- หน้าแรก
- สาวน้อยดวงดี พกมิติไปทำฟาร์ม
- บทที่ 46 ช่วยเหลืออินหาน/ บทที่ 47 ช่วยกันล่อหลอก/ บทที่ 48 ปิดบัญชี
บทที่ 46 ช่วยเหลืออินหาน/ บทที่ 47 ช่วยกันล่อหลอก/ บทที่ 48 ปิดบัญชี
บทที่ 46 ช่วยเหลืออินหาน/ บทที่ 47 ช่วยกันล่อหลอก/ บทที่ 48 ปิดบัญชี
บทที่ 46 ช่วยเหลืออินหาน
เหมี่ยวไฉ่ชุนมองดูร่างของหญิงสาวที่เบิกตากว้างล้มลงตรงหน้า แล้วจู่ ๆ นางก็หัวเราะออกมาเองเฉย
“ก่อนหน้านี้พวกเราโชคร้าย ตอนนี้ดูสิ พวกเจ้านี่ซวยยิ่งกว่าพวกเราอีก ฮ่า ๆ ๆ…”
ภาพสลดเบื้องหน้าไม่ได้ทำให้เหมี่ยวไฉ่ชุนรู้สึกผิดเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับทำให้อารมณ์คับข้องตลอดสองวันที่ผ่านมาของนางพอจะคลี่คลายลงได้บ้าง
อย่างน้อยพวกนางก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่ชาวบ้านพวกนี้น่ะ ตายเรียบ
“พี่สะใภ้เหมี่ยวเสียสติไปแล้วหรือไร?! พวกเรากับพวกเจ้าก็หาได้มีความแค้นกันไม่ เหตุใดต้องมาทำร้ายกันถึงเพียงนี้?!”
ภรรยาของฟางเทียนไห่ชื่อหวังหานเซียงรีบโอบลูกสองคนไว้แน่น พูดอย่างโกรธจัด เพราะนางคิดว่าความวุ่นวายทั้งหมดเกิดจากสองแม่ลูกนี่แหละที่พาพวกโจรป่ามา
คราวนี้เหมี่ยวไฉ่ชุนไม่ตอบอะไร แต่กลับเป็นจางเยี่ยนจือที่ยกแขนขึ้น ชี้ไปยังทิศหนึ่งในหมู่คน
“พี่หยวน พวกท่านไม่ใช่กำลังหาคนของทางการอยู่รึ? ลูกชายคนเล็กของบ้านนั้นอยู่นั่นไงล่ะ”
แววตาของจางเยี่ยนจือเต็มไปด้วยความชิงชัง
ถ้าตระกูลอินยอมให้เหมี่ยวไฉ่ชุนยืมเกวียนในตอนนั้น นางก็คงไม่ต้องไปถึงหมู่บ้านต้ามู่เพื่อหาเกวียน และก็คงไม่ต้องเจอกับโจรพวกนี้ ทุกอย่างมันเป็นความผิดของตระกูลอินทั้งนั้น!
อินหานรู้สึกได้ถึงอันตรายโดยสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่มีใครกล้าขวางโจรที่เดินถือดาบเข้ามา
เขากำลังจะร้องไห้ แต่ทันใดนั้นก็มีมือหนึ่งโอบมาที่เอวจากด้านหลัง แล้วดึงเขาออกจากฝูงชนอย่างแรง
“พี่เมี่ยว!”
อินหานพอมองเห็นชัดก็ร้องเรียกอย่างดีใจ
“พี่หยวน ใช่เลย นางนั่นแหละ เป็นสาวใช้องค์ชาย!”
จางเยี่ยนจือก็เห็นอินเมี่ยวแล้ว รีบชี้ตัวอย่างรวดเร็ว
ใครกัน? มีความแค้นอะไรกับข้าด้วยหรือ?
อินเมี่ยวมองไปที่จางเยี่ยนจือจากระยะไกล แต่ก็ไม่รู้จักนางเลย
“หยุดเดี๋ยวนี้!” มีคนตะโกนขึ้นมา
“ใยข้าต้องหยุดด้วยเล่า เจ้าโง่ถึงเพียงนั้นหรือ?”
อินเมี่ยวอุ้มหานเอ๋อร์ตัวน้อยวิ่งกลับทันที ไม่สนใจเสียงตะโกนไล่หลัง
ระหว่างวิ่ง นางก็คอยคิดประเมินสถานการณ์ไปด้วย คาดว่ามีโจรประมาณร้อยคนบุกมาที่หมู่บ้านฉางหลิง และในกลุ่มนี้ไม่มีพวกสามคนหนวดเคราหนาอยู่ด้วย
ดูเหมือนจุดประสงค์ของพวกนี้จะมาปล้นหมู่บ้าน แต่ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงอยากจับตัวอินหานกับนางด้วยล่ะ?
ตอนนี้ไม่มีเวลาคิดแล้ว อินเมี่ยวต้องใช้ทักษะการเอาตัวรอดที่เคยมีตอนวิ่งหนีซอมบี้ วิ่งเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปตามตรอกซอกซอย หมู่บ้านฉางหลิงนางคุ้นเคยเป็นอย่างดี ไม่นานก็พาหานเอ๋อร์เข้าไปในซอยเล็กสายหนึ่งได้
ข้างหน้าคือบ้านของซูหว่านเฟิงแล้ว เห็นพวกที่ตามมาด้านหลังยังมาไม่ถึง นางก็ถอดเสื้อหานเอ๋อร์ไปด้วยพร้อมพูดว่า
“หานเอ๋อร์ เดี๋ยวอีกหน่อยเจ้าต้องวิ่งเข้าไปในบ้านของหมอซู แล้วให้เขาหาที่ซ่อนตัวให้ เจ้ากล้าหรือไม่?”
“ข้ากล้า…แล้วพี่เมี่ยวเล่าจะไปใด?”
หานเอ๋อร์เองก็รู้จักบ้านของซูหว่านเฟิงดี แต่ก็ยังลังเลอยู่เล็กน้อยเพราะเป็นห่วงพี่สาวของตน
“ข้าจะหนีขึ้นเขาฉางหลิง พวกเขาตามข้าไม่ทันหรอก”
อินเมี่ยวยิ้มกว้าง ไม่อย่างนั้นนางก็ยังมีมิติเก็บของให้ซ่อนตัวได้อยู่ แต่ในบ้านเหลือแค่อินป๋ออู่กับอินเฉิงอวิ๋นที่พอจะสู้ได้ ถ้าเกิดสู้กันขึ้นมาจริง ๆ ฝ่ายตนนั้นแทบไม่มีทางชนะเลย
“จริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอน เจ้านี่มันตัวกลมอย่างลูกหมู ข้าอุ้มเจ้าวิ่งไม่ไหวหรอก เจ้าต้องซ่อนให้ดี ข้าถึงจะหนีได้ไวขึ้น”
พูดจบอินเมี่ยวก็เลี้ยวอีกมุมหนึ่ง ตรงหน้าเป็นบ้านของซูหว่านเฟิงพอดี
โชคดีที่ซูหว่านเฟิงเองก็ได้ยินเสียงความวุ่นวาย กำลังจะปิดประตูอยู่พอดี พอเห็นคนวิ่งมา นางก็จับหานเอ๋อร์ที่ถอดจนเหลือแค่ชุดชั้นในโยนให้
“รีบปิดประตูแล้วซ่อนตัวให้ดี ข้าจะล่อพวกโจรไปทางอื่น ถ้าน้องชายข้าเป็นอะไรไปล่ะก็ ข้าจะทุบหัวท่านให้เละเป็นโจ๊กเลย”
อินเมี่ยวขู่เสียงดุ
“……”
ซูหว่านเฟิงโดนความดุของอินเมี่ยวเล่นเอาตกใจ พอจะถามอะไรก็ไม่ทันแล้ว ทั้งตนเองกับหานเอ๋อร์ถูกดันเข้าไปในบ้านแล้วประตูก็ปิดดังปังทันที
ซุนหยวนไม่เคยเห็นใครวิ่งได้เร็วขนาดนี้มาก่อน แถมคนที่วิ่งยังเป็นแค่สาวใช้อดีตนักโทษอีกต่างหาก
“พวกมันอยู่ตรงนั้น!”
โจรป่าคนหนึ่งชี้ไปทางปากทางที่อินเมี่ยววิ่งออกมาแล้วตะโกนลั่น
ซุนหยวนเห็นแล้วก็ยิ่งสนุกใหญ่ หันไปพูดกับพวกพ้องด้านหลังว่า
“ให้พี่หลินพวกนั้นไปเฝ้าอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ข้าอยากดูนักว่าเด็กผู้หญิงนั่นจะวิ่งไปได้ไกลแค่ไหน”
วันนี้ทั้งหมู่บ้านฉางหลิง ไม่มีใครหนีรอดไปได้สักคน!
“ได้เลย!”
หลี่เชียนที่ตามมาด้วยเห็นว่าซุนหยวนกับพรรคพวกอีกหลายสิบคนอยู่ด้านหลัง ก็คว้ามีดหมุนตัวกลับไปทางปากทางหมู่บ้านทันที
“พวกเจ้า…พวกเจ้าพวกโจรป่านี่ จะมารังแกพวกชาวบ้านยากจนอย่างพวกเราทำไมกันเล่า?”
เว่ยหลี่เจิ้งถูกลากออกมาจากบ้านแบบไม่ทันตั้งตัว พอเห็นศพกองอยู่ตรงพื้นก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งใจ
หมู่บ้านฉางหลิงกับเขตฉางหลิงนั้นอยู่ในอาณาเขตเดียวกันกับเมืองติ่งสือ เขาเคยได้ยินข่าวมาว่าเคยมีหมู่บ้านหนึ่งในเมืองนี้ถูกโจรฆ่ายกหมู่บ้านมาแล้ว
ไอ้พวกโจรที่แม้แต่ทางการยังจับไม่ได้ พวกนี้มันกล้าทำอะไรแบบนี้จริง ๆ
“หุบปากไปเลย! ไปบอกให้คนในบ้านหอบข้าวสารออกมาทั้งหมด ถ้าพวกข้ากลับมาพร้อมพี่ซุนแล้วเจอว่าแอบซ่อนอะไรไว้แม้แต่เหรียญเดียว พวกเจ้าทั้งหมู่บ้านนั่นแหละจะต้องตายหมด!”
หลี่เชียนชี้ดาบใส่เว่ยซิงชางพร้อมสบถด่าเสียงดัง
บ้านตระกูลอินอยู่ท้ายหมู่บ้าน ตอนที่อินเมี่ยววิ่งออกไปยังไม่มีใครในบ้านรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งหลัวต้าจื้อวิ่งกระวนกระวายออกไปตามหาหลัวเสี่ยวเป่า จางซื่อในลานบ้านถึงได้รู้สึกว่าหมู่บ้านน่าจะเกิดเรื่องขึ้น
“ว่าอย่างไรนะ?! เมี่ยวเอ๋อร์ไปหาหานเอ๋อร์แล้ว?”
อินป๋ออู่โยนเชือกที่ใช้ดึงโม่หินทิ้งทันที รีบวิ่งออกไปพร้อมกับอินเฉิงอวิ๋นแห่งเรือนสาม
แค่ครู่เดียวอินเฉิงอวิ๋นก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง
“โจรป่ามาแล้ว ฆ่าชาวบ้านไปตั้งหลายคน พี่ใหญ่ไปตามหาเมี่ยวเอ๋อร์กับหานเอ๋อร์แล้ว ฝากให้ข้าพาพวกเจ้าหลบไปก่อน”
“โจรไม่ใช่ว่ายังอยู่ในคุกหรือ? เมื่อสองวันก่อนพวกเรายัง…”
เจินซื่อตกใจสุดขีด หรือว่าพวกสามคนนั้นโดนปล่อยออกมาแล้วจริง ๆ?
“ไม่ดีแน่ เมี่ยวเอ๋อร์กับพวกเขา!”
เว่ยซื่อจะวิ่งออกไปแต่ก็ถูกอินเฉิงอวิ๋นดึงตัวไว้
“พี่ใหญ่เขาออกไปตามหาแล้วพี่สะใภ้ พวกท่านอย่าออกไปเลย”
อินเฉิงอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แล้วจะทำอย่างไรกัน โจรนั่นฆ่าคนไปตั้งมากมายเชียวรึ?”
อินเจิ้งหงเพิ่งพูดจบ หลิวซื่อก็เป็นลมล้มพับไปทันที
เสียงไอแผ่วเบาดังขึ้น เซียวเสวียนเดินออกมาจากห้องด้วยใบหน้าซีดเซียว
“หยุนเจียง หยุนเหอ พวกเจ้าช่วยออกไปหน่อย ต้องช่วยชีวิตท่านลุงอินให้ได้”
“ขอรับ!”
เห็นหยุนเจียงกับหยุนเหอคว้าดาบวิ่งออกไป อินเฉิงอวิ๋นก็พอจะเบาใจลงได้หน่อย
ด้วยฝีมือของสองพี่น้องหยุนเจียงหยุนเหอนั้น การจะรับมือกับโจรไม่กี่สิบคนนั้นถือว่าสบายมาก
อินเมี่ยวในตอนนี้พาโจรไปได้สี่ห้าสิบคนแล้ว เข้าไปถึงในภูเขาฉางหลิง แม้ว่านางจะสามารถทิ้งพวกนั้นให้หลุดได้ไม่ยาก แต่นางกลับแกล้งวิ่งเซซังเหมือนใกล้หมดแรง ให้ดูเหมือนว่ากำลังจะโดนจับได้
“ฮ่า ๆ ๆ เจ้าก็วิ่งไปสิ ข้าดูสิว่าอุ้มเด็กอยู่แบบนี้จะวิ่งไปได้ถึงไหนกัน”
ซุนหยวนดูจะเพลิดเพลินกับเกมล่าเหยื่อแบบแมวไล่จับหนู ในสายตาเขา เด็กสาวตรงหน้าชัด ๆ เลยว่าใกล้หมดแรงเต็มที
แต่อินเมี่ยวกลับหยุดวิ่งหน้าตาเฉย แล้วโยน “อินหาน” ที่อุ้มอยู่ลงพื้นทันที
นั่นก็แค่เสื้อของอินหานที่ยัดฟางไว้ข้างในเท่านั้น เพราะเริ่มมืดแล้วพวกโจรเลยไม่ทันมองเห็นว่ามันเป็นแค่ตัวปลอม
“ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าถึงหนีขนาดนี้ ที่แท้ก็เพราะจะช่วยน้องชายตัวเองงั้นรึ”
ชายหนุ่มหนวดจิ๋มที่ยังสงสัยอยู่เมื่อครู่ ตอนนี้ดูมั่นใจเต็มที่
“แค่นั้นมันยังน้อยไปนัก”
อินเมี่ยวยืนอยู่บนเนินเขา มองลงมาด้านล่างอย่างเหนือกว่าแล้วเอ่ยขึ้น
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 47 ช่วยกันล่อหลอก
ซอมบี้กินคนต้องฆ่า แล้วคนที่ฆ่าคนเหมือนกันแบบพวกนี้ นางก็ฆ่าได้เหมือนกันนั่นแหละ!
ภาพศพที่หมู่บ้านลอยเข้ามาในหัวอีกครั้ง แววตาของอินเมี่ยวก็เต็มไปด้วยแรงอาฆาต
ถ้าวันนี้นางไม่ฆ่าคน ก็ต้องเป็นฝ่ายถูกฆ่าเสียเอง!
ฟิ่ว!
มีดสั้นเล่มหนึ่งพุ่งมาจากมือชายหนวดจิ๋มตรงไปหาอินเมี่ยว! เดิมเขาแค่จะขู่เด็กสาวจองหองคนนี้ให้ตกใจเล่นเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยว่ามีดกลับถูกอีกฝ่ายรับไว้ได้อย่างแม่นยำ!
“จะนอนก็มีหมอนมาพอดี เจ้าหัวเหม่งนี่สายตาดีเหมือนกันนี่นา”
อินเมี่ยวพูดพลางหัวเราะพอใจ พอดีเลย นางไม่มีอาวุธอยู่ พออีกฝ่ายโยนมาให้แบบนี้จะไม่ขอบคุณได้ยังไง
“หัวเหม่ง! หัวเหม่ง! หัวเหม่งงงง…”
เสียงปีกกระพือดังพรึบ นกแก้วอย่างเซียงรุ่ยก็ร้องซ้ำตามอย่างร่าเริง
จ้าวหยงเฟิงหนวดจิ๋มนั่นโกรธจนแทบอกระเบิด ถึงแม้ว่าตั้งแต่หนุ่ม ๆ ก็เริ่มหัวเถิก แต่ไอ้เด็กนี่กล้าเรียกต่อหน้าเขาแบบนี้ได้ยังไง?!
“หยงเฟิง! อย่าฆ่ามันนะ! นังนั่นเป็นคุณหนูตระกูลขุนนาง! พวกเราต้องพากลับไปให้หัวหน้าเล่นก่อน!”
ซุนหยวนเห็นจ้าวหยงเฟิงถือดาบเข้าไปใกล้ รีบหัวเราะกลบเกลื่อนพร้อมตะโกนเตือน
แต่เสียงหัวเราะของเขาก็หายไปในพริบตา เพราะทันทีที่จ้าวหยงเฟิงเดินไปได้ราวสิบก้าว หญิงสาวตรงหน้าก็พุ่งเข้าใส่รวดเร็วสุดตัว มือที่ถือมีดสั้นเหวี่ยงคมไปเป็นเส้นโค้ง ก่อนเลือดจะพุ่งกระจายต่อหน้าทุกคนในทันที!
“อ่อก…อ่อก…”
จ้าวหยงเฟิงยกมือขึ้นกุมลำคอ ตะโกนไม่ออกแม้แต่คำเดียว แล้วก็ล้มลงกับพื้นอย่างช้า ๆ
พวกซุนหยวนตกตะลึงสุดขีด รีบรุดเข้ามาล้อมอินเมี่ยวไว้ทันที
“เซียงรุ่ย ไปอยู่ข้างบนก่อน”
อินเมี่ยวหรี่ตามองพวกที่ล้อมรอบอย่างเย็นชา เจ้านกแก้วก็พยักหน้ารับคำทันที แต่แทนที่จะบินขึ้น มันกลับบินลงเขาแทน
“โหดใช้ได้เลยนะเจ้าเด็กน้อย เจ้ากล้าฆ่าคนของพวกข้าเลยรึ?”
โจรหน้าแผลเป็นซุนหยวนดูจะน่ากลัวขึ้นกว่าเดิม
“หากไม่ฆ่า แล้วจะรอให้พวกเจ้ามาฆ่าข้าหรือ?”
ถึงอินเมี่ยวจะใส่แค่ชุดผ้าธรรมดาสีขาวหม่น แต่พลังที่แผ่ออกมากลับทำให้ซุนหยวนรู้สึกสะท้านไปทั้งร่าง
นี่มันต้องเป็นพวกที่มีฝีมือแน่ หรือว่าไอ้แม่ลูกนั่นหลอกพวกเขา? ซุนหยวนเริ่มลังเลในใจ
“จัดการมันให้หมด! ข้าอยากดูนักว่าจะเก่งได้ถึงเมื่อไหร่กัน”
ซุนหยวนตะโกนจบก็ฟันดาบใส่ทันที!
ตอนนี้อินเมี่ยวเปลี่ยนมาใช้ดาบยาวที่แย่งมาจากมือจ้าวหยงเฟิงแทนแล้ว
นางกะจังหวะ แล้วถอยตัวหลบอย่างว่องไว
จังหวะที่คมดาบอีกเล่มกำลังจะเฉียดเอว นางก็คว้าตัวหนึ่งในพวกโจรมาขวางไว้ทันที!
ซุนหยวนฟันใส่พวกเดียวกันเข้าอย่างจัง ถึงแม้คนที่โดนจะยังไม่ตาย อินเมี่ยวก็เตะซ้ำอีกทีเพื่อเคลียร์ทาง แล้วพุ่งไปอีกทางอย่างรวดเร็ว!
ฟาดดาบหนึ่งที เสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นในยามโพล้เพล้…
“นังสารเลว! ข้าจะถลกหนังเจ้าทั้งเป็นให้ดู!”
ซุนหยวนโกรธจนตัวสั่น แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มรู้สึกกลัว
สายตาที่หญิงสาวมองมาราวกับเขาเป็นซากศพไปแล้ว
คมดาบวาบผ่านลำคอ เขาแทบไม่ทันหลบ!
เขาตะโกนให้พวกพ้องพุ่งเข้ามาพร้อมกัน แต่อินเมี่ยวกลับไม่ตื่นตระหนกอะไรเลย หลบไปอีกทางอย่างนิ่ง ๆ แล้ววิ่งเข้าไปในพุ่มไม้
แค่พริบตาเดียว ร่างของหญิงสาวก็หายไปจากสายตา
ขณะที่พวกโจรกำลังมองหานางกันพล่าน ก็มีเสียงตะโกนจากไม่ไกลว่า
“อยู่ข้างบน!”
ซุนหยวนเงยหน้าขึ้นทันที แล้วสิ่งที่เห็นก็คือปลายดาบที่อยู่เหนือหัวเขาพอดี!
ตอนนี้เขาอยากจะหนี แต่ก็สายเกินไปแล้ว
เสียงฉึบดังขึ้น ร่างของซุนหยวนก็หล่นลงโดยไร้ศีรษะ
หญิงสาวห้อยตัวกลับหัวลงมาจากปลายกิ่งไม้ แล้วสังหารซุนหยวนโดยไม่ทันตั้งตัว!
พวกที่เหลือหน้าเหวอกันเป็นแถบ ต่างถอยหลังไปด้วยท่าทางระแวดระวังถือดาบไว้ในมือ
“ไอ้พวกโจรกระจอกที่ซ่อนตัวในหลืบเขา ยังกับแมลงในรู เจอแค่เด็กคนเดียวก็ยังสู้ไม่ได้เลยเรอะ?”
อินเมี่ยวกระโดดลงจากต้นไม้มายืนยิ้มอยู่ตรงหน้าพวกมัน
พูดเองว่าเป็นเด็ก แต่เจ้าตัวนี่ไม่รู้สึกอายเลยสักนิด
สาวน้อยไร้อาวุธยืนอยู่ตรงหน้า พวกโจรที่เหลืออยู่กว่าสามสิบคนเห็นโอกาสทอง ต่างพากันกรูเข้ามาฟันอินเมี่ยว!
อินเมี่ยวใช้ปลายเท้าแตะที่พื้นเบา ๆ งัดเอาดาบเล่มหนึ่งที่ตกอยู่ให้ลอยขึ้นมา
พวกโจรที่เข้ามาโจมตีนั้นไร้ระเบียบสิ้นดี อาจเพราะอินเมี่ยวเพิ่งฆ่าคนไปหลายศพ หลายคนเลยไม่กล้าเข้าใกล้มากเกินไป กลายเป็นว่าเธอกลับได้เปรียบซะอย่างนั้น
“เหวอ อ๊ากกก!”
เสียงชายคนหนึ่งร้องลั่นขณะเหวี่ยงดาบฟันใส่เธอจากด้านหลัง แต่ยังไม่ทันถึงตัว เขาก็ถูกใบมีดลึกลับที่พุ่งออกมาจากความมืดแทงทะลุหน้าอกจนทรุดลง
มีคนช่วยเธออยู่ในเงามืดงั้นเหรอ?
อินเมี่ยวตกใจอยู่นิดหน่อย แต่ก็ไม่กล้าประมาท
ถึงแม้เธอระวังตัวสุด ๆ แล้ว แต่ก็ยังถูกเฉี่ยวจนแขนมีรอยแผลไปสองสามแผล
ฟิ้ว! ฟิ้ว!
แสงเงินวาบวาบพุ่งออกมาจากเงามืดอีกครั้ง โจรรอบตัวอินเมี่ยวล้มระเนระนาดลงไปแทบจะทันที...
เมื่อรู้ว่าภัยได้ผ่านพ้นไป อินเมี่ยวก็ทิ้งตัวพิงต้นไม้อย่างหมดแรง
เธอมองแขนสองข้างของตัวเองอย่างเสียดาย โชคดีนะ ที่ไม่ได้โดนซอมบี้ข่วน
“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือเจ้าค่ะ”
ถึงจะเหนื่อยแต่อินเมี่ยวก็ยังไม่ลืมคนที่ช่วยเธอในเงามืด
“ไม่ต้องมากพิธี วันนี้คุณหนูอินช่างเปิดหูเปิดตาให้ข้ายิ่งนัก”
เสียงหนึ่งตอบกลับมาจากเงาไม้ แล้วเซียวเสวียนก็เดินออกมาช้า ๆ จากด้านในป่า
บนบ่าของเขาคือเซียงรุ่ย ที่เพิ่งบินลงมาจากภูเขา
เขาเดินตามเจ้านกแก้วมาที่นี่ แล้วทันทีที่มาถึงก็เห็นกับตาว่าอินเมี่ยวห้อยตัวจากปลายกิ่งไม้แล้วตัดหัวคนร้ายในพริบตาเดียว...
คุณหนูตระกูลอินที่ถูกเนรเทศคนนี้ ไม่เหมือนกับภาพที่เขาเคยนึกไว้เลยแม้แต่น้อย
“ท่านเปิดหูเปิดตาเพียงคนเดียวก็พอ ข้าไม่อยากให้คนอื่นเปิดตามด้วยหรอกเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวพูดพลางฝืนตัวเองยกศพคนหนึ่งไปโยนทิ้งในพงหญ้า
เธอฆ่าคน นั่นหมายความว่าถ้าทางการรู้เข้าก็จะต้องถูกจับเข้าคุกแน่นอน
แต่เธอเชื่อว่าเซียวเสวียนที่เห็นเหตุการณ์จะไม่พูดเรื่องนี้ออกไป
เหมือนกับที่เธอเองก็จะไม่พูดเรื่องของเขาเหมือนกัน
“เจ้าคงไม่คิดว่า... ทำแบบนี้แล้วจะไม่มีใครรู้เห็นอะไรเลยกระมัง?”
เซียวเสวียนหัวเราะเบา ๆ
“แค่ไม่ให้ใครรู้ตอนนี้ก็พอ พอเรื่องเงียบแล้วข้าค่อยกลับมาจัดการ”
อินเมี่ยวเตรียมการไว้หมดแล้ว เธอจงใจล่อพวกโจรขึ้นมาบนเขาในที่เปลี่ยวแบบนี้ก็เพื่อจัดการปิดเรื่องให้เรียบร้อย
“หากเจ้าไม่กลัวเป็นหนี้บุญคุณ ข้าก็ช่วยกลบเรื่องนี้ให้อีกแรงก็ได้”
เซียวเสวียนเริ่มได้กลิ่นคาวเลือดจากร่างหญิงสาว
“ท่านต้องการให้ข้าทำอะไรตอบแทน?”
อินเมี่ยวย้อนถามแบบไม่ไว้ใจ
ไม่มีอะไรให้ฟรีในโลกนี้ ใครที่หวังดีกับเรามากเกินไป มีแต่พวกมีเลศนัยทั้งนั้น
“แค่ช่วยปิดบังให้ข้าก็พอ”
เซียวเสวียนมองลงไปทางเชิงเขา แสงไฟเริ่มลุกวาบขึ้น ดูท่าแล้วพวกหยุนเจียงกับหยุนเหอคงจัดการฝั่งนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ได้ ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวเข้าใจทันทีว่าเซียวเสวียนหมายถึงอะไร
เขาต้องการรักษาภาพลักษณ์คนป่วย ไม่เพียงแค่ดูไร้อันตราย แต่ต้องดูเหมือนว่าจะตายได้ทุกเมื่อด้วยซ้ำ
“ไปเถอะ มีคนกำลังมาหาเจ้า ที่นี่เดี๋ยวจะมีคนมาเก็บกวาดเอง”
เซียวเสวียนหันไปบอกอินเมี่ยวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“ข้างล่างก็ท่านที่ช่วยจัดการเหมือนกันหรือ?”
ก่อนที่ร่างของเซียวเสวียนจะลับไปในความมืด อินเมี่ยวก็อดถามไม่ได้
ถ้ารู้ว่าเขาจะออกแรงช่วย นางคงไม่ต้องเหนื่อยถึงขนาดล่อพวกโจรขึ้นมาทั้งกองแบบนี้
ตอนนั้นเธอมัวแต่คิดว่า พวกมันคงมุ่งเป้ามาที่ครอบครัวเธอ
ถ้าเธอพอจะจัดการได้บ้างก็ดี ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็จะหนีเข้าไปในมิติ ไม่ได้คาดเลยว่าเซียวเสวียนจะลงมือด้วย
“อืม”
เซียวเสวียนเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วเดินหายลับเข้าไปในความมืดอีกทาง
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 48 ปิดบัญชี
อินเมี่ยวไม่รู้ว่าเซียวเสวียนจะจัดการกับพวกศพยังไง เธอเลยรีบเปลี่ยนเส้นทางวิ่งลงเขาไปทางที่เห็นแสงไฟ
เพราะเธอไม่อาจพาคนมาที่ตรงนี้ได้อีกแล้ว
“เมี่ยวเอ๋อร์! เมี่ยวเอ๋อร์!”
“คุณหนูอิน…”
เสียงของเว่ยซื่อดังขึ้นเจือเสียงสะอื้น ดูเหมือนจะมีเสียงชาวบ้านคนอื่น ๆ ปะปนอยู่ด้วย
“ท่านแม่…ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ”
เสียงอ่อนแรงของอินเมี่ยวดังแว่วมาจากหลังกอหญ้า พอเว่ยซื่อกับคนอื่นได้ยินก็รีบวิ่งตรงไปหาทันที
แม้ทุกคนในบ้านจะรู้ดีว่าอินเมี่ยวพอมีวรยุทธ์อยู่บ้าง แต่ไม่มีใครคิดเลยว่าเธอจะสามารถฆ่าคนได้มากมายขนาดนี้
“เมี่ยวเอ๋อร์! เดี๋ยวพ่อพาไปหาหมอเองนะลูก!”
อินป๋ออู่ได้กลิ่นเลือดจาง ๆ จากตัวลูกสาว ก็รีบช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มแล้ววิ่งลงจากเขา
“ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นอะไรหรอก แค่โดนมีดเฉี่ยวแขนหน่อยเท่านั้นเอง”
อินเมี่ยวรีบบอกเพราะเห็นว่าอินป๋ออู่ถึงกับน้ำตาคลอ
“เจ้าลูกคนนี้ ไยเจ้าถึงได้ใจกล้านักเล่า…”
อินป๋ออู่อุ้มลูกสาวตัวเบาราวขนนกไปก็พลางน้ำตาซึมอย่างเจ็บใจ
ลูกสาวของเขายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยหานเอ๋อร์ ทั้งที่นั่นมันควรเป็นหน้าที่ของพ่อแม่อย่างเขากับเว่ยซื่อต่างหาก
ลานบ้านของซูหว่านเฟิงตอนนี้แน่นไปด้วยผู้บาดเจ็บ ด้านหนึ่งก็มีศพนอนเกลื่อนอยู่ไม่น้อย
พออินป๋ออู่อุ้มอินเมี่ยวเข้ามา ป้าเฒ่าฮวาก็รีบพาทั้งคู่เข้าไปด้านใน
“เร็วเข้า ๆ หมอซูอยู่ที่ใด?”
คนในบ้านแทบทุกคนยกเว้นหลิวซื่อที่ยังสลบอยู่ ก็รีบตามเข้ามาทั้งหมด
แต่ซูหว่านเฟิงกำลังเร่งห้ามเลือดให้ผู้บาดเจ็บสาหัส ไม่มีเวลาออกมาดูใครเลย
“ข้าช่วยพี่เมี่ยวเอง”
อินเฮ่อจูงมือหานเอ๋อร์เดินตรงมาหา เขาทั้งคู่ดูท่าว่าจะร้องไห้กันมาไม่น้อย
“เจ้ารึ?” อินป๋อเหวินยังไม่ค่อยมั่นใจในฝีมือลูกชายตัวเองเท่าไหร่
“ให้อินเฮ่อทำเถอะเจ้าค่ะ ข้าบาดเจ็บแค่นิดหน่อย ให้หมอซูช่วยคนอื่นก่อนเถิด”
อินเมี่ยวรีบตัดสินใจแทน
แม้ฝีมือพันแผลของอินเฮ่อจะยังดูไม่ชำนาญนัก แต่ก็สามารถทายา ห้ามเลือด แล้วพันผ้าให้อินเมี่ยวได้เรียบร้อยดี
“พี่เมี่ยวช่วยชีวิตหานเอ๋อร์ไว้ หานเอ๋อร์โตขึ้นจะปกป้องพี่สาวเองขอรับ”
หานเอ๋อร์ที่ตาบวมแดงยืนอยู่ข้างอินเมี่ยว พูดเสียงแน่วแน่
หลัวเสี่ยวเป่าเล่าให้เขาฟังว่า ถ้าไม่ได้อินเมี่ยวช่วยไว้ เขาคงตายไปแล้ว…
“อืม เจ้าช่างมีใจกล้าหาญแท้ พี่สาวภูมิใจในตัวเจ้า”
อินเมี่ยวยิ้มพลางลูบหน้าผากหานเเอ๋อร์อย่างเอ็นดู
ค่ำคืนนี้ของหมู่บ้านฉางหลิง กลายเป็นคืนที่ไม่มีใครหลับไหลได้ลง
สายตาที่ชาวบ้านมองครอบครัวอินเริ่มเปลี่ยนไป
หลายคนเดินเข้ามาขอบคุณด้วยตัวเองอย่างไม่ลังเล
ที่ทุกคนยังรอดมาได้ ส่วนใหญ่ก็ต้องยกความดีให้ตระกูลอิน
สำหรับชาวบ้าน ข้าวสารเปรียบได้กับชีวิต
บางคนไม่ยอมมอบข้าวให้โจร ถึงกับยอมสู้ตาย บ้างก็ถูกฆ่าทิ้งตรงทางเข้าหมู่บ้าน
อินป๋ออู่ช่วยชีวิตชาวบ้านไว้หลายคน
ส่วนหนุ่มฝีมือดีอีกสองคนก็ดูเหมือนจะเป็นคนของตระกูลอินเช่นกัน
แล้วยังมีอินเมี่ยวที่ล่อพวกโจรขึ้นเขาไปอีก
ถ้าไม่มีพวกเขา คืนนี้หมู่บ้านอาจไม่เหลือใครรอดเลยก็เป็นได้
“คุณหนูอิน ข้าขอถามหน่อยว่าโจรที่ตามเจ้าขึ้นเขาไปน่ะ พวกมันหายไปไหนหมด?”
ตอนที่ครอบครัวอินกำลังจะกลับออกไป เว่ยหลี่เจิ้งก็มากับชาวบ้านสองสามคนแล้วถามขึ้น
อินเมี่ยวส่ายหัวแบบไม่มีพิษมีภัย
“ข้ามิรู้จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนั้นข้าหนีซ่อนอยู่ที่หนึ่ง”
“เจ้านี่ช่างลำบากแท้ ข้าขอเป็นตัวแทนทุกคนในหมู่บ้านกล่าวขอบคุณจากใจ”
เว่ยหลี่เจิ้งยังคงแววตากังวลอยู่ เพราะยังมีโจรบางส่วนที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหน
แม้จะมีคนเฝ้าอยู่ทั้งทางขึ้นและทางลงเขาแล้ว เขาก็ยังอดระแวงไม่ได้
จนถึงรุ่งเช้า พวกเจ้าหน้าที่จากอำเภอที่ได้รับข่าวก็รีบมาตรวจสอบ
พวกเขาค้นหาทั่วภูเขาฉางหลิงอีกครั้ง แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของโจรพวกนั้นเลย
“เจ้าแน่ใจหรือ ว่าไม่ได้เห็นพวกมันหนีไปทางไหน?”
หลี่ซือที่เป็นมือปราบไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เจอกับพวกอินเมี่ยวอีก
เขาจำได้แม่นว่าตอนก่อนก็เป็นพวกนางที่บังเอิญเจอโจรป่ากลางทางนั่นแหละ
“ข้ามิได้เห็นอะไรเลยเจ้าค่ะ ตอนนั้นข้ากลัวมาก รีบวิ่งไปหลบอยู่ในโพรงดิน ไม่กล้าโผล่หัวออกมาแม้แต่น้อย”
อินเมี่ยวตอบอย่างใจเย็น
“น่าแปลกนัก มีชีวิตก็ต้องเห็นตัว ตายก็ต้องเห็นศพ แต่กลับไม่เหลือแม้แต่เงาศพเนี่ยนะ”
หลี่ซือพึมพำพลางขมวดคิ้ว เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เจอเหตุการณ์แบบนี้
“หรือว่าจะเห็นสถานการณ์ไม่ดีเลยรีบหนีไป?”
ผู้ช่วยที่ยืนข้าง ๆ เดาออกมา
“ก็มีความเป็นไปได้อยู่ แต่ถึงอย่างนั้นพวกชาวบ้านหมู่บ้านฉางหลิงก็ถือว่าเก่งไม่เบาเลยนะ ถึงกับฆ่าพวกโจรได้”
หลี่ซือเข้าใจว่าพวกผู้ชายในหมู่บ้านรวมพลังกันสู้กับโจร ส่วนเด็กสาวก็ล่อพวกมันขึ้นเขาไป เขาเลยสรุปเองเออเองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของทั้งหมู่บ้าน
ในเมื่อเป็นเรื่องที่ชาวบ้านรวมกันทำ เขาก็ทำได้แค่สั่งให้จดบันทึกไว้
จะพาใครไปสอบสวนต่อก็ไม่สะดวกนัก
“ท่านพูดเกินไปแล้วขอรับ ครั้งนี้พวกข้าแค่โชคดีเท่านั้น”
เว่ยหลี่เจิ้งโค้งตัวตอบแบบถ่อมตน
ส่วนเรื่องของครอบครัวอิน เขาไม่พูดถึงเลยแม้แต่คำเดียว
นั่นก็เพราะเขากับชาวบ้านได้ประชุมตกลงกันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
ถึงจะเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทางการก็ไม่อาจส่งทหารมาคุ้มครองหมู่บ้านได้หรอก
แต่พวกเขากลับกลัวว่า อาจจะมีพวกโจรที่หลบหนีไปหวนกลับมาล้างแค้นในภายหลัง
ถ้าเป็นเช่นนั้น ผู้ที่พอจะปกป้องหมู่บ้านได้ก็คือครอบครัวอิน
ดังนั้นด้วยความอ่อนไหวในฐานะของครอบครัวนี้ พวกชาวบ้านเลยเลือกที่จะเงียบกันหมด
ในเมื่อคนต้นเหตุอย่างเหมี่ยวไฉ่ชุนกับจางเยี่ยนจือก็ตายไปแล้ว
สองคนนั้นถูกพวกชาวบ้านที่เสียครอบครัวไปซ้อมจนตายคาที่ในคืนนั้นเอง
เว่ยหลี่เจิ้งไม่ได้ห้ามอะไรเลย เพราะในตอนที่โจรกำลังสังหารชาวบ้าน สองนางก็ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางสะใจอย่างที่สุด
สามีของเหมี่ยวไฉ่ชุนอย่างจางเฟิงเองก็ไม่ห้าม แถมยังบอกด้วยว่า
“เรื่องในครอบครัว ข้าจะเป็นคนสะสางมันเอง”
……
จนกระทั่งพวกเจ้าหน้าที่อำเภอทั้งหมดจากไป
หลิวซื่อที่สลบอยู่ก็ค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา
พอเห็นอินเมี่ยวอยู่ข้างเตียงก็ค่อยคลายกังวล
“เมี่ยวเอ๋อร์ ต่อไปนี้หากมีเรื่องใด เจ้าจงอย่ารับภาระไว้คนเดียวเถิด”
หลิวซื่อนอนอยู่บนเตียง กุมมืออินเมี่ยวพลางเอ่ยเบา ๆ
“เจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้อินเมี่ยวพลันคิดถึงคุณย่าในชาติที่แล้ว
แม้แต่คำพูดก็ยังเหมือนกันไม่มีผิด
อย่ารับมันไว้คนเดียวตลอดสิ...
หลังจากเดินออกมาจากห้องพักของหลิวซื่อ
อินเมี่ยวนั่งเหม่ออยู่ตรงขอบประตูอย่างนิ่งงัน
แค่ก แค่ก แค่ก…
เสียงไอแห้ง ๆ จากด้านในบ้านผู้ชายคนหนึ่งก็ดึงเธอกลับสู่ความเป็นจริง
เธออยากจะเข้าไปขอบคุณเขาสักหน่อย ส่วนเรื่องศพของพวกนั้นว่าเขาจัดการยังไง เธอก็ไม่คิดจะซักไซ้อีกแล้ว
ยังไงซะ “มือสังหารลับ” ก็เป็นสุดยอดผู้ช่วยสารพัดประโยชน์ไม่ใช่หรือไง?
แต่พออินเมี่ยวเดินเข้าไปแล้ว… เธอก็เสียใจทันที
ไม่ใช่แค่เสียใจ แต่ถึงขั้นอยากร้องไห้เลยด้วยซ้ำ
“ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้ของแพงนัก ของพวกนี้อย่างน้อยก็พอแลกเป็นเงินได้บ้าง เจ้ามิต้องเกรงใจ”
เซียวเสวียนสั่งให้หยุนเหอนำกล่องไม้กล่องหนึ่งออกมา
ข้างในคือหยกสารพัดแบบที่มีทั้งลวดลาย สี และขนาดไม่เหมือนกันสักชิ้น
และใช่… หยกพวกนี้ได้มาจากศพของโจรป่านั่นเอง
ทำไมมันต้องมีคนใส่หยกกันเยอะขนาดนี้ด้วยเนี่ย!?
พวกโรคประสาทรึเปล่า!?
แน่นอน ไม่มีพลาด
เสียงเตือนของระบบก็ดังขึ้นทันที:
【ติ๊ง~ หากเจ้าของภารกิจพลาดโอกาสในการรับหยกเหล่านี้ อาจส่งผลให้สูญเสียพื้นที่มิติได้】
อินเมี่ยวถึงกับน้ำตาซึมตอนรับกล่องนั้นมา
“ข้าขอบใจท่านจริง ๆ เจ้าค่ะ…”
ตอนนี้เธอเริ่มสงสัยหนักมากแล้วว่า ผู้ชายตรงหน้านี่ เป็นพวกเดียวกับระบบหรือเปล่า…
“มิเป็นไร”
เซียวเสวียนเข้าใจว่าอินเมี่ยวซาบซึ้งมาก
แม้แต่ตอนที่เธอเดินออกไป ยังเดินแทบไม่ตรงเลยด้วยซ้ำ
หยุนเหอ: “……”
ทำไมเขารู้สึกว่า…คุณหนูอินไม่ได้ดีใจเลยสักนิดล่ะ?
(จบบท)