เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 ยกสูงกำแพงรั้ว/ บทที่ 38 ความเรียบร้อย…พังทลายแล้ว/ บทที่ 39 ซื้อกล้าต้นไม้ผล

บทที่ 37 ยกสูงกำแพงรั้ว/ บทที่ 38 ความเรียบร้อย…พังทลายแล้ว/ บทที่ 39 ซื้อกล้าต้นไม้ผล

บทที่ 37 ยกสูงกำแพงรั้ว/ บทที่ 38 ความเรียบร้อย…พังทลายแล้ว/ บทที่ 39 ซื้อกล้าต้นไม้ผล


บทที่ 37 ยกสูงกำแพงรั้ว

ก่อกำแพงหรือ?

อยู่ ๆ อินป๋ออู่ก็ถึงกับนิ่งไปเลย เขาเคยนำทัพ เคยออกรบ เคยเข้าเฝ้าราชสำนัก แต่ว่า...ก็ไม่เคยยกกำแพงสักทีสิ!

อินเมี่ยวมองดูคนในครอบครัวที่อยู่รอบตัว เห็นแต่ละคนทำหน้างุนงงมองตนเองอย่างไม่เข้าใจ ก็ได้แต่ถอนหายใจอยู่ในใจ

คนที่ถูกเนรเทศมาที่นี่ ส่วนใหญ่ชีวิตจะน่าสงสารสุด ๆ บางคนก็ตายไป บางคนก็แค่เอาตัวรอดแบบลำบาก แต่บ้านพวกเขานี่สิ ไม่ใช่แค่อยู่ดีมีสุขอย่างเดียว ยังมีรถม้า มีผักในสวนหลังบ้านอีก

ความเรียบง่ายของคนในหมู่บ้านมันอยู่บนพื้นฐานของการมีฐานะพอ ๆ กัน ถ้าบ้านไหนดูดีมีอะไรโดดเด่นเกินหน้าเกินตา คนอื่นก็จะเริ่มจ้องจะหาเรื่องเอา

กำแพงรั้วเตี้ย ๆ แบบนี้มันก็แทบไม่ต่างอะไรกับไม่มีเลย สู้ทำให้สูงขึ้นจะดีกว่า

“เมี่ยวเอ๋อร์ ที่เจ้าว่านี้...หมายความว่าเราควรเลี่ยงไม่ให้เป็นที่สนใจของคนอื่นไปทุกทางเลยหรือ?”

อินเจิ้งหงคิดตามออก ถึงได้เข้าใจขึ้นมาทันที

“ควรจะใช่เจ้าค่ะ การที่พวกเขารู้ว่าเรามีรถม้าก็เรื่องหนึ่ง แต่การที่พวกเขาได้เห็นมันอยู่ทุกวัน...มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

อินเมี่ยวเคยผ่านยุคสิ้นโลกมากับตัวเอง เธอรู้ดีว่าถ้าซ่อนของไม่ดี ต่อให้มีกฎหมายก็อาจจะถึงตายได้ ที่นี่แม้จะมีกฎหมาย แต่แก่นแท้ก็ไม่ต่างกันนักหรอก

“ไม่มีใครในบ้านเราก่อกำแพงเป็นเลย เอาไว้รอให้หลัวต้าจื้อกลับมา ค่อยถามเขาดูว่าเขาพอจะช่วยได้หรือเปล่า”

ในสายตาของอินป๋อเหวิน หลัวต้าจื้อกับครอบครัวของเขาเหมือนจะทำได้ทุกอย่าง แม้แต่การก่อกำแพงดินก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร แค่ถ้าต้องจ้างเขาจริง ๆ ก็คงต้องเสียเงินอยู่ดี

“เมี่ยวเอ๋อร์...เงินของเจ้ายังพอใช้ได้อยู่หรือไม่?”

เจินซื่อถามขึ้น ตอนนี้เรื่องรายรับรายจ่ายในบ้านล้วนเป็นเมี่ยวเอ๋อร์ที่ดูแล เหมือนกับเมื่อก่อนที่เรื่องใช้จ่ายในจวนจะเป็นหน้าที่ของเว่ยซื่อ

“น่าจะยังไม่เป็นปัญหาเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวลองคิดดูคร่าว ๆ เงินในมือเธอก็ยังพอมีอยู่สี่ห้าตำลึง ถ้าเอาข้าวสารมาใช้แทนเงินได้ก็คงจะดีไม่น้อย

ตอนบ่าย หลัวต้าจื้อที่เพิ่งกลับมาจากไร่ ก็รีบตอบตกลงแบบไม่ลังเลเลย พวกบ้านหลัวเคยสร้างบ้านตอนรุ่นปู่ของหลัวเสี่ยวเป่า ก็คือหลัวติ้งข่ายนั่นแหละ การก่อกำแพงสูงขึ้นมันเลยกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย

แต่อย่างไรก็ดี ตอนกลางคืน อินเมี่ยวก็ยังให้อินป๋ออู่ไปหาพวกเขาที่บ้าน

ครอบครัวหลัวที่กำลังนั่งอยู่รอบโต๊ะไม้ มองดูถุงข้าวสารบนโต๊ะด้วยสีหน้างง ๆ

“ตอนนี้พวกเราก็ไม่มีเงินเท่าใด ถ้าหากพวกท่านเต็มใจจะช่วยจริง ๆ ก็มีเพียงข้าวสารนี่ล่ะ ที่พอจะเป็นค่าตอบแทนได้”

อินป๋ออู่อธิบาย

“อ้าว ๆ เอากลับไปเถิด เอากลับไปเถิด ก็แค่ฉาบดินสักไม่กี่ชั้นเท่านั้นเอง มิจำเป็นต้องเอาของมาให้พวกเราหรอก!”

หลัวติ้งข่ายรีบคว้าถุงข้าวมาจะยัดคืนให้อินป๋ออู่ แต่พอถือขึ้นมาก็รู้ทันทีว่า ข้าวสารนี่น่าจะมีตั้งสองโต่วแน่ ๆ

“แบบนั้นมิได้ ถ้าพวกท่านไม่รับล่ะก็ พวกเราจะไปหาคนอื่นมาทำแทนก็แล้วกัน”

อินป๋ออู่คิดในใจด้วยซ้ำว่าให้แค่นี้ยังน้อยไป แต่ก็อย่างที่เมี่ยวเอ๋อร์พูด ถ้าให้เยอะไปอาจจะโดนสงสัยเอาได้

“บ้านใกล้เรือนเคียงกันแท้ ๆ ยังจะต้องมีพิธีรีตองกันอีกหรือ?”

มาถึงตอนนี้ หม่าชุ่ยฮวาก็ยังอดแอบเหล่ถุงข้าวไม่ได้ ข้าวแค่นี้ถ้าประหยัดกินดี ๆ ก็เลี้ยงพวกเขาได้เป็นเดือนเลยล่ะ

เห็นอินป๋ออู่ยังไงก็ไม่ยอมรับคืน ครอบครัวหลัวเลยได้แต่จำใจรับเอาไว้

วันถัดมา ลานในบ้านตระกูลอินก็เริ่มคึกคักขึ้นมาเลย

ในชนบทพวกนี้ไม่มีเงินพอจะใช้พวกอิฐหรือกระเบื้อง บ้านที่ดีหน่อยก็ใช้ดินอัดเป็นก้อนอิฐแบบง่าย ๆ เอาดินโคลนใส่ในแบบไม้สี่เหลี่ยม จากนั้นก็เอาดินเหนียวอัดแน่น ก็กลายเป็นอิฐดิน ส่วนแบบบ้าน ๆ เลยก็เอาดินฉาบกำแพงไปตรง ๆ แล้วค่อยใช้ไม้กลมเป็นเสาค้ำกับคานไม้ให้พอรับน้ำหนักได้

คิดกันว่าแค่จะยกกำแพงนอกให้สูงขึ้นบังสายตาคนก็พอแล้ว ทุกคนเลยเห็นตรงกันว่าแค่ใช้ดินฉาบก็พอ ส่วนโครงไม้ก็ใช้พวกไม้กลมรองรับเอา

เว้นแค่เว่ยซื่อกับอินเมี่ยวเท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อวานอินป๋ออู่เอาข้าวไปให้ครอบครัวหลัว ส่วนคนอื่นในบ้านเห็นหลัวต้าจื้อขนกระบุงโคลนมาหลายใบ ก็พากันเข้าไปช่วยกันทันที

คนที่ดี๊ด๊าที่สุดก็เห็นจะเป็นหานเอ๋อร์กับหลัวเสี่ยวเป่านี่แหละ ทั้งคู่เล่นโคลนกันอยู่ดี ๆ ก็ปาใส่กันจนกลายเป็นสงครามโคลนไปเลย

เว่ยซื่อเห็นหานเอ๋อร์ตัวเลอะเทอะไปหมดแล้ว ก็เลยปล่อยเลยตามเลย ปล่อยให้ไปเล่นกลายเป็นเด็กโคลนไปพร้อมหลัวเสี่ยวเป่าแบบสบายใจ

อินเมี่ยวยืนดูคนทำโคลนในลานบ้านอยู่สักพัก พอเห็นว่าน่าจะไม่มีอะไรให้ช่วยแล้วก็หันหลังกลับเข้าไปในห้องครัว จากนั้นก็ล้างข้าวหม้อใหญ่หนึ่งหม้อ แล้วเทข้าวใส่ลงหม้อ เตรียมจุดไฟหุงให้สุกแบบอบ

ข้าวสารในโอ่งก็ลดลงไปอีกชั้น อินเมี่ยวเอามือล้วงเข้าไปในโอ่งข้าวแค่ไม่กี่วินาที ข้าวสารก็เพิ่มกลับขึ้นมาเหมือนเดิม

“จริง ๆ ข้าวนี่ก็เก็บกินได้นานอยู่นะ เห็นไหมโอ่งข้าวเรา กินมาตั้งหลายวันแล้ว มันก็ยังแทบไม่ลดลงเลย”

เจินซื่อที่กำลังเย็บผ้าอยู่คุยกับหม่าชุ่ยฮวาที่อยู่บ้านข้าง ๆ อย่างออกรส

“จริงแท้แน่นอน ข้าเองก็เหมือนกัน ปกติที่บ้านเราก็ต้องประหยัดกินเหมือนกัน”

หม่าชุ่ยฮวาได้แต่ถอนหายใจในใจ ดูท่าบ้านนี้เองก็ต้องรัดเข็มขัดอยู่เหมือนกัน

เว่ยซื่อที่เผลอเกือบเอาเข็มแทงมือตัวเอง ก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุย

“ข้าได้ยินมาว่าพอใกล้เข้าหน้าร้อน หมู่บ้านเราจะต้องเสียภาษีให้ทางการมิใช่หรือ? พวกเราบ้านที่ไม่มีที่นาเองก็ต้องเสียด้วยหรือไม่?”

“จริงแท้แน่แล้ว บ้านไหนมีที่ดินก็ต้องเสียภาษีที่นา ส่วนพวกที่ไม่มีที่ก็เสียภาษีครัวเรือนแทน แต่ภาษีครัวเรือนจะเบากว่ามาก ยกเว้นเสียแต่ว่าพวกท่านจะเป็นบ้านมั่งมีเงินทองขึ้นมา”

พอพูดเรื่องเสียภาษีขึ้นมา หม่าชุ่ยฮวาก็ถึงกับปวดหัว บ้านพวกนางมีอยู่ไม่กี่หมู่ที่นา ปีนี้ฝนฟ้าก็ไม่เห็นใจ คนทำไร่ทำนาก็แทบไม่ได้อะไรเลย เดือนกว่า ๆ มานี่แทบไม่มีฝนตก จะเก็บเกี่ยวก็ยังไม่ได้ ครั้นจะเก็บผลผลิตก็ยังต้องแบ่งให้ทางการตามขนาดพื้นที่อีก ถ้าผลผลิตไม่ดี ก็คือเหนื่อยเปล่ากันทั้งครอบครัว

“เรื่องฐานะร่ำรวยหรือยากจน ยังมีคนมาตรวจดูถึงบ้านเลยหรือ?”

จางซื่อถามขึ้นมา

“โดยมากก็ไม่ต้องหรอก แค่ให้ผู้ใหญ่บ้านเขารายงานขึ้นไปก็พอ”

คำตอบของหม่าชุ่ยฮวาก็ทำให้พวกนางใจชื้นขึ้นมาบ้าง ถ้าหากมีเจ้าหน้าที่จากทางการมาจริง ๆ บ้านนี้ก็มีผู้ชายหลายคน คงต้องให้พากันหลบหน้าไว้ก่อน

ตอนเที่ยง ครอบครัวหลัวไม่ได้มาร่วมกินข้าวที่บ้านอิน เพราะบ้านนี้จนขนาดไม่มีที่ให้นั่ง เว่ยซื่อเลยยกข้าวสวยขาวครึ่งกะละมัง กับกับข้าวเล็ก ๆ น้อย ๆ สองอย่างไปให้หม่าชุ่ยฮวาแทน

หม่าชุ่ยฮวาได้แต่ขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดว่าทางบ้านอินตั้งใจหุงข้าวขาวเลี้ยงแขกโดยเฉพาะ ไม่รู้เลยว่าบ้านนี้จริง ๆ แล้วกินข้าวขาวหรือแป้งขาวกันเป็นปกติอยู่ทุกมื้อ

“วันนี้ข้าถึงกับเข้าใจแจ่มแจ้งว่า ต่อไปพวกเราต้องเสียภาษีแบบแยกครัวเรือนแล้ว เว่ยหลี่เจิ้งเขาก็พยายามจะเตือนพวกเรานั่นล่ะ เช่นนั้นก็ควรอยู่กันเงียบ ๆ ภายในบ้าน พวกเจ้าออกไปข้างนอกก็อย่าอวดอ้างใด ๆ บอกออกไปแค่ว่าพวกเราก็กินแต่รำกับผักดองเท่านั้นก็พอ”

หลังมื้ออาหาร อินเจิ้งหงก็กล่าวกับคนในบ้าน

“ข้าวสารแค่นี้ไม่รู้ว่าจะประคองไปได้ถึงเมื่อไร ไหนจะต้องเสียภาษีอีก ถ้าเราไม่มีเงินเสียภาษี แล้วจะทำเช่นไรดีเล่า?”

จางซื่อพูดอย่างเป็นกังวล

อินเมี่ยวได้ยินก็กลับรู้สึกดีใจขึ้นมานิดหน่อย อย่างน้อยตอนนี้ทุกคนก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ถ้าจะอยู่ให้รอด ก็ต้องใช้ชีวิตแบบ “สมถะอย่างมีชั้นเชิง” แล้วล่ะนะ

“ตระกูลอินยากจนมากหรือ?”

ในห้องด้านใน เซียวเสวียนที่ได้ยินเสียงพูดคุยจากด้านนอก ก็เอ่ยถามขึ้น

“จนมาก...ขอรับ”

หยุนเจียงตอบ เขาไม่เคยเห็นความจนขนาดนี้มาก่อน พูดให้ชัดก็คือไม่เคยเห็นหมู่บ้านที่จนกันทั้งหมู่บ้านขนาดนี้เลย

“เช่นนั้นก็ลำบากพวกเขาแล้วล่ะ...ว่าแต่ช่วงนี้หยุนป๋อเองก็น่าจะใกล้จะมาถึงแล้วกระมัง”

เมื่อคิดถึง “หยุนป๋อ” ที่ยังไม่มาสักที แววตาของเซียวเสวียนก็พลันเย็นเฉียบขึ้นมา

“ทูลนายท่าน กำหนดการคือภายในสองวันนี้ขอรับ”

หยุนเจียงก้มศีรษะตอบ

เซียวเสวียนยืนอยู่ข้างหน้าต่าง พยักหน้าช้า ๆ ลมอ่อน ๆ พัดผ่านมากระทบผิว เขาก็อดไม่ได้ที่จะไอขึ้นมาอีกครั้ง หยุนเหอก็รีบเดินเข้ามาจะพยุงเขาไปนอนพักที่เตียง แต่กลับถูกเขาปัดมือไว้

“ไม่จำเป็น ข้าเพียงนั่งตรงนี้ก็พอแล้ว”

เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นมา ผ่านแสงแดดที่ลอดผ่านช่องนิ้ว มองออกไปยังแสงอาทิตย์สดใสนอกลานด้วยแววตาโหยหา

นั่นเป็นมือที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีร่องรอยของน้ำร้อนในคุกใต้ดินของแคว้นเป่ยโร่วที่เคยทำให้เนื้อหลุดลอกจนเป็นแผลเหวอะหวะ กลิ่นของลมในที่แห่งนี้เป็นกลิ่นหญ้าฤดูใบไม้ผลิปนดินชื้น ไม่ใช่กลิ่นเหม็นคลุ้งจากช่องระบายอากาศในคุกที่ปะปนเสียงกรีดร้องโหยหวนของนักโทษ

ได้มีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้...มันช่าง...ดีเหลือเกินจริง ๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 38 ความเรียบร้อย…พังทลายแล้ว

ในที่สุดรั้วรอบบ้านตระกูลอินก็ถูกยกให้สูงขึ้น จนเท่ากับฝั่งบ้านหลัว แม้จะเป็นแค่กำแพงดินที่ดูเหมือนจะพังได้ทุกเมื่อ แต่ตอนนี้จากภายนอกก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรในลานบ้านได้อีกต่อไป

แต่เพื่อไม่ให้คนอื่นแอบจ้องจะเล่นงานอีก ครอบครัวอินก็เลยช่วยกันย้ายม้าทั้งสามตัวกับรถม้าคันหนึ่งไปไว้ยังลานหลังบ้านที่ไม่ค่อยกว้างนัก

ทางด้านเหมี่ยวไฉ่ชุนที่ไม่ได้ประโยชน์สักนิด แถมยังโดนชาวบ้านหัวเราะเยาะอีก ก็เลยยิ่งของขึ้นเข้าไปใหญ่

“ข้าก็บอกแล้วว่าพวกเขาไม่ให้ยืมหรอก เจ้าก็ยังดื้อจะไป ข้าอับอายไปทั้งหมู่บ้านแล้วเห็นหรือไม่เล่า!”

จางหย่งเฟิง สามีของนางต่อว่าเธอซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้กี่รอบ ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอกเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนชาวบ้านชี้หลังพูดถึง

“ท่านแม่...จริง ๆ แล้วไม่อาจยืมมาได้เลยหรือ? ข้าก็แค่เป็นอนุที่ต้องเข้าเรือนจากประตูข้าง ถ้าไม่มีรถม้าให้ไปด้วย ข้าก็คงจะโดนรังแกจนตายแน่แท้”

จางเยี่ยนจืองอแงอยู่ข้าง ๆ ด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์

“ถ้ามิใช่เพราะนังเด็กสกุลอินผู้นั้นล่ะก็ ข้าก็จะขอให้ได้จนสำเร็จแน่นอน! นางเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก เจ้าเล่ห์เสียยิ่งกว่าผู้ใหญ่ในบ้านพวกเขาเสียอีก!”

เหมี่ยวไฉ่ชุนบ่นพลางกัดฟันแน่น แล้วพูดกับลูกสาวอีกว่า

“ลูกเอ๋ย แม้แม่จะขอยืมไม่ได้ ก็เป็นเพราะแม่ไร้ความสามารถ หากเจ้าได้ตั้งหลักได้ในตระกูลเซวี่ยเมื่อใด ก็ต้องแก้แค้นแทนแม่ให้จงได้!”

“ท่านแม่……”

จางเยี่ยนจือได้ฟังก็ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแทนตัวเอง และยังเคืองโกรธตระกูลอินที่ไม่ยอมช่วยเหลืออีกด้วย

“แค่เดือนเดียวก็รีบแต่งไปเสียเถิด ไหน ๆ ก็เป็นแค่อนุ จะมีหรือไม่มีรถม้าก็ไม่ต่างกันสักเท่าไรหรอก”

จางหย่งเฟิงเหลือบตามองแม่ลูกคู่นั้น ก่อนจะสะบัดเสียงฮึดฮัดแล้วเดินออกไปจากบ้าน...

……

อินเฮ่อกำลังได้เรียนรู้เรื่องสมุนไพรมากมายจากซูหว่านเฟิง แต่เนื่องจากสมุนไพรบางชนิดไม่มีในหมู่บ้านฉางหลิง ซูหว่านเฟิงก็เลยเกิดความคิดว่าอยากพาเขาเข้าเมืองไปซื้อสมุนไพรเพิ่มจากร้านยาแผนโบราณ

เมื่อครอบครัวรู้เรื่องเข้า อินเฉิงอวิ๋นก็อาสาจะไปเป็นคนพาเดินทาง แต่เพราะอินป๋ออู่คุ้นเคยกับตัวเมืองมากกว่า และเว่ยซื่อก็ต้องเอางานปักไปส่ง สุดท้ายเลยลงความเห็นกันว่าให้ครอบครัวของอินป๋ออู่เดินทางกันอีกครั้ง

แน่นอนว่าอินเมี่ยวก็วางแผนจะไปด้วย เธออยากลองดูว่าเอาข้าวสารไปแลกเป็นอาหารหรือของใช้อย่างอื่นได้บ้างไหม

แต่ในคืนก่อนวันเดินทาง หยุนเจียงก็มาหาอินเมี่ยวถึงหน้าห้องก่อนที่เธอจะเข้านอน แล้วยื่นของบางอย่างให้เธอ

“คุณชายของพวกเราฝากให้ข้านำหยกสามชิ้นนี้มามอบแก่แม่นางอิน บอกว่าสามารถนำไปแลกเป็นเงินได้”

“……”

อินเมี่ยวมองหยกทั้งสามชิ้นที่มีคุณภาพสูงล้ำ แล้วถึงกับยืนอึ้งไปกับที่เลย

ทุกคนในยุคโบราณต้องมีหยกประจำตัวกันหมดเลยหรือไง!?

ของอย่างหยกที่เป็นของส่วนตัวแบบนี้ มอบให้คนอื่นง่าย ๆ แบบนี้ได้จริงดิ!?

เธอไม่อยากได้เลยนะเฮ้ยยย!!

“จะให้มาเช่นนี้มิได้เด็ดขาด พวกเรารับของจากคุณชายของท่านไม่ได้ เอากลับไปเถอะ”

อินป๋ออู่รีบปฏิเสธทันควัน

“ใช่แล้วหยุนเจียง! ครอบครัวพวกเจ้าก็เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตบิดาของข้าไว้ จะให้ของล้ำค่าเช่นนี้แก่พวกเรากระไรได้ มันช่างเสียมารยาทยิ่งนัก!”

อินเมี่ยวเองก็พูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงก่อนจะผลักถุงใส่หยกนั้นคืนไป

【ติ๊ง~ หากเจ้าของภารกิจปฏิเสธโอกาสรับหยกในครั้งนี้ มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียพื้นที่ระบบได้】

เสียงระบบดังเตือนขึ้นมาอีกครั้ง

“คุณชายของพวกเราบอกไว้ว่า สิ่งใดที่ส่งออกไปแล้ว ย่อมไม่คิดจะเอากลับคืนมาอีก ขอแม่นางอิน...”

หยุนเจียงยังพูดไม่ทันจบดี ก็ถูกอินเมี่ยวพูดแทรกขึ้นทันที

“คุณชายเจ้าพูดได้ดีนัก! ไหน ๆ เขาก็ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเอาไปแลกเป็นยาบำรุงร่างกายให้เขาเอง ไม่ต้องห่วงเลย!”

พูดจบ อินเมี่ยวก็จัดแจงคว้าหยกทั้งสามชิ้นยัดใส่อกเสื้ออย่างรวดเร็ว

“วางใจเถิด! วางใจเถิด! วางใจเถิด~”

เสียงเจ้าเซียงรุ่ยบนบ่าก็พลอยร้องตามด้วยอย่างครื้นเครง

คนในบ้านที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ได้แต่ยืนนิ่งไปหมด ไม่รู้จะพูดอะไรดี…

เมื่อครู่นี้ใครกันนะ...ที่บอกว่า "ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง"?

“เช่นนั้นก็ต้องขอฝากแม่นางอินด้วย”

หยุนเจียงกล่าวจบก็ขอตัวถอยออกไป

สีหน้าของอินเจิ้งหงดูสับสนปนลำบากใจขณะมองหลานสาวตัวเอง

“เมี่ยวเอ๋อร์เอ๋ย ถึงเราจะลำบากกันอยู่เช่นนี้ แต่สตรีก็ควรต้องรู้จักสงวนท่าทีไว้บ้างจึงจะงาม”

“ข้าทราบเจ้าค่ะ ท่านปู่...ข้าเองก็อยากจะสงวนท่าทีบ้างเหมือนกันนะ!”

อินเมี่ยวแทบจะหลั่งน้ำตาในใจ

แต่ระบบมันไม่ให้โว้ยยยย!

“ล้วนเป็นเพราะแม่ไม่มีความสามารถ จึงต้องให้เจ้าแบกรับภาระมากมายถึงเพียงนี้...”

เว่ยซื่อแหวกม่านฟางเข้ามา ลูบหน้าผากลูกสาวเบา ๆ ขณะที่อินเมี่ยวนอนอยู่บนเตียง นางคิดว่าลูกสาวเป็นกังวลเรื่องแลกข้าวกับท่านอาจารย์เฒ่า จึงยอมรับหยกทั้งสามชิ้นนั้นมา

“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่ฟังข้าก่อน—ถ้าเราไม่รับของจากเขาเลย เขาก็จะเกรงใจอยู่ไม่เป็นสุขเปล่า ๆ พอเรารับไว้แล้วบางทีเขาอาจจะสบายใจขึ้นก็ได้เจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวกลับเป็นฝ่ายปลอบเว่ยซื่อเสียเอง

“เมี่ยวเอ๋อร์เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ?”

เว่ยซื่อไม่เคยนึกถึงมุมนี้มาก่อน

“จริงเจ้าค่ะ ท่านเซียวกงจื่อเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจดี เขาคงไม่อยากเอาเปรียบเราอยู่แล้วแน่ ๆ”

อินเมี่ยวว่าพลางยิ้มบาง ๆ

“นั่นก็จริงอยู่”

เว่ยซื่อพอได้ยินเช่นนั้นก็คลายความกังวลลง แล้วนั่งคุยกับลูกสาวอีกสักพัก ก่อนจะช่วยปิดม่านให้แล้วออกไปอย่างเบาใจ

รุ่งเช้า

ขณะหยุนเจียงกับหยุนเหอกำลังเก็บล้างจานเสร็จพอดี อินเมี่ยวก็โผล่หน้าเข้ามาอย่างเก้อเขิน

“เอ่อ...ข้าขอรบกวนอะไรเล็กน้อย...ได้หรือไม่?”

อินเมี่ยวลองถามเสียงเบา ๆ

เซียวเสวียนดูเหมือนกำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่—ไม่รู้ไปหยิบมาจากไหน พอเงยหน้าขึ้นเขาก็ว่า

“ได้”

หือ? ไม่ถามหน่อยเหรอว่าช่วยอะไร?

อินเมี่ยวแอบแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่พูดอะไร เธอยื่นมือไปดึงเจ้าเซียงรุ่ยลงมาจากบ่า

“เอามันไปด้วยคงสะดุดตาเกินไปหน่อย ข้าเลยว่าจะฝากไว้ที่นี่สักครึ่งวันเจ้าค่ะ”

เธอพูดอย่างเกรงใจ ที่จริงช่วงนี้เซียงรุ่ยก็ชอบบินมาเรือนนี้อยู่บ่อย ๆ แล้วพอเข้ามาทีไรก็ทำตัวเรียบร้อยเหมือนไก่หงอยตัวหนึ่ง

เซียวเสวียนดูไม่ได้ถือสาอะไร เธอก็เลยส่งเจ้าเซียงรุ่ยให้กับหยุนเหอ แต่ไอ้เจ้าตัวดันสะบัดปีกหนีไปเกาะอยู่บนหัวเตียงของเซียวเสวียนแทน

อินเมี่ยวได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ แล้วพูดอย่างไม่แน่ใจนัก

“มันไม่ถ่ายเรี่ยราด ไม่ต้องเป็นห่วงเลยเจ้าค่ะ!”

“ทราบแล้วขอรับ แม่นางอิน”

หยุนเหอยิ้มตอบ ที่จริงคุณชายของเขาดูจะชอบเจ้านกนี่อยู่ไม่น้อยเลยด้วยซ้ำ

เมื่อเห็นเช่นนั้น อินเมี่ยวจึงวางใจแล้วขึ้นไปนั่งบนรถม้า

เดิมทีซูหว่านเฟิงจะไปด้วยกัน แต่จู่ ๆ ก็มีคนมาขอให้เขารักษา เลยต้องอยู่ดูคนไข้แทน เขาจึงคัดลอกชื่อสมุนไพรที่ต้องการไว้ในสมุดจดเล่มหนึ่ง และส่งให้อินเฮ่อเอาไปซื้อแทน

“พอถึงในเมืองแล้ว แม่จะพาหานเอ๋อร์กับเฮ่อเอ๋อร์ไปที่ร้านขายยาสมุนไพร พวกเจ้าสองคนก็ไปหาดูว่าอยากซื้ออะไร”

เว่ยซื่อพูด นางรู้ว่าสามีกับลูกสาวจะเอาข้าวไปแลกของ แต่นางก็เลือกไม่บอกให้เด็ก ๆ รู้เรื่องพวกนี้

“เจ้าค่ะ ท่านแม่”

อินเมี่ยวพยักหน้า แล้วเริ่มครุ่นคิดว่าจะเอาข้าวไปแลกอะไรดี

“พี่เมี่ยว~ หานเอ๋อร์อยากกินขนมหวาน ๆ อร่อย ๆ ~”

เจ้าหนูอินหานพูดพลางทำปากยื่นน้อย ๆ

“ได้สิ ถ้าเจ้าทำตัวดีอยู่ใกล้ ๆ ท่านแม่ เดี๋ยวพี่จะซื้อขนมอร่อย ๆ ให้กินเลย”

อินเมี่ยวอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มยุ้ย ๆ ของน้องชายเบา ๆ

ของหวานเนี่ยนะ... ไม่รู้ว่า "คนที่เรือนนั้น" จะชอบกินของหวานรึเปล่านะ…

สองข้างทางระหว่างเข้าเมืองมีขอทานเพิ่มขึ้นอีกมาก บางคนถึงกับไหลมาจนถึงประตูเมือง อินเมี่ยวเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลขึ้นมา

ขอทาน...ผู้ประสบภัย และผู้คนพลัดถิ่น หากทางการไม่รีบเข้ามาจัดการ เรื่องพวกนี้ก็อาจกลายเป็นปัญหาความไม่สงบในอนาคตได้ ถึงตอนนั้น...หมู่บ้านฉางหลิงเองก็อาจไม่อาจสงบสุขได้อีกต่อไป...

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 39 ซื้อกล้าต้นไม้ผล

หลังจากเว่ยซื่อส่งงานปักของตัวเองกับเจินซื่อเรียบร้อยแล้ว นางก็พากันขึ้นรถม้าไปยังร้านยาสมุนไพรที่ซูหว่านเฟิงเคยแนะนำไว้

หน้าร้านยานั้นไม่มีขอทานมากเท่าที่คิด และข้างในก็มีมุมให้นั่งพักพอสมควร อินป๋ออู่ส่งใบจดรายชื่อสมุนไพรให้เด็กในร้าน จากนั้นเด็กคนนั้นก็พาพวกเขาไปยังมุมพัก ให้รออยู่ตรงนั้นสักครู่

“พวกเจ้าไปเถิด พวกเราจะรออยู่ตรงนี้เอง”

เว่ยซื่อจูงมือเสี่ยวหานไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างก็จับมืออินเฮ่อ

“ท่านลุงอย่าได้เป็นกังวล ข้าจักดูแลน้องไม่ให้วิ่งเล่นขอรับ”

อินเฮ่อคิดว่าอินป๋ออู่เป็นห่วง ก็เลยพูดขึ้นเองเลย

“งั้นก็ดี พวกเราจะรีบกลับมา”

อินป๋ออู่พูดจบก็ฝากฝังอะไรกับเด็กในร้านอีกนิดหน่อย จากนั้นก็พาอินเมี่ยวออกไปด้วยกัน

ราคาข้าวสารในร้านขายข้าวตอนนี้ขึ้นไปถึงหนึ่งตำลึงเก้าต่อหินแล้ว อินเมี่ยวสังเกตว่าคนที่มาซื้อข้าวต่างก็ซื้อกันแค่ทีละโต่วเดียว (ประมาณ 10 ลิตร) เท่านั้นเอง

ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหน้าตาซีดเหลือง ดูอิดโรย และแผงขายของข้างถนนเองก็เงียบเหงาแทบไม่มีลูกค้า

เถ้าแก่ร้านหมูคือเฉินจ้วงยังจำอินเมี่ยวได้ดี พอเห็นเธอกับอินป๋ออู่มาหยุดอยู่หน้าร้านเขา ก็รีบวางของในมือลงแล้วเดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความหวัง

“วันนี้พวกท่านมา...?”

เฉินจ้วงถามด้วยความคาดหวังอย่างมาก เขาอยากจะแลกหมูกับข้าวอีกครั้งเหลือเกิน เพราะตอนนี้แม้จะขายหมูไปหนึ่งวัน แต่หักต้นทุนแล้วก็ยังซื้อข้าวไม่ได้ครึ่งโต่วเลยด้วยซ้ำ

“เถ้าแก่...ท่านว่าพวกเรายังพอแลกหมูกับข้าวได้อีกสักหน่อยหรือไม่?”

อินป๋ออู่ถามอย่างไม่แน่ใจ

“ได้แน่นอน! จะแลกเท่าใดก็ไม่มีปัญหาเลย!”

เฉินจ้วงตื่นเต้นทันที พวกเขามาจริง ๆ ด้วย!

“ท่านลุงเจ้าคะ ที่บ้านเรายังมีข้าวเก่าอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าพอจะขายให้ท่านได้หรือไม่?”

อินเมี่ยวถามต่อ สีหน้าดูคล้ายจะลองเชิงอยู่เล็กน้อย

การเดินตระเวนแลกข้าวทีละบ้านมันยุ่งยาก แถมยังเสี่ยงถูกจับตามองอีก…แต่จากท่าทีของเถ้าแก่ร้านหมู เขาคงต้องการข้าวจริง ๆ

ขายข้าว?

แววตาของเฉินจ้วงพลันเปล่งประกายทันที

“ถ้าพวกท่านจะขาย ข้าวราคานี้คิดอย่างไรเล่า?”

“เป็นข้าวเก่าเจ้าค่ะ เราเองก็ไม่กล้าคิดราคาเท่ากับร้านขายข้าวทั่วไป…แค่โต่วละห้าสิบอีแปะก็พอแล้ว”

อินป๋ออู่พูดเสียงเรียบ

ห้าสิบอีแปะต่อโต่ว!?

ถ้าไม่เคยแลกกันมาก่อน เฉินจ้วงคงคิดว่าพวกเขาสองคนหลอกแน่นอน! เพราะแค่สามเดือนก่อน ราคาเท่านี้ยังถือว่าเป็นราคาถูกของตลาด แต่ตอนนี้ราคาข้าวพุ่งขึ้นเกือบสี่เท่าไปแล้ว ราคานี้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

แต่ข้าวเก่าก็คือข้าวอยู่ดี!

“รับแน่นอน! พวกท่านมีเท่าไหร่ ข้าก็รับหมด!”

เฉินจ้วงเป็นพ่อค้า เขาได้กลิ่นโอกาสทำกำไรทันที แม้จะขายต่อไม่ได้ อย่างน้อยก็เก็บไว้กินเองในครอบครัวก็ยังคุ้ม

อินป๋ออู่กับลูกสาวมองหน้ากัน แล้วอินเมี่ยวก็พยักหน้าให้ พอเห็นดังนั้น เขาก็ว่า

“ข้าวเท่าไหร่เราก็ยังไม่แน่ใจนัก หากให้ข้านำรถม้าเข้ามา ท่านจะได้ชั่งเองกับตา”

เฉินจ้วงได้ฟังก็รีบดีใจสุดขีด รีบเรียกภรรยาไปเปิดประตูหลังบ้านทันที พอเห็นถุงข้าวห้าถุงในรถม้า ก็แทบจะดีใจจนเนื้อเต้น

นี่มันอย่างน้อยก็ห้าหินเข้าแล้ว!

เฉินจ้วงเปิดดูสุ่ม ๆ ถุงหนึ่ง ข้างในคือข้าวที่แห้งสะอาด ไม่มีแม้แต่เศษหินหรือกรวดปน

“เอา! พวกเราจะรับไว้ทั้งหมดเลย!”

เฉินจ้วงพูดอย่างตื่นเต้น

“โอย! พวกเจ้าหาเอาข้าวมากมายปานนี้ได้จากที่ใดกันเนี่ย?”

ภรรยาเฉินจ้วงรูปร่างใหญ่บึกบึน ขณะหอบข้าวถุงใหญ่อยู่ก็อดถามไม่ได้

“ก็ชาวบ้านชนบทอย่างพวกเรานี่แหละ คิดเผื่อวันข้างหน้า เอาไว้อดออม ครั้นตอนนี้มีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงิน ก็เลยต้องเอามาขาย”

อินป๋ออู่พูดยิ้มแฉ่งแบบซื่อ ๆ

เงินสองตำลึงครึ่งได้มาครบถ้วนรวดเร็วเกินคาด อินเมี่ยวยังตกใจเลยว่าทำไมทุกอย่างราบรื่นขนาดนี้ นอกจากเงินแล้ว เฉินจ้วงยังแถมหมูเนื้อแดงให้ 30 จิน และหมูมันอีก 5 จินด้วย

“ถ้าเราสามารถขายข้าวให้กับคนจนที่กำลังเดือดร้อนจริง ๆ ได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลย”

อินเมี่ยวถอนหายใจเบา ๆ แต่มันก็แค่ความคิดลม ๆ แล้ง ๆ เพราะคนอย่างพวกเขาเองก็เป็นผู้ลี้ภัยที่แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ข้าวส่วนเกินพวกนี้ก็ได้แค่ขายเป็นเงินไว้ก่อน

“ใช่เลย ไม่รู้เมื่อไหร่ราคาข้าวจะยอมลดลงบ้างนะ...”

อินป๋ออู่พูดอย่างเศร้า ๆ

แต่อินเมี่ยวรู้ดี...ต่อจากนี้ราคาข้าวจะยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น—คือข้าวจะเริ่มขาดแคลนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย...

เว่ยซื่อไม่คาดคิดเลยว่าอินป๋ออู่กับเมี่ยวเอ๋อร์จะกลับมาเร็วขนาดนี้ แล้วยังมีของเต็มรถม้าขนาดนั้นอีก ของใช้ในบ้านสารพัดอย่าง ยังไม่รวมถึงเก้าอี้หวายหลายตัวที่วางอยู่ตรงมุมรถ

“ขนม~!”

เจ้าหนูฮั่นเอ๋อร์เห็นลูกอมเคลือบน้ำตาลแดงแวววาวตรงหน้า ก็ตาโตแล้วเต้นเร่า ๆ ด้วยความดีใจ

“มีของเฮ่อเอ๋อร์ด้วยนะ”

อินเมี่ยวยื่นอีกไม้ให้

“ข้า...ข้าไม่ใช่เด็กเล็กแล้วขอรับ...”

อินเฮ่อพูดเสียงเบา หน้าแดงเล็กน้อย แต่ก็ยื่นมือไปรับลูกอมมาเรียบร้อย

“เมี่ยวเอ๋อร์ยังซื้อขนมเถาสูมาอีกมาก ไว้ให้พวกเจ้ากินบนรถม้า”

อินป๋ออู่พูดพลางหัวเราะอารมณ์ดี

เว่ยซื่อเห็นสองพ่อลูกซื้อของมาซะมากมาย ก็รีบดึงอินเมี่ยวไปด้านข้างกระซิบ

“เมี่ยวเอ๋อร์...เจ้าหมดเงินหมดทองไปหมดแล้วมิใช่หรือ? เช่นนี้แล้วครั้งหน้าจะให้อะไรท่านปู่เฒ่านั้นเล่า?”

“ท่านแม่...ท่านปู่บอกว่าหยกก็สามารถใช้แลกเปลี่ยนได้ ของที่ซื้อวันนี้ทั้งหมดก็คือใช้เงินที่เพิ่งแลกมานี่เองเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวกระซิบตอบกลับข้างหูแม่เบา ๆ

เว่ยซื่อพอได้ยินก็วางใจขึ้นมาทันที ถึงอย่างนั้นพอเห็นของเต็มรถก็คงยังรู้สึกเสียดายนิด ๆ อยู่ดี

รถม้าขับต่อมาเรื่อย ๆ จนเกือบจะออกจากประตูเมืองแล้ว อินเมี่ยวเหลือบมองไปนอกหน้าต่าง เห็นพ่อค้าแม่ขายเรียงรายตามทาง แต่แล้วสายตาก็สะดุดเข้ากับแผงหนึ่งที่วางขายกล้าต้นไม้เล็ก ๆ เธอจึงบอกให้อินป๋ออู่หยุดรถ

“คุณหนูมาดูหน่อยเถิด กล้าผลไม้พันธุ์แท้ ปลูกแล้วได้กินผลดีแน่นอน!”

ชายวัยกลางคนผิวแทนคนหนึ่งรีบออกมาชักชวนทันที

“ต้นอะไรเหรอเจ้าคะ?”

อินเมี่ยวถามด้วยความสนใจ—ใครจะรู้ว่าเธอไม่ได้กินผลไม้เลยมานานแค่ไหนแล้ว

“ต้นแอปเปิลน่ะ บ้านข้ามีสวนผลไม้ ขายแต่แอปเปิลกับกล้าต้นไม้นี่ล่ะ รับรองไม่หลอกลวง”

ชายคนนั้นยืนยันเต็มที่

“คุณหนูมาดูทางเราด้วยสิ! ทางเรามีต้นสาลี่นะ ตอนออกดอกสวยสุด ๆ เลยล่ะ!”

พ่อค้าแผงข้าง ๆ ก็เริ่มเชิญชวนบ้าง

“ท่านลุงเจ้าคะ พวกเรามาจากหมู่บ้านในชนบทเพื่อลงมาซื้อของ ตอนนี้ก็ใช้เงินหมดไปหมดแล้ว ไม่ทราบว่าจะขอแลกกล้าต้นไม้กับข้าวสารได้หรือไม่?”

อินเมี่ยวพูดออกมา ตอนที่พูดว่าไม่มีเงิน สีหน้าชายตรงหน้าดูจ๋อยไปเลย แต่พอพูดถึง "ข้าวสาร" ปุ๊บ พ่อค้าหลายคนก็กรูเข้ามาทันที

แลกข้าวสารงั้นหรือ? พวกเขาขายกล้าไม้ก็เพื่อหาเงินไปซื้อข้าวอยู่แล้ว—แต่ไม่รู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าจะแลกกันยังไง

“แล้วต้นแอปเปิลนี่ราคาเท่าไรเจ้าคะ?”

อินเมี่ยวถามต่อ

“ยี่สิบอีแปะต่อหนึ่งต้น ซื้อหลายต้นก็ลดได้อีก”

ชายกลางคนตอบ

“ถ้าข้าใช้ข้าวฟ่างหนึ่งโต่ว แลกกับต้นแอปเปิลสามต้น ท่านลุงเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”

อินเมี่ยวถาม ที่บ้านแทบไม่ได้กินข้าวฟ่างอยู่แล้ว ปกติก็แค่ใส่ผสมตอนต้มโจ๊กนิดหน่อยเท่านั้น

“เจ้าพูดจริงหรือ? หนึ่งโต่วข้าวฟ่างน่ะหรือ?”

ชายคนนั้นดูไม่เชื่อสายตา เด็กคนนี้จะบ้าหรือเปล่าเนี่ย?

“เจ้ามิได้ฟังผิดหรอก หากนางอยากได้ก็ปล่อยให้เขาแลกไปเถิด”

อินป๋ออู่เดินลงมาจากรถแล้วพูดเสริมขึ้น

จนกระทั่งอินเมี่ยววิ่งกลับเข้าไปในรถ หยิบโต่วออกมาพร้อมข้าวฟ่างเต็มถัง ชายกลางคนถึงกับเชื่อจริง ๆ ว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ได้พูดเล่น

พ่อค้ารอบข้างที่เห็นก็รีบกรูเข้ามากันใหญ่ สุดท้ายอินเมี่ยวก็ใช้ข้าวฟ่างทั้งหมดสามโต่ว แลกมาได้ทั้งกล้าแอปเปิล กล้าสาลี่ แล้วก็สมุนไพรอีกหลายชนิดที่อินเฮ่อรู้จัก แม้กระทั่งได้โสมต้นเล็ก ๆ ต้นหนึ่งมาอีกด้วย

“ต้องขออภัยด้วยนะพวกท่าน ตอนนี้เรามีข้าวแค่นี้ เงินก็หมดแล้วด้วย หากมีโอกาสวันหน้า คงได้มาแลกกันอีก”

อินป๋ออู่พูดพลางหอบต้นไม้สารพัดชนิดที่ได้มาใส่บ่าขึ้นแบกกลับไป

พอสิ้นคำ พ่อค้าทั้งหลายก็ต่างพากันถอนหายใจอย่างผิดหวัง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไป

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 37 ยกสูงกำแพงรั้ว/ บทที่ 38 ความเรียบร้อย…พังทลายแล้ว/ บทที่ 39 ซื้อกล้าต้นไม้ผล

คัดลอกลิงก์แล้ว