เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 หลู่เม่ย/ บทที่ 50 เปิดโรงเรียน/ บทที่ 51 ถึงจะบาดเจ็บอยู่ก็เถอะ…

บทที่ 49 หลู่เม่ย/ บทที่ 50 เปิดโรงเรียน/ บทที่ 51 ถึงจะบาดเจ็บอยู่ก็เถอะ…

บทที่ 49 หลู่เม่ย/ บทที่ 50 เปิดโรงเรียน/ บทที่ 51 ถึงจะบาดเจ็บอยู่ก็เถอะ…


บทที่ 49 หลู่เม่ย

โชคยังดีที่หยกพวกนั้นไม่ได้ทำให้มิติเกิดการอัปเกรดขึ้นอีก ไม่งั้นอินเมี่ยวคงจะเสียศูนย์ยิ่งกว่านี้แน่ๆ

บาดแผลที่แขนยังเจ็บอยู่เลย อินเมี่ยวเลยมานั่งพักที่ริมสระบัว แล้วก็ตักน้ำในสระขึ้นมาดื่ม น้ำใสเย็นชื่นใจ หอมหวานซะจนไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะฤทธิ์น้ำหรือเพราะจิตใจเธอสงบขึ้น เธอถึงได้รู้สึกว่าแผลมันไม่เจ็บเท่าเดิมแล้ว

พอเอาอาหารไปหว่านให้ฝูงไก่ในมิติอีกหน่อย อินเมี่ยวก็ออกมาจากมิติ แล้วเดินไปยังห้องโถงใหญ่เมื่อเห็นว่ามีแขกมาเยือนที่บ้าน

พอเดินไปถึงก็เห็นว่าคนที่มาเป็นเว่ยหลี่เจิ้งนั่นเอง

“คุณหนูอิน แผลที่กายเจ้ายังเจ็บอยู่หรือไม่?”

เว่ยหลี่เจิ้งเห็นอินเมี่ยวเดินเข้ามาก็รีบยื่นห่อของที่ถือมาด้วยให้เธอ

“เจ้าค่ะท่านหลี่เจิ้ง ข้าดีขึ้นกว่าเมื่อวานนี้มากแล้วเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวรับห่อผ้ามาด้วยความนอบน้อม พอเปิดดูถึงได้รู้ว่าเป็นขนมอบ ซึ่งเธอเคยเห็นวางขายในตัวอำเภอ เป็นขนมที่ทำจากมอลต์และราคาไม่ใช่ถูกๆ สำหรับบ้านคนธรรมดาถือเป็นของหายากเลยล่ะ

“บุตรสาวข้าช่างบุ่มบ่าม ทำให้ท่านต้องเป็นห่วง ต้องขออภัยด้วยจริงๆ”

อินป๋ออู่เองก็กล่าวด้วยความสุภาพ

เว่ยหลี่เจิ้งพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็พูดคุยกับอินป๋ออู่ต่อในเรื่องจุดประสงค์ที่มาครั้งนี้

“แม้พวกโจรป่าจะโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม แต่มันก็อยากคิดบัญชีกัยพวกเจ้า ข้าเองได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาบอกเพียงว่าจะเร่งสืบสวน หากโจรกลับมาล้างแค้นอีกครั้ง เกรงว่าเรื่องจะไม่จบง่ายดายนัก”

เว่ยหลี่เจิ้งอยากจะฟังความเห็นของคนตระกูลอิน เพราะบ้านนี้ถือว่าเห็นโลกมามาก

ครั้งนี้คนในหมู่บ้านตายไปถึงสามสิบหกคน ตอนแรกคนในหมู่บ้านยังดีใจที่รอดชีวิตมาได้ แต่พอเวลาผ่านไป ความดีใจนั้นก็เลือนหายไป เหลือเพียงแต่ความวิตกกังวลที่ก่อร่างขึ้นแทน

“ถ้าเช่นนั้น เห็นทีท่านหลี่เจิ้งควรเริ่มจากการวางแนวป้องกันหมู่บ้านก่อน หากโจรบุกเข้ามาโดยไม่คาดคิด อย่างน้อยชาวบ้านก็ยังพอมีเวลาเตรียมตัวตอบโต้”

อินป๋ออู่พูดขึ้นมาอย่างแน่วแน่ เขารู้สึกเหมือนได้สัมผัสความรู้สึกเก่าที่เคยมีในอดีต สำหรับพวกเขาแล้ว พวกโจรก็คือศัตรู และการสู้รบกับศัตรูก็คือสงคราม

“กล่าวได้ดียิ่งนัก ข้าก็มีใจคิดเช่นนั้น เพียงแต่มิรู้ว่าควรเริ่มจากจุดใดก่อนดี”

หมู่บ้านฉางหลิงนั้นค่อนข้างห่างไกลความเจริญ ผู้คนในหมู่บ้านเองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องกลศึกมากนัก เว่ยหลี่เจิ้งเองก็กลัวว่าจะสั่งการผิดพลาด พอคิดไปคิดมาก็ตัดสินใจมาขอความเห็นจากบ้านอิน

ตอนแรกอินป๋ออู่แค่คิดจะเสริมความแข็งแรงของบ้านตัวเอง แต่พอเว่ยหลี่เจิ้งพูดแบบนี้ เขาก็เกิดแนวคิดใหม่ขึ้นมา

ถ้าหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านสงบสุขได้ ครอบครัวของเขาก็จะได้อยู่กันอย่างปลอดภัยเหมือนกัน

“หากท่านหลี่เจิ้งวางใจข้า ก็จงเริ่มจากสร้างแนวป้องกันรอบหมู่บ้านก่อนเถิด โจรที่บุกเข้ามาได้ในครานี้ ก็เพราะหมู่บ้านเราไม่มีแม้แต่กำแพงดินสักแถบ นี่ช่างอันตรายยิ่งนัก”

อินป๋ออู่พูดวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของหมู่บ้านฉางหลิงได้อย่างชัดเจน เว่ยหลี่เจิ้งก็ฟังจนพยักหน้ารับตลอด

“ฟังดูมีเหตุผล หากจะสร้างกำแพงรอบหมู่บ้านก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร ด้านหลังเรามีภูเขาฉางหลิงอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล มีแค่ด้านหน้าที่ต้องป้องกันไว้ให้แน่นหนา”

เว่ยหลี่เจิ้งได้ยินแบบนั้นก็เริ่มมีแนวทางชัดเจน

“แค่นั้นยังไม่พอ ข้าว่าพวกชาวบ้านเองก็ควรฝึกซ้อมกันไว้บ้าง อย่างน้อยจะได้มีแรงต้าน พวกโจรนั่นมันจะมีสักกี่คนกัน หากพวกเราเข้มแข็งขึ้น พวกมันก็คงไม่กล้ามารังควานบ่อยนักหรอก”

อินเฉิงอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นมา พอผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไป ทุกคนก็ได้รู้แล้วว่าคนในหมู่บ้านฉางหลิงไม่ได้ขี้ขลาดเลย เพียงแค่ไม่มีแบบแผน ไม่มีอาวุธ เลยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

อินเมี่ยวเองก็ฟังการพูดคุยของพวกเขาอย่างตั้งใจ แอบรู้สึกโล่งใจที่ดูเหมือนเธอจะไม่ต้องกังวลเรื่องการกลับมาล้างแค้นของโจรพวกนั้นอีกแล้ว...

พอเว่ยหลี่เจิ้งกลับไปแล้ว เว่ยซื่อก็สั่งให้ให้อินป๋อเหวินเชือดไก่หนึ่งตัว ตั้งใจจะเอามาบำรุงร่างกายให้อินเมี่ยวที่บาดเจ็บ

“สตรีนั้นสำคัญที่สุดคือโลหิตและพละกำลัง วันนี้เจ้าต้องกินทั้งเนื้อไก่และซุปไก่ให้มากเข้า อีกทั้งตับไก่นี่ต้องกินให้หมดด้วย เข้าใจหรือไม่?”

เว่ยซื่อพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เพราะเมื่อคืนเสื้อผ้าของอินเมี่ยวเต็มไปด้วยคราบเลือด ดูแล้วเสียเลือดไปไม่น้อย

“เจ้าค่ะท่านแม่”

อินเมี่ยวนั่งอยู่ในลานบ้านแล้วรับคำอย่างว่าง่าย เธอไม่กล้าพูดหรอกว่าเลือดที่เปื้อนเสื้อเธอส่วนใหญ่ไม่ใช่ของตัวเอง… ถ้าครอบครัวรู้ว่าเธอฆ่าคนไปตั้งมาก ไม่รู้จะมีปฏิกิริยายังไง...

ในตอนนั้นเอง หน้าบ้านก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เว่ยซื่อรีบไปปิดประตูห้องครัว แล้วหันไปพยักหน้าให้อินเฉิงอวิ๋นไปเปิดประตูให้

“เจ้าเป็นผู้ใดหรือ?”

อินเฉิงอวิ๋นถามขึ้นด้วยสีหน้าสงสัย เขาไม่ค่อยคุ้นหน้าคนในหมู่บ้านนัก ส่วนหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่หน้าประตูก็ดูคุ้น ๆ หน้าอยู่หน่อย

“ข้าเป็นคนบ้านข้างหน้า มารดาของหลี่จวิน ข้าชื่อหลู่เม่ย”

หลู่เม่ยแนะนำตัวเองเรียบร้อย

“อ้อ ที่แท้ก็สะใภ้บ้านหลี่นั่นเอง เชิญเข้ามาข้างในเร็วเถิด”

เว่ยซื่อรีบเชื้อเชิญทันที สะใภ้ทั้งสามในบ้านก็จำหลู่เม่ยได้ดี เมื่อก่อนบ้านหลู่เม่ยเคยมีปัญหากับคนอื่นในหมู่บ้าน เธอก็เคยออกมาพูดจาเป็นกลางอยู่หลายครั้ง

“ข้าแค่จะแวะมาดูอินเอ๋อร์หน่อย ได้ยินว่านางบาดเจ็บ ข้าเลยเอาไข่ไก่มาสองสามฟองมาฝากนาง ถือว่าเป็นการขอบคุณเล็กน้อย”

หลู่เม่ยพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง พอเห็นอินเมี่ยวก็เอ่ยถามด้วยความห่วงใยอีกสองสามประโยค

“ขอบพระคุณท่านอาสุดเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวเองก็มีความรู้สึกที่ดีต่อหลู่เม่ยอยู่ไม่น้อย แต่เธอยังจำได้ว่าเสี่ยวเป่าเคยเล่าว่าแม่สามีของหลู่เม่ยถึงขั้นอดข้าวตายเพราะอยากประหยัดอาหาร เรื่องแบบนั้นทำให้เธอไม่ค่อยกล้ารับของขวัญจากหลู่เม่ย

“รับไว้เถิดเด็กดี หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าตระกูลอิน พวกเราทั้งหมู่บ้านคงต้องพากันเดือดร้อนไปหมดแล้ว”

หลู่เม่ยจับมืออินเมี่ยวไว้แล้วพูดออกมาอย่างจริงใจ

อินเมี่ยวหันไปมองเว่ยซื่อกับอาสะใภ้อีกสองคน พอเห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน เธอก็พยักหน้ารับไข่ไก่เหล่านั้น

“สองน้องสาวนี่ช่างมีวาสนานัก ลูกหลานในเรือนก็ล้วนเฉลียวฉลาดเก่งกล้า หากลูกข้า หลี่จวิน มีแม้เพียงเสี้ยวหนึ่งของอินเอ๋อร์ ข้าก็จะเป็นสุขยิ่งแล้ว”

หลู่เม่ยหันไปพูดกับเว่ยซื่อและเจินซื่อด้วยรอยยิ้ม

“ลูกข้ายังเล็กนัก จะเก่งกาจอันใดเล่า หลี่จวินต่างหากที่นิ่งเงียบว่านอนสอนง่าย พวกเราต่างหากที่ชื่นชมอยู่ไม่น้อย”

เว่ยซื่อตอบกลับด้วยความสุภาพ หลัวเสี่ยวเป่ากับหลี่จวินเคยเล่นด้วยกันในหมู่บ้านหลายครั้ง เธอพอจำได้ว่าเด็กคนนั้นสูงและค่อนข้างเงียบ ไม่พูดอะไรมาก

“เจ้าเด็กนั่นหัวทื่อไปหน่อย ข้าอยากให้เขาได้เรียนรู้อะไรติดตัวไว้บ้าง ครอบครัวน้องเว่ยนั้นมีแต่คนมีความสามารถ ข้าเลยอยากถามว่า... พอจะให้หลี่จวินได้ติดตามเรียนรู้ด้วยได้บ้างหรือไม่?”

หลู่เม่ยพูดด้วยท่าทางเกรงใจ

“พี่หลู่อยากให้หลี่จวินเรียนรู้อะไรหรือ?”

เว่ยซื่อถึงกับพูดไม่ออกนิดหน่อย ครอบครัวเธอไม่เคยมีใครสอนคนอื่นมาก่อนเลย

“ข้าคิดว่าสิ่งใดก็ได้ แม้แต่ให้หลี่จวินตามอินเอ๋อร์ไปเรียนการปลูกผักก็ดี ข้าพร้อมจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้ตามสมควร ท่านทั้งหลายคิดเห็นเช่นไร?”

หลู่เม่ยถามด้วยความหวัง

จะให้เขาเรียนปลูกผักกับเธอเนี่ยนะ...

อินเมี่ยวส่งสายตาให้เว่ยซื่อกับเจินซื่ออย่างมีนัย เพราะผักที่เธอปลูกน่ะมันได้มาจากมิติพิเศษ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสักหน่อย

เจินซื่อก็เข้าใจดี แต่จะให้ปฏิเสธออกตรง ๆ ก็คงลำบากใจ เลยพูดว่า

“ข้าเคยได้ยินมาว่าหลี่จวินอยากเรียนหนังสือ ถ้าเช่นนั้น... ให้เขาเรียนอ่านเขียนกับป๋อเหวินสามีข้าจะดีหรือไม่? ภายภาคหน้าอาจมีประโยชน์ติดตัวไว้ก็ย่อมดี”

ถึงอินป๋อเหวินจะขาไม่ค่อยดี แต่ก็ยังช่วยทำงานหนักในบ้านอยู่เสมอ ถ้ามีอะไรให้เขาได้แบ่งใจไปอีกเรื่องก็คงดี อีกอย่างอินป๋อเหวินก็เคยสอบได้ตำแหน่งสำคัญระดับ "ถังฮวา" มาก่อน การจะสอนเด็กในหมู่บ้านก็ไม่ใช่ปัญหาเลย

“ดีเลย เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ข้าจะรีบให้หลี่จวินมาไหว้ฝากตัวเป็นศิษย์เดี๋ยวนี้เลย”

หลู่เม่ยพูดจบก็หมุนตัววิ่งออกไปด้วยสีหน้าดีใจสุดขีด

“...พี่สะใภ้ ท่านว่า... ข้าพลั้งปากไปลากเรื่องลำบากมาให้ป๋อเหวินหรือเปล่า?”

เจินซื่อถึงกับอึ้งไป ไม่คิดว่าหลู่เม่ยจะตอบตกลงแบบไม่รีรอ ทั้งที่เธอยังไม่ได้ปรึกษากับอินป๋อเหวินเลยด้วยซ้ำ

อินเมี่ยวมองไข่สิบฟองในมือพลางถอนหายใจ เรื่องนี้มันจะเรียกว่าหาเรื่องให้แค่ท่านอาได้ไงล่ะ... นี่มันหาเรื่องให้ทั้งบ้านเลยต่างหาก…

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 50 เปิดโรงเรียน

อินป๋อเหวินที่กำลังนั่งผ่าไม้ฟืนอยู่ที่ลานหลังบ้าน พอได้ยินเรื่องที่ว่าเขาอาจจะต้องเป็นครูสอนเด็ก ก็กลับตอบตกลงในทันทีแบบไม่ลังเล

“ถ้ามันช่วยให้บ้านเรามีข้าวกินเพิ่มขึ้น หรือได้เงินมาใช้บ้าง ข้าว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องแย่หรอกนะ”

อินป๋อเหวินหันไปพยักหน้าให้เจินซื่อ ไม่อยากให้เธอเก็บไปคิดมาก เขารู้ว่าที่ภรรยาเป็นห่วงก็เพราะหวังดีกับเขา

“อืม... หมู่บ้านฉางหลิงเรานี่ก็ไม่มีครูสักคนจริง ๆ นั่นแหละ ท่านพี่รอง... หรือไม่ลองรับหน้าที่ครูประจำหมู่บ้านดูเล่า?”

อินเฉิงอวิ๋นพูดออกมาแบบไม่ได้คิดอะไรมากนัก แต่คำพูดนั้นกลับทำให้อินป๋อเหวินเก็บไปคิดจริงจัง

ครูสอนหนังสือ…เป็นงานเดียวที่ไม่ต้องใช้ขามากนัก

“ป๋อเหวินจะเปิดโรงเรียนหรือ?”

อินป๋ออู่เพิ่งกลับมาพร้อมเว่ยหลี่เจิ้ง พอได้ยินเข้าก็ถามขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องดีมากทีเดียว

“พี่ใหญ่ ตอนนี้มันก็แค่ความคิดเท่านั้น หากคนในหมู่บ้านไม่อยากให้ลูกมาเรียน ข้าจะเปิดโรงเรียนก็คงยากอยู่ดี”

อินป๋อเหวินพูดด้วยน้ำเสียงถ่อมตัว ทั้งที่เขาเคยสอบได้ถึงตำแหน่งถังฮวา แต่ตอนนี้กลับพูดเหมือนไม่มีความมั่นใจในตนเองเลย ทำเอาอินป๋ออู่รู้สึกหน่วงในใจไม่น้อย

“เจ้าวางใจเถิดน้องรอง เรื่องนี้พี่จะไปพูดกับเว่ยหลี่เจิ้งให้ พอเขาเห็นด้วย เรื่องอื่นก็ง่ายขึ้นแล้ว”

“ท่านพ่อเจ้าคะ ลูกก็เห็นด้วยที่ท่านอารองจะเปิดโรงเรียน เพียงแต่สถานที่... ขอเถิด อย่าให้เป็นที่บ้านเราเลยนะเจ้าคะ”

อินเมี่ยวเอ่ยเตือนขึ้นอย่างทันเวลา

เธอเห็นว่าการเปิดโรงเรียนมันดีกว่าการสอนแค่หลี่จวินคนเดียวเยอะ เพราะถ้าสอนแค่เขา ก็เท่ากับเขาต้องเข้ามาที่บ้านของพวกเธอเป็นประจำ ซึ่งถ้าเขาเกิดเห็นอะไรผิดสังเกตในแปลงผัก หรือแอบสังเกตว่าบ้านนี้กินแต่ข้าวขาวแป้งขาวทุกมื้อ มันอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้เลยทีเดียว

แต่ถ้าเปิดโรงเรียนจริง ๆ อินป๋อเหวินก็สามารถไปสอนที่อื่นได้ ไม่ต้องยุ่งกับความลับของบ้าน

“นั่นก็จริง ข้าจะไปคุยกับหลี่เจิ้งให้ดีอีกที”

พอตัดสินใจได้แล้ว อินป๋ออู่ก็แทบจะอยากไปลงมือทำเดี๋ยวนั้นเลย เขาอยากช่วยน้องชายให้ได้เปิดโรงเรียนจริง ๆ

เว่ยหลี่เจิ้งพอได้ยินแนวคิดของอินป๋อเหวินก็ถึงกับตาวาวทันที

“ดียิ่ง ดียิ่งนัก!”

เด็ก ๆ ในหมู่บ้านวัน ๆ ก็เล่นซนไปเรื่อย เพราะไม่มีทางเลือก ถ้ามีโรงเรียนขึ้นมาได้ ต่อให้ไม่ถึงขั้นสอบได้ถังฮวา แค่ได้บัณฑิตสักคนก็ทำให้หมู่บ้านโด่งดังไปสิบลี้แปดตำบลแล้ว

“หากว่าโรงเรียนนี้จะได้เปิดขึ้นจริง แล้วสถานที่จะเอาที่ไหนดีเล่า?”

อินป๋ออู่คิดถึงคำของลูกสาวขึ้นมาได้ ก็เลยถามต่อ

“ง่ายดายยิ่งนัก ในหมู่บ้านยังมีบ้านว่างอยู่มาก หากพวกท่านยินดีสอน จะเลือกที่ใดก็ได้ทั้งนั้น!”

เว่ยหลี่เจิ้งพูดออกมาอย่างใจกว้าง

เมื่อได้การสนับสนุนเต็มที่จากเว่ยหลี่เจิ้ง อินป๋ออู่ก็กลับบ้านด้วยความดีใจเต็มเปี่ยม ต่อไปก็แค่ต้องเลือกสถานที่เปิดโรงเรียนเท่านั้น

“หลี่เจิ้งยังเสนอให้พวกเราย้ายออกจากเรือนเก่านี่ด้วย บอกว่ามีบ้านว่างที่ดีกว่าอยู่ แต่ข้าปฏิเสธไปแล้ว”

อินป๋ออู่เล่า

แม้บ้านหลังนี้จะเก่าและทรุดโทรม แต่ก็อยู่ในทำเลดี ลับตาคน แถมลานกว้างยังเหมาะกับการปลูกผักสารพัดชนิด สำหรับเขาแล้วที่นี่เหมาะที่สุด

“ขอบพระคุณท่านพี่ที่คอยช่วยจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง”

อินป๋อเหวินยิ้มออกมาอย่างหายาก เหลียวมองไปยังภรรยาเจินซื่อที่นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ ก็เห็นเธอกำลังยิ้มตาเป็นประกายเช่นกัน

แม้ชีวิตจะลำบากแค่ไหน ขอแค่ครอบครัวไม่ทอดทิ้งกัน ทุกอย่างก็ยังมีความสุขได้

จางซื่อที่ช่วยเตรียมกับข้าวอยู่ในครัวก็จัดโต๊ะจัดถ้วยชามเสร็จพอดี พอหยุนเหอเปิดฝาหม้อ กลิ่นหอมก็พุ่งออกมาทันที

“ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะว่าไก่แค่ตัวเดียวจะตุ๋นออกมาได้หม้อใหญ่ขนาดนี้”

เว่ยซื่อพูดพลางยิ้ม

“ก็เพราะไก่ตัวนี้มันสมบูรณ์นี่แหละ ว่าแต่... ไก่ในลานบ้านเรานี่ก็โตไวจริงเชียว”

เจินซื่อว่าไปพลางตักข้าวไปพลาง

ทั้งที่ไก่พวกนี้กินแค่เศษผักกับน้ำซาวข้าว บางทีก็มีแมลงที่หานเอ๋อร์กับเสี่ยวเป่าจับมาให้ แต่กลับตัวใหญ่และดูแข็งแรงผิดปกติ

อินเมี่ยวสูดกลิ่นหอมของไก่ตุ๋นเข้าไปเต็มปอด ใจรู้สึกปลื้มปริ่มเป็นที่สุด ก็แน่ล่ะ—ทุกคืนเธอแอบให้อาหารไก่เป็นข้าวฟ่างเต็มกำมือนี่นา!

ฝีมือของหยุนเหอดีมาก ซุปไก่หม้อนั้นยังใส่โสมลงไปด้วย เว่ยซื่อก็ไม่วายกำชับหยุนเหอหลายรอบว่าให้เซียวเสวียนกินเยอะ ๆ หน่อย เพราะมันเป็นของบำรุงชั้นดี

“บ้านตระกูลอินดูเหมือนจะไม่ขัดสนเรื่องอาหารเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ราคาธัญพืชตามเมืองต่าง ๆ มันพุ่งไปถึงขนาดไหนแล้วหรือ?”

เซียวเสวียนเอ่ยถามขึ้นหลังจากกินข้าวเสร็จ

“นายท่าน ตอนนี้ราคาข้าวในสิบหกอำเภอทั่วแคว้นเท่ากันหมดแล้วขอรับ ขณะนี้ขึ้นไปถึงสามพันอีแปะต่ออิ้วแล้ว ส่วนแคว้นอื่น ๆ ก็น่าจะไล่เลี่ยกัน”

หยุนเจียงเป็นคนตอบ (1 อิ้ว = 60 กิโลกรัม)

“แล้วมีผู้ใดจากส่วนกลางลงมาตรวจสอบหรือไม่?”

เซียวเสวียนถามต่อ

“ไม่มีเลยขอรับ”

หยุนเจียงไปถามข้อมูลจากสายข่าวที่ส่งมาแต่ละหน่วยแล้ว ปรากฏว่าราคาธัญพืชค่อย ๆ ขยับขึ้นอย่างช้า ๆ จนชาวบ้านเริ่มชิน และพอถึงจุดหนึ่งที่ราคาสูงเกินไป อาจจะมีคนเริ่มรู้สึกผิดปกติขึ้นมาบ้าง

เซียวเสวียนก้มหน้าหัวเราะในลำคอเบา ๆ

“ดูท่าเจ้าที่อยู่เบื้องหลังคงมีมือยาวปกฟ้าได้จริง ๆ ถึงเวลาแล้ว ส่งจดหมายฉบับนี้ออกไปเถิด”

“ขอรับ”

หยุนเจียงรับคำ ก่อนจะหยิบกระบอกไม้ไผ่ธรรมดา ๆ หน้าตาไม่น่าจับตามองขึ้นมา แล้วเก็บไว้ที่ตัว

ในช่วงหลายวันที่อินเมี่ยวพักรักษาตัวอยู่ เธอได้ยินมาว่าหมู่บ้านเริ่มลงมือสร้างกำแพงเพื่อป้องกันโจรป่าแล้ว ก็เลยคิดจะเดินไปดูด้วยตาตัวเองหน่อย

หมู่บ้านฉางหลิงดูเหมือนจะยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนจากเมื่อวันก่อนเท่าไร แต่ถ้ามองให้ดีแล้ว ก็มีรายละเอียดบางอย่างที่เปลี่ยนไป บรรดาชาวบ้านที่เดินไปมาหลายคนยังคาดผ้าขาวไว้บนหัว สีขาวเหล่านั้นคอยย้ำเตือนทุกคนถึงเรื่องร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันก่อน

สีหน้าของผู้คนส่วนใหญ่ยังเคร่งเครียด แต่พอเห็นอินเมี่ยวก็ยังพอมีรอยยิ้มทักทายกันอยู่บ้าง

“แม่หนู บาดแผลของเจ้าหายดีหรือยัง?”

ยายจางที่อยู่ท้ายหมู่บ้านเดินยิ้มมาทัก

“ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้แผลตกสะเก็ดหมดแล้ว”

อินเมี่ยวตอบพลางมองยายจางที่ผอมแห้งจนแทบจะเป็นฟืนแห้ง ตัวเล็ก ๆ งองุ้มเหมือนกุ้งแห้งตัวหนึ่ง แค่ลมพัดมาหน่อยก็เหมือนจะปลิวได้

แล้วก็ไม่ใช่แค่ยายจางหรอก คนแก่หลายคนในหมู่บ้านก็สภาพคล้าย ๆ กันทั้งนั้น

ถึงจะเรียกว่าคนแก่ แต่ก็แค่ห้าสิบกว่าปีเท่านั้นเอง

“งั้นก็ดีแล้วล่ะ วันก่อนต้องขอบใจเจ้ามากจริง ๆ นะ”

ยายจางพูดด้วยรอยยิ้มเมตตา

อินเมี่ยวยิ้มตอบ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อหลวม ๆ ของตัวเอง แล้วหยิบเผือกเล็ก ๆ สองหัวออกมายัดใส่มือยายจางพลางกระซิบ

“ข้าปลูกเองเจ้าค่ะ ลองชิมดูสิเจ้าคะ”

ยายจางมองเผือกกลม ๆ ในมือ ก่อนจะรีบพยายามจะคืนให้ แต่หันไปอีกทีนังหนูก็วิ่งหายไปแล้ว

“เด็กดีจริง ๆ เฮ้อ…เสียดายที่บ้านเมืองมันเป็นแบบนี้…”

ยายจางพูดพลางกอดเผือกไว้แน่น แล้วเดินกลับบ้านไปอย่างเงียบ ๆ

พอถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน อินเมี่ยวก็เห็นว่าตรงนั้นถูกขุดเป็นร่องลึกยาวเหยียดไว้เรียบร้อยแล้ว มีชาวบ้านอยู่ราว ๆ สี่สิบคนช่วยกันตัดไม้ ขนดิน เทโคลนกันอยู่เต็มไปหมด

หลังจากประชุมกัน เว่ยหลี่เจิ้งตัดสินใจใช้ “อิฐดิน” มาสร้างกำแพงรอบหมู่บ้าน ซึ่งอิฐดินก็คือดินที่อัดใส่กรอบไม้แล้วทุบให้แน่นนั่นเอง วิธีนี้จะได้กำแพงที่แข็งแรงและเรียบร้อยกว่ากำแพงดินธรรมดามาก

“ท่านปู่เว่ย กำแพงนี้ต้องใช้เวลากี่วันจึงจะสร้างเสร็จหรือเจ้าคะ?”

“กำแพงแบบนี้ใช้เวลานานนัก หากจะให้เสร็จหมดจริง ๆ คงต้องสักเจ็ดแปดวันทีเดียว”

เว่ยหลี่เจิ้งตอบขณะมองดูการทำงาน ทุกคืนเขาสั่งให้ชาวบ้านผลัดเวรยามเฝ้าทางเข้าไว้ เพราะแม้แต่เขาเองยังนอนไม่หลับ กลัวโจรจะบุกมาอีก

ยังต้องใช้เวลาอีกตั้งเจ็ดแปดวัน… อินเมี่ยวเริ่มใจไม่ดี เพราะเธอคิดมาตลอดสองวันที่ผ่านมาแล้วว่า โจรพวกนั้นจะต้องกลับมาแน่ ๆ

“จะให้ทำเช่นไรได้ ท่านหลี่เจิ้งเองก็ไปที่ศาลากลางเพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่มาช่วยเฝ้าหมู่บ้านแล้ว แต่พวกเขากลับทำเป็นเมินเฉยเสียอย่างนั้น”

ชาวบ้านนามว่าเฉินเจี้ยนอันพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ในเมื่อตอนนี้ไม่มีใครช่วยพวกเขาได้ คนในหมู่บ้านก็ต้องพึ่งพากันเองแล้วล่ะ…

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 51 ถึงจะบาดเจ็บอยู่ก็เถอะ…

“ไม่มาก็ดีแล้ว จะมาให้พวกเราต้องเลี้ยงดูอย่างดีอีก ไม่รู้จะสิ้นเปลืองข้าวของอาหารไปเท่าไหร่กัน!”

จ้าวเหล่าซื่อที่กำลังช่วยงานอยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ สำหรับเขาแล้ว พวกเจ้าหน้าที่ของทางการยังสู้บ้านอินไม่ได้ด้วยซ้ำ

“นั่นสิ หมู่บ้านเราน่ะมีดาวนำโชคอยู่ทั้งคน สวรรค์ยังเข้าข้างเรา แล้วจะกลัวอะไรอีกเล่า?”

จางฟู่กุ้ยก็พูดเสริมเข้าไป และใคร ๆ ก็รู้ดีว่า “ดาวนำโชค” ที่เขาหมายถึงคือใคร คนรอบตัวต่างก็หันไปมองที่อินเมี่ยวเป็นตาเดียว

โจรป่าตั้งสี่ห้าสิบคนหายไปทั้งกลุ่มในภูเขาฉางหลิง แต่เด็กสาวจากตระกูลอินกลับแค่บาดเจ็บเล็กน้อย แบบนี้มันหมายความว่าอะไรเล่า?

มันก็หมายความว่าสวรรค์เป็นฝ่ายจัดการพวกโจรพวกนั้นให้หมดไงล่ะ!

และทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะอินเมี่ยวมีบุญวาสนาล้นฟ้า ฟ้าดินถึงได้คุ้มครองนางไว้เช่นนี้

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าอินเมี่ยวอยู่ที่หมู่บ้านนี้ หมู่บ้านก็จะไม่เจอเคราะห์หนัก

อินเมี่ยวยังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกลายเป็นตำนานในสายตาชาวบ้านไปแล้ว พอเดินวนรอบหมู่บ้านกลับมาถึงบ้านได้ ไอ้ในกระเป๋าก็เต็มไปด้วยขนมเปี๊ยะ ขนมผัก ไข่นก และของกินจิปาถะอีกเป็นพะเรอเกวียนที่ชาวบ้านยัดใส่มาให้ไม่ยั้ง

แม้แต่เจ้าเสียงนกแก้วที่เกาะอยู่บนไหล่เธอก็ยังเลียนเสียงชาวบ้านได้แล้ว

“ฟู่ซิง ฟู่ซิง...” (ดาวนำโชค ดาวนำโชค...)

อินเมี่ยวได้แต่หันไปบ่นใส่ฝูงไก่ในเล้าอย่างระบาย

“บอกว่าเป็นดาวนำโชคกันทุกคน แล้วมีดาวไหนบ้างที่ซวยเท่าฉันล่ะ? แค่พลาดนิดเดียวก็อาจวิญญาณหลุดจากร่างได้เลยนะ…”

ฝูงไก่ในเล้าเองก็จำอินเมี่ยวได้หมดแล้ว พอเห็นเธอเดินเข้ามา ทั้งฝูงก็ยื่นหัวขึ้นมามองเธอราวกับกำลังรอเวลาให้อาหาร

แต่ถึงอินเมี่ยวจะกล้าขนาดไหน เธอก็ไม่กล้าให้อาหารไก่กลางวันแสก ๆ แบบโจ่งแจ้งหรอกนะ

“เมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าได้อะไรมาหรือ?”

จางซื่อเดินเข้ามาถามพลางมองของในมือเธอด้วยความสงสัย

“อ๋อ ของที่ชาวบ้านให้มาน่ะเจ้าค่ะ มีขนมเปี๊ยะ ขนมผักด้วย ท่านอาอยากกินหรือไม่?”

อินเมี่ยวเคยลองกินขนมที่ชาวบ้านทำมาแล้ว ส่วนใหญ่ใช้รำข้าวผสมแป้ง กลิ่นมันจะออกเปรี้ยว ๆ หน่อย เธอเคยกินอะไรที่แย่กว่านี้ในยุควันสิ้นโลกมาก่อนก็จริง แต่ในเมื่อตอนนี้อาหารในมิติเหลือเฟือ เธอเลยไม่ได้กินมันสักที

“อยากกินสิ”

จางซื่อตอบอย่างไม่อ้อมค้อม

อินเมี่ยวรู้ดีว่าจางซื่อเป็นพวกหิวเร็วเลยไม่คิดมาก ยกของกินพวกนั้นทั้งหมดให้เลย

“เมี่ยวเอ๋อร์ เมื่อครู่เห็นหยุนเหอเหมือนกำลังหาเจ้าอยู่เลย”

จางซื่อพยายามกลืนขนมเปี๊ยะลงคอ แล้วบอกต่อ

“งั้นข้าไปดูหน่อยดีกว่า”

อินเมี่ยวล้วงเจอไข่นกอีกฟองในแขนเสื้อ เลยยื่นให้จางซื่อไปด้วยเลย

ทุกคนในบ้านต่างรู้ดีว่าเซียวเสวียนไม่ชอบความวุ่นวาย ดังนั้นโดยปกติแล้วก็จะไม่มีใครเข้าไปยุ่งในห้องในเรือนของเขา อินเมี่ยวก็เลยหยิบขนมเค้กน้ำตาลมาสามชิ้น เตรียมจะเอาไปเป็นของฝาก แล้วเดินเข้าไปหา

“ได้ยินมาว่าหยุนเหอตามหาข้าหรือ?”

อินเมี่ยวชะโงกหน้าเข้าไปในห้อง พร้อมกับเสียงหงส์โชคลาภที่ยังอยู่บนไหล่

“มิใช่หยุนเหอ เป็นข้าต่างหากที่ตามหาเจ้า”

เซียวเสวียนลุกขึ้นจากโต๊ะ แล้วยื่นขวดหยกขาวให้กับเธอหนึ่งขวด

“อะไรหรือ?”

อินเมี่ยวถามอย่างงง ๆ

“ยารักษาบาดแผล ให้หายเร็วขึ้น”

เซียวเสวียนชำเลืองไปที่แขนขวาของอินเมี่ยว ตรงนั้นเขาจำได้ว่าบาดเจ็บหนักสุด

“โอ้ ขอบคุณเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวรีบแบมือออกมา วางขนมเค้กสามชิ้นที่ห่อด้วยกระดาษไขลงตรงหน้าเขา

ฉลาดจริง ๆ เชียว เธอแทบจะติดหนี้บุญคุณอีกแล้ว ถ้าไม่ได้ขนมพวกนี้มาแก้ล่ะก็นะ...

เซียวเสวียนมองขนมในมือนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับไปแล้วพูดเรียบ ๆ ว่า

“พบที่ซ่อนของพวกโจรแล้ว”

หา? ที่ซ่อนของพวกโจร?

อินเมี่ยวเบิกตากว้าง เธอแปลกใจ—เขาจะไปตามหาสิ่งนั้นทำไมกัน?

“จะทำยังไงต่อหรือเจ้าคะ?” อินเมี่ยวเอ่ยถาม

“ก็ไปกวาดล้างมันเสียสิ”

เซียวเสวียนพูดด้วยท่าทีสงบนิ่งเหมือนพูดเรื่องกินข้าวเย็นธรรมดา

【ติ๊ง~ ภารกิจชั่วคราวจากระบบถูกปล่อย: ผู้ใช้จะต้องมีส่วนร่วมและช่วยเหลือในการปราบปรามโจรป่า】

ห๊ะ???

ในใจของอินเมี่ยวตอนนี้เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม…ก็เธอยังเป็นคนเจ็บอยู่นะ!

ระบบนี่ไม่มีหัวใจเลยหรือไง!

“งั้น... ข้าจะไปช่วยด้วยแล้วกัน”

อินเมี่ยวพูดเสียงแผ่วเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก

“เจ้า...หรือ?”

เซียวเสวียนมองอินเมี่ยวที่ก้มหน้าก้มตาอย่างตกใจเล็กน้อย

“ข้าไม่ชอบค้างหนี้ผู้ใด”

อินเมี่ยวหมายถึงเรื่องบุญคุณครั้งก่อนที่เธอยังติดเขาอยู่

แล้วเซียวเสวียนก็เข้าใจทันที เขามองเธอด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม

“เช่นนั้นก็ดี พรุ่งนี้ค่ำออกเดินทาง”

อินเมี่ยวไม่เข้าใจว่าคำว่า “เช่นนั้นก็ดี” ของเขาหมายถึงอะไรกันแน่ แต่พอทายาที่เขาให้มาลงไปตรงแผล ปรากฏว่าเช้าวันต่อมาแผลก็ลอกสะเก็ดออกหมด แถมยังเริ่มมีเนื้อสีชมพูอ่อนงอกขึ้นมาแล้วด้วย

“เขาไปหาอะไรแบบนี้มาจากไหนกันนะ?”

อินเมี่ยวบ่นกับตัวเองเบา ๆ อย่างอดไม่ได้

“เมี่ยวเอ๋อร์ เราจะขึ้นเขากันแล้ว เจ้าไปด้วยหรือไม่?”

จางซื่อสะพายตะกร้าหันมาถาม เธอแทบจะถือว่าการขึ้นเขากลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว

“ไม่ไปเจ้าค่ะ วันนี้ข้าจะนอนอยู่บ้าน”

คืนนี้เธอต้องแอบออกไปช่วยกวาดล้างโจรป่าด้วย ยังไม่รู้เลยว่าจะไปยังไง ก็ต้องพักแรงเอาไว้ก่อน

ได้ยินว่าอินเมี่ยวจะนอนพักบ้าง จางซื่อก็ไม่พูดอะไรต่อแล้ว เดินออกจากบ้านพร้อมกับอินเฉิงอวิ๋น

ตำแหน่งของโรงเรียนที่อินป๋อเหวินจะใช้สอนหนังสือได้ตัดสินกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ตรงกลางหมู่บ้านฉางหลิง เป็นเรือนเก่าที่ไม่มีคนอยู่ ห่างจากบ้านตระกูลอินพอสมควร

วันนี้จะมีพิธีแขวนป้ายชื่อโรงเรียน ทุกคนในบ้านก็เลยต้องไปช่วยกันหมด อินเมี่ยวเลยได้อยู่บ้านพักผ่อนคนเดียว

กระทั่งมีเสียงเรียกดังมาจากนอกลานบ้าน เธอก็ลุกขึ้นมาขยี้ตาแล้วเดินออกไปดู

“ท่านอาหลู่หรือ? โรงเรียนไม่ได้อยู่ที่บ้านเรานะเจ้าคะ”

อินเมี่ยวคิดว่าหลู่เม่ยมาผิดบ้าน ที่ไหนได้ นางมาส่งของอีกแล้ว

“ข้ารู้ ๆ บ้านข้ากับพวกเจ้าก็อยู่ใกล้กันนี่แหละ จริง ๆ ถ้าเปิดสอนที่บ้านเจ้าก็คงสะดวกกว่านี้อีก แต่ไม่เป็นไร ข้าได้ยินว่าอารองของเจ้าเขียนหนังสือให้หลี่จวิน ข้าก็เลยเอากระดาษเก่าในบ้านที่ไม่ได้ใช้มาให้น่ะ”

หลู่เม่ยพูดพร้อมกับหยิบม้วนกระดาษที่หนีบไว้ใต้แขนออกมายื่นให้

“อารองไม่อยู่บ้านเจ้าค่ะ งั้นฝากไว้ที่ข้าก่อนก็ได้ เดี๋ยวอารองกลับมาข้าค่อยเอาให้เขา”

อินเมี่ยวตอบ

ในหมู่บ้านไม่มีหนังสือเลย อินป๋อเหวินเพิ่งได้กระดาษ หมึก พู่กันมาจากเว่ยหลี่เจิ้ง ทุกวันก็เลยเขียนคัดลอกตำราจนดึก ซึ่งไม่ได้เขียนให้แค่หลี่จวินคนเดียว

“ได้ ๆ งั้นข้าให้เจ้าเก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน ว่าแต่… เจ้าอยู่บ้านคนเดียวหรือ?”

อินเมี่ยวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า

“ยังมีเพื่อนของท่านพ่ออยู่อีกคนเจ้าค่ะ แต่เขาป่วยหนักมาก ไม่สามารถลุกจากเตียงได้เลย”

“ตายจริง แล้วเหตุใดไม่เรียกหมอซูมาดูเล่า?”

หลู่เม่ยตกใจถาม

“เรียกดูแล้วเจ้าค่ะ แต่ดูเหมือนหมอซูก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย”

อินเมี่ยวแสร้งทำหน้าหนักใจเหมือนเสียดายแทน

“เสียดายจริง ๆ”

หลู่เม่ยทิ้งกระดาษไว้ แล้วก็ล่าถอยไป อินเมี่ยวเลยปิดประตูบ้านลงอีกครั้ง

ก็อย่างที่คิดไว้เลย — ตั้งแต่พวกหยุนเจียง หยุนเหอมาปรากฏตัวในบ้าน ชาวบ้านก็เริ่มสนใจพวกเธอมากขึ้น โดยเฉพาะเซียวเสวียนที่ออกมานั่งไอแค่กๆในลานบ้านทุกวัน ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านรู้กันหมดแล้วว่าในบ้านอินมีชายป่วยหนักอาศัยอยู่

แต่ในเมื่อเธอคิดไม่ออกว่าเซียวเสวียนทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร เธอก็เลยเลิกคิดมันไปเลยดีกว่า

หลังจากหลู่เม่ยกลับไปได้ไม่นาน ฟางเทียนไห่ก็แบกประตูไม้มาหลายบาน สีหน้าดูเกรงใจเต็มที่

“ข้าไปช่วยสร้างกำแพงที่ปากทางหมู่บ้านอยู่หลายวัน เลยยังไม่ได้เอามาส่ง พึ่งจะว่างวันนี้นี่แหละ”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านลุงฟาง ความปลอดภัยของหมู่บ้านสำคัญกว่า”

อินเมี่ยวรีบเปิดประตูให้เขาเข้าไป ฟางเทียนไห่ยังขนเครื่องมือมาด้วยเต็มพิกัด ทำงานคล่องแคล่วมาก แป๊บเดียวก็ติดตั้งประตูไม้ไปได้สองบานแล้ว

“ยังมีเรือนด้านในอีก ข้าจะพาไปดูนะเจ้าคะ”

อินเมี่ยวชี้ไปยังห้องใน พร้อมเดินนำทางเขาไป

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 49 หลู่เม่ย/ บทที่ 50 เปิดโรงเรียน/ บทที่ 51 ถึงจะบาดเจ็บอยู่ก็เถอะ…

คัดลอกลิงก์แล้ว