- หน้าแรก
- สาวน้อยดวงดี พกมิติไปทำฟาร์ม
- บทที่ 64 ความช่วยเหลือจากพันธมิตร/ บทที่ 65 หลุดพูดไป/ บทที่ 66 เจ้าหน้าที่เก็บภาษีมาถึงหมู่บ้าน
บทที่ 64 ความช่วยเหลือจากพันธมิตร/ บทที่ 65 หลุดพูดไป/ บทที่ 66 เจ้าหน้าที่เก็บภาษีมาถึงหมู่บ้าน
บทที่ 64 ความช่วยเหลือจากพันธมิตร/ บทที่ 65 หลุดพูดไป/ บทที่ 66 เจ้าหน้าที่เก็บภาษีมาถึงหมู่บ้าน
บทที่ 64 ความช่วยเหลือจากพันธมิตร
“ลำบากเจ้ามากเลย แล้วพวกเพื่อนร่วมทีมของเจ้าล่ะ?”
อินเมี่ยวมองหลี่เทียนหยางด้วยสายตาเวทนา คนที่เป็นมือสังหารก็ใช่ว่าจะมีชีวิตสบายจริงๆ
“พวกเรามีกันทั้งหมดยี่สิบคน บางทีแค่ยังไม่ถึงเที่ยงร้านขายเสบียงก็ปิดแล้ว วันนี้ก็เป็นวันที่สองแล้ว แต่รวบรวมมาได้สามสิบกว่าโต่วเอง มันยากจริงๆ”
หลี่เทียนหยางเห็นอินเมี่ยวที่เดินผ่านฝั่งตรงข้ามถนนระหว่างที่เขากำลังต่อคิวอยู่พอดี จึงฝากให้พวกพ้องที่ปลอมตัวไว้คอยต่อคิวต่อ ส่วนตัวเขาก็รีบตามมาหาอินเมี่ยว
ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเจ้าชาวบ้านยากจนคนนี้ไม่น่าจะช่วยอะไรได้หรอก แต่เขาก็แค่อยากหาคนระบายบ้างเท่านั้น เพราะถ้าภารกิจครั้งนี้ล้มเหลว ระบบเตือนว่าจะหักคะแนนความชอบของเขาไป 5 แต้มเลยทีเดียว
อินเมี่ยวที่จนแทบไม่มีอะไรเหลือจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลองถามว่า
“หลังจากที่เจ้าทำภารกิจสำเร็จในแต่ละครั้ง นอกจากจะได้แต้มความชอบเพิ่มแล้ว ยังมีรางวัลอย่างอื่นอีกไหม?”
“มีสิ เคยได้อยู่สองครั้ง ครั้งแรกเป็นของขวัญต้อนรับภารกิจแรก แต่ว่าตอนนั้นข้าดันสลบไปเลยไม่ได้กดรับ พอตื่นขึ้นมาก็หมดเวลาแล้ว ส่วนอีกครั้งได้หนังสือไร้สาระมาเล่มหนึ่ง ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”
เพราะรางวัลทั้งสองครั้งนั้น ครั้งหนึ่งไม่ได้รับ อีกครั้งก็ไม่มีค่าอะไร เลยทำให้หลี่เทียนหยางเลิกสนใจฟีเจอร์แจกของรางวัลจากระบบไปนานแล้ว
“...ของขวัญต้อนรับภารกิจแรก เจ้าบอกว่าไม่ได้กดรับหรือ?”
ถ้าจะบอกว่าก่อนหน้านี้อินเมี่ยวแค่รู้สึกเวทนา ตอนนี้ก็กลายเป็นเวทนาอย่างลึกซึ้งแถมยังปนความเสียดายอีกต่างหาก เพราะของขวัญที่นางได้รับตอนนั้นก็คือ "มิติคลังเก็บของ"
“ใช่ ข้าไม่ได้รับ”
หลี่เทียนหยางส่ายหัวเป็นลูกข่าง เห็นอินเมี่ยวมีเหมือนกันก็อดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้
“งั้นของขวัญต้อนรับภารกิจแรกของเจ้าคืออะไรเหรอ?”
อินเมี่ยวลังเลอยู่เพียงชั่วพริบตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มแล้วตอบว่า
“งั้นก็ดีเลย ข้าจะได้ช่วยเจ้าได้พอดี เพราะรางวัลของข้าก็คือเสบียง”
“ว่าอะไรนะ?! ส…เสบียงเหรอ…”
ดวงตาของหลี่เทียนหยางแทบจะกลายเป็นรูปดาว
สุดยอดไปเลย ยังมีรางวัลแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?!
“ใช่ แต่เสบียงของข้ามันมีอายุการเก็บรักษาอยู่นะ ถ้าเลยกำหนดไปก็จะใช้ไม่ได้แล้ว”
อินเมี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนจริงแต่ก็แฝงด้วยความไม่แน่ใจอยู่ครึ่งหนึ่ง
“ท่านพันธมิตร! เรามาแลกเปลี่ยนกันเถอะ ท่านอยากได้อะไรก็ว่ามาเลย เอาเสบียงมาแลกกับข้า ข้ารับประกันว่าจะไม่ให้ท่านต้องกังวลเรื่องวันหมดอายุแน่นอน!”
ถ้าไม่ติดว่าเป็นชายหญิงกัน หลี่เทียนหยางคงได้รีบเข้าไปกอดขาอินเมี่ยวแล้ว
ทำไมระบบของคนอื่นมันดีขนาดนี้นะ?!
“อืม ที่นี่ข้าก็กล้าช่วยเจ้าได้เท่านี้แหละ แต่ว่าเจ้าคิดไว้หรือยังว่าจะอธิบายยังไง?”
อินเมี่ยวคอยสังเกตสถานการณ์รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ก็พบว่าไม่มีใครสังเกตพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
หลี่เทียนหยางหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ “ผู้ที่เป็นมือสังหาร ย่อมไม่จำเป็นต้องอธิบายสิ่งใด ข้ามิจำเป็นต้องให้คำอธิบายแก่ผู้ใด ไม่เว้นแม้แต่เจ้านาย”
“เช่นนั้นก็ดี เจ้าต้องการอีกเท่าไหร่?”
อินเมี่ยวถามอีกครั้ง
“เพื่อความปลอดภัยน่าจะสักเจ็ดสิบโต่วนะ ของเจ้าพอไหม?”
หลี่เทียนหยางยังไม่รู้ว่าอินเมี่ยวมีเสบียงอยู่เท่าไหร่
“รางวัลที่ได้มาก่อนหน้านี้รวมแล้วพอดีแปดสิบโต่ว ข้ายังไม่คุ้นเคยกับที่นี่ เจ้าช่วยหาสถานที่ที่ปลอดภัยหน่อยแล้วกัน”
ในใจอินเมี่ยวนั้นดีใจแทบตาย ก่อนหน้านี้นางได้ถามระบบไปแล้ว พอรู้ว่านี่เกี่ยวข้องกับเซียวเสวียน ระบบก็อนุญาตให้นางใช้เสบียงในมิติได้ตามใจเลย
“ความปลอดภัยของพันธมิตร ย่อมหมายถึงความปลอดภัยของข้า วางใจเถิด แล้วเจ้าขาดอะไรอีกไหม? อยากได้เงินไหม? ข้ายังมีงบเบี้ยเลี้ยงที่เจ้านายให้ไว้อยู่นะ อย่างน้อยก็มีทองอยู่ตั้งร้อยตำลึงเลยนะ ถ้าเจ้าขาดของอย่างอื่น ข้าก็จัดหาให้เจ้าได้แน่นอน…”
หลี่เทียนหยางพาอินเมี่ยวเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆ พลางพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด
อินเมี่ยวไม่คาดคิดเลยว่าหลี่เทียนหยางจะเป็นคนรู้กติกาขนาดนี้ เดิมทีนางแค่หวังจะหาทางใช้เสบียงให้หมดก็พอใจแล้ว ไม่คิดว่าจะมีการยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนกลับมาด้วย ท่าทีที่อีกฝ่ายแสดงออกมา มันให้ความรู้สึกว่าเขาจะไม่มีวันยอมให้นางเสียเปรียบเลยจริงๆ
แค่เรื่องเงินอย่างเดียว อินเมี่ยวก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก พอนึกถึงของที่หายากที่สุดในตอนนี้ นางก็ยังอยากแลกเป็นของกินอยู่ดี
“เมื่อครู่ข้าลองไปเดินตลาด หวังจะซื้อพวกไก่เป็ดปลามากิน แต่ตอนนี้หาซื้อยากมากแล้ว ข้าคิดว่าอีกหน่อยคงจะยิ่งหายากกว่านี้ ถ้าแลกเป็นสัตว์เลี้ยงที่ยังมีชีวิตได้ก็คงดีไม่น้อย”
อินเมี่ยวพูดออกมา แม้ในใจจะรู้ว่านี่มันเกินไปสำหรับหลี่เทียนหยาง แต่ก็ไม่คาดคิดเลยว่าหลังจากที่เขาได้ยิน เขากลับตบอกตัวเองอย่างหนักแน่นแล้วรับคำทันที
“ข้านึกว่าเรื่องอะไรยากเย็นนัก เจ้าวางใจได้เลย เดี๋ยวข้าจัดการให้เจ้าเอง!”
หลังจากพาอินเมี่ยวมายังเรือนพักหลังหนึ่งที่อยู่ท้ายตรอก ซึ่งดูไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย หลี่เทียนหยางก็หายตัวไปอีกครั้ง บอกแค่ว่าให้นางรออยู่ที่นี่สักครู่
อินเมี่ยวเริ่มสำรวจเรือนนี้ กำแพงที่ก่อจากอิฐสีเทาสูงทึบ เพียงแค่ปิดประตูหน้าบ้านลง ตัวบ้านก็กลายเป็นพื้นที่ปิดสนิททันที
ทั้งสองข้างของกำแพงยังพิงอุปกรณ์ทำความสะอาดไว้ พอเดินต่อเข้าไปข้างในยังมีซุ้มประตูไม้แกะสลักที่มีกรอบลายอ่อนช้อย ต่อให้มีใครเดินเข้ามาในบริเวณบ้านนี้ ก็ไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้เลย
อินเมี่ยวไม่ได้เดินไปถึงเรือนหลักด้านในหรือห้องฝั่งด้านข้าง แต่เลือกนั่งรออยู่ตรงชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้กลางลานแทน นางยังคงห่วงว่าตอนนี้เว่ยซื่อกับอินป๋ออู่จะเป็นกังวลเรื่องที่นางหายไป
รอได้ราวหนึ่งเค่อ เสียงเคลื่อนไหวก็ดังขึ้นหน้าประตู หลี่เทียนหยางที่เปลี่ยนชุดใหม่เรียบร้อยแล้วก็เดินเข้ามาโดยแบกถุงผ้าใบใหญ่มาด้วยสีหน้าภาคภูมิ
“ดูสิ แบบนี้พอไหม?”
เขาโยนถุงผ้าลงกับพื้น แล้วของที่อยู่ข้างในก็ดูเหมือนจะยังขยับได้
“นี่มันอะไรน่ะ?”
อินเมี่ยวกำลังจะเข้าไปแกะปากถุง หลี่เทียนหยางกลับชักกระบี่ที่คาดอยู่เอวขึ้นมาตัดปากถุงแทน
“ระวังหน่อย อย่าให้พวกมันวิ่งหนีนะ”
หลี่เทียนหยางมือไวมาก รีบคว้าสิ่งมีชีวิตที่วิ่งพรวดออกมาไว้ได้ทัน อินเมี่ยวเพ่งมองดูให้ชัด แล้วก็พบว่าสิ่งนั้นคือ...ลูกหมูที่ยังโตไม่เต็มวัย?!
และในถุงยังมีลูกหมูอีกสามตัว ส่วนที่กำลังวิ่งวุ่นเพราะตกใจอยู่รอบๆ คือเหล่าลูกไก่ลูกเป็ดนับสิบตัวที่มีขนาดต่างๆ กัน
“เจ้าหามาได้จากที่ไหนกัน?”
อินเมี่ยวรู้สึกประหลาดใจและดีใจมาก หลี่เทียนหยางนี่มันสุดยอดจริงๆ แค่เอาเสบียงมาแลกของพวกนี้ คุ้มค่ากว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
“เรื่องง่ายๆ แบบนี้เอง ข้าผู้นี้น่ะ เงินมีเหลือเฟือ!”
หลี่เทียนหยางปิดปากถุงใหม่เรียบร้อยก่อนจะหันมามองอินเมี่ยวด้วยแววตาเป็นประกาย
พอรับปากช่วยนางเสร็จ เขาก็ไปค้นหาเอาถุงผ้าสองสามใบจากห้องข้างๆ มาให้อินเมี่ยวใส่เสบียงลงไป
เพราะตัวเขาเองก็สามารถเรียกหนังสือรางวัลจากระบบออกมาได้อยู่แล้ว พอเห็นอินเมี่ยวเรียกเสบียงออกมาจากอากาศก็ไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด
“คนบ้านเดียวกัน ข้ามีเจ้าอยู่ตรงนี้ มันช่างวิเศษจริงๆ”
หลี่เทียนหยางในตอนนี้รู้สึกว่าอินเมี่ยวคือดาวนำโชคของเขา
“แน่นอนๆ ต้องช่วยกันไว้ก่อนล่ะนะ”
อินเมี่ยวก็รู้สึกเช่นกันว่าหลี่เทียนหยางช่วยคลี่คลายปัญหาใหญ่ให้กับนางได้
หลังจากจัดการบรรจุเสบียงเรียบร้อยแล้ว หลี่เทียนหยางก็ยังอุตส่าห์ช่วยนางยัดถุงผ้าใส่เข้าไปในตะกร้าหลังของอินเมี่ยวอีกด้วย แม้จะหนักอยู่สักหน่อย แต่ก็ไม่เห็นได้ชัดว่าในนั้นมีอะไร
“ไม่เป็นไร ข้าแบกได้”
อินเมี่ยวหยิบตะกร้ามาแบกขึ้นหลังอย่างสบายๆ แล้วก็กล่าวลาหลี่เทียนหยางตรงๆ ไปเลย
หลี่เทียนหยางดูจะยังอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่น้อย เขาแทบอยากดึงอินเมี่ยวไว้แล้วพร่ำบ่นเล่าความอัดอั้นที่ได้รับหลังจากมาต่างโลกนี้ทั้งหมดให้นางฟังเสียตรงนั้น
“อย่ากังวลไปเลย เจ้ามิได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง”
อินเมี่ยวตบบ่าเขาเบาๆ แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“อื้ม!”
หลี่เทียนหยางพยักหน้าหนักแน่น ความรู้สึกผิดหวังในโลกใบนี้ของเขาก็เหมือนจะถูกเติมเต็มขึ้นมาอีกครั้งทันที เขาตั้งใจไว้แล้วว่า หลังจากส่งภารกิจนี้เรียบร้อย ต้องหาเวลานั่งคุยเล่นกับสหายสนิทอย่างมีความสุขสักที!
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 65 หลุดพูดไป
ขณะที่เว่ยซื่อกับอินป๋ออู่กำลังวิ่งไปยังจุดฝากเกวียนด้วยความหวังเล็กๆ อยู่นั้น อินเมี่ยวก็นั่งอยู่ข้างเกวียนเรียบร้อยแล้วพร้อมกับตะกร้าไม้ไผ่บนหลัง พอเห็นทั้งสองคนมาถึง นางก็รีบโบกมือให้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
สองสามีภรรยาจึงได้ถอนหายใจโล่งอกออกมา
“เมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าเล่นทำให้พวกเราตกใจหมดเลย แค่พริบตาเดียวเจ้าก็หายไปแล้ว”
เว่ยซื่อจับมือลูกสาวไว้แน่น ใจยังเต้นไม่หาย นางตัดสินใจแล้วว่าต่อไปจะพยายามไม่เข้าตัวอำเภออีกจะดีกว่า
“คนเยอะเกินไป ข้าเลยหนีเข้าไปในตรอกก่อน ออกมาอีกทีก็หาท่านพ่อกับท่านแม่ไม่เจอแล้วเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวรีบอธิบาย
“ข้าบอกแล้วว่าเมี่ยวเอ๋อร์ฉลาด ต้องรอพวกเราอยู่ที่จุดที่สังเกตง่ายแน่นอน”
อินป๋ออู่พูดขึ้น
“ตอนนี้ละพูดดี เมื่อกี้ใครกันที่ร้อนรนจนอยากปีนขึ้นไปบนหลังคาชาวบ้านเขาเพื่อหาเมี่ยวเอ๋อร์?”
เว่ยซื่อกลอกตาใส่สามีหนึ่งที อินป๋ออู่ก็หัวเราะแหะๆ ออกมาอย่างขวยเขิน
หลังจากที่จ่ายค่าใช้บริการฝากเกวียนเรียบร้อยและขับรถม้าออกจากตัวอำเภอฉางหลิงไปได้แล้ว อินเมี่ยวก็ค่อยๆ ยกตะกร้าบนหลังลง
“ท่านแม่ ข้าเอาเสบียงไปแลกของมา”
อินเมี่ยวพูดพร้อมรอยยิ้ม
“แลกมา?”
พอเว่ยซื่อเห็นเหล่าลูกเจี๊ยบลูกเป็ดที่กำลังวิ่งพล่านอยู่ในตะกร้า ก็ตกใจจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
รถม้าของทั้งสามหยุดอยู่ที่ป่าละเมาะที่ไม่มีใครอยู่ อินป๋ออู่พอได้ยินเสียงอุทานของเว่ยซื่อก็รีบชักบังเหียนหยุดรถ
“เจ้าหาแลกมาจากที่ไหน? ไปคนเดียวหรือ?”
อินป๋ออู่มองไปยังเหล่าลูกไก่ลูกเป็ดในตะกร้า แล้วก็ต้องตกตะลึงเข้าไปอีก เมื่อเห็นว่าด้านล่างยังมีลูกหมูน้อยๆ ซ่อนอยู่ถึงสองตัว?!
“เจอคนขายพวกนี้เข้า ก็เลยแอบไปหาที่เงียบๆ วางเสบียงแล้วแลกกับเขาเลยเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวเล่าอย่างง่ายดาย แต่สองสามีภรรยากลับเหงื่อตกแทนลูกสาว
“ไม่มีใครเห็นแน่นะ?”
เว่ยซื่อถามเสียงเคร่ง
“รับรองว่าไม่มีแน่นอนเจ้าค่ะ!”
เห็นอินเมี่ยวตอบอย่างมั่นใจ แถมพวกเขาก็หนีออกมาจากอำเภอฉางหลิงได้อย่างปลอดภัย สองคนถึงได้ยิ้มออก
ลูกไก่ที่อินเมี่ยวหามาได้มีอย่างน้อยยี่สิบตัว ส่วนลูกเป็ดที่ตัวใหญ่กว่าก็มีตั้งเจ็ดแปดตัว ที่น่าชื่นใจที่สุดคือลูกหมูตัวหนึ่งที่ดูซนและพยายามจะปีนออกจากตะกร้า
ทั้งครอบครัวดีใจไปตามๆ กัน แต่ก็เริ่มวิตกกังวลว่าจะเลี้ยงเจ้าพวกนี้ยังไงดี
“พี่เมี่ยว ลูกหมูมันกินอะไรหรือ?”
เสี่ยวหานเพิ่งเคยเห็นลูกหมูเป็นครั้งแรก ก็ตื่นเต้นจนดีใจไม่หาย
“ข้าเองก็...ไม่รู้เหมือนกัน”
อินเมี่ยวก็รู้แค่ว่าในชาติก่อน หมูต้องกินอาหารเม็ดของหมูโดยเฉพาะ แต่ในยุคนี้ไม่รู้ว่าต้องให้อะไร
“บ้านจางฟู่กุ้ยเขาเลี้ยงหมู เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะลองไปถามดู”
อินเจิ้งหงพูดขึ้น
“ต่อไปเราก็จะมีเนื้อกินเยอะเลยสิ!”
จางซื่อได้ยินก็เผลอกลืนน้ำลายเลยทีเดียว
ในรถม้าของพวกเขายังมีถุงเสบียงอยู่อีกสองถุง ซึ่งแน่นอนว่าได้มาจากฝีมือของอินเมี่ยวนั่นเอง ส่วนอินป๋ออู่ก็แค่บอกว่าเสบียงเหล่านี้เป็นของที่ซื้อได้จากหลายร้านในตัวอำเภอ ก่อนจะเล่าให้ครอบครัวฟังถึงสถานการณ์ที่อำเภอในตอนนี้
“เสบียงแพงถึงขนาดนั้นเลยหรือ?”
หลิวซื่อถึงกับอุทาน ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เพราะนางยังจำราคาข้าวสารเมื่อก่อนหน้านี้ได้ดี แล้วราคาอย่างที่ว่าข้าวสารหนึ่งสือ (สิบลิตร) ราคาถึงสามตำลึงเงินนั้น—นับว่าไม่เคยมีมานานหลายสิบปีแล้ว
“เพราะงั้นเราก็เลยซื้อให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะซื้อไหว ต่อไปก็พยายามอย่าเข้าอำเภออีกจะดีกว่า”
เว่ยซื่อกับอินป๋ออู่ตกลงกันเรียบร้อยว่า ครั้งหน้าเวลาจะส่งงานปักให้คนในเมืองก็ให้อินป๋ออู่ไปคนเดียวพอ
“ใช่ ต่อไปก็อย่าเข้าไปเลย ดูจากสถานการณ์แล้ว ท่าทางบ้านเมืองจะไม่ค่อยสงบแล้วละ”
อินเจิ้งหงมองออกไปนอกประตู พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ขณะที่ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆ
“เมี่ยวเอ๋อร์ อีกเดี๋ยวเจ้าช่วยไปรับเซียงรุ่ยแล้วเอาพวกนี้เข้าไปให้เขาหน่อยนะ”
เว่ยซื่อยื่นกล่องไม้สองสามใบให้อินเมี่ยว ด้านในคือขนมและกับข้าวที่ซื้อกลับมาจากร้านอาหารในอำเภอ
ตอนนี้ทั้งบ้านต่างก็คิดว่า ที่พวกเขาสามารถซื้อของมาได้มากขนาดนี้ ทั้งหมดก็เพราะการสนับสนุนจากเซียวเสวียน ถ้าอาศัยแค่เงินที่หาได้จากงานปัก คงไม่มีทางซื้อข้าวที่ราคาแพงขนาดนี้ได้แน่
“ข้าจะไปกับพี่สาวเมี่ยวด้วย!”
เสี่ยวหานรีบเกาะแขนอินเมี่ยวทันที เขาเองก็ยังคาใจอยู่ว่าผู้มาเยือนทั้งสามคนในบ้านคือใครกันแน่ แต่เพราะผู้ใหญ่ห้ามไว้เขาเลยไม่ได้แอบไปดู
ทันทีที่ประตูเปิดออก เซียวเสวียนก็ไอขึ้นมาอีกครั้ง จนกระทั่งได้ดื่มน้ำจากถ้วยที่หยุนเหอยื่นให้ เสียงไอนั้นถึงได้สงบลง
เล่นได้เหมือนจริงเชียว... อินเมี่ยวคิดในใจ
“พี่ชายขอรับ”
เสี่ยวหานที่ยืนอยู่ข้างอินเมี่ยวเอ่ยทักทายเสียงใสอย่างนอบน้อม เด็กที่เติบโตมาในจวนกั๋วกงอย่างเขาแทบไม่เคยรู้สึกประหม่าเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น และยิ่งเมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสามในห้องตอนนี้ ดวงตาเขายิ่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เจ้าชื่อเสี่ยวหานใช่หรือไม่? นี่ เอาไปสิ”
เซียวเสวียนลุกขึ้นอย่างเนิบช้า แล้วยื่นถุงผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มไปวางลงในมือของเสี่ยวหาน
“ขอบพระคุณขอรับ พี่ชาย”
เสี่ยวหานรับมาด้วยความตื่นเต้น แล้วก็เริ่มจับถุงกำมะหยี่เล่นไปมาอย่างสนุกสนาน
กลิ่นหอมของไม้สนลอยออกมาจากตัวของเซียวเสวียน ทำเอาอินเมี่ยวที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในมือยังถือกล่องอาหารอยู่รีบพูดขึ้น
“ท่านแม่ให้ข้านำสิ่งนี้มาส่งให้เจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวกล่าว
“อืม วางไว้เถอะ”
เสียงของเซียวเสวียนยังคงขี้เกียจเล็กน้อย ดูท่าเหมือนจะเพิ่งตื่นนอนไม่นาน
“เซียงรุ่ยมารบกวนพวกท่านทั้งวันแล้ว”
อินเมี่ยวกล่าวพลางเรียกเซียงรุ่ยให้กลับมา
พลันร่างสีฟ้าอ่อนพลิ้วผ่านลงมาจากฟ้า เกาะลงที่บ่าอินเมี่ยวอย่างแม่นยำ ปากก็ร้องเรียกชื่อของมันเองไม่หยุด
“ไม่นับว่ารบกวนหรอก คราวหน้าก็ไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้ ตัวอำเภอนั่นน่าสนุกหรือไม่?”
เซียวเสวียนเอื้อมมือไปลูบขนนุ่มๆ ของเซียงรุ่ยเบาๆ ดวงตาเขากวาดมองไปยังเสื้อผ้าธรรมดาบนร่างอินเมี่ยว แต่กลับไม่มีแววรังเกียจเลยแม้แต่น้อย
“ไม่น่าสนุกเท่าไหร่เจ้าค่ะ สถานการณ์แย่มาก เต็มไปด้วยคนเร่ร่อนขอทานทั้งนั้น”
อินเมี่ยวเหนื่อยล้าไปหมด เวลาพูดถึงเรื่องในอำเภอ ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความอ่อนแรง ตอนนี้นางอยากกลับไปพักผ่อนเต็มที
“ถ้าหากคราวหน้ามีความจำเป็นต้องเข้าเมืองอีก ก็ให้หยุนเจียงกับหยุนเหอไปแทนก็ได้”
เซียวเสวียนกล่าว
“ดีเลยเจ้าค่ะ แต่ช่วงนี้ข้าคงไม่ไปอีกแล้ว”
พอพูดจบ อินเมี่ยวก็ยกเหตุผลว่าเย็นแล้วเพื่อขอตัวกลับออกไปพร้อมกับเสี่ยวหาน
นอกจากจะเหนื่อยแล้ว อินเมี่ยวยังเป็นห่วงสัตว์ที่นางยัดเข้าไปในมิติเช่นกัน—โดยเฉพาะลูกเป็ดสองตัวกับลูกหมูอีกสองหัวที่ยังไม่มีที่กั้นให้พวกมัน
พอกลับถึงห้อง อินเมี่ยวก็พาเซียงรุ่ยเข้าไปในมิติทันที
“เซียงรุ่ย ช่วยดูคนให้ข้าด้วยนะ”
อินเมี่ยวพูดขึ้น
“ได้เลย!” เซียงรุ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้รู้สึกว่ามันแทบจะมีวิญญาณของตัวเอง
หลังจากทดสอบระบบแจ้งเตือนของเซียงรุ่ยมาหลายรอบ ตอนนี้อินเมี่ยวก็วางใจที่จะอยู่ในมิติโดยไม่ต้องพะวงกับข้างนอกอีกต่อไป
และนางก็พบว่าลูกเป็ดกับลูกหมูทั้งสี่ตัวที่เพิ่งนำเข้ามาในวันนี้ อยู่รวมกันในคอกไก่เรียบร้อย ไม่มีตัวไหนวิ่งพล่านเลยแม้แต่น้อย ที่ตลกกว่าคือ เหล่าสัตว์ในคอกไก่ดูเหมือนจะรู้ตัวดีว่าพวกมันคนละสายพันธุ์ จึงแยกฝูงกันอยู่เองอย่างชัดเจน
【ติ๊ง~ สรุปภารกิจประจำวันของเจ้าของภารกิจ: ช่วยตัวละครสำคัญในเนื้อเรื่องกักตุนเสบียง】
เสียงจากระบบดังขึ้นมาอีกครั้ง อินเมี่ยวก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรอีกแล้ว เพราะตราบใดที่มีปฏิสัมพันธ์กับเซียวเสวียนในแต่ละวัน รายงานสรุปภารกิจช่วงเย็นของระบบก็จะมีแค่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขาเพียงคนเดียว
แต่...
“เซียวเสวียนกำลังกักตุนเสบียงเหรอ?”
อินเมี่ยวแบกท่อนซุงกลมไว้ในมือ เอ่ยถามออกมาด้วยแววตาสนุกสนาน เหมือนจะจับได้ว่าระบบเผลอหลุดปากอะไรบางอย่างออกมา
【ระบบขอแจ้งเตือน: พืชผลคงเหลือทั้งหมดจะสุกในอีกสิบวันข้างหน้า】
ระบบก็ยังคงไม่ตอบคำถามของอินเมี่ยวเช่นเคย แต่คำพูดนี้กลับยิ่งทำให้นางสงสัยมากขึ้นไปอีก
หลังจากที่แยกลูกหมูสองตัวไปอยู่ในพื้นที่ล้อมเฉพาะแล้ว อินเมี่ยวก็หยิบเผือกเล็กๆ ที่เหลืออยู่ในกล่องแช่อาหารออกมาแบ่งให้พวกมัน พอเห็นว่าหมูน้อยกินอย่างเอร็ดอร่อย นางก็วางใจลง
ของเหลือในมิตินี้ของนางน่ะ มากพอจะเลี้ยงเจ้าพวกสัตว์พวกนี้ได้สบายๆ เลยล่ะ
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 66 เจ้าหน้าที่เก็บภาษีมาถึงหมู่บ้าน
นอกจากสัตว์สี่ตัวที่เพิ่งนำเข้ามาใหม่แล้ว อินเมี่ยวก็ยังไม่ลืมไข่หกฟองที่แถมมาจากตอนซื้อไก่ในตอนกลางวัน ไหนๆ เจ้าของร้านยังกล้าบอกว่าไข่นั้นสามารถฟักเป็นลูกเจี๊ยบได้ นางก็เลยเชื่อไว้ก่อน
แต่พอเห็นเหล่าแม่ไก่ในคอกที่เอาแต่จิกไปทั่ว แล้วยังวิ่งวุ่นคึกคักกันขนาดนั้น อินเมี่ยวก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า คงไม่มีตัวไหนว่างมีอารมณ์จะนั่งฟักไข่หรอกมั้ง
ด้วยความหวังเล็กๆ นางจึงตัดสินใจนำไข่เหล่านั้นใส่ไว้ในกล่องเก็บความสด—ถึงจะฟักไม่ออก อย่างน้อยก็เก็บได้นานหน่อยไม่ให้เสียของ
เมื่อจัดการเรื่องพวกนั้นเสร็จ อินเมี่ยวก็เดินไปทางแปลงปลูกสามหมู่ของตนในมิติ
เสบียงที่เคยสะสมไว้ก่อนหน้า ตอนนี้หลังจากแลกเปลี่ยนกับหลี่เทียนหยางก็ถูกหยิบออกมาใช้ไปอีก ตอนนี้เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งซื่อแล้วด้วยซ้ำ
นางพยักหน้าอย่างพอใจ จริงๆ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างมันดำเนินไปตามธรรมชาติก็ดีที่สุด แบบนี้ไงถึงได้คลี่คลายง่ายขนาดนี้
ต้นผลไม้ไม่กี่ต้นในมิติก็เริ่มแตกใบอ่อน บางต้นยังมีแขนงใหม่งอกออกมาอีกด้วย พอมองทั่วทั้งไร่แล้วก็ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น
“ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กินผลไม้ซะทีนะ?”
อินเมี่ยวพึมพำขึ้นมา
【หากเจ้าของภารกิจต้องการเร่งการเจริญเติบโตของพืช เพียงแค่รวบรวมหยกมาอัปเกรดพื้นที่ก็พอแล้ว】
ระบบตอบกลับทันที
“ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าข้าเจอโอกาสอัปเกรดเมื่อไหร่ จะรีบอัปเกรดให้แน่นอน”
นับตั้งแต่นางเริ่มสงสัยว่าเซียวเสวียนกำลังเก็บสะสมเสบียง นางก็เลิกกังวลเรื่องการใช้เสบียงไม่หมดไปโดยปริยาย
ในโลกใบนี้ เสบียงคือของที่ไม่เคยพอ
พืชผักกับสมุนไพรที่ปลูกไว้ข้างแปลงนาก็เติบโตดีทุกต้น อินเมี่ยวเด็ดมะเขือเทศสีแดงสดขึ้นมากินลูกหนึ่ง
นางไม่รู้ว่ามะเขือเทศต้นนี้งอกออกมาได้ยังไง อาจจะมาจากเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ หรือไม่ก็อาจจะแอบปะปนมากับเมล็ดสมุนไพรที่ซูหว่านเฟิงเคยให้มา เพราะในมิตินี้มีต้นมะเขือเทศอยู่เพียงต้นเดียวเท่านั้น
ไม่มีผลไม้กิน ก็เอานี่แทนไปก่อนก็แล้วกัน
…
ที่ปากทางหมู่บ้านฉางหลิง หลังจากที่ซ่อมกำแพงอยู่อีกหลายวัน ในที่สุดกำแพงรอบหมู่บ้านก็เสร็จสมบูรณ์จนได้
เว่ยหลี่เจิ้งไม่รู้ไปหาประตูเหล็กมาจากที่ไหน แล้วเอามาติดไว้ที่ทางเข้า ทุกคืนก็จะมีการปิดประตูตามเวลา ซึ่งทำให้ไม่ต้องจัดคนเฝ้ายามอีกต่อไป
และในวันนี้เอง เจ้าหน้าที่จากตัวอำเภอที่ถูกส่งมาจัดเก็บภาษีที่ดินก็มาถึงหมู่บ้านฉางหลิงเสียที
“หมู่บ้านนี้นี่มันแปลกดีแฮะ ถึงกับสร้างกำแพงไว้รอบหมู่บ้าน”
เจ้าหน้าที่นำขบวนที่นั่งอยู่บนหลังม้าสีน้ำตาลมองกำแพงดินที่สูงไม่น้อยนัก ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้มีพวกโจรป่ามาบุก เลยคงเป็นเพราะเรื่องนั้น หมู่บ้านเลยกลัวว่าพวกมันจะกลับมาอีกกระมัง”
เจ้าหน้าที่หนุ่มที่ตามหลังมาตอบขึ้นมา
“กลับมาอีกงั้นหรือ? ข้าว่าไม่น่าเป็นไปได้แล้วล่ะ โจรป่าตั้งมากมายโดนจับมัดโยนหน้าที่ว่าการไปหมดแล้ว ต่อให้มีพวกที่เหลืออยู่บ้าง ก็คงไม่กล้าทำตัวกร่างเหมือนเมื่อก่อนอีกหรอก”
หลี่ชุนซิ่นยืนอยู่ด้านนอกเพียงครู่เดียว เว่ยหลี่เจิ้งก็รีบเดินออกมาจากด้านหลังกำแพงด้วยท่าทีลนลาน
“ไม่ทราบว่าท่านเจ้าหน้าที่จะมาเยือนวันนี้ ต้องขออภัยที่ต้อนรับไม่ทั่วถึง”
เว่ยหลี่เจิ้งเห็นว่าเจ้าหน้าที่ที่มาคราวนี้เป็นหน้าตาแปลกใหม่ จึงเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร จะต้อนรับหรือไม่ก็ไม่สำคัญหรอก ขอแค่ชาวบ้านยอมส่งส่วยก็พอแล้ว”
รอยยิ้มของหลี่ชุนซิ่นนั้นยังแฝงไปด้วยความฝืดฝืน นี่เป็นช่วงเวลาที่เขาไม่ชอบที่สุดในทุกปี เพราะชาวบ้านเองก็ไม่อยากเจอหน้าพวกเขาเหล่าเจ้าหน้าที่ ส่วนพวกเขาก็ไม่ต่างกัน
เว่ยหลี่เจิ้งได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วพาเจ้าหน้าที่ทั้งขบวนเข้าหมู่บ้าน
ขบวนของหลี่ชุนซิ่นมีเจ้าหน้าที่อีกสิบเอ็ดคน ตามหลังท้ายยังมีรถม้าอีกคันด้วย ชาวบ้านที่เห็นต่างก็รู้ทันทีว่ารถม้านั่นน่ะมาเก็บเสบียงที่ครอบครัวพวกเขาเก็บสะสมไว้อย่างยากเย็นแน่นอน
“เว่ยหลี่เจิ้ง ไฉนข้าจึงไม่เห็นเด็กๆ ในหมู่บ้านเลยเล่า?”
หลี่ชุนซิ่นอดถามออกมาไม่ได้
ก่อนหน้านี้เวลาเจ้าหน้าที่พวกเขาไปหมู่บ้านอื่น เด็กๆ ที่หมู่บ้านพอเห็นเข้าก็จะพากันร้องเสียงดังแล้ววิ่งหนีกระเจิงกันไปหมด แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะดีใจที่ได้เจอ แต่ออกจะกลัวราวกับเห็นโรคห่าก็ไม่ปาน
“ไม่ปิดบังขอรับท่าน ที่หมู่บ้านเราตอนนี้มีครูมาสอนหนังสือ พอค่าเรียนไม่แพง ชาวบ้านหลายคนก็เลยส่งลูกหลานไปเรียนกันหมด”
เว่ยซิงชางพูดด้วยความภาคภูมิใจ
“เช่นนั้นก็นับว่าดีไม่น้อย หมู่บ้านแบบนี้มีครูสอนหนังสือได้ก็หายากมากแล้ว”
หลี่ชุนซิ่นไม่ได้ซักถามต่ออีก หลังจากคุยกับเว่ยหลี่เจิ้งได้ไม่นานก็เตรียมจะเริ่มเก็บภาษีแล้ว
อินป๋ออู่กับอินเฉิงอวิ๋นได้รับข่าวก่อน พอพวกเจ้าหน้าที่เดินเข้าหมู่บ้านก็รีบหลบอยู่ในบ้านทันที ประตูบ้านของตระกูลอินก็ปิดแน่นสนิท
“ดูวันเวลาที่พวกเขาเลือกมาสิ ดันมาเอาวันที่เป็นวันเกิดเมี่ยวเอ๋อร์พอดีเลย”
เจินซื่อกำลังล้างผักกวางตุ้งที่อินเมี่ยวเพิ่งเด็ดมาจากสวนอย่างเบามือ
“บ้านเราจ่ายภาษีให้เว่ยหลี่เจิ้งไปแล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มาหาเราก็ไม่มีผลอะไรหรอก”
เว่ยซื่อเทข้าวสารหลายกระบวยลงหม้อแล้วปิดฝาหม้อไว้อย่างเรียบร้อย ส่วนอินเจิ้งหงก็นั่งอยู่หลังเตา ค่อยๆ เติมฟืนเข้าไปอย่างใจเย็น
ทั้งบ้านกำลังเตรียมงานเลี้ยงครอบครัวเล็กๆ ซึ่งนานทีปีหนจะได้จัดกันสักครั้ง นอกจากไก่ตัวผู้ตัวใหญ่นั่นที่ซื้อมาแพงลิบในคราวก่อน เว่ยซื่อยังให้หยุนเหอช่วยเชือดไก่รุ่นที่โตอีกสองตัวด้วย
หยุนเหอแค่ยกดาบของตัวเองขึ้นสะบัดเพียงครั้งเดียว ไก่ทั้งสามตัวก็จากไปอย่างสงบโดยไม่ทันได้ทุกข์ทรมาน
“ต้องลำบากเจ้าจริงๆ หยุนเหอ ยังต้องมาช่วยจัดการงานเลี้ยงใหญ่โตแบบนี้อีก”
อินป๋ออู่กล่าว ขณะกำลังถอนขนไก่ที่ลวกน้ำร้อนแล้วอยู่ในลานหลังบ้าน วิธีนี้ก็เป็นหยุนเหอที่สอนให้เขา
“นายท่านสั่งให้ข้าทำให้ดีที่สุด”
หยุนเหอตอบเรียบๆ
“ช่วงนี้อาการของคุณชายเซียวดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
อินเฉิงอวิ๋นถามจากด้านข้าง
หยุนเหอพยักหน้า “ได้ดื่มยาบำรุงที่นายหญิงเว่ยเป็นคนทำให้หลายวัน ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้วขอรับ”
อินเมี่ยวที่สวมชุดผ้าบางสีเหลืองอ่อนพอได้ยินก็นึกขำออกมา เว่ยซื่อถึงกับไปขอสูตรยากับย่าฮวา และลงมือทำกับข้าวเองเพื่อแสดงความตั้งใจดี แต่พอเคี่ยวยาเสร็จแล้ว กลิ่นที่ลอยออกมานั้นแค่อินเมี่ยวได้กลิ่นยังแทบจะอ้วก
ทว่าเซียวเสวียนกลับนั่งกินต่อหน้านางอย่างไม่ลังเล ซ้ำยังซัดไปหลายถ้วย ทั้งยังไม่ต้องลองพิษก่อนอีกต่างหาก
“ก็ดีแล้วล่ะ แสดงว่าพี่สะใภ้ยังพอมีฝีมืออยู่บ้าง”
อินเฉิงอวิ๋นพูดพลางเทน้ำร้อนลงกะละมังต่ออีกขัน กลิ่นขนไก่ที่ถูกลวกเริ่มอบอวลจนชวนคลื่นไส้ อินเมี่ยวเลยขอตัวกลับไปอยู่ลานหน้าแทน
ตอนนี้สัตว์เลี้ยงทั้งหมดของบ้าน ไม่ว่าจะไก่ เป็ด หมู หรือม้า ก็เลี้ยงรวมอยู่ที่ลานหลังบ้านหมดแล้ว ทำให้อินเมี่ยวแอบไปให้อาหารได้สะดวกขึ้น นางมักจะใช้เผือกหรือมันแดงนึ่งที่เก็บไว้ในมิติ มาเป็นอาหารเลี้ยงหมู ถึงแม้จะดูเป็นการสิ้นเปลืองอยู่ไม่น้อยก็ตาม
แต่บ้านอินนี้อยากอยู่อย่างเงียบๆ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในหมู่บ้านจะคิดแบบเดียวกัน
ซุนเหอซุ่นยืนชะเง้อมองเจ้าหน้าที่เก็บภาษีที่กำลังเดินตรวจตราอยู่ที่ปากตรอก ขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกไป กลับถูกน้องสาวซุนเหลียนคว้าแขนเอาไว้
“พี่จะมัวชะโงกดูอะไรอยู่ ไม่รีบไปขอยืมข้าวหน่อยล่ะ?”
ซุนเหลียนถามเสียงไม่พอใจนัก
ซุนเหอซุ่นหัวเราะเย็นๆ สองที “เห็นไหม นั่นน่ะเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการ พวกเราจะมีโอกาสได้เจอซักกี่ครั้งกัน?”
“ก็ดีไม่ใช่เหรอ จะได้ไม่ต้องเจอบ่อยๆ เจ้าคิดอยากให้เขามาเก็บข้าวที่บ้านเราทุกวันหรือยังไง?”
ซุนเหลียนกลอกตาใส่พี่ชาย
“น้องเอ๊ย ถ้าข้าไปแจ้งความแล้วได้ความชอบ เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการจะเว้นการเก็บข้าวจากบ้านเราไหมล่ะ?”
ซุนเหอซุ่นยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม ยังไงก็ยืมข้าวไม่ได้อยู่แล้ว
แจ้งความเหรอ?
ซุนเหลียนได้ยินเข้า พลันมีสีหน้าฉุกคิด “อย่าบอกนะ ว่าพี่หมายถึง…”
พอเห็นซุนเหลียนชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ซุนเหอซุ่นก็พยักหน้าเบาๆ ทั้งสองยืนคุยกันอยู่หน้าตรอกอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนที่ซุนเหอซุ่นจะเดินตรงไปยังกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่กำลังจดบันทึกข้าวอยู่
(จบบท)
อ่านต่อได้ที่ เอินเอิน ขอแปล ปัจจุบันถึงตอนที่ 243 นะคะ