีหนทางหาเลี้ยงชีพ ทุกสิ่งค่อยว่ากันภายหลังเถิด เจ้าจงวางใจได้ — บุญคุณช่วยชีวิต ใหญ่หลวงยิ่งกว่าฟ้า หากข้ายังมีข้าวเหลือเพียงคำเดียว ก็ไม่มีวันปล่อยให้เจ้าต้องอดอยากเป็นแน่ พรุ่งนี้ ข้าจะออกไปเสาะหาทางหาเงินมาให้ได้ก่อน!"
แม่ชีใบ้น้อยพูดไม่ได้ เพียงแต่น้ำตาไหลพรากๆ จากนั้นนางก็นั่งลงบนธรณีประตู มองดูอู๋ผีฝูฝึกวิชา ต่างฝ่ายต่างไม่ได้พูดอะไร ชั่วครู่ต่อมา ดวงอาทิตย์ก็เคลื่อนคล้อยมาอยู่กลางศีรษะ พลันมีเสียงร้องจิ๊บๆๆ ดังแว่วมา
อู๋ผีฝูยังคงฝึกวิชาไม่เคลื่อนไหว ส่วนแม่ชีใบ้น้อยพลันลุกขึ้นจากธรณีประตู เดินออกมานอกชายคา ยื่นมือข้างหนึ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ในยามนั้นมีนกน้อยสีเขียวมรกตขนาดเท่าฝ่ามือตัวหนึ่งบินร่อนลงมา เกาะลงบนฝ่ามือของแม่ชีใบ้น้อยโดยตรง แล้วเริ่มจิกกินอะไรบางอย่างบนฝ่ามือนาง
นั่นคือเมล็ดถั่วแห้งๆ สองสามเม็ดที่ไม่ทราบว่าเป็นถั่วอะไร ถูกนกน้อยตัวนั้นจิกกินจนหมด จากนั้นนกน้อยก็ไม่ได้บินจากไป บินขึ้นไปเกาะบนไหล่ของแม่ชีใบ้น้อยแล้วส่งเสียงร้องจิ๊บๆๆ ใส่นาง
เป็นครั้งแรกที่แม่ชีใบ้น้อยเผยรอยยิ้มออกมา นางมองดูนกน้อยตัวนั้นแล้วยิ้มเบาๆ
วันนั้นผ่านไปโดยไม่มีบทสนทนาใดๆ อู๋ผีฝูทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย ส่วนแม่ชีใบ้น้อยก็พูดไม่ได้อยู่แล้ว
ชั่วครู่ต่อมา ดวงอาทิตย์ก็คล้อยต่ำลงสู่ขอบฟ้า ขณะที่แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับหายไป ในอารามก็มีเสียงกลองดังขึ้น
แม่ชีใบ้น้อยมองดูอู๋ผีฝู นางหยิบลูกประคำไม้พวงหนึ่งออกมาจากในห้อง แล้วเดินตรงไปยังตำหนักใหญ่ในลานกว้าง
กล่าวว่าเป็นตำหนักใหญ่ อันที่จริงก็เป็นเพียงศาลาที่ใหญ่กว่าห้องอื่นเล็กน้อย ทั้งยังเก่าแก่ทรุดโทรม อู๋ผีฝูมองเห็นแม่ชีสิบกว่ารูปมาชุมนุมกันอยู่ในนั้น แม่ชีบางรูปยังมองมาที่เขา ทั้งยังนินทาเขาด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรอื่นใดนอกจากนั้น ส่วนแม่ชีใบ้น้อยก็ก้มหน้าก้มตาเดินเข้าไปปะปนอยู่ในกลุ่มพวกนาง
ยามนี้อู๋ผีฝูก็มิได้ฝึกวิชาอีกต่อไป เพียงเอนกายลงนอนในห้อง บังคับตนเองให้หลับใหลไป
ทว่าหลับไปได้เพียงครึ่งทาง ก็มีเสียงอึกทึกจอแจดังขึ้น ดวงตาของอู๋ผีฝูพลันเบิกโพลง จากนั้นเขาก็ก้าวเท้าใหญ่ๆ ออกจากห้องวิ่งตรงไปยังเรือนไม้หลายหลังที่เรียงติดกันอยู่ข้างลานกว้าง
ที่หน้าเรือนไม้หลังหนึ่ง ชายฉกรรจ์ผิวคล้ำคนหนึ่งกำลังกระชากเสื้อบริเวณเอวของแม่ชีใบ้น้อย หลังจากตบหน้านางฉาดหนึ่งแล้ว ก็ตวาดด่าว่า “แค่เรียกเจ้าว่า ‘ท่านแม่ชี’ ก็เพราะอยากให้เจ้าได้หน้า หาใช่เพราะเห็นว่าเจ้าเป็นแม่ชีจริงๆ! สำนักชีเฉาอินยังพอมีแม่ชีแท้จริงอยู่ ส่วนเจ้า? เป็นเพียงหญิงแพศยาไร้ยางอาย ยังจะกล้าทำอวดดีต่อหน้าข้าอีกรึ?”
ขณะพูด ก็ตบหน้าแม่ชีใบ้น้อยอีกฉาดหนึ่ง ตบนางจนล้มกลิ้งลงกับพื้น
รอบๆ มีแม่ชีสี่ห้ารูปยืนอยู่ ต่างตัวสั่นราวกับลูกนกกระทา แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก ไม่กล้าก้าวออกมาข้างหน้า ถึงกับไม่กล้าแม้แต่จะขัดขวางเพียงเล็กน้อย
ชายฉกรรจ์ผิวคล้ำผู้นี้ยังไม่หายแค้น เดินเข้าไปสองสามก้าวถึงข้างกายแม่ชีใบ้น้อย ยกเท้าขึ้นหมายจะเตะเข้าที่ท้องน้อยของนาง
แม่ชีใบ้น้อยเพียงแค่หลับตาลง กัดริมฝีปากจนเลือดซิบ เกร็งร่างไว้แน่น
ทว่าความเจ็บปวดรุนแรงที่คาดคิดไว้กลับไม่ปรากฏขึ้น เมื่อนางลืมตาขึ้น ก็เห็นเท้าของชายฉกรรจ์ผิวคล้ำนั้นถูกคนผู้หนึ่งขวางไว้ คนผู้นั้นยืนขวางอยู่ระหว่างนางกับชายฉกรรจ์ผิวคล้ำ แผ่นไหล่กว้างใหญ่ ร่างกายสูงสง่า แม่ชีใบ้น้อยที่เมื่อครู่มิได้หลั่งน้ำตา บัดนี้พลันหลั่งน้ำตาเม็ดโตๆ ออกมา นางรีบส่งเสียงอู้อี้ออกมาอย่างร้อนรนทันที
ชายฉกรรจ์ผิวคล้ำก็ประหลาดใจเช่นกัน เขาเตะเท้าออกไป คาดไม่ถึงว่าจะถูกชายผู้หนึ่งใช้มือข้างเดียวรับไว้ ไม่สิ นี่มันบุรุษแขนเดียว เขาร้องตะโกนขึ้นมาทันทีว่า "เจ้าสารเลว เจ้ามาจากที่ใด กล้ามาขวางทางข้าท่านปู่ตระกูลหนิว ข้า... อ๊า อ๊า ปล่อย ปล่อยข้า!"
หากว่ากันด้วยรูปร่างแล้ว อู๋ผีฝูสูงถึงหนึ่งเมตรแปดสิบเซนติเมตร สูงกว่าชายฉกรรจ์ผิวคล้ำผู้นี้อย่างน้อยครึ่งศีรษะ หากว่ากันด้วยขนาดร่างกายแล้ว ทั้งสองกลับดูใกล้เคียงกัน อู๋ผีฝูดูผอมกว่าเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้เขาได้กระตุ้นวิชาพยัคฆ์อสูรเพื่อหลบหนีเอาชีวิตรอด ทำให้สูญเสียลมปราณไปมาก
ทว่าอย่างไรเสียอู๋ผีฝูก็มีศาสตร์ยุทธ์ติดตัว ฝ่ามือของเขาพลันบีบแน่น ราวกับคีมเหล็กกล้า บีบฝ่าเท้าของชายฉกรรจ์ผิวคล้ำไว้แน่น ออกแรงครั้งหนึ่ง ราวกับจะบดกระดูกให้แหลกลาญ
ชายฉกรรจ์ผิวคล้ำผู้นี้แม้จะดูร่างใหญ่กำยำ แต่ในยามนี้กลับร้องขอชีวิตขึ้นมาทันที ตะโกนเสียงดังว่าพี่ใหญ่โปรดไว้ชีวิต
อู๋ผีฝูมองดูแม่ชีที่อยู่รอบๆ เขาจึงปล่อยมือจากชายฉกรรจ์ผิวคล้ำผู้นั้น เพียงแค่ตวาดเสียงต่ำว่า "ไสหัวไป!"
ชายฉกรรจ์ผิวคล้ำชักเท้ากลับคืนมา ไหนเลยจะกล้าพูดอะไรอีกครึ่งคำ ถึงกับไม่กล้าแม้แต่จะทิ้งคำพูดตามสไตล์อันธพาลที่ไม่ยอมเสียหน้ายามหลบหนี ก้มหน้าก้มตาวิ่งหนีออกไปนอกอารามทันที
รอจนกระทั่งอันธพาลผู้นั้นวิ่งหนีไปไกลแล้ว แม่ชีหลายรูปจึงกล้าเข้ามาประคองแม่ชีใบ้น้อยขึ้น ยามนี้พวกนางก็เริ่มพูดจาเจี๊ยวจ๊าวขึ้นมา แม่ชีรูปหนึ่งกล่าวกับอู๋ผีฝูว่า "เจ้าบอกกับเจ้าใบ้น้อยว่าจะพานางไปใช่หรือไม่?"
อู๋ผีฝูพยักหน้าอย่างจริงจัง
แม่ชีอีกรูปหนึ่งก็กล่าวว่า "เจ้าจะพานางไปได้อย่างไร? ดูจากอาการบาดเจ็บของเจ้า ดูจากสภาพของเจ้าแล้ว ก็คือผู้หลบหนีภัยพาล นางจะตามเจ้าไปได้อย่างไร?"
มีแม่ชีอีกรูปหนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมกันว่า "นางเพิ่งจะเริ่มรักษาพรหมจรรย์เพื่อเจ้า แต่พวกเราไม่ทำเช่นนี้แล้วจะทำสิ่งใดได้อีกเล่า? ได้แต่อดตายเท่านั้นรึ?"
ทว่าอู๋ผีฝูกลับนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใด เขามิได้มีความคิดที่จะตอบคำถามแม้แต่น้อย เพียงกล่าวกับแม่ชีหลายรูปนั้นว่า "ดูแลนางให้ดี ข้ามีน้ำใจตอบแทนในภายหลัง"
กล่าวจบ เขาก็กลับเดินตรงออกไปนอกอารามแห่งนี้ทันที มุ่งหน้าติดตามไปตามทิศทางที่ชายฉกรรจ์ผิวคล้ำจากไปอย่างรวดเร็ว
เหตุใดชายฉกรรจ์ผิวคล้ำผู้นั้นถึงกับไม่กล้าเอ่ยคำพูดทิ้งท้ายแม้เพียงไม่กี่คำ?
เพราะอันธพาลในหมู่บ้านแห่งนี้เคยผ่านโลกมามากพอสมควร เขารู้จักคนประเภทหนึ่งที่เขามิอาจยุ่งเกี่ยวได้ ไม่เพียงแต่มิอาจยุ่งเกี่ยวได้ ถึงกับไม่อยากจะพูดคุยกับคนประเภทนี้แม้แต่คำเดียว เพียงแค่คนประเภทนี้อยู่ต่อหน้าเขา ขาสองข้างของเขาก็จะสั่นงันงก
นั่นก็คือ ผู้ที่เคยฆ่าคน เคยเห็นเลือด
อู๋ผีฝูไม่เพียงแต่เคยฆ่าคน ยิ่งไปกว่านั้นยังฆ่าไปแล้วมิใช่แค่คนสองคน
ยามนี้ในดวงตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร เวลานี้เป็นคืนจันทร์ลับลมแรง
ช่างเป็นราตรีที่เหมาะแก่การสังหารโดยแท้!
….
(จบตอน)
.........
มีแคปซูลพักตัว กับ แคปซูลเยือกแข็งนะครับ พักตัวเอาไว้แช่พวกช่าง ส่วน เยือกแข็งเอาไว้แช่คนอื่นที่นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง ถ้ามีอัพเดทตรงไหนผมจะมาบอกอีกทีนะครับบ