- หน้าแรก
- สาวน้อยดวงดี พกมิติไปทำฟาร์ม
- บทที่ 31 ฟื้นคืนสติ/ บทที่ 32 รางวัล/ บทที่ 33 คนที่รู้เหตุรู้ผล
บทที่ 31 ฟื้นคืนสติ/ บทที่ 32 รางวัล/ บทที่ 33 คนที่รู้เหตุรู้ผล
บทที่ 31 ฟื้นคืนสติ/ บทที่ 32 รางวัล/ บทที่ 33 คนที่รู้เหตุรู้ผล
บทที่ 31 ฟื้นคืนสติ
การโม่แป้งนี่มันใช้แรงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะ พอเป็นแบบนี้ อินป๋ออู่กับอินเฉิงอวิ๋นเลยอาสาจัดการเองทั้งหมด หลังบ้านของพวกเขานี่ติดกับภูเขาฉางหลิง แล้วก็ยังมีบ้านดินบังไว้อีก เลยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาเห็นอะไรเข้าโดยบังเอิญเวลามีแขกมาเยือน
ตั้งแต่ที่อินเมี่ยวไปเจอพวกของกินกับสมุนไพรบนเขานั่นแหละ ก็มีชาวบ้านแวะเวียนมาดูทุกวันเลยว่าเธอไปหาอะไรใหม่ ๆ มาอีกหรือเปล่า สุดท้ายอินเจิ้งหงกับหลิวซื่อเลยหยิบม้านั่งตัวเล็ก ๆ ไปนั่งเฝ้าหน้าประตูบ้านซะเลย จะได้ตอบคำถามพวกนั้นได้ทัน
“แม่หนูเมี่ยววันนี้ไม่ขึ้นเขารึ?”
หม่าชุ่ยฮวาโผล่หัวเข้ามาถามแบบคันปาก เผื่ออินเมี่ยวขึ้นเขา เธอจะได้ตามไปด้วย จะได้มีโชคบ้างอะไรบ้าง
“วันนี้ไม่ไปจ้ะ เมื่อวานตามกันไปในตัวอำเภอมาทั้งวัน เหนื่อยนิดหน่อยเลยขอพัก”
หลิวซื่อตอบแทน
“โหย เสียดายจริงเชียว ทุกครั้งที่ตามนางไปนะ ข้าเจอแต่ของดี ๆ ทุกทีเลย ไม่รู้ทำไม ข้าไปเองทีไรไม่เคยเจออะไรเลยสักครั้ง”
หม่าชุ่ยฮวาทำหน้าเซ็ง ๆ แล้วก็หันหลังกลับไป เดี๋ยวนี้คนในหมู่บ้านหลายคนเริ่มคิดกันแล้วว่าอินเมี่ยวน่ะเป็นคนมีบุญ ส่วนเจ้าตัวก็ไม่ได้เก็บงำอะไรเลย ของหลายอย่างที่เมื่อก่อนชาวบ้านไม่กล้าหยิบ ไม่กล้ากิน อินเมี่ยวก็กล้าทดลองให้ดูก่อนหมด
ตอนนี้อินเมี่ยวกำลังอยู่ในครัว มองดูหยุนเหอถอนขนไก่อยู่ แล้วระหว่างที่หยุนเหอเผลอ เธอก็แอบเปลี่ยนน้ำในหม้อเป็นน้ำจากสระดอกบัวในมิติของเธอ ไหน ๆ น้ำนี้ก็ช่วยบำรุงร่างกาย แถมยังไม่มีวันหมดด้วย เธอก็อยากให้คนในบ้านได้ใช้กันหน่อย
ไก่สดที่เพิ่งเชือดเมื่อกี้ พอได้เห็ดสด ๆ มาด้วย กลิ่นหอม ๆ ก็เริ่มลอยออกมาจากหม้อแล้ว หยุนเหอเห็นไฟกำลังดีเลยจัดการเอามันหมูที่อินป๋ออู่นำมาจากเมื่อวานมาทอดทำน้ำมันหมูเพิ่มอีก
กลิ่นทั้งสองแบบผสมกันหอมฟุ้งไปหมด พอจางซื่อจูงหานเอ๋อร์กลับจากเขามาถึงหน้าประตู ก็ได้กลิ่นหอมก่อนเลย
“เมี่ยวเอ๋อร์ ข้าไปบนเขามา ได้ของมาแค่นี้เอง”
จางซื่อเดินเข้าครัวแล้ววางตะกร้าหวายลงกับพื้น ของป่าอย่างดอกจินเชวี่ยฮวากับพวกสมุนไพรตอนนี้ถูกชาวบ้านเก็บกันจนแทบไม่เหลือแล้ว ทั้งเช้าเธอหามาได้แค่ต้นกล้าสมุนไพรไม่กี่ต้นเท่านั้น
หานเอ๋อร์เอาคางพาดขอบเตา สูดกลิ่นหอมฟืด ๆ สองสามที แล้วถึงนึกขึ้นได้ว่ายังมีพวกแมลงที่ตัวเองจับมาให้ลูกเจี๊ยบกินอยู่ เลยวิ่งออกไปข้างนอกไปให้อาหารพวกมัน
“หาไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ เราค่อยปลูกเองในบ้านก็ได้”
อินเมี่ยวพูดปลอบใจ จางซื่อคอยดูแลให้หานเอ๋อร์ปีนเขาออกกำลังกายทุกวัน ทั้งยังถือโอกาสหาอะไรติดไม้ติดมือกลับมาด้วย แต่ช่วงนี้บนเขามันเริ่มไม่เหลืออะไรให้หาแล้วจริง ๆ
“ปลูกเองที่บ้านก็ดีนะ ข้าขึ้นเขาวันนี้ยังได้ยินคนพูดกันอยู่เลย ว่าพวกพืชไร่ในปีนี้โตไม่ค่อยดี ฝนก็ลงแค่ปรอย ๆ หนเดียวเอง ต้องไปหาบน้ำมารดกันเหนื่อยแย่”
จางซื่อพูดขึ้น เปรียบเทียบกับแปลงผักในบ้านพวกเธอ ที่อินป๋อเหวินจากบ้านรองจะตื่นแต่เช้ามานั่งวิดน้ำจากบ่อจนเต็มไว้ใช้ทั้งวัน ส่วนพ่อสามีอินเจิ้งหงก็ช่วยกันรดน้ำในแปลงผัก
ในหมู่บ้านบ้านอื่นก็มีแปลงผักเหมือนกันแหละ แต่เธอว่าผักของบ้านตัวเองยังดูดีกว่าอยู่ดี
“จริงด้วย เหมือนฝนจะไม่ตกมานานแล้วเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวเพิ่งนึกขึ้นได้ พอได้ยินคำพูดของจางซื่อ
เธอจำได้ว่าในเนื้อเรื่องต้นฉบับเคยกล่าวถึงเรื่องภัยแล้งทางตอนเหนือ แถมยังมีเหตุจลาจลของพวกผู้อพยพเกิดขึ้นด้วย พระรองผู้แสนลึกซึ้งในเรื่อง ตอนนั้นภรรยากำลังจะคลอดอยู่แล้ว แต่แค่ได้ยินคำพูดจากนางเอกตัวจริงก็รีบยกทัพไปปราบโดยไม่ลังเล สุดท้ายแม้จะควบคุมสถานการณ์ได้ แต่เขาก็ต้องสละชีวิต
ที่สำคัญ เธอไม่ได้คิดว่าพวกชาวบ้านที่เดือดร้อนนั้นถูกปราบได้จริงหรอกนะ เพราะกองทัพของพระรองเล่นฆ่าคนในเมืองไปแทบหมด หัวหน้าพวกกบฏถึงกับยอมแพ้เพราะทนดูไม่ได้...
ให้ตายสิ จะให้หงุดหงิดไปถึงไหนเนี่ย?
“คุณหนูอิน ไฟจะมอดแล้วขอรับ” หยุนเหอเตือนขึ้นมา
“อ๊ะ ๆ ได้เลย!”
อินเมี่ยวรีบโยนฟืนที่เหลือเข้าเตาไปทันที ว่าแต่ว่าหมู่บ้านฉางหลิงที่อยู่ทางเหนือแบบนี้ จะเข้าข่ายเขตภัยแล้งรึเปล่านะ?
คิดมาถึงตรงนี้ อินเมี่ยวก็เริ่มรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมาเลย เพราะภัยแล้งไม่ใช่แค่ความแห้งแล้งธรรมดา แต่สุดท้ายคือมันจะทำให้เกิดภัยข้าวยากหมากแพง พอคนเริ่มอดอยากเมื่อไหร่ ปัญหามันจะใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ...
“กินข้าวได้แล้วขอรับ”
หยุนเหอยกฝาหม้อขึ้นมา กลิ่นหอมก็พุ่งออกมาทันที
“โอ้ ดีขนาดนี้เลยหรือ!”
จางซื่อมองกับข้าวหลายจานที่วางอยู่ข้างเตา หน้าตาอย่างกับของร้านอาหารในเมือง น้ำซุปไก่เคี่ยวจนเป็นสีทองใส โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยใหม่ ๆ ด้านข้างยังมีพุทราแดงกับเก๋ากี้เพิ่มความหอมไปอีก ผัดผักใส่น้ำมันหมูสีเขียวสดน่ากิน หมูสามชั้นทอดจนหนังกรอบสีเหลืองทอง คลุกกับผักกาดแก้วกับพริกแดงจัดเป็นจานสวย และยังมีไข่เจียวต้นหอมที่ยังมีไอร้อนลอยกรุ่นอยู่
“หยุนเหอฝีมือเป็นเลิศนัก”
ไม่รู้สองหนุ่มอินป๋ออู่กับอินเฉิงอวิ๋นโผล่มาในครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ ด้านหลังยังมีสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ เดินตามกลิ่นหอมเข้ามาอีก
“ข้าวเยอะขนาดนี้เลยหรือ?”
เจินซื่อมองไปยังหม้อข้าวนึ่งใบใหญ่ที่ตั้งไว้อย่างดี
“เจ้าค่ะ~ ท่านพ่อบอกว่า ห้ามปล่อยให้ใครในบ้านหิวข้าว ข้าเลยหุงเผื่อไว้เยอะหน่อย”
อินเมี่ยวยิ้มตาหยีพูดพลางขยับปลายผมเบา ๆ ที่สำคัญ คือน้ำที่ใช้หุงข้าวก็เป็นน้ำจากสระดอกบัวในมิติเหมือนกันนั่นแหละ
ถึงหลิวซื่อจะเสียดายข้าวแค่ไหน ถ้าเป็นคำพูดของอินป๋ออู่ เธอก็ยอมทำตามอยู่ดี
“ข้าวนี่หอมมากเลย กินอร่อยกว่าที่เคยซื้ออีก ไม่รู้เพราะหิวหรือเปล่า แต่มันอร่อยมากจริง ๆ”
จางซื่อพูดพลางตักข้าวใส่จานอย่างมีความสุข
หยุนเจียงกับหยุนเหอก็กำลังกินข้าวกันในห้องไม้ด้านใน เพราะต้องดูแลคนป่วย อินเมี่ยวก็เลยกำชับให้หยุนเหอตักซุปไก่ไปเพิ่มให้นายของพวกเขาหน่อย
พออินเมี่ยวกินข้าวเสร็จ เธอก็เตรียมจะออกไปข้างนอก แอบปลูกเผือกอีกสองสามหัวในสวน แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตู หยุนเจียงก็รีบวิ่งหน้าตื่นกลับเข้ามาหาเธออีก
“แม่นางอิน ข้ากับหยุนเหอลองกันดูแล้ว กระไรไม่รู้ นายท่านหาได้ยอมดื่มน้ำแกงนั้นเลย… มิทราบว่าแม่นางจะกรุณาอีกคราได้หรือไม่?”
เอ๋… หรือคุณลุงหนวดจะชอบแค่น้ำเปล่ากันนะ? อินเมี่ยวแอบคิดในใจ ก่อนจะยื่นมือไปรับชามน้ำซุปที่ยังอุ่นอยู่ แล้วเดินเข้าไปในห้องอย่างไม่ลังเล
“เมี่ยวเอ๋อร์นี่นาง…”
เว่ยซื่อพูดเสียงแผ่ว เหมือนจะเริ่มสังเกตได้ว่าลูกสาวของตนเหมือนจะใส่ใจเจ้าคนป่วยในห้องนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ภรรยาอย่าได้กังวล” อินป๋ออู่ยิ้มอธิบายให้ฟัง
“มีแต่นางเท่านั้นที่ป้อนเขาได้งั้นหรือ?”
เว่ยซื่อได้ยินก็นึกขำขึ้นมา เมี่ยวเอ๋อร์ของนางน่ะ ไม่เคยป้อนใครเลย นอกจากหมาเหลืองตัวโต ๆ ในจวนเมื่อก่อน
แต่ถึงเป็นอินเมี่ยวเอง ครั้งนี้ก็ยังป้อนไม่ได้อยู่ดี ชายหนุ่มบนเตียงไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลย
ตายแล้วหรือเปล่า? หรือว่า… สมองตาย? อินเมี่ยวเริ่มรู้สึกไม่ดี
“หยุนเจียง ข้าเคยได้ยินเรื่องของแคว้นเป่ยโร่ว ว่าคนที่นั่นโหดร้ายมาก บางครั้งถึงกับกินคนด้วย จริงหรือไม่?”
อินเมี่ยวถามขึ้นขณะมองไปที่ชายหนุ่มบนเตียง เพราะตามเนื้อเรื่องเดิม องค์ชายแห่งเป่ยโร่วคนนี้ก็ตายในการศึกกับพวกนั้น
“จริงแท้แน่นอนขอรับ แคว้นเป่ยโร่วเคยบุกยึดชนเผ่าเล็ก ๆ หลายแห่ง หากเสบียงหมดระหว่างศึก พวกเขาจะจับหญิงและเด็กของเผ่านั้นมาทำอาหาร และเรียกพวกเขาว่า ‘แพะสองขา’ ขอรับ”
หยุนเจียงไม่รู้ว่าอินเมี่ยวถามเรื่องนี้ทำไม แต่ก็ยืนยันตามที่เคยได้ยินมา
“ถึงครั้งนี้ท่านพ่อกับท่านอาออกศึกแล้วพ่ายมา แต่ข้าว่าขอแค่ยังไม่ตาย มันก็ยังไม่เรียกว่าแพ้หรอก จริงสิ กษัตริย์ของแคว้นเป่ยโร่วนั่นแซ่อะไรหรือ เหมือนจะชื่อเหอถิง...”
ยังไม่ทันพูดจบ อินเมี่ยวก็รู้สึกว่าข้อมือตัวเองถูกคว้าไว้ด้วยแรงมากจนต้องหันไปมองด้วยความตกใจ
ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียง ไม่รู้ฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ ใช้ข้อศอกดันตัวขึ้นเล็กน้อย มืออีกข้างจับข้อมือเธอแน่น ดวงตาลึกดั่งน้ำหมึกที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แค่พอเห็นว่าเป็นใครกันแน่ที่อยู่ตรงหน้า เขาก็คลายพลังลงเล็กน้อย แต่แววตาก็ยังเย็นชาไม่เปลี่ยน
“บัดนี้... ข้าอยู่ที่ใด?” ชายหนุ่มถามเสียงทุ้ม
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 32 รางวัล
“นายท่าน! ท่านฟื้นแล้วหรือขอรับ!”
หยุนเจียงร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น จนเมื่อครู่ตอนที่แม้แต่แม่นางอินเมี่ยวยังป้อนอะไรเข้าไปไม่ได้ เขานึกว่าจะ...
“ที่นี่คือที่ใด?”
ชายหนุ่มเอ่ยถามอีกครั้ง เสียงของเขาแหบพร่าไปเล็กน้อย คงเพราะไม่ได้ใช้เสียงมาหลายวัน
อินเมี่ยวขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนจะดึงข้อมือตัวเองกลับมาแรง ๆ คนอะไร สลบไปตั้งหลายวันยังแรงเยอะชะมัด แต่เธอก็ยังตอบคำถามเขาไป
“ที่นี่คือหมู่บ้านฉางหลิง อยู่ห่างจากเมืองหลวงตั้งหกพันลี้ เป็นที่ที่ตระกูลอินกั๋วกงผู้ถูกเนรเทศอาศัยอยู่เจ้าค่ะ”
“นายท่านวางใจได้เถิด พวกที่ตามฆ่าพวกเรามิได้ตามมาอีกแล้ว ที่นี่ปลอดภัยชั่วคราว”
หยุนเจียงรีบเสริมขึ้นมา
“หยุนหูเล่า?”
ชายหนุ่มยังคงไม่สนใจอินเมี่ยว หันไปถามต่อทันที
ได้ยินคำถามนั้น หยุนเจียงกับหยุนเหอก็คุกเข่าลงพร้อมกันอย่างเงียบงัน
“นายท่าน… หยุนหู… ได้จากไปแล้วขอรับ”
หยุนเจียงพูดด้วยเสียงสะท้านหัวใจ ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ ชายหนุ่มบนเตียงก็เริ่มไออย่างหนักขึ้นมา
“ข้าจะไปเอาน้ำนะขอรับ” หยุนเหอพูดจบก็วิ่งออกจากห้องไปทันที
“ข้าจะไปตามหมอซูขอรับ” หยุนเจียงก็รีบตามออกไปติด ๆ
อินเมี่ยว: “…...”
อะไรกันเนี่ย? แบบนี้เธอควรจะทำอะไรบ้างหรือเปล่านะ?
ชายหนุ่มยังคงไอไม่หยุด อินเมี่ยวเหลือบตามองซ้ายขวา เห็นว่าในห้องมีเธออยู่คนเดียว ถ้าจะเดินหนีออกไปตอนนี้ก็คงดูใจร้ายเกินไปหน่อย เธอเลยหยิบชามซุปขึ้นมาอีกครั้งแล้วถามเบา ๆ ว่า
“งั้น… จะลองดื่มอะไรสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?”
“ป้อนให้ข้าสิ”
ชายหนุ่มตอบกลับเรียบ ๆ
เฮ้ย! ทำไมอยู่ดี ๆ เธอถึงรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นสาวใช้ไปได้เนี่ย!?
อินเมี่ยวแอบยกนิ้วกลางให้ในใจอย่างหงุดหงิด แต่ก็ยังเดินไปประคองเขาขึ้นมาช้า ๆ
ซุปไก่ยังอุ่นอยู่ เธอค่อย ๆ ป้อนทีละช้อน สองช้อน อย่างไม่มีอารมณ์ใด ๆ บนใบหน้า
“ครั้งนี้ไม่ร้องไห้แล้วรึ? พัฒนาไปมากทีเดียว” เขาเอ่ยขึ้นกะทันหัน
ช้อนซุปในมือเธอชะงักค้างกลางอากาศ อินเมี่ยวทำเป็นไม่สนใจหัวไหล่เปลือยของเขาที่โผล่ออกมานิดหน่อย แล้วทำหน้าจริงจังตอบกลับไปว่า
“ท่านพูดเล่นเกินไปแล้วเพคะ ท่านอ๋อง”
จริง ๆ แล้วตอนเด็กทั้งสองเคยเจอกันครั้งเดียวแท้ ๆ ยังอุตส่าห์จำเธอได้อีกนะ
“เรียกข้าว่าเซียวเสวียนก็พอ”
ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนก็ดังมาจากด้านนอก
“ฟื้นแล้วรึ? ขอบคุณสวรรค์!”
อินป๋ออู่รีบก้าวพรวดเข้ามาในห้อง ด้านหลังตามด้วยเว่ยซื่อกับหยุนเหอที่ถือชามน้ำอุ่นเข้ามาด้วย
“ต้องขอขอบพระคุณท่านกั๋วกงเป็นอย่างสูง”
เซียวเสวียนพิงตัวกับฝาห้องอย่างอ่อนแรง ดวงตากลับมานิ่งสงบอีกครั้ง
“ไม่ต้องเกรงใจเลย องค์ชายคือผู้มีพระคุณที่ช่วยข้ากับน้องชายไว้ จะกล่าวว่าลำบากได้เยี่ยงไรเล่า”
อินป๋ออู่ยิ้มดีใจ หากเซียวเสวียนตายไปจริง ๆ เขาคงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต
“บัดนี้มิใช่ ‘องค์ชายเซวียน’ แล้ว ท่านกั๋วกงเรียกข้าว่าเซียวเสวียนก็พอ”
เซียวเสวียนพูดพลางไอขึ้นมาอีกครั้ง
หยุนเหอรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ พอเห็นคราบเลือดดำติดอยู่บนผ้า ทุกคนก็ใจหายวาบ
“ไม่ต้องตกใจ นี่คือเลือดคั่งในร่างกายคนไข้ ขับออกมาได้กลับเป็นเรื่องดี”
ซูหว่านเฟิงมาถึงพอดี เขาส่งหีบยาให้กับอินเฮ่อที่อยู่ข้าง ๆ พร้อมกับอธิบาย
หยุนเหอถึงกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความโล่งอก
อินเมี่ยวเองก็รู้สึกโล่งใจตามไปด้วย โชคดีที่ยังไม่ตาย… เธอค่อย ๆ ลอบเดินออกจากห้องเงียบ ๆ แล้วกลับมายังห้องของตัวเอง
“ระบบ เราขอรับรางวัลได้รึยัง?”
อินเมี่ยวรูดม่านหญ้าหน้าห้องลง ก่อนจะนั่งลงบนเตียงไม้ที่ต่อจากแผ่นกระดานไม้หลายแผ่น แล้วถามอย่างตื่นเต้น
เมื่อครู่เธอเกือบคิดว่าลุงหนวดจะตายจริง ๆ แล้ว แต่ตอนนี้ตัวละครสำคัญในเนื้อเรื่องยังอยู่รอด เธอเลยถือว่าทำภารกิจสำเร็จอีกขั้นนึงแล้ว
【ติ๊ง~ ระบบได้มอบรางวัลเรียบร้อยแล้ว กรุณาเช็คในพื้นที่มิติของผู้ใช้】
ยังต้องเข้าไปในมิติอีกเหรอ? แบบนี้รางวัลคราวนี้น่าจะเป็นของใช้จริงสินะ อินเมี่ยวค่อย ๆ แหวกม่านหญ้าดูด้านนอก พอเห็นว่าทุกคนในบ้านต่างก็พากันไปสนใจคุณลุงหนวดที่เพิ่งฟื้นอยู่ในห้อง ก็โล่งใจหน่อย ไม่มีใครสนใจมาทางนี้ เธอเลยรีบเข้าไปในมิติ
“ของรางวัลมันคืออะไรเหรอ?”
อินเมี่ยวยืนอยู่กลางมิติ มองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย
“ของรางวัลมันคืออะไรเหรอ~ คืออะไรเหรอ~”
เสียงแหลม ๆ ดังขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว ทำเอาอินเมี่ยวสะดุ้งโหยง เสียงนี้ไม่ใช่เสียงระบบ แถมก็ไม่ใช่เสียงที่เธอคุ้นเคยด้วย
พอมองตามเสียงไปก็เห็นว่า บนมุมหนึ่งของศาลาแปดเหลี่ยมนั่น… มีนกสีฟ้าอ่อนตัวหนึ่งยืนอยู่!?
【ของรางวัลจากภารกิจ: มอบนกแก้วสุดน่ารักหนึ่งตัว ขอให้ผู้ใช้งานดูแลอย่างดี】
เสียงระบบดังขึ้นทันที
“….”
อินเมี่ยวจ้องนกแก้วสีฟ้าที่เอาแต่พูด “คืออะไรเหรอ~” ซ้ำไปซ้ำมา แล้วก็เริ่มเข้าสู่โหมดครุ่นคิด
น่ารักตรงไหนเนี่ย?
นอกจากขนมันจะมีโทนพาสเทลที่ดูสดใสขึ้นมาหน่อย มันก็แค่นกแก้วธรรมดาทั่วไปไม่ใช่เหรอ?
“สวัสดี…”
แม้จะรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เธอก็ยังยอมทักมันอย่างสุภาพ
คราวนี้นกแก้วไม่ได้พูดตาม แต่มันกลับกางปีกกระพือเบา ๆ แล้วก็บินมาเกาะที่ไหล่ของเธอแทน
“นายหญิง โปรดสั่งการแก้วน้อยตามแต่ใจปรารถนาเถิด”
นกแก้วสีฟ้าพูดขึ้นเสียงชัดเจน
“สั่ง... เอ่อ ยังไม่มีอะไรให้ทำหรอกตอนนี้”
อินเมี่ยวรู้สึกว่าไอ้ประโยคของมันนี่คุ้น ๆ ยังไงก็ไม่รู้ แต่นึกไม่ออกว่าไปได้ยินมาจากที่ไหน
อย่างน้อยเจ้านกแก้วจากระบบตัวนี้ก็ดูฉลาดดีอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะพูดมั่ว ๆ ไหม
【ผู้ใช้งานวางใจได้ เจ้านกแก้วนี้จะพูดมั่วเฉพาะในมิติเท่านั้น เวลาอยู่ข้างนอกจะเหมือนนกแก้วธรรมดาทั่วไป】
ระบบตอบกลับทันที
“อ๋อ งั้นเหรอ รู้แล้วล่ะ”
ว่าแต่ “พูดมั่วในมิติ” นี่หมายความว่ายังไงนะ? อินเมี่ยวไม่ได้ใส่ใจนัก กลับมัวแต่คิดหาวิธีว่าจะเอานกแก้วตัวนี้ออกไปข้างนอกโดยไม่ให้ใครสงสัยยังไงดีมากกว่า
“งั้นแกอยู่ในนี้ไปก่อนแล้วกัน รอเวลาที่เหมาะแล้วค่อยพาออกไป”
พูดจบ อินเมี่ยวก็ถอนหายใจเล็กน้อย เธอรู้สึกผิดหวังกับรางวัลครั้งนี้อยู่นิดหน่อย ไม่กล้าอยู่ในมิตินานนัก เลยรีบหาเวลาที่เหมาะ ๆ แล้วกลับออกมาทันที
แม้เซียวเสวียนจะฟื้นแล้ว แต่เพราะบาดเจ็บหนัก หมอซูหว่านเฟิงเลยแนะนำให้เขานอนพักรักษาตัวบนเตียงต่ออีกอย่างน้อยสามเดือน
ส่วนหมอซูเองก็เหมือนจะเดาได้คร่าว ๆ แล้วว่าเซียวเสวียนคือใคร หลังจากดูอาการเสร็จ อินป๋ออู่ก็พาเขาไปยังหลังบ้าน แล้วเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างตรงไปตรงมา
“ข้าก็คิดเอาไว้แล้วล่ะ” ซูหว่านเฟิงถอนหายใจ “แพ้ชนะมันเป็นเรื่องปกติของสงคราม ถ้าถอยทัพกลับมาแล้วจะโดนหาว่าเป็นขี้ขลาด ต้องโดนประหารโดนเนรเทศ แล้วใครมันจะอยากรับใช้ราชสำนักกันเล่า... โหดร้ายเกินไปแล้วจริง ๆ”
“ท่านหมอซูเข้าใจเยี่ยงนี้ก็ดีแล้ว ข้าไม่หวังสิ่งใดอีก ขอแค่ครอบครัวอยู่รอดปลอดภัย จะอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แบบนี้ไปตลอดชีวิต ข้าก็ยอม”
อินป๋ออู่พูดอย่างปลงตก
สถานการณ์ในเมืองหลวงตอนนี้ซับซ้อนเกินคาด คนที่ถูกส่งมาลอบฆ่าพวกเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ ตระกูลอินนั้นอยู่ฝั่งเป็นกลางมาตลอด ไม่เคยเข้าพวกหรือใช้ตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ถ้ากลับไปก็คงไม่พ้นจะโดนลากไปเป็นเหยื่ออีกรอบ
“ข้ารู้ดี ท่านวางใจเถิด ข้าจะไม่เอาเรื่องของพวกท่านไปพูดกับใคร”
ซูหว่านเฟิงรู้ดีว่าอินป๋ออู่ไม่ได้แค่มาคุยเล่น เขาจึงรีบแสดงจุดยืนให้ชัดเจน
ตอนกลางคืน ขณะที่ซูหว่านเฟิงกำลังเตรียมตัวจะพักผ่อน อินป๋ออู่ก็แบกถุงอะไรบางอย่างเข้ามาทิ้งไว้ในครัวของเขา
“ท่านอิน นี่มัน…” ซูหว่านเฟิงมองไม่ออกว่าด้านในคืออะไร
“ข้าวสารน่ะ ท่านแค่กินก็พอ ห้ามคืน ข้าจะไปแล้ว อย่าตามมา”
อินป๋ออู่พูดจบก็เดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับ
ซูหว่านเฟิงมองถุงข้าวที่หนักเกือบสิบโต่วอย่างจนปัญญา ทั้งขำทั้งเหนื่อยใจ
หน้าประตูบ้าน อินเมี่ยวเดินออกมาจากมุมเงา แล้วตามหลังพ่อเธอทันที
“ท่านพ่อ ท่านทำประตูเป็นหรือไม่เจ้าคะ?” อินเมี่ยวถามขึ้น
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 33 คนที่รู้เหตุรู้ผล
เพื่อจะทำประตูไว้ใช้เอง อินเมี่ยวก็เลยตื่นแต่เช้าตรู่ในวันรุ่งขึ้น ลุกไปขึ้นเขาฉางหลิงคนเดียว โดยตั้งใจว่าจะไปหาไม้ท่อนใหญ่ ๆ ลงมาสักอัน
“ยัยหนูนี่ก็จริง ไปไม่บอกไม่กล่าว รอข้าสักนิดก็ไม่ได้ คิดจะหิ้วไม้กลับมาคนเดียวเลยรึ?”
อินป๋ออู่บ่นอุบ เมื่อเตรียมตัวเสร็จถึงเพิ่งรู้ว่าลูกสาวหายตัวไปแล้ว
“นั่นสิ เพิ่งจะสว่างนิดเดียวเอง”
เว่ยซื่อเองก็อดเป็นห่วงไม่ได้
แต่ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม อินเมี่ยวก็กลับลงมาจากเขาพร้อมกับชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่ง ทุกคนดูอารมณ์ดี หัวเราะพูดคุยกันมาตลอดทาง
“วางใจเถิดเมี่ยวเอ๋อร์ งานนี้ข้าจัดการให้เอง บ้านข้าทำงานไม้มาหลายชั่วคนแล้ว”
ฟางเทียนไห่พูดขณะใช้ไหล่ขวาหิ้วไม้ท่อนกลมท่อนใหญ่มาด้วย
“งั้นก็ต้องขอรบกวนท่านอาฟางแล้วเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวยิ้มกว้างตอบกลับ
“รบกวนอะไรกัน ที่จริงมันก็เพราะหัวมันที่เจ้าพาเราไปเจอนั่นแหละ วันนี้เองข้าถึงเพิ่งรู้ว่าบนเขาฉางหลิงมีหัวมันพวกนี้ซ่อนอยู่ด้วยนะ”
ฟางเทียนไห่พูดพร้อมกับใช้มืออีกข้างหิ้วมันสด ๆ ที่มีรากติดอยู่มาด้วยเป็นพวง
ชาวบ้านคนอื่นที่มาด้วย รวมถึงอินเมี่ยว ต่างก็มีหัวมันอยู่ในมือกันคนละสองสามหัวเหมือนกัน
“จริงเลย ๆ เด็กสาวตระกูลอินนี่ช่างมีโชคนัก นกที่เกาะไหล่ดูแปลกไม่ใช่น้อยเลยนะ”
ชาวบ้านอีกสองสามคนพากันพึมพำด้วยความแปลกใจ นกแก้วสีฟ้าตัวเล็กเกาะอยู่บนไหล่อินเมี่ยวตลอด ไม่ยอมไปไหน บอกว่าเธอเจอมันในป่า
“ไม่ใช่เพราะข้ามีโชคหรอกเจ้าค่ะ พืชมันมีพฤติกรรมของมันเอง ถ้ารู้จักมันดีพอ แล้วหาตามลักษณะนั้น ก็จะเจอได้ไม่ยากหรอกเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวอธิบาย จริง ๆ แล้วบนเขาฉางหลิงก็มีหัวมันพวกนี้อยู่ เพียงแต่ว่าชาวบ้านไม่เคยรู้จักมันมาก่อนเลย ไม่รู้ว่าหน้าตาใบมันเป็นแบบไหน ก็เลยไม่มีใครคิดจะหา ส่วนเธอเองมีพันธุ์อยู่ในมิติอยู่แล้ว เลยปลูกไว้ข้างต้นที่เจอ พอใช้วิธีเดิมตามหาก็เจอเพิ่มอีกหลายต้น
“ดูท่าการรู้หนังสือก็ดีจริง ๆ นะ”
จางฟู่กุ้ยเอ่ยขึ้นด้วยความอิจฉา ถ้าลูก ๆ ของเขาเรียนหนังสือได้บ้างก็คงดี เผื่ออนาคตจะได้ไม่ต้องเหนื่อยอยู่แต่ในไร่ในนาแบบเขา
“ยัยหนู เจ้านกตัวนี้ขายหรือไม่? ข้าขอซื้อห้าสิบอีแปะ เจ้าว่าอย่างไร?”
ซุนเหอซุ่นเดินมาขวางหน้าอินเมี่ยว แล้วชูมือขึ้นห้านิ้วเสนอราคา นกสีฟ้านี่หายากมาก เขาคิดว่าถ้าเอาไปขายในอำเภอหรือที่อื่นต้องได้ราคาดีแน่นอน
“ข้าชอบมันมากเจ้าค่ะ ไม่ขายหรอก”
อินเมี่ยวตอบเสียงเรียบ
“เอ้า เด็กคนนี้นี่ นกตัวนิดเดียวกินก็ไม่ได้ เอาเงินห้าสิบอีแปะกลับบ้าน พ่อแม่เจ้าจะชมเอานะ ขายให้ข้าเถอะ”
ซุนเหอซุ่นพูดพลางทำท่าจะเอื้อมมือไปคว้านกบนไหล่เธอ แต่เขาก็ต้องงุนงง เพราะยัยหนูตรงหน้าไหวตัวไวมาก แค่สองสามก้าวก็วิ่งอ้อมไปอยู่ข้างหลังเขาได้แล้ว
“ข้าบอกว่าไม่ขายก็คือไม่ขายเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวขมวดคิ้ว ไม่พอใจสุด ๆ
“เหอซุ่น นกนี่หนูเมี่ยวเป็นคนหาเอง ถ้านางไม่อยากขาย เจ้าก็อย่าตื๊อเลย”
ฟางเทียนไห่พูดแทรกขึ้น คนอื่นดูออกว่านกนี่ไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน ซุนเหอซุ่นกะจะซื้อถูกแล้วไปขายเอากำไรเต็ม ๆ ชัด ๆ
“ใช่แล้ว ดูนกนี่มันฉลาดจะตาย ยังกับรู้ภาษาคน ถ้าเป็นข้า ข้าก็ไม่ขายหรอก”
ชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่เคยได้ผลประโยชน์จากอินเมี่ยวก็ต่างช่วยกันพูดปกป้องเธอ
“เด็กแค่นี้จะเลี้ยงอะไรเป็น อีกไม่กี่วันก็ตายแน่ ขายให้ข้าเถอะ อย่างน้อยมันอาจจะอยู่ได้นานกว่านี้”
ซุนเหอซุ่นยังไม่เลิกตื๊อ เดินตามอินเมี่ยวอย่างไม่ลดละ
อินเมี่ยวรีบกอดเจ้านกแก้วแน่น แล้ววิ่งหนีไปข้างหน้าอย่างระแวดระวัง ต่อให้ซุนเหอซุ่นพยายามไล่ตามยังไงก็ไล่ไม่ทัน
ฟางเทียนไห่มองตามทั้งสองคนไปด้วยความกังวล แต่พอเห็นอินเมี่ยววิ่งไปทางบ้านของตัวเอง เขาก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาหน่อย
ได้ยินว่าบ้านยัยหนูนี่เพิ่งมีผู้ชายเพิ่มมาอีกสองคน น่าจะไม่โดนรังแกง่าย ๆ หรอกนะ…
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ขาย ท่านยังจะคิดแย่งอีกหรือ?”
อินเมี่ยวหยุดยืนหน้าบ้าน พลางหอบหายใจ มองซุนเหอซุ่นที่ยังตามมาติด ๆ ด้วยความไม่พอใจ
“ไม่ขาย! ไม่ขาย!”
เจ้านกแก้วสีฟ้าที่อยู่ในอ้อมกอดเธอก็พูดขึ้นเสียงดังทันที
ซุนเหอซุ่นที่กำลังลังเลถึงกับผงะไปหนึ่งจังหวะ เจ้านกนี่ไม่ใช่แค่ขนสวยแปลกตาเท่านั้น แต่มันยังพูดได้อีก!? ถ้าเอาไปขายให้พวกขุนนางในเมืองล่ะก็ อย่างน้อย ๆ ต้องได้สักแปดหรือสิบตำลึงแน่ ๆ วันนี้เขาจะต้องเอานกตัวนี้มาให้ได้!
อินเมี่ยวเองก็รู้สึกว่าซวยแล้วสิ ไหนระบบบอกว่านกนี่จะไม่พูดมั่วข้างนอกมิตินี่ไง!?
บ้านของตระกูลอินนั้นอยู่ค่อนข้างลึกเข้าไปในหมู่บ้าน กำแพงรั้วก็เตี้ย ๆ ซุนเหอซุ่นมองไปรอบ ๆ เห็นว่าไม่มีคนอยู่ใกล้ ก็เลยพุ่งเข้าใส่อินเมี่ยวทันที หวังจะคว้านกแก้วไปให้ได้!
ครั้งนี้อินเมี่ยวโกรธจริงแล้ว ซุนเหอซุ่นตัวไม่เล็ก เล่นจะอุ้มเธอทั้งตัว อินเมี่ยวเลยกอดเจ้านกไว้แน่น แล้วโน้มตัวลงต่ำ ในขณะเดียวกันก็ยกขาขวากวาดไปที่ข้อเท้าของเขา!
แรงเตะนี่เรียกว่าดึงเอากำลังทั้งหมดที่ร่างเดิมเคยมีมาใช้เลยทีเดียว ถึงจะไม่ได้ทำให้ซุนเหอซุ่นร้องโหยหวน แต่ก็ทำให้เขาทรุดลงไปนั่งคุกเข่าต่อหน้าเธอจนได้
ซุนเหอซุ่นยังพยายามจะลุกขึ้น แต่แล้วเขาก็เห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าหัวเราะเย็น ๆ พลันรู้สึกเจ็บที่ท้องทันที อินเมี่ยวอาศัยแรงจากลำตัวเขากระโดดขึ้น แล้วฟาดส้นเท้าใส่หัวเขาตรง ๆ!
ปัง! อ๊ากกก!
เสียงกรีดร้องดังขึ้น ซุนเหอซุ่นโดนเตะหัวเข้าเต็มแรง ล้มหน้าคว่ำลงไปบนพื้นโคลนอย่างแรง!
หยุนเหอที่เพิ่งเปิดหน้าต่างออกมาพอดี ถึงกับอึ้งไปเลย คนที่ลงมือเมื่อกี้คือ…คุณหนูอิน!?
บ้านอินเองกำแพงก็ไม่ได้สูงอะไรนัก ซูหว่านเฟิงที่อยู่ด้านในกับหยุนเจียงและหยุนเหอก็พากันเห็นเหตุการณ์ชัดเจนทุกอย่าง เพราะเขาเพิ่งสั่งให้เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทเมื่อกี้เอง
หยุนเจียงเองก็ยังทึ่ง ไม่คิดเลยว่ายัยหนูจะสามารถกอดนกไว้แน่นแล้วใช้แค่สองขาเตะผู้ชายตัวโตล้มกลิ้งลงโคลนได้!?
อินป๋ออู่กับคนอื่น ๆ พอได้ยินเสียงก็รีบวิ่งออกมาดูทันที ก็พบว่าลูกสาวของตัวเองกำลังยืนหน้าบึ้งอยู่ตรงนั้น ข้างหน้าเธอมีชายคนหนึ่ง…นอนคว่ำหน้ากับพื้น!?
“เมี่ยวเอ๋อร์? เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
เว่ยซื่อรีบเข้าไปตรวจดู อินเมี่ยวทันที เห็นว่าลูกสาวไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน ก็โล่งใจ
“ข้าเห็นหมดแล้ว! เขาจะมาแย่งของพี่สาวเมี่ยว พี่สาวเมี่ยวเลยเตะเขาล้มเลย!”
เสียงของหลัวเสี่ยวเป่าดังมาจากด้านหลังกำแพง เจ้าหนูกำลังชี้มาที่ซุนเหอซุ่นพร้อมหัวเราะคิกคัก
คนบ้าอะไรจะมาแย่งของจากพี่สาวได้ เฮอะ สมแล้วที่โดนเตะ!
“อะไรนะ!? ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
อินป๋ออู่พอฟังเรื่องราวก็โมโหจัด รีบเข้าไปกระชากคอเสื้อซุนเหอซุ่นให้ลุกขึ้น หน้าชายคนนั้นเต็มไปด้วยเลือด ทำเอาเว่ยซื่อตกใจไม่น้อย
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่ เขาก็แค่ฟันหลุดไปหน่อยเอง”
อินเมี่ยวพูดแบบไม่ใส่ใจเท่าไหร่ จริง ๆ ตอนเตะนั้นเธอก็ไม่ได้ใช้แรงเต็มที่หรอก แต่ใครใช้ให้หมอนี่อ่อนแอเองล่ะ?
จะว่าไปแล้ว ต่อยไปก็เรื่องของเธอ เธอไม่กลัวอยู่แล้ว
กลุ่มชาวบ้านที่ถือหัวมันตามมาทีหลังก็มาถึงพอดี พอเห็นว่าหนูเมี่ยวไม่ได้เป็นอะไร ทุกคนก็เบาใจลง
ซุนเหอซุ่นแต่เดิมก็ไม่ได้มีชื่อเสียงดีในหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่ก่อนยังเคยเอาสัตว์เลี้ยงในบ้านไปขายเพื่อลงพนันจนหมดตัว ทุกวันนี้ยังไม่มีใครกล้าส่งลูกสาวให้เขาเลย
“แค่ก ๆ… เจ้าเด็กสารเลว กล้าเล่นไม้หนักเยี่ยงนี้… ตามข้าไปหาลี่เจิ้ง (ผู้ใหญ่บ้าน) เดี๋ยวนี้! กล้าลงไม้ลงมือใส่คนเชียวรึ!?”
ซุนเหอซุ่นพ่นเลือดอีกคำ ก่อนตะโกนออกมาอย่างโกรธจัด แต่ในใจก็แอบกลัวอยู่ไม่น้อย
“ผู้ใดมีเหตุผล ก็มิจำต้องให้ผู้อื่นตัดสินความ เช่นข้านี่แล”
อินเมี่ยวพูดอย่างเยือกเย็น ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป เธอทำในสิ่งที่ควรทำไปแล้ว คำพูดของคนอื่นก็ไม่มีผลอะไรกับเธอเลย
“เมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
จางซื่อรีบตามเข้าไปถามด้วยความห่วงใย
(จบบท)