เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 องครักษ์รับใช้/ บทที่ 41 บังเอิญเจอเข้า/ บทที่ 42 โจรป่า

บทที่ 40 องครักษ์รับใช้/ บทที่ 41 บังเอิญเจอเข้า/ บทที่ 42 โจรป่า

บทที่ 40 องครักษ์รับใช้/ บทที่ 41 บังเอิญเจอเข้า/ บทที่ 42 โจรป่า


บทที่ 40 องครักษ์รับใช้

ตอนที่เอาต้นกล้าผลไม้นั่นกลับมาบ้านสกุลอิน ทุกคนต่างก็คิดว่าปลูกไปก็คงไม่รอด ถึงจะรอดก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะออกผล...แต่พออินเมี่ยวได้ยินก็แค่หัวเราะแหะ ๆ แล้วก็เอาต้นกล้านั่นไปวางไว้ที่มุมหนึ่งของลานบ้าน บอกไว้แค่ว่าจะปลูกตอนที่ว่าง ๆ

ทุกคนในบ้านก็คิดว่าสิ่งที่ได้กลับมาครั้งนี้คงเพราะหยกสามชิ้นที่เซียวเสวียนยื่นให้แน่ ๆ อินเจิ้งหงถึงกับไปขอบคุณเขาอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ

ข้างในบ้าน นกแก้วเซียงรุ่ยพอเห็นอินเมี่ยวเดินเข้ามาก็บินกลับมานั่งบนไหล่ของเธอทันที

ส่วนเซียวเสวียนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ดูเหมือนจะเริ่มง่วงแล้ว พอได้ยินเสียงคนเข้ามาก็แค่ลืมตาขึ้นมองแบบขี้เกียจ ๆ เท่านั้น

อินเมี่ยวถือจานขนมถั่วลิสงอบมาให้หยุนเจียงพร้อมกับกระซิบว่า

“ฝากขอบคุณเจ้านายของเจ้าด้วยนะ เจ้าลองตรวจดูว่ามีพิษหรือไม่ ข้าจะไปแล้ว”

แต่เสียงเย็นใสดังขึ้นจากในห้อง

“แม่นางอินกลับมาแล้วหรือ”

อินเมี่ยวที่กำลังจะย่องออกเงียบ ๆ ถึงกับต้องหันกลับมา

“ขออภัย หากข้าทำให้คุณชายเซียวตื่น”

เซียวเสวียนเปลี่ยนชุดอีกแล้ว ตอนนี้เขาสวมชุดหรูผ้าไหมเรียบสีกรมท่า ดวงตาลึกล้ำมองอินเมี่ยวอย่างไม่วางตาพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นว่า

“ไม่ทราบว่าแม่นางอินวันนี้เปลี่ยนเป็นเงินมาได้เท่าใดเล่า”

เปลี่ยนเป็นเงินได้เท่าไหร่งั้นเหรอ...

อินเมี่ยวก็รู้ทันทีว่าเขาหมายถึงหยกสามชิ้นนั่น เธอก็เลยแกล้งทำเป็นใจเย็น ตอบว่า

“ข้ากับท่านพ่อไปต่อรองกับเจ้าของโรงจำนำอยู่นาน สุดท้ายก็ได้มาแค่หกตำลึงเงินเท่านั้นเพคะ”

มุมปากของหยุนเจียงกระตุกทันที หยกขาวเนื้อดีแต่ละชิ้นมูลค่าหลายร้อยตำลึงเลยนะ แม่นางคนนี้เล่นสามชิ้นได้มาหกตำลึง?

แต่เซียวเสวียนกลับยิ้มบาง ๆ แล้วว่า

“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณแม่นางอินสำหรับขนมถั่วลิสงนี้แล้ว”

“มิเป็นไรเพคะ”

ตอนที่อินเมี่ยวกำลังจะออกไป เธอก็ไม่ลืมหันกลับมาเตือนอีกว่า

“คุณชายเซียวคราวหน้าอย่ามอบหยกให้พวกเราอีกเลย ที่นี่คนไม่รู้ค่าของมัน เสียดายเปล่า ๆ เพคะ”

หยกหรู ๆ นั่นให้มาก็เหมือนสร้างภาระให้เธอเปล่า ๆ น่าจะให้เป็นเงินแท้ทองแท้มากกว่า

“เสียดาย ๆ... เสียดาย...” เซียงรุ่ยก็เสริมขึ้นมาอีก

“เช่นนั้น... ก็เป็นไปตามวาจาของแม่นางเถิด”

เซียวเสวียนกล่าว

อินเมี่ยวได้ยินก็พอใจ เดินออกจากเรือนชั้นในพร้อมกับเซียงรุ่ย

พออินเมี่ยวเดินจากไปแล้ว เซียวเสวียนก็สั่งเสียงเบา

“ให้คนไปตรวจสอบโรงจำนำทุกแห่งในเมือง ว่ามีใครนำหยกไปจำนำหรือไม่”

“ขอรับ”

หยุนเจียงตอบรับ จากนั้นก็หายเข้าไปในความมืด...

...

ตกค่ำ อินเมี่ยวตั้งใจเดินวนรอบลานหนึ่งรอบก่อนจะเล็ดลอดเข้าไปทางมุมหนึ่งของลานหลัง แล้วเข้าสู่มิติลับของเธอ

ทันทีที่เข้ามาในมิติ พื้นข้างเท้าของเธอก็มีต้นกล้าผลไม้กับต้นสมุนไพรที่ซื้อมาในตอนกลางวันเพิ่มขึ้นมาหลายต้น

ลุงวัยกลางคนที่ขายต้นไม้ให้พอได้รับข้าวหนึ่งถังก็เหมารวมต้นกล้าทุกต้นที่มีอยู่ข้างตัวส่งให้เธอหมดเลย แม้แต่ต้นสาลี่ก็รวมอยู่ด้วย คนในครอบครัวก็ไม่ได้สนใจนับว่ามีกี่ต้น เพราะงั้นต่อให้เธอแอบเอาเข้ามาไม่กี่ต้นก็ไม่มีใครรู้หรอก

พืชในมิตินี้โตไวอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าต้นไม้ผลจะสุกเร็วขึ้นได้ด้วยไหมนะ เธอคิดถึงรสชาติของผลไม้แทบแย่แล้ว

พอปลูกต้นกล้ากับสมุนไพรเสร็จ อินเมี่ยวก็กำลังจะฟังระบบสรุปผลการทำงานของวันนี้ ทันใดนั้นเสียงเซียงรุ่ยก็ดังขึ้นมาอย่างตกใจ

“มีคน มีคน มีคน...!”

หือ?

อินเมี่ยวทำหน้าสงสัยมองเจ้านกที่ร้องเสียงดังอยู่ตรงหน้า “คนอะไรของแก?”

【ติ๊ง~ สัตว์เลี้ยงสามารถตรวจจับว่ามีคนนอกอยู่รอบตัวท่านหลังจากเข้าสู่มิติ หากมีจะส่งเสียงเตือนให้ทราบ】

ระบบอธิบายขึ้นมา

มีฟังก์ชันดีขนาดนี้ด้วยเหรอ!?

แววตาอินเมี่ยวสว่างวาบ แต่ในใจยังแอบกังวลอยู่ ถ้าออกจากมิติตอนนี้แล้วไปเจอใครเข้าแย่แน่ เธอเลยถามเซียงรุ่ยอีกทีว่า

“ตอนนี้ยังมีคนอยู่ข้างนอกไหม?”

“ไม่มีคน ไม่มีคน...” เจ้านกตอบกลับมา

“โห ฟังก์ชันของแกนี่ยอดเลย งั้นแกอยู่ที่นี่ก่อนนะ ข้าออกไปดูเอง”

อินเมี่ยวไม่กล้าพาเซียงรุ่ยออกไปด้วย เลยออกจากมิติเพียงลำพัง โผล่มาที่มุมลานหลังบ้าน

ฟ้ามืดมิดจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย แต่สายตาของอินเมี่ยวก็ยังสามารถสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวได้เล็กน้อย คงเพราะชาติก่อนเธอเป็นพวกมีพลังพิเศษด้านประสาทสัมผัสดีเป็นทุนเดิม

รอบข้างเงียบสนิทไม่มีใครอยู่จริง ๆ มีเพียงเสียงกรนเบา ๆ จากบ้านดินใกล้ ๆ ที่ลอดออกมาจากหน้าต่างเท่านั้น

อินเมี่ยวกำลังจะเดินกลับเข้าห้องตัวเอง แต่แล้วก็เห็นเงาดำหนึ่งพุ่งข้ามกำแพงที่เพิ่งก่อสูงขึ้นใหม่หน้าลานบ้าน

เธอสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมกับขมวดคิ้วแน่น

ใครน่ะ? ดูยังไงก็ไม่ใช่คนในบ้านแน่ ๆ

หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง อินเมี่ยวก็ตัดสินใจตามไปทันทีอย่างรวดเร็ว

เงาดำนั่นมุ่งหน้าไปทางเขาฉางหลิง ซึ่งเธอรู้เส้นทางดีอยู่แล้ว อินเมี่ยวจึงตามติดไปอย่างคล่องแคล่ว

อยู่ตรงนั้นแหละ!

หลังจากที่เงานั่นหายไปอยู่พักหนึ่ง อินเมี่ยวก็เห็นแสงไฟลิบ ๆ ลอยออกมาจากป่าไกล ๆ

ใครกันแน่นะ? ดูจากจำนวนแสงไฟ... ไม่น่าจะใช่แค่คนเดียวด้วยสิ แต่เป็น... หลายคนเลย?

อินเมี่ยวแอบเดินไปตามเงาของต้นไม้และพุ่มไม้ แล้วค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้จุดที่มีแสงไฟ พอเข้าใกล้มากพอ เธอก็หมอบลงหลบในพุ่มไม้หนึ่ง

ด้านหน้ามีคนอยู่จริง ๆ! อินเมี่ยวเพ่งมองอยู่สักพัก กะด้วยสายตาแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยคน ส่วนชายที่อยู่หน้าสุดนั้น... เธอคุ้นหน้าดีเลยล่ะ

เซียวเสวียน!?

อินเมี่ยวขมวดคิ้วแน่นยิ่งกว่าเดิม หมอนี่จะมาเล่นอะไรอีกเนี่ย?

ด้วยระยะทางที่ยังห่างอยู่ บวกกับเสียงพูดของพวกนั้นที่เบามาก อินเมี่ยวก็เลยฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดอะไรกัน แต่อยู่ดี ๆ คนทั้งหมดที่เคยรวมกลุ่มกันกว่าร้อยก็แยกย้ายหายไปหมดอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที

อินเมี่ยวกำลังจะยืนขึ้นเดินกลับ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นว่า

“ออกมาเถิด”

“……”

อินเมี่ยวแข็งค้างอยู่หลังพุ่มไม้ — เรียกใครอะ? ไม่น่าจะใช่เธอใช่ไหม? หรือว่าจะมีใครมาแอบฟังอยู่เหมือนเธออีก?

เธอมั่นใจในทักษะสะกดรอยของตัวเองสุด ๆ เลยนะ

“แม่นางมิเคยกลัว ก็มิควรต้องซ่อนตนอีกต่อไป”

เสียงเดิมพูดขึ้นอีกครั้ง

แม่นาง?

หรือว่าคนที่แอบฟังอยู่อีกคนก็เป็นผู้หญิง?

อินเมี่ยวยังไม่ทันจะได้คิดจบ เงาหนึ่งก็ทอดผ่านลงมาข้างกายเธอ พอเธอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเซียวเสวียนยืนกอดอกมองเธอจากมุมสูง

“……”

อินเมี่ยวรู้สึกอับอายขึ้นมาทันที — เธอดันถูกคนในยุคโบราณจับได้เหรอ!?

ชีวิตที่เอาตัวรอดมาในยุคสิ้นโลกมันช่างสูญเปล่าจริง ๆ!

“แม่นางอินมีฝีมือไม่เลว เพียงแต่เคล็ดลับในการติดตามนั้น ยังต้องฝึกปรืออีกมาก”

เสียงของเซียวเสวียนเรียบจนดูไม่ออกว่าเขารู้สึกยังไง

“นั่นก็จริงเพคะ... สมควรฝึกอีกเยอะเลย”

อินเมี่ยวรับคำแบบเขิน ๆ

ดูเหมือนเซียวเสวียนจะไม่คิดว่าเธอจะรับคำเสียดสีเขาแบบตรง ๆ เขานิ่งไปนิดหน่อยก่อนจะพูดต่อว่า

“ไปเถิด ถึงเวลาต้องกลับแล้ว”

“เพคะ”

อินเมี่ยวพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย

ทั้งสองเดินเรียงกันกลับลงจากเขา ท่ามกลางอากาศเย็นชื้นยามค่ำคืนบนเขา อินเมี่ยวก็อดถามออกมาไม่ได้เพราะความสงสัย

“เมื่อครู่... คนพวกนั้น ข้ารู้สึกว่าไม่เคยเห็นในหมู่บ้านเลยนะเพคะ?”

“ล้วนเป็นองครักษ์ลับที่ข้าฝึกฝนไว้ในจวน แม่นางอินย่อมไม่เคยพบเห็นเป็นธรรมดา”

อินเมี่ยวตกใจนิดหน่อย ไม่คิดว่าเซียวเสวียนจะตอบตรง ๆ ขนาดนี้

“อ๋อ... แล้วปกติเขาพวกนั้น... กินอะไรกันหรือเพคะ?”

เธอถามต่อ เพราะถึงแม้จะเป็นองครักษ์ลับหรือพวกนักรบลับอะไรพวกนี้ ยังไงก็เป็นคนอยู่ดี แต่ไม่มีนิยายหรือซีรีส์ไหนเคยบอกเลยว่าคนพวกนี้เขาใช้ชีวิตยังไงบ้าง

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 41 บังเอิญเจอเข้า

อินเมี่ยวเห็นว่าเซียวเสวียนไม่ตอบอะไร ก็คิดว่าเขาคงไม่ได้ยิน เลยถามต่อ

“ท่านได้ให้เงินเดือนพวกเขา... เอ่อ ข้าหมายถึง มีให้เบี้ยจ่ายรายเดือนอะไรแบบนั้นหรือไม่?”

ถ้าไม่มีเงินเดือน แล้วพวกนักรบลับพวกนั้นจะยอมทำงานให้เขาได้ยังไงล่ะ?

แต่แล้วคนที่เดินนำหน้าอยู่กลับหยุดเท้าลงกะทันหัน เขาค่อย ๆ ก้าวกลับมาทางอินเมี่ยว แล้วโน้มตัวลงมาใกล้พลางถามเสียงเรียบเย็นว่า

“แม่นาง... เจ้าเป็นคุณหนูตระกูลอินจริงหรือไม่?”

แรงกดดันแผ่เข้ามาทันที ความสูงของอีกฝ่ายทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้อินเมี่ยวถอยหนีเลยแม้แต่น้อย

“หาใช่ไม่... ตระกูลอินนั้นสูญสิ้นไปนานแล้ว แม้ฐานันดรเดิมจักไม่เหลือ แต่ข้าก็ยังคงเป็นข้า อินเมี่ยวผู้นี้”

หญิงสาวยืดอกตอบกลับเสียงใสอย่างหนักแน่น

ถึงแม้ทั้งสองจะมองหน้ากันไม่ชัด แต่เซียวเสวียนก็หัวเราะขึ้นมาเบา ๆ หลังจากได้ยินคำตอบ

“เจ้าพูดได้ถูกต้องดีแล้ว สิ่งใดในอดีตก็แค่ฐานะหนึ่งเท่านั้น... กลับกันเถิด”

ว่าแล้วเขาก็หันหลังเดินกลับลงเขาไปอีกครั้ง

“……”

อินเมี่ยวไม่ได้พูดอะไรอีก เธอรู้ดีว่าตัวเองถามมากเกินไปแล้ว... คุณหนูบ้านไหนจะมาสนใจว่า ‘ข้ารับใช้’ บ้านอื่นเขากินอะไร ได้เงินไหม?

ทั้งคู่เดินเงียบ ๆ กันมาเรื่อย จนใกล้จะถึงหน้าบ้านสกุลอิน เซียวเสวียนก็พูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า

“สำหรับข้า พวกเขาคือผู้ภักดี ส่วนข้า... ก็คือผู้มีคุณธรรม พวกเขาไม่เหมือนทาสขายตัวที่ไร้ซึ่งอิสระ”

อินเมี่ยวฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ได้แต่พยักหน้ารับเบา ๆ

“อ๋อ... งั้นหรือ”

“เรื่องราวในคืนนี้ เจ้า... พึงทำเป็นว่ามิเคยพบเห็นจะดีกว่า”

เซียวเสวียนกล่าวต่อ

“ข้าทำเป็นไม่เห็นก็ได้... แต่ท่านต้องรับปากว่า ครอบครัวของข้าจะไม่ถูกท่านหลอกใช้หรือข่มขู่ในวันข้างหน้า”

อินเมี่ยวไม่ใช่คนโง่ ในเนื้อเรื่องต้นฉบับไม่ได้กล่าวถึงอ๋องเซวียนมากนัก เธอเองก็ไม่รู้จักนิสัยของเซียวเสวียนดีพอ รู้แค่ว่าเขาไม่ใช่คนอ่อนแอไร้พิษภัยอย่างที่แสดงออก ถึงแม้เขาจะเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตพ่อกับลุงสามของเธอ เธอก็ไม่อยากให้ครอบครัวของเธอต้องเป็นเหยื่อของใคร

“ข้ารับปาก”

คราวนี้เซียวเสวียนตอบทันทีโดยไม่ลังเล

อินเมี่ยวจึงเดินกลับเข้าห้องของตัวเองอย่างเงียบ ๆ แม้จะเกือบหลับแล้ว เธอก็ยังคงคิดเรื่องที่ว่า... พวกองครักษ์ลับบพวกนั้นจะไปทำอะไรกันแน่

...

ในเรือนด้านใน หยุนเจียงช่วยถอดเสื้อคลุมให้เซียวเสวียนพลางรายงานว่า

“นายท่าน... หน่วยอินได้ตรวจสอบโรงจำนำทุกแห่งในเมืองฉางหลิงเรียบร้อยแล้ว ไม่มีผู้ใดนำหยกทั้งสามชิ้นไปจำนำแม้แต่ชิ้นเดียวขอรับ”

“อืม... ข้ารู้แล้ว”

เซียวเสวียนยื่นมือไปรับถ้วยชาจากหยุนเหอ แต่มือเขาชะงักนิดหนึ่งก่อนจะเงียบไป ไม่เอ่ยอะไรอีก

...

รุ่งเช้า อินเมี่ยวก็ได้รับของที่รอคอยมานาน — ประตูไม้!

ฝีมือของฟางเทียนไห่ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ ทั้งวงกบและขอบประตูเรียบร้อยไม่มีเสี้ยนไม้ติดเลย อินเมี่ยวเลยตัดสินใจจะให้เขาทำประตูให้กับห้องของทุกคนในบ้านรวมถึงห้องของเซียวเสวียนด้วย

เพราะตราบใดที่เรื่องเกี่ยวกับเซียวเสวียน ระบบก็จะเปิดให้เธอหยิบเอาเสบียงในมิติออกมาได้โดยอิสระ

ถึงตอนเย็น อินป๋ออู่ก็หอบกระสอบข้าวใบโตไปบ้านของฟางเทียนไห่

“พี่อิน มานี่มีธุระอะไรรึ?”

หมู่บ้านฉางหลิงเป็นหมู่บ้านยากจน ห่างไกลไม่ค่อยมีคนแวะเวียนไปบ้านใครเล่น ฟางเทียนไห่กำลังจับมือลูกชายตัวเล็กเล่นม้าหมุนไม้ในบ้าน ไม่คิดว่าจะมีใครมาเคาะประตู แล้วยังหอบของมาให้อีก

“ข้าเห็นเจ้าทำประตูไม้ให้ลูกสาวข้าได้ดีนัก เลยอยากให้เจ้าทำอีกหลายบานให้ทุกห้องในบ้านเรา ที่บ้านไม่มีเงินเหลือแล้ว มีแต่ข้าวเท่านั้นที่พอจะใช้จ่ายตอบแทนได้ ไม่รู้เจ้าจะตกลงหรือไม่?”

อินป๋ออู่พูดได้คล่องจนชินแล้ว เพราะไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้าช่วยให้ลูกสาวเขาได้ใช้เสบียงในมิติ เขาก็พร้อมเต็มใจทั้งนั้น

“ตกลง ข้าเองก็ทำให้แม่หนูเมี่ยวเพื่อตอบแทนที่นางหาแป้งมันให้ข้า เรื่องค่าจ้างพวกนี้...”

ตั้งแต่นังหนูนำโชคปรากฏตัว ต่อมาทุกคนก็ได้กินของป่าจากบนเขา ฟางเทียนไห่ก็รู้สึกซาบซึ้งใจต่ออินเมี่ยวเสมอ ไม่เคยคิดจะเรียกร้องค่าตอบแทนใด ๆ เลย

“ใช่แล้วล่ะ หากเทียนไห่ว่างเมื่อใด ข้าก็จะให้เขาทำให้พวกท่านเอง ไม้ที่ใช้ก็เก็บมาจากเขา หาได้มีต้นทุนอันใดนัก อย่าได้ถือสาเลยเถิด”

เสียงของหวังหานเซียง ภรรยาของฟางเทียนไห่ดังขึ้นขณะเดินเข้ามาในห้อง ด้านหลังเธอยังมีเด็กหญิงวัยราวเจ็ดแปดขวบตามมาด้วย

“หามิได้! ช่างฝีมือหากมิรับสินน้ำใจก็ใช่ช่างฝีมือที่แท้จริงไม่แล้ว วันหน้าเรือนของข้าหากมีสิ่งใดชำรุด ก็ย่อมต้องรบกวนพวกท่านอีก ข้าวนี้ข้าวสารเอาไว้ที่นี่เถิด ข้าขอลาไปก่อน”

อินป๋ออู่โบกมือไปมาแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองเลยแม้แต่น้อย

“ท่านแม่! นี่มันเป็นข้าวจริง ๆ ด้วย!”

ฟางฟาง ลูกสาวคนโตของฟางเทียนไห่ เปิดถุงที่วางอยู่บนพื้นด้วยความตื่นเต้นแล้วร้องออกมา

“นี่มัน... อย่างน้อยก็ต้องห้าถังแน่ ๆ!”

หวังหานเซียงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เธอหันไปมองสามีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ข้าวห้าถังในตอนนี้ หากจะซื้อก็ต้องใช้เงินเกือบหนึ่งตำลึงเชียวนะ!

“เรายังเหลือข้าวอยู่เท่าใด?”

ฟางเทียนไห่ที่กำลังอุ้มลูกชายตัวน้อยถามขึ้น

“ไม่ถึงครึ่งถังแล้ว...”

หวังหานเซียงตอบพลางถอนหายใจหนัก ๆ บ้านของพวกเขาไม่มีที่ดินทำกิน รายได้ทั้งหมดมาจากงานไม้ของฟางเทียนไห่เท่านั้น และตอนนี้พวกเขาก็ซื้อข้าวแทบไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ

“งั้นก็รับไว้เถิด”

ฟางเทียนไห่มองดูบุตรชายบุตรสาวทั้งสอง ตอนนี้ไม่ใช่เวลามายึดถือศักดิ์ศรีอีกแล้ว...

...

ในมิติของอินเมี่ยว เธอมองดูถุงข้าวชุดที่สองที่ถูกใช้ไปมากกว่าครึ่งแล้วรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก ถ้าทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ภารกิจที่ต้องใช้เสบียงให้หมดภายในเวลาที่กำหนดก็ดูจะไม่ยากนัก

แต่ในขณะที่เธอกำลังทำตามคำแนะนำของระบบ นำหยกทั้งสามชิ้นไปวางไว้บนแท่นหินในศาลา เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้งในหัว

【ติ๊ง~ ขอแสดงความยินดีกับท่านเจ้าของมิติที่อัปเกรดมิติสำเร็จ จากนี้เป็นต้นไป พืชพันธุ์ประเภทธัญญาหารในมิติจะเก็บเกี่ยวได้ทุก ๆ 18 วัน】

“อัปเกรดอีกแล้วเหรอ!?”

อินเมี่ยวอุทานออกมา มันจะเร็วเกินไปไหมเนี่ย? ไม่ใช่ว่ายิ่งระดับสูงยิ่งอัปเกรดยากขึ้นเรื่อย ๆ หรอกเหรอ?

【หยกทั้งสามชิ้นเป็นหยกขาวมันเงาชั้นเลิศ หนึ่งชิ้นประเมินค่าได้เทียบเท่ากับหยกทั่วไปกว่าร้อยชิ้น ท่านโชคดีมาก】

“……”

นี่มันโชคดีตรงไหนเนี่ย... อินเมี่ยวแทบจะร้องไห้ออกมา

เพราะรู้สึกหงุดหงิด อินเมี่ยวเลยโยนข้าวฟ่างเต็มชามใส่ในเล้าของไก่สิบกว่าตัวในมิติ จากนั้นหลังออกจากมิติแล้ว เธอก็เดินลัดเลาะกลางความมืดไปที่ลานบ้าน เทข้าวฟ่างอีกหลายกำมือพร้อมข้าวสาลีให้กับแม่ไก่สามตัวและลูกไก่สิบกว่าตัวที่บ้านด้วย

พอทำเสร็จทั้งหมด เธอถึงได้เดินกลับห้องอย่างพึงพอใจ

...

เช้าวันถัดมา อินเมี่ยวก็ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงร้องด้วยความตกใจของเจินซื่อ พอเธอขยี้ตาเดินออกมาที่ลานบ้าน ก็พบว่าทุกคนในบ้านกำลังตื่นเต้นล้อมดูเจินซื่อที่ถืออะไรบางอย่างในมืออยู่

สิ่งที่เจินซื่อถืออยู่นั้นคือไข่ฟองใหญ่ฟองหนึ่ง

“พี่เมี่ยว! แม่ไก่บ้านเราวางไข่แล้วนะ!”

อินเฮ่อที่ยังไม่ได้ออกจากบ้านร้องบอกด้วยความดีใจ

“จริงเหรอ?”

อินเมี่ยวเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน นี่มันเป็นผลจากที่เธอแอบให้อาหารเมื่อคืนใช่ไหม?

“จริง ๆ ยังอุ่นอยู่เลย ลองจับดูสิ!”

เจินซื่อยื่นไข่ให้เธอเหมือนกำลังอวดสมบัติล้ำค่า นี่คือไข่ไก่จริง ๆ ไม่ใช่ไข่นกแบบที่เคยเห็นมาก่อน

สำหรับครอบครัวที่ไม่เคยเห็นแม่ไก่วางไข่มาก่อน การได้เห็นไข่ฟองนี้ถือเป็นเรื่องใหม่แสนพิเศษ ทั้งเช้าทุกคนก็คุยกันแต่เรื่องในเล้าว่ามีแม่ไก่กี่ตัวบ้าง

อินเมี่ยวเองก็เอาสมุนไพรชุดหนึ่งที่เธอฝังไว้ในลานบ้านเมื่อวันก่อน เดินตรงไปที่บ้านของซูหว่านเฟิง ตั้งใจจะไปแลกเป็นเงินเพิ่มอีกหน่อย

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 42 โจรป่า

ตอนที่อินเมี่ยวมาถึงบ้านซูหว่านเฟิง เธอก็เห็นเสื้อผ้ากองหนึ่งที่เปื้อนเลือดวางอยู่ตรงหน้าประตูพอดี

“เจ้าจ้าวต้าเกอจื่อจากหมู่บ้านข้าง ๆ เจอโจรป่าตอนขากลับน่ะสิ ชายฉกรรจ์หลายคนโดนฆ่าตายหมด เหลือแค่เจ้านี่ที่ยังรอดกลับมาได้แบบหืดขึ้นคอ เฮ้อ...”

ย่าฮวาไม่รู้มาอยู่ข้าง ๆ อินเมี่ยวตั้งแต่เมื่อไหร่ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้า

“โจรป่าอีกแล้วหรือเจ้าคะ?”

อินเมี่ยวพลันนึกถึงโจรสามคนที่พวกเธอเคยเจอเมื่อนานมาแล้ว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงยังมีโจรป่าโผล่มาอีก?

“ยิ่งช่วงไหนบ้านเมืองวุ่นวาย โจรป่ามันก็ยิ่งกำเริบใหญ่กันทั้งนั้น คนพวกนั้นล้วนแต่เป็นพวกที่ไม่เห็นค่าชีวิตตัวเองทั้งสิ้น”

ย่าฮวาพูดพลางถอนหายใจ แล้วเดินเข้าไปในครัว

อินเมี่ยวเดินเข้าไปในบ้านก็พบว่ามีคนยืนล้อมกันอยู่เต็มไปหมด หญิงคนหนึ่งร้องไห้ทั้งด่าทั้งโวยวาย สาปแช่งพวกโจรอย่างไม่หยุด ส่วนอีกสองคนที่อยู่ใกล้ ๆ กัน เธอกลับจำได้ว่าเป็นคนรู้จัก

“เจ้าเองรึ?”

จ้าวคนที่สามกับจ้าวคนที่สี่ก็เห็นอินเมี่ยวเช่นกัน

อินเมี่ยวพยักหน้าทักเบา ๆ แล้วแอบชะโงกหน้าเข้าไปดูข้างใน คนที่นอนอยู่บนเตียงไม่ใช่ใครอื่น คือจ้าวม่านนั่นเอง

แม้พวกพี่น้องตระกูลจ้าวเคยคิดจะแย่งหัวเผือกไปจากเธอ แต่เธอก็ไม่ได้เกลียดพวกเขา ขนาดวันนั้นยังเป็นเพราะพวกเขาที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของชาวบ้านให้

“คุณหนูอาจต้องรอสักครู่แล้ว”

ซูหว่านเฟิงเองก็เห็นอินเมี่ยว ส่วนอินเฮ่อกำลังถือกะละมังน้ำเปื้อนเลือดอยู่ในมือ ใบหน้าตึงเครียดจ้องดูซูหว่านเฟิงอย่างไม่ละสายตา

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านทำธุระของท่านไปเถิด ข้าไม่รีบ”

อินเมี่ยววางตะกร้าใส่สมุนไพรลงอย่างเบาใจ แต่ในใจกลับเริ่มคิดอะไรขึ้นมา

ตอนที่พวกเธอเจอพวกโจรสามคนนั้น ก็เห็นว่าเจ้าหน้าที่พูดว่าจะกวาดล้างรังโจรจนหมด นี่มันยังโผล่มาอีกแล้ว... แปลว่าทางการจัดการไม่สำเร็จ? หรือว่าพวกโจรสามคนที่ถูกจับตอนนั้น ถูกปล่อยตัวไป? ถ้ารวมกับข้อมูลที่หลุดจากปากหลัวต้าจื้อแล้วล่ะก็...

อินเมี่ยวก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาจริง ๆ

“พวกโจรนี่มันเลวจริง ๆ ทั้งปล้นข้าว ยังฆ่าคนไม่เว้น!”

จ้าวคนที่สี่เอ่ยอย่างโกรธจัด

“ข้าบอกให้พี่ชายออกนอกบ้านให้น้อยลงแล้ว แต่ก็ไม่ฟังเอาเสียเลย”

จ้าวคนที่สามทั้งห่วงทั้งเครียด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“พวกท่านรู้ไหม ว่าพวกโจรนั่นมีอยู่กี่คน?”

อินเมี่ยวลองถามดู

“ใครจะไปนับได้ล่ะ อย่างน้อยก็น่าจะมีตั้งสองสามร้อยล่ะมั้ง?”

จ้าวคนที่สี่ตอบทันที

“มิใช่เพียงเท่านั้น ข้าได้ยินว่ามีราวห้าร้อยคนทีเดียว”

ซูหว่านเฟิงพูดขึ้นโดยไม่ละสายตาจากบาดแผลตรงหน้าเลย

“ตั้งห้าร้อยเชียวรึ...”

อินเมี่ยวนั่งลงด้วยความกังวล ราชการไม่น่าจะกล้าปล่อยพวกนั้นออกมาหรอกนะ...

“โชคดีนัก ที่ได้หญ้าห้ามเลือดของท่ามาใช้ ไม่เช่นนั้นเกรงว่าเลือดของพี่จ้าวคงจะหยุดไม่อยู่แล้ว”

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ซูหว่านเฟิงก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดี

“ท่านหมอ! เช่นนั้น... ท่านว่าพี่จ้าวยังมีหวังใช่หรือไม่?”

หญิงผู้หนึ่งถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ตอนนี้เลือดหยุดไหลแล้ว หากเขาไม่เป็นไข้หนักภายหลัง ก็ย่อมรักษาได้แน่นอน”

ซูหว่านเฟิงในตอนนี้เหงื่อเต็มหน้าผาก อินเฮ่อรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าแห้งสะอาดไปให้ทันที

ทุกคนพากันขอบคุณซูหว่านเฟิงกันยกใหญ่ แต่เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม จ้าวม่านที่นอนอยู่บนเตียงก็เริ่มมีไข้ขึ้นสูงจนได้

ในขณะนั้น อินเมี่ยวกำลังช่วยซูหว่านเฟิงตรวจดูสมุนไพรในตะกร้าอยู่ พอเห็นสถานการณ์แบบนั้น เธอก็อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ เดินไปยังครัวเงียบ ๆ

ในครัวไม่มีใครอยู่ อินเมี่ยวหยิบชามใบหนึ่งขึ้นมา ใส่น้ำจากมิติลงไปครึ่งชาม แล้วเดินกลับไปยังห้องที่กำลังรักษาจ้าวม่านอยู่

“ให้เขาดื่มน้ำนี่ดูสิ อาจจะดีขึ้นบ้าง”

อินเมี่ยวพูดขึ้น

จ้าวม่านในตอนนั้นหายใจหอบอย่างไร้สติ พอเห็นว่าซูหว่านเฟิงไม่ห้ามอะไร อินเฮ่อก็รีบรับชามไปป้อนน้ำให้เขาทันที

ดูเหมือนว่าเขาจะกระหายน้ำจริง ๆ น้ำครึ่งชามนั่นถูกดื่มจนหมดในพริบตา

เมื่อเห็นว่าจ้าวม่านเริ่มหลับลงอย่างสงบ อินเมี่ยวก็สะพายตะกร้าเปล่ากลับบ้าน

แต่พอกลับมาถึง เธอกลับยังมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ แถมยังยืนเหม่ออยู่หน้าเล้าไก่นานสองนาน

“เมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไปหรือไม่?”

อินป๋ออู่ที่เพิ่งโม่ข้าวสาลีหนึ่งถังเสร็จ เดินออกมาจากลานหลังบ้าน ก็เห็นลูกสาวของเขายืนครุ่นคิดอยู่คนเดียว

“ท่านพ่อ ข้าเพิ่งไปที่บ้านท่านหมอซูมา มีคนในหมู่บ้านโดนโจรป่าฟันจนตาย มันน่ากลัวมากเลย…”

อินเมี่ยวพูดด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

“อย่ากลัวไปเลย ออกไปข้างนอกเมื่อใด พ่อจะปกป้องเจ้าเอง”

อินป๋ออู่เข้าใจว่าลูกสาวกำลังหวาดกลัวเรื่องโจรป่า

แต่แล้วอินเมี่ยวก็ส่ายหน้า ก่อนจะเล่าเรื่องที่เธอกังวลออกมาให้พ่อฟัง

หลังจากได้ฟัง อินป๋ออู่ก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที เพราะก่อนหน้านี้เขารู้แค่ว่าภรรยาและลูกสาวเคยเจอโจรป่าแต่รอดมาได้ ไม่เคยรู้เลยว่าหลัวต้าจื้อดันไปปากพล่อยบอกข้อมูลลับพวกเขาออกไป

“อา... ว่าไปก็จริง ข้ายังจำได้ว่าหลัวต้าจื้อพูดอยู่เหมือนกัน ว่าพวกเรานี่แหละเป็นคนที่เคยโดนเนรเทศมา”

เว่ยซื่อที่อยู่ใกล้ ๆ พอฟังก็นึกขึ้นได้ พวกเธอเองวันนั้นก็มัวแต่ตกใจจนลืมเรื่องนั้นไปเลย

“ถ้าหากพวกโจรสามคนนั้นถูกปล่อยออกมาจริง ๆ ก็ไม่แน่ว่าพวกเราจะถูกตามล้างแค้น…”

อินเฉิงอวิ๋นก็พูดขึ้นอย่างกังวล

“แล้วจะทำเช่นไรดี? หรือว่าเราต้องย้ายบ้านกันจริง ๆ ?”

หลิวซื่อถึงกับหน้าเสีย

“ท่านแม่อย่าเพิ่งตกใจไปนัก บางทีพวกนั้นอาจจะไม่ได้ถูกปล่อยออกมาก็เป็นได้”

อินป๋อเหวินรีบปลอบ

“พวกขุนนางในเมืองนี้ก็ช่างกระไร รับปากว่าจะจัดการโจรป่าให้ แต่ดูสิ ตอนนี้โจรยิ่งเหิมเกริมกว่าเดิมเสียอีก!”

เจินซื่อเอ่ยขึ้นด้วยความโกรธ

“ถึงอย่างไรก็ยังไม่รู้แน่ชัด แต่พวกเราควรเตรียมตัวไว้ก่อนจะดีกว่า”

ในแววตาของอินป๋ออู่เริ่มปรากฏแววแข็งกร้าว

“พี่ใหญ่คิดจะเตรียมตัวเช่นไร?”

อินเฉิงอวิ๋นเอ่ยถาม

“พรุ่งนี้ข้าจะลองไปที่ว่าการอำเภอ สอบถามข่าวสารดู อีกทั้งเราควรจัดเตรียมอาวุธป้องกันตัวไว้บ้าง หากพวกโจรจะมาหาหยั่งเชิง ไม่ใช่มาเป็นกองทัพใหญ่ เราก็ยังมีหวังรับมือได้เอง”

อินป๋ออู่วิเคราะห์สถานการณ์ออกมาช้า ๆ เพียงแต่ไม่มั่นใจนักว่าจะหาข่าวสารจากทางการได้จริงหรือไม่

“ท่านมีฐานะลำบากในการออกหน้า ให้พวกเราผู้หญิงไปเถิดจะดีกว่า”

สามสะใภ้คุยกันแล้วตัดสินใจขึ้นเอง

“ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะขับรถม้าพาพวกเจ้าไปเอง”

อินป๋ออู่พยักหน้ารับ เห็นด้วยว่าถ้าให้เว่ยซื่อกับคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไปถามเอง น่าจะได้ผลมากกว่า

อินเมี่ยวเองก็อดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ ถ้าพลังพิเศษจากชาติที่แล้วติดตัวเธอมาด้วยก็คงดีไม่น้อย ตอนนั้นเธอยังไปถามระบบด้วยซ้ำ แต่ระบบก็บอกว่า "ไม่มีทางเป็นไปได้"

อย่างน้อยโชคดีก็ยังมี ถึงตอนนั้นเธอจะมีพลังช้า แต่ร่างกายแข็งแกร่งเพราะฝึกฝนมาตลอด ถ้าเกิดศัตรูมาอีก เธอก็ไม่มีทางปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้อีกแน่นอน…

...

ณ เวลานั้น บนถนนสายหนึ่งที่เชื่อมจากหมู่บ้านต้ามู่ไปยังหมู่บ้านฉางหลิง มีเกวียนสีชาดคันหนึ่งกำลังสั่นคลอนไปตามพื้นทางที่ขรุขระ เต็มไปด้วยหินลูกรัง

แดดจัดจ้า ข้างในเกวียน จางเยี่ยนจือกำลังนั่งอย่างสบายใจเคียงข้างมารดา เหมี่ยวไฉ่ชุน

“ท่านแม่ ข้าว่าคนเราต้องพึ่งตนเองจริง ๆ เกวียนแบบนี้ข้าขอนั่งเป็นของตัวเองยังจะสบายกว่าอีก”

จางเยี่ยนจือพูดยิ้ม ๆ

“ก็เพราะคุณชายรองตระกูลเซวี่ยเอ็นดูเจ้าน่ะสิ ดูท่าว่าถ้าเจ้าได้แต่งเข้าไปเป็นสะใภ้แล้วล่ะก็ อาจได้แทนที่ภรรยาหลวงที่มีลูกไม่ได้ก็เป็นได้!”

เหมี่ยวไฉ่ชุนกระซิบข้างหูลูกสาวก่อนจะหัวเราะกันเบา ๆ อย่างรู้กัน

ทันใดนั้น

“อ๊ากกกกก!”

เสียงกรีดร้องของสารถีดังขึ้นจากด้านนอก จางเยี่ยนจือรีบชะโงกหน้าไปมอง เห็นรอยเลือดสดปรากฏขึ้นบนผ้าใบสีน้ำตาลที่กั้นระหว่างเกวียนกับหน้ารถ!

“คนข้างใน อยากมีชีวิตก็ออกมาซะ!”

เสียงฝีเท้าม้าและเสียงหัวเราะของพวกชายฉกรรจ์ดังสนั่น แม่ลูกในเกวียนหน้าถอดสีพร้อมกันทันที

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 40 องครักษ์รับใช้/ บทที่ 41 บังเอิญเจอเข้า/ บทที่ 42 โจรป่า

คัดลอกลิงก์แล้ว