- หน้าแรก
- สาวน้อยดวงดี พกมิติไปทำฟาร์ม
- บทที่ 28 การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม/ บทที่ 29 ห้ามกินข้าวน้อยลงเด็ดขาด/ บทที่ 30 จุดเน้นของระบบ
บทที่ 28 การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม/ บทที่ 29 ห้ามกินข้าวน้อยลงเด็ดขาด/ บทที่ 30 จุดเน้นของระบบ
บทที่ 28 การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม/ บทที่ 29 ห้ามกินข้าวน้อยลงเด็ดขาด/ บทที่ 30 จุดเน้นของระบบ
บทที่ 28 การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม
จริงๆ แล้ว อินเมี่ยวก็ได้ถามความเห็นของระบบมาก่อนแล้วล่ะ ดูเหมือนว่าตั้งแต่วันที่เธอเห็นคุณลุงหนวดเคราคนนั้นนอนอยู่บนเตียง ระบบมันก็เริ่มใจดีขึ้นกับเธอเยอะเลย
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ระบบถึงขั้นเตือนเธอไว้ล่วงหน้าอีกนะว่าสองวันหลังจากนี้ ข้าวล็อตที่สองจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว แถมยังบอกให้เธอใช้ข้าวในวันนี้ให้มากขึ้นหน่อยก็ได้ ขอแค่ว่าต้องแลกเปลี่ยนอย่างมีมูลค่าเท่าเทียม ห้ามโยนข้าวแจกแบบเปลืองเปล่าเด็ดขาด
อินเมี่ยวจะพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ได้ยังไงล่ะ ว่าแล้วก็เริ่มคำนวณอยู่ในรถม้าเลย
เมืองฉางหลิงไม่ใหญ่มาก รถม้าที่ทั้งสามคนนั่งกันมาก็ถึงใกล้ร้านขายข้าวไวพอสมควร อินป๋ออู่จึงหยุดรถไว้ตรงปากซอยหนึ่ง แล้วก็ให้ภรรยากับลูกสาวรออยู่บนรถ ส่วนตัวเขาเดินไปหาชายคนนั้นที่กำลังร้องขอให้ช่วยชีวิตอยู่
“ขอร้องเถิดพวกท่าน... ขายข้าวให้ข้าสักหน่อยก็ยังดี ตอนนี้ในบ้านเหลือเงินอยู่แค่นี้แล้ว เด็กๆ ยังไม่มีแม้แต่ข้าวต้มให้ซดเลยสักหยด!”
เสียงชายคนหนึ่งที่หัวเต็มไปด้วยเศษฟางร้องออกมาพลางน้ำตาไหล
“แค่ร้อยสี่สิบอีแปะ ยังกล้าหวังจะซื้อข้าวอีกเรอะ? อย่างน้อยเจ้าก็ต้องมีเงินพอซื้อให้ได้สักหนึ่งโต่วก่อนเถอะ!”
เจ้าของร้านขายข้าวโบกมือปัดไล่อย่างรำคาญ
“แต่เมื่อสองเดือนก่อนยังซื้อได้นี่ ทำไมตอนนี้ถึงซื้อไม่ได้แล้วเล่า?”
ชายคนนั้นพูดออกมาด้วยความงุนงง ดูไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเงินในมือถึงไร้ค่าเสียแล้ว
“ช่วยไม่ได้ พวกเรารับข้าวมาก็แพงเหมือนกัน เจ้าอยากได้ราคาถูกก็ไปดูเอาสิว่ามีร้านไหนไม่ขึ้นราคาบ้าง ไปซื้อร้านนั้นเสียเถอะ”
พูดจบเจ้าของร้านก็หันหน้าหนี ไม่สนใจชายผู้นั้นอีก เพราะด้านหลังยังมีคนต่อคิวรอซื้อข้าวอีกยาวเหยียด
ชายคนนั้นจะเอ่ยปากอ้อนวอนต่อ แต่ก็ถูกชายแปลกหน้าหน้าตาแข็งแรงล่ำสันลากตัวออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
“พี่ชายจำข้าได้หรือไม่?”
อินป๋ออู่พูดยิ้มๆ พลางลากชายคนนั้นไปที่หัวมุมถนน
“เอ่อ... ท่านคือ?” ชายคนนั้นจำไม่ได้เลยว่าเคยรู้จักกัน
“อย่าเสียงดัง เจ้าพกเงินมามากน้อยเพียงใด? ข้ามีข้าวจะขายให้ ซื้อหรือไม่ซื้อ?”
พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจพวกเขาแล้ว อินป๋ออู่ก็พูดเข้าเรื่องทันที
ชายคนนั้นอึ้งไปชั่วครู่ แล้วพยักหน้ารัวๆ ตอบว่า
“ข้ามีเงิน ข้ามีเงินอยู่ร้อยสี่สิบหกอีแปะ! ท่านจะขายข้าวให้ข้าจริงๆ หรือ?!”
อินป๋ออู่ถอนหายใจแล้วว่า
“คนที่บ้านข้ากำลังป่วย แต่ตอนนี้ไม่มีเงินจะรักษา โชคดีที่สามเดือนก่อนข้าซื้อข้าวไว้มากพอ เลยคิดว่าจะเอาข้าวไปแลกเป็นเงินมารักษาคนในครอบครัว ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ข้าก็ไม่คิดจะขายหรอกนะ”
“ท่านพี่ ข้าต้องการซื้อข้าวจริงๆ ในเมื่อพวกเราต่างก็ลำบากกันทั้งคู่ ท่านก็ขายให้ข้าสักหน่อยเถิด—เพียงแค่ครึ่งโต่วก็ยังดี!”
ชายคนนั้นเชื่อสนิทใจ อีกทั้งชายตรงหน้าก็ดูไม่น่าจะเป็นคนชั่วร้ายอะไร
“ตกลง เจ้าเดินตามข้ามา รถม้าที่ข้ายืมมาก็จอดไว้ตรงซอยด้านนั้นแหละ”
อินป๋ออู่ทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพาชายคนนั้นเดินไปทางรถม้า
อินเมี่ยวไม่ได้คาดคิดเลยว่าอินป๋ออู่จะพาคนมาได้ไวขนาดนี้ แต่เพราะไม่มีอุปกรณ์ชั่งข้าวติดมาด้วย ชายคนนั้นเลยเสนอให้พวกเขาไปเปลี่ยนข้าวกันหน้าบ้านของเขาแทน ซึ่งอินป๋ออู่ก็คิดอยู่แป๊บเดียวก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง
บ้านของชายคนนั้นอยู่ไม่ไกลจริงๆ อินเมี่ยวรู้สึกว่าแค่เดินไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว
“พวกข้าไม่เข้าไปข้างในหรอก เจ้าแค่เอาโต่วใส่ข้าวออกมาก็พอ”
อินป๋ออู่ยังคงไม่กล้าเข้าไปในบ้านคนแปลกหน้า อีกทั้งที่นี่ก็เป็นซอยแคบๆ ที่มีคนผ่านไปผ่านมา พวกเขายืนรออยู่ข้างนอกก็น่าจะปลอดภัยพอแล้ว
“ข้าชื่อเว่ยอี้ รบกวนพวกท่านรอสักครู่ ข้าจะรีบมา!”
เว่ยอี้ตะโกนพลางวิ่งกลับเข้าบ้านไป
“เดี๋ยวเราจะขายข้าวยังไงดีล่ะ?” เว่ยซื่อถามอย่างลังเล
“อย่าแพงเกินไปก็พอ แต่ก็อย่าถูกเกิน”
อินเมี่ยวก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ‘แลกเปลี่ยนเท่าเทียม’ ที่ระบบพูดถึงหมายถึงอะไร แต่ในใจเธอก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
หลังจากทั้งสามคนคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง เว่ยอี้ก็วิ่งกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับถังไม้ที่ใช้ตวงข้าว และหญิงสาวคนหนึ่งหน้าตาซูบซีดที่อุ้มเด็กทารกวัยราวๆ ขวบกว่าๆ มาด้วย
“ท่านพี่ ข้าเพิ่งไปค้นดูในบ้านมาอีก เจอเงินเพิ่มอีกนิด ตอนนี้รวมแล้วได้ครบพอดี หนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ ท่านดูสิว่าพอจะขายข้าวให้ข้าได้เท่าใด?”
เว่ยอี้พูดออกมา
อินป๋ออู่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า
“เช่นนี้เถิด ข้าดูแล้วเจ้าก็คงลำบากไม่น้อย งั้นแบ่งเป็นข้าวสาร ข้าวฟ่าง และข้าวสาลี อย่างละหนึ่งโต่วเถิด ดีหรือไม่?”
ตามที่เขาคิดไว้ ข้าวจากฝั่งเมี่ยวเอ๋อร์นั้นต้นทุนแค่โต่วละ 25 อีแปะ หากพวกเขาขายโต่วละ 50 อีแปะก็ถือว่ากำไรไม่น้อยเลย
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็เห็นด้วยกับที่เมี่ยวเอ๋อร์พูด ถ้าขายถูกเกินไป คนอื่นคงคิดว่าพวกเขาเป็นพวกโง่แน่ๆ
แต่ราคานี้กลับทำให้เว่ยอี้กับหญิงผอมแห้งที่ยืนอยู่ข้างหลังตื้นตันจนน้ำตาคลอ
“ม่านตัว* รีบคำนับขอบคุณคุณลุงท่านนี้เร็วเข้าเถิด ท่านพี่ ท่านช่างเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตพวกเราจริงๆ” หญิงผอมแห้งพูดพลางน้ำตาเอ่อเบ้า
(*ม่านตัว = ลูกสาวตัวน้อยของเว่ยอี้ ใช้ถอดความคำเรียกลูก)
“อย่าได้เกรงใจไปเลย พวกเราก็เพียงจำใจต้องขายเพราะขาดเงินไปรักษาคนป่วยเท่านั้น” เว่ยซื่อพูดพลางเทข้าวฟ่างลงในตวงไม้
“ท่านทั้งหลายหากถึงเพียงนั้น ยังขัดสนเงินทองอยู่ ข้าอยากถามว่า อจะยังขายข้าวได้อีกหรือไม่?”
เว่ยอี้จู่ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมา
อินป๋ออู่ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะได้ยินเสียงเมี่ยวเอ๋อร์พูดขึ้นข้างๆ ว่า
“ท่านพ่อ พวกเราน่าจะยังขาดอยู่อีกราวๆ สามตำลึงเงินเจ้าค่ะ”
“ใช่ ใช่ ต้องขายต่อ! ไม่ขายไม่ได้แล้ว!” อินป๋ออู่ถึงกับตั้งสติได้ทันที ในเมื่อลูกสาวว่าอย่างนั้น ก็ขายต่อไปสิ!
“เป็นบุญแท้ ๆ ข้าจักไปเรียกผู้อาวุโสหวังกับคนในตรอกมาทั้งหมด ทุกคนกำลังรอให้ราคาข้าวลดลงอยู่พอดีเลย!”
เว่ยอี้ดูเหมือนจะเป็นคนใจดี ไม่นานก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้านข้างๆ
“ทุกคนมัวแต่รอให้ราคาข้าวลด ข้าล่ะเห็นว่ามีแต่จะแพงขึ้นเรื่อยๆ” หญิงผอมแห้งพูดพลางถอนหายใจ
ไม่นานก็มีคนในบ้านข้างๆ วิ่งตามเว่ยอี้ออกมามอง แล้วเขาก็ชี้บอกพวกเขา ก่อนจะวิ่งไปเรียกอีกบ้านต่อ
ชายชราตัวเตี้ยๆ ผอมๆ ที่ถูกเรียกว่า "ผู้อาวุโสหวัง" มีรอยย่นเต็มหน้า มือสั่นเทา ขณะควักเหรียญทองแดงบางส่วนออกจากผ้าเช็ดหน้า คนที่เดินตามมาก็หยิบเอาเงินของตัวเองออกมาด้วย พอรวบรวมกันดูแล้วก็ได้ตั้ง 500 กว่าอีแปะ
“เงินเท่านี้ จะซื้อข้าวได้มากน้อยเท่าใด?” อาวุโสหวังถามอย่างระมัดระวัง เงินจำนวนนี้ ถ้าไปซื้อที่ร้านขายข้าวก็ได้แค่ราวๆ สองโต่วเท่านั้น ซึ่งนี่ก็เป็นเงินเก็บสุดท้ายของทั้งครอบครัวเขาแล้ว
“พวกข้าไม่ใช่พ่อค้าข้าว จะมาตั้งราคาก็ไม่เหมาะนัก เอาเป็นว่าคิดราคาตามที่ขายให้พี่เว่ยเมื่อครู่นั่นแหละ 500 เหวินก็ให้หนึ่งซื่อ แต่ให้แบ่งเป็นสามชนิด”
อินป๋ออู่ตอบไป แบบนี้พวกเขาจะได้กำไรเน้นๆ ถึง 250 เหวินต่อหนึ่งซื่อ อีกทั้งราคานี้ก็เท่ากับราคาปกติเมื่อสามเดือนก่อนด้วย
“หนึ่งซื่อเชียวหรือ?!”
“เจ้าทั้งหลายกล่าวความจริงหรือไม่?” อาวุโสหวังเบิกตากว้าง ถามย้ำด้วยเสียงสั่นพร่า
“ท่านปู่ ข้าพูดจริงเจ้าค่ะ เพียงแต่ว่า...พวกข้าไม่มีถุงผ้าไว้ใส่ข้าว ท่านต้องใช้ของตัวเองนะเจ้าคะ” อินเมี่ยวตอบกลับ
เมื่อเห็นเว่ยอี้พาคนอื่นมาอีก อาวุโสหวังก็ไม่ลังเลอีกต่อไป รีบสั่งให้สะใภ้ไปหยิบถุงผ้ามา แล้วก็รีบส่งเงินให้ในทันที
คนอีกสองบ้านที่เว่ยอี้พามาก็ตกใจไม่แพ้กัน แต่พวกเขาก็รู้ว่านี่เป็นโอกาสทองที่หาไม่ได้ง่ายๆ จึงรีบยกเงินเก็บทั้งหมดออกมาหวังจะแลกข้าวให้มากที่สุด แต่หลังจากที่แต่ละบ้านซื้อกันไปบ้านละหนึ่งซื่อ อินเมี่ยวก็แจ้งกับพวกเขาว่า ข้าวหมดแล้ว
“เดี๋ยวก่อนเถิด!” หญิงชราอีกคนที่เพิ่งซื้อข้าวเสร็จรีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน แล้วก็กลับออกมาอีกครั้งพร้อมไก่ตัวหนึ่งขนาดกลาง
“พวกท่านล้วนเป็นคนดี มีคนป่วยในบ้าน รับไก่ตัวนี้ไปเป็นเครื่องบำรุงเถิด ถือเสียว่าเป็นการขอบใจจากพวกเราทั้งบ้าน” หญิงชราตัวเล็กยิ้มอย่างจริงใจแล้วกล่าวออกมา
เว่ยซื่อถึงกับตาแดง เธออยากจะปฏิเสธ แต่พอเห็นคนอีกสองบ้านก็ทยอยหยิบของเล็กๆ น้อยๆ ออกมามอบให้แทนคำขอบคุณ เว่ยอี้ที่ไม่รู้จะให้อะไร ก็ตัดสินใจส่งถังตวงข้าวให้พวกเขาแทน
“บ้านข้าเก็บถังตวงไว้ก็ไร้ประโยชน์ เอาไปเถอะ”
เว่ยอี้พูดพร้อมรอยยิ้ม
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 29 ห้ามกินข้าวน้อยลงเด็ดขาด
อินเมี่ยวเองก็เห็นว่าพวกเขายังขาดถังตวงข้าวอยู่จริงๆ เลยรับมันไว้ แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะรับของจากบ้านพวกนั้นมาเปล่าๆ หลังจากนั้นเธอก็แบ่งข้าวฟ่างให้แต่ละบ้านอีกบ้านละหนึ่งโต่ว แล้วถึงได้พากันออกจากที่นั่น
“ชาวบ้านลำบากกันมากนัก ราชสำนักกำลังทำอะไรอยู่กันแน่!”
อินป๋ออู่เอ่ยอย่างหงุดหงิดขณะขับรถม้า
“นั่นก็มิใช่เรื่องของพวกเรา ยามนี้ข้าหวังเพียงจะปกปักรักษาเรือนของเราให้ดีเท่านั้น”
เว่ยซื่อกล่าวออกมาด้วยสีหน้าไร้ความศรัทธาต่อราชสำนักอย่างสิ้นเชิง
“ก่อนหน้านี้ท่านพ่อเคยสอนข้าว่า ใต้รังที่ล่มแล้วจะมีไข่รอดได้อย่างไร หากราชสำนักไม่ดี แคว้นหนานเซียวทั้งแคว้นก็คงไม่พ้นล่มจม เช่นนั้นแล้วเรือนของเราจะดีไปได้อย่างไรกัน ข้าว่าพวกเราควรภาวนาให้ราชสำนักยังมั่นคงอยู่เถิดเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวพูดด้วยความรู้สึกตรงไปตรงมา ที่จริงเธอก็แอบหวังว่าฮ่องเต้กับฮองเฮาฉีจะอยู่ดีมีสุขนะ แบบนี้เธอจะได้ชนะโดยไม่ต้องทำอะไรเลย... แต่ดูเหมือนว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันจะโหดร้ายไปหน่อย
“เจ้ากับเมี่ยวเอ๋อร์พูดล้วนมีเหตุผล เสียดายก็เพียงว่า…”
อินป๋ออู่ยังคงขับรถม้าต่อไป เสียงถอนหายใจของเขากลืนหายไปกับเสียงฝีเท้าของม้า...
เว่ยซื่อเข้าใจว่าพวกเขาจะกลับบ้านกันแล้ว แต่อินเมี่ยวกลับเสนอว่าขอแวะดูรอบๆ ในเมืองอีกหน่อย
“ที่ข้ายังเหลือข้าวอยู่ไม่ถึงห้าซื่อ ถ้าได้แลกอะไรกลับมาอีกสักหน่อยก็คงจะดี”
อินเมี่ยวพูดพลางมองไปยังไก่ตัวนั้นที่หลบอยู่ตรงมุมรถม้า เธอเริ่มอยากกินเนื้อขึ้นมาแล้ว…
เจ้าของร้านขายเนื้อไม่เคยเจอใครเอาข้าวมาแลกกับเนื้อมาก่อน แต่เขาก็ตอบตกลงทันที เพราะมันคุ้มเกินคุ้ม อีกทั้งยังตรวจดูแล้วด้วยว่าข้าวไม่มีปัญหาอะไรเลย
ด้วยการใช้ข้าวหนึ่งซื่อ อินเมี่ยวก็ได้แลกหมูสดมาได้ตั้งสามสิบจิน จากนั้นอินป๋ออู่ก็ใช้ข้ออ้างเดิมพาเมียกับลูกไปแลกไก่สดสามตัวกับลูกไก่อีกสิบกว่าตัว แล้วยังแลกน้ำมันจากร้านขายน้ำมันมาได้อีกด้วย
หลังจากที่เคยไปซื้อหมูกับสะใภ้ทั้งสามคนมาแล้ว อินเมี่ยวก็รู้ว่าหนึ่งจินในยุคโบราณมันไม่เท่ากับหนึ่งจินในโลกเดิมของเธอ หมูสามสิบจินในยุคนี้ก็เท่ากับแค่ประมาณสิบหกสิบเจ็ดจินของโลกเก่าของเธอเอง แต่ว่า...ได้แลกของมาก็ถือว่าคุ้มเกินคาดแล้วล่ะ
“ยังดีที่ข้าวพวกนั้นมีอายุเก็บรักษาได้หนึ่งปี”
เว่ยซื่อพูดขึ้น ตอนนี้ลูกสาวยังเหลือข้าวอยู่ประมาณสามซื่อครึ่ง พวกเขาตั้งใจจะขนมันใส่รถม้าทั้งหมดก่อนถึงบ้าน แล้วบอกว่าไปซื้อจากในเมืองมา
แค่ข้าวสามซื่อนี้ก็คงพอให้ทั้งบ้านกินได้ประมาณหนึ่งเดือน ถ้าครึ่งเดือนถัดไปมีข้าวล็อตใหม่ออกมาอีก แต่ยังไม่มีโอกาสขายก็คงต้องฝากไว้กับลูกสาวไปก่อน
“มีท่านพ่อท่านแม่อยู่ด้วยนี่มันดีจริงๆ ไม่งั้นลูกคงไม่รู้จะทำอย่างไรเลยเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวพูดออกมาจากใจ หลายๆ เรื่องที่เด็กหญิงวัยสิบสี่พูด คนอื่นคงไม่เชื่อหรอก แต่ถ้าเป็นเสียงจากพ่อแม่ คนฟังก็จะเชื่ออย่างง่ายดาย
ที่สำคัญเธอยังไปเจรจากับระบบไว้แล้วด้วยว่า เนื้อสัตว์ที่ได้มานั้นจะเอาไปเพิ่มสารอาหารให้ท่านเซวียนอ๋อง เพราะงั้นระบบก็เลยยอมปล่อยผ่านทุกอย่างที่ทำในวันนี้ไปแบบเงียบๆ
พอถึงทางเข้าหมู่บ้านฉางหลิง ก็มีชาวบ้านไม่น้อยที่เห็นรถม้ากลับมาแล้ว เด็กๆ บางคนถึงกับกระโดดวิ่งตามมาด้วย พวกเขาสามคนเลยยังไม่รีบขนข้าวลงจากรถทันที
“ข้าเอาหยกชิ้นนั้นไปจำนำมา ได้เงินมาไม่น้อยเลยล่ะ”
อินป๋ออู่เพิ่งเดินเข้ามาในโถงรับแขกก็พูดขึ้น
“หยกนั่น?”
หลิวซื่อนึกไม่ออกเลยว่าลูกชายคนโตของบ้านไปได้หยกมาจากไหน
“เป็นของขวัญที่หรูอวี้เคยให้ไว้ขอรับ ตอนนี้เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว”
อินป๋ออู่พูดด้วยสายตารู้สึกผิด ที่จริงหยกที่เว่ยซื่อเคยให้เขานั้น เขาเก็บไว้ในกล่องไม้ที่บ้านในเมืองหลวงนั่นแหละ แต่ก็โดนพวกที่มายึดทรัพย์เอาไปพร้อมข้าวของหมดแล้ว เรื่องนี้คนในบ้านยังไม่รู้ เขาเลยต้องเอาเรื่องหยกอีกชิ้นมาใช้แทน
“ท่านพี่ท่านพี่สะใภ้ ข้ารู้สึกละอายใจยิ่งนัก ที่พวกท่านต้องลำบากเพื่อบ้านหลังนี้”
อินป๋อเหวินจากเรือนรองเอ่ยออกมาด้วยความซาบซึ้งใจ
“เลิกพูดได้แล้ว! ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่อยากให้ข้าต้องลำบากใจไปมากกว่านี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกคนจงกินข้าวให้เต็มที่ ใครกล้ากินข้าวน้อยกว่าหนึ่งชาม ข้าจะถือว่าเจ้ากำลังดูถูกข้า!”
อินป๋ออู่พูดด้วยความจริงใจเต็มเปี่ยม แต่วาจาของเขากลับทำให้ทุกคนในเรือนถึงกับตาแดงซึมออกมา
บ้านใหญ่ไม่เคยทอดทิ้งใครเลย ต่อให้อินป๋ออู่ไม่อยู่ ก็มีอินเมี่ยวคอยประคับประคองทำให้ทุกคนมีข้าวกิน พวกเขารู้ดีว่าติดหนี้บ้านใหญ่ขนาดไหน
อินเมี่ยวได้แต่ยกนิ้วโป้งให้พ่ออยู่ในใจ พูดจนปากเปียกปากแฉะก็ไม่มีใครยอมฟัง แต่พอพ่อพูดทีเดียว ทุกคนเชื่อหมดเลย
“ก็ต้องโทษพวกเรานี่แหละ โง่จนเก็บก้อนทองไว้ในมือแท้ๆ ยังปล่อยให้ตัวเองจนได้”
เจินซื่อกล่าวอย่างเสียใจ ตอนบ้านถูกยึดทรัพย์ ทุกคนมัวแต่จมอยู่ในความเศร้า จนลืมคิดจะซ่อนของมีค่าไว้แม้แต่น้อย
“พูดไปก็ไร้ประโยชน์แล้ว วันนี้บ้านใหญ่ซื้อข้าวมาได้เท่าใดกัน?”
อินเจิ้งหงยืนอยู่ตรงประตู มองออกไปข้างนอกพลางถามขึ้น
“สามซื่อกว่าๆ ขอรับ แล้วยังมีหมูกับไก่เป็นๆ อีกด้วย แต่ไม่รู้ว่าพวกเราจะเลี้ยงลูกเจี๊ยบพวกนั้นกันรอดหรือไม่”
อินป๋ออู่พูดจบ ทุกคนในบ้านถึงกับตาค้าง
สามซื่อกว่า?! แถมยังมีทั้งหมูทั้งไก่เป็นๆ อีกเนี่ยนะ?!
“ท่านพี่?! จี้หยกแค่อันเดียว มันจะจำนำได้ตั้งเท่าใดกัน?”
อินเฉิงอวิ๋นถามด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
“ท่านอา ข้ากับท่านแม่เอาจี้หยกไปจำนำได้ตั้งสิบห้าตำลึงแน่ะเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวช่วยตอบแทน
“ข้าก็มีอยู่ชิ้นหนึ่ง เช่นนั้นคราวหน้าเอาไปจำนำด้วยเถิด”
อินเฉิงอวิ๋นหยิบจี้หยกรูปทรงกลมออกมาจากเอว จี้หยกชิ้นนี้เป็นของแทนใจที่เขาได้รับพร้อมกับจางซื่อ เดิมทีมีอยู่สองชิ้น แต่ของจางซื่อถูกยึดไปแล้ว เหลือเพียงของเขานี่แหละที่ยังอยู่ แต่ตอนนี้ในเมื่อจี้หยกสามารถเปลี่ยนเป็นเงินช่วยบ้านได้ เขาก็ยินดีจะเอาออกมาใช้
【ติ๊ง~ ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบวัตถุโอกาสพิเศษสำหรับอัปเกรดพื้นที่ หากเจ้าของภารกิจปฏิเสธ อาจสูญเสียสิทธิ์การใช้งานพื้นที่โดยถาวร】
เสียงของระบบดังขึ้นมาในหัวของอินเมี่ยว
ยังไม่ทันที่อินป๋ออู่จะได้เอ่ยอะไร ก็เห็นอินเมี่ยวเอื้อมมือมารับจี้หยกจากมือท่านอาทันทีแล้วพูดว่า
“ดีเลยเจ้าค่ะท่านอา หยกน่ะก็แค่ก้อนหิน เอาไปแลกเป็นข้าวสารได้ยังมีประโยชน์กว่ากันเยอะ ข้าว่า...ตอนนี้ข้างนอกก็ดูเงียบๆ แล้ว พวกเรายกของลงจากรถเถิดเจ้าค่ะ”
ล้อเล่นน่า ถ้าจะต้องเสียสิทธิ์การใช้งานพื้นที่ลับนั่นไปจริงๆ เธอก็คงไม่ต้องอยู่ดิ้นรนในโลกบัดซบนี้ลำพังงั้นเหรอ!
“เมี่ยวเอ๋อร์นี่ชักจะกลายเป็นคนโลภไปแล้วนะ? แต่เจ้าพูดถูก ของพวกนี้ก็เป็นเพียงสิ่งภายนอกเท่านั้น ข้าจะออกไปช่วยขนของเอง!”
อินเฉิงอวิ๋นไม่ได้ถือสา กลับหัวเราะฮาแล้วเดินออกไป
แม้อินป๋ออู่จะบอกว่ามีข้าวแค่สามซื่อกว่าๆ แต่พอทุกคนลากรถม้าเข้ามาในลานหลังบ้าน แล้วเปิดประตูรถม้าออก ภาพที่เห็นก็ทำเอาทุกคนตกตะลึง
ถุงข้าวใบโตที่บวมแน่นอัดกันเต็มรถม้า ยังมีไก่เป็นๆ สี่ตัว แล้วก็เข่งลูกไก่ตัวเล็กอีกหนึ่งเข่ง?! ยังไม่นับของกินพวกหมูสดกับน้ำมันทำอาหารอีก!
“เจี๊ยบๆ เจี๊ยบๆ!!”
อินหานตื่นเต้นดีใจ กระโดดโลดเต้นลืมไปเลยว่าตัวเองเคยน้อยใจที่ไม่ได้ออกไปกับพ่อแม่
พอได้ยินเสียงดังพอสมควร หยุนเจียงกับหยุนเหอก็รีบออกมาช่วยกันขนของ อินป๋อเหวินกับเจินซื่อก็ช่วยกันเฝ้าประตูบ้านไว้ เผื่อมีใครมาเคาะถามหาคน
“รอบนี้ซื้อข้าวสาลีมาด้วยหนึ่งถุง แต่ไม่รู้จะกินยังไง”
เว่ยซื่อพูดขึ้นอย่างงงๆ เพราะปกติเธอกินแต่หมั่นโถวกับเปา ไม่เคยต้องต้มเมล็ดข้าวสาลีมากินเอง
“มีเครื่องโม่อยู่ขอรับ เดี๋ยวข้าจัดการให้เอง”
หยุนเหอที่หิ้วข้าวสารเข้ามาพอดีชี้ไปทางมุมลาน ที่มีเครื่องโม่หินเก่าๆ ตั้งอยู่ ซึ่งมีเถาวัลย์ขึ้นคลุมจนมองแทบไม่ออก
ที่แท้ก็โม่แป้งเองได้ด้วยสิเนอะ…
อินเมี่ยวคิดอย่างทึ่ง
แต่พอคิดแบบนั้น เธอก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคนที่อยู่ในห้องด้านใน...ลุงหนวดคนนั้น ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว คงได้เวลาต้องไปดูอาการเขาสักที
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 30 จุดเน้นของระบบ
ควันดำพวยพุ่ง ฟ้าร้องสะท้อนเสียงกรีดร้องระงม
เหนือสมรภูมิที่กลายเป็นผืนดินดำมอดไหม้ เต็มไปด้วยศพทหารแห่งแคว้นหนานเซียวซ้อนทับกันเป็นกอง ชายคนหนึ่งใช้มือที่ชุ่มเลือดค่อยๆ ปิดเปลือกตาคู่หนึ่งที่ยังไม่ยอมหลับตาลงอย่างสงบ
เขายืนขึ้นตรงแน่ว ดวงตาแดงก่ำเบื้องหน้าคือกองทัพทหารนับหมื่นที่จ้องเขาเขม็ง
“ท่านอ๋องเซวียน เราพบกันอีกครั้งแล้วนะ”
บนหลังม้าศึก เหอถิงเลี่ยนจ้องลงมาจากที่สูง สีหน้าอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
แม่ทัพผู้ไร้พ่ายแห่งแคว้นหนานเซียว ที่ชาวบ้านภาคภูมิใจนักหนา วันนี้เขาเอาชนะได้แล้ว!
แต่ชายผู้นั้นกลับไม่ตอบคำใด เพียงยกดาบยาวในมือขึ้นช้าๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ศึกนี้ ข้ารับผิดไว้เพียงผู้เดียว จงชักดาบเถิด”
ใครจะคิดว่าเหอถิงเลี่ยนกลับหัวเราะชอบใจจนหน้าบิดเบี้ยว
“ไม่ ไม่ ไม่! ท่านอ๋องเซวียนเชียวนะ จะไปรับผิดได้อย่างไร? ข้าเพียงแค่รู้เส้นทางเคลื่อนทัพของพวกเจ้าไว้ก่อนเท่านั้นเอง แถมเสบียงที่พวกเจ้าทำหล่นน้ำจนจม ก็ลอยมาอย่างปลอดภัยให้แคว้นเป่ยโร่วของเรานี่แหละ! แม้แต่ดินปืนใต้ฝ่าเท้าเจ้า ก็ล้วนมาจากแคว้นหนานเซียวของเจ้า! ฮ่า ๆ ฮ่า!”
ภาพตัดไปบนแท่นตรึงไม้รูปกางเขน
ชายที่ถูกมัดอยู่บนไม้ ถูกเฆี่ยนตีจนทั่วร่าง ตั้งแต่หลังจนถึงขาแทบไม่มีผิวหนังที่ยังดีเหลืออยู่
รอบข้างเขามีวัวซานเหอจากทุ่งหญ้าขนาดยักษ์อยู่เป็นสิบๆ ตัว แต่ละตัวมีเชือกมัดหางไว้กับเศษผ้าแช่น้ำมัน
ด้านนอกล้อมด้วยรั้วไม้ มีผู้ชมสองชั้น ชั้นบนเป็นบรรดาราชวงศ์และขุนนางของแคว้นเป่ยโร่ว ส่วนชั้นล่างเต็มไปด้วยชาวเมืองที่มาเฝ้าดู
ชายที่ถูกมัดยิ้มเยาะ มองท้องฟ้าสีครามและก้อนเมฆขาวเหนือหัว ดวงตาเขาไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย แต่กลับมีประกายโหยหาเล็กๆ อยู่ในแววตานั้น
เหอถิงเลี่ยนหัวเราะในลำคอแล้วเดินมาหาเขา พร้อมยกถ้วยไวน์ทรงชามสีขาวขึ้นมาหมุนเล่นก่อนจะเอ่ยว่า
“เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือสิ่งใด?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะปรายตามอง เขาก็ยิ้มเหี้ยมพูดขึ้นว่า
“หากเจ้าไม่รู้ นั่นก็น่าเสียดายนัก นี่คือถ้วยที่ทำมาจากกระโหลกของบิดาเจ้า อดีตอ๋องเซวียนนั่นเอง! ปกติข้าก็ยังไม่กล้าใช้มันบ่อยนักหรอก!”
“เจ้าว่าอะไรนะ! บิดาข้า...”
แววตาชายคนนั้นเปลี่ยนเป็นแดงเลือดทันที
“เขาทำอะไร? เขียนจดหมายทิ้งไว้แล้วหนีเที่ยวโลกกว้างอย่างนั้นรึ?”
เหอถิงเลี่ยนยิ้มเหี้ยม แต่ในใจก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นเป็นความจริง...
เสียงคำรามเจ็บปวดปานวิญญาณจะหลุดลอยดังขึ้นจากบนแท่นตรึง เหอถิงเลี่ยนหัวเราะสะใจแล้วเดินกลับลงมา
ทันใดนั้น พราหมณ์ประจำพิธีก็ยืนกลางลาน ประกาศเสียงกึกก้องว่า
“ขอพรแด่เทพเจ้าแห่งทุ่งหญ้า วันนี้ขอถวายมนุษย์ผู้มีบาปหนาแน่นแด่ท่าน ขอให้พระองค์ทรงประทานความรุ่งเรืองสืบไปแก่แคว้นเป่ยโร่วของเรา ขอให้กองทัพเหล็กของเราย่ำทั่วหล้า!”
สิ้นเสียง ทหารด้านหลังต่างรีบจุดไฟที่หางวัว
วัวพวกนั้นรู้สึกเจ็บก็พากันคลั่ง กระโจนพุ่งเข้าใส่ชายที่ถูกมัดกลางลาน…
—
ความเจ็บยังคงแล่นพล่านอยู่ในร่าง โดยเฉพาะตรงท้องที่ยังแสบอยู่ไม่หยุด
ชายบนเตียงถึงกับขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
“หยุนเหอ เจ้านายของเจ้าเมื่อครู่ขมวดคิ้วหรือไม่?”
อินเมี่ยวถามขึ้น
“ไม่นิขอรับ”
หยุนเหอไม่ได้ทันสังเกตจริงๆ
“อ้อ... งั้นคงยังไม่ดีขึ้น พรุ่งนี้ทำซุปไก่ให้เขาดื่มดีกว่า ข้าเพิ่งซื้อพุทราแดงกับเก๋ากี้มาด้วย บำรุงเลยนะ”
อินเมี่ยวพูดพลางป้อนน้ำไปด้วย ใครจะอยู่ได้แค่กินแต่น้ำทุกวันล่ะ? นี่ไม่ใช่พวกฝึกเซียนซะหน่อย
“บำรุง...คือสิ่งใดขอรับ?”
หยุนเหอเอียงคอถาม
“...ก็คือของที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงน่ะ แล้วก็จะหั่นไก่ให้ละเอียดๆ หน่อย ดูสิว่าเขาจะกลืนได้บ้างหรือไม่”
อินเมี่ยวพูดไปน้ำลายก็แทบจะไหลตามไปด้วย
หยุนเหอที่เห็นแบบนั้นก็กลัวว่าคุณหนูจะเขิน เลยรีบก้มหน้าก้มตาจัดผ้าปูเตียงแกล้งทำเป็นไม่เห็นอะไร
“เรียบร้อย ป้อนหมดแล้ว ข้ากลับแล้วล่ะ”
อินเมี่ยวยืดตัวบิดขี้เกียจ ขณะถือถ้วยกับช้อนเดินออกไป สีหน้าพึงพอใจเต็มที่ เพราะวันนี้นั่งรถม้าทั้งวัน เธอเลยเหนื่อยสุดๆ
“ขอบพระคุณคุณหนูอินยิ่งนัก ช่วงนี้เป็นเราที่รบกวนท่านเสียแล้ว”
หยุนเจียงพูดขึ้นด้วยความรู้สึกผิด
“อย่าคิดเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณพวกท่านด้วยซ้ำ”
“ขอบคุณพวกเจ้าด้วยนะ ที่ทำให้ข้ากินข้าวได้เพิ่มหลายชามเลย ขอบคุณที่พากันนำผลประโยชน์ของระบบมาให้ด้วย”
อินเมี่ยวยิ้มคิดด้วยความสบายใจ
ขณะทั้งสามคนพูดคุยกัน ชายบนเตียงด้านหลังก็ขยับนิ้วเล็กน้อย แต่ไม่มีใครทันสังเกตเห็นเลยสักคน…
หลังจากทุกคนในบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว อินเมี่ยวก็รีบเข้าไปในมิติลับของเธอ
ลูกเจี๊ยบที่เคยซื้อมาก่อนหน้านี้ ถูกเธอกั้นรั้วไว้ด้วยแผ่นไม้ไม่กี่ชิ้นอยู่ตรงมุมข้างศาลา พวกมันกินอาหารและดื่มน้ำจากธัญพืชในพื้นที่มิติกับน้ำจากสระบัว
แค่สิบกว่าวันผ่านไป ลูกเจี๊ยบสีเหลืองตัวเล็กๆ ก็โตขึ้นเยอะ ถึงจะยังไม่ถึงกับโตเต็มวัยแต่ขนาดตัวก็ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อินเมี่ยวพอใจกับผลลัพธ์มาก
ได้กินเนื้อแถมยังช่วยลดปริมาณข้าวในมิติไปด้วย สองเด้งแบบนี้มันดีสุดๆ ไปเลย!
【ติ๊ง~ สรุปภารกิจประจำวันของเจ้าของภารกิจ: ให้น้ำจากสระบัวแก่ท่านอ๋องเซวียน】
อินเมี่ยว: ????
เดี๋ยวนะ? เธอทำตั้งหลายอย่าง แล้วระบบนับแค่ว่าเธอป้อนน้ำให้คุณลุงหนวดคนเดียวเนี่ยนะ?
【ระบบนี้รายงานแต่สาระสำคัญเท่านั้น】
...โอเค เข้าใจก็ได้
อินเมี่ยวรู้สึกเหนื่อยมากอยู่แล้ว พอเดินมาถึงไร่ขนาดสามหมู่ตรงหน้า ยิ่งรู้สึกเพลียเข้าไปอีก
เธอลืมไปเลยว่า... ตอนนี้มันดึกแล้ว แล้วข้าวในมิติก็เพิ่งสุกล็อตใหม่อีกแล้ว ทั้งๆ ที่เพิ่งเคลียร์พื้นที่โล่งไปตอนกลางวันแท้ๆ ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยกองข้าวสามกองใหญ่เหมือนเดิมเป๊ะ
และยังไม่พอ... ระบบยังแจ้งเตือนว่าให้เธออัปเกรดพื้นที่มิติอีกด้วย
“ต้องอัปเกรดยังไงเล่า?” อินเมี่ยวบ่นอุบ
【เจ้าของภารกิจเพียงแค่นำวัตถุประเภทหยกไปวางไว้ใต้ศาลาก็พอแล้ว】
หลังจากระบบพูดจบ อินเมี่ยวก็หยิบจี้หยกที่อินเฉิงอวิ๋นมอบให้เมื่อวานออกมาอย่างว่าง่าย แล้วเอาไปวางไว้ใต้ศาลาตามที่ระบบบอก
ทันทีที่จี้หยกสัมผัสพื้น ก็เกิดวงเวททรงกลมปรากฏขึ้นตรงหน้าอินเมี่ยว ไม่ถึงสองวินาที วงเวทก็สว่างวาบแล้วหยกก็หายไปไม่มีแม้แต่เงา
“แค่นี้พอรึยัง?” อินเมี่ยวถาม พลางกวาดตามองไปรอบๆ รู้สึกว่าไม่เห็นพื้นที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย
【เจ้าของภารกิจยังมีหยกอีกก้อนหนึ่งที่ยังไม่ส่งมอบ】 ระบบเตือนอีกครั้ง
“……”
อินเมี่ยวได้แต่ถอนหายใจ แล้วหยิบจี้หยกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าชิ้นนั้นออกมา นั่นคือของที่เธอเก็บได้จากโจรป่าหนวดเฟิ้มก่อนหน้านี้ ตอนแรกเธอคิดว่าระบบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ที่ไหนได้ ดักรอเธออยู่ตรงนี้เลยสินะ!
พอหยกถูกดูดเข้าไปโดยวงเวทอีกครั้ง ระบบก็แจ้งเตือนว่า การอัปเกรดพื้นที่สำเร็จแล้ว
【ยินดีด้วยเจ้าของภารกิจ อัปเกรดพื้นที่สำเร็จ! จากนี้ธัญพืชทุกชนิดจะสุกทุกๆ 19 วัน】
“……”
อินเมี่ยวแทบจะร้องไห้ออกมา ระบบนี่มันอัปเกรดง่ายชะมัด แค่สองก้อนหยกก็พอแล้ว?!
【การอัปเกรดครั้งแรกย่อมง่ายเสมอ แต่หลังจากนี้จะยากขึ้นเรื่อยๆ นะ~】
ระบบดูจะอารมณ์ดีจนใส่ "นะ~" มาด้วย
“เฮ้อ…”
หัวใจเหนื่อยล้าจนอยากจะนั่งเงียบๆ คนเดียว
อินเมี่ยวไม่พูดอะไรอีก หันหลังออกจากมิติด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายสุดขีด
รุ่งเช้า หลังจากตื่นนอน อินเมี่ยวก็ได้ยินเสียงหนักๆ มาจากหลังบ้าน
ปรากฏว่าเป็นหยุนเหอกำลังหมุนหินโม่อยู่ เขากำลังบดเมล็ดข้าวสาลีเป็นแป้ง คนในบ้านก็มายืนดูอย่างสนใจรอบๆ
“หยุนเหอ เจ้าไปพักก่อนเถิด ให้ข้าลองหมุนดูบ้าง”
อินเฉิงอวิ๋นพูดพลางคล้องเชือกป่านเส้นหนาพาดบ่าตัวเองแล้วเริ่มหมุนหินโม่
ผงแป้งสีขาวไหลออกมาตามร่องด้านข้าง ถึงแม้จะชื้นเล็กน้อย แต่อินเมี่ยวก็นึกภาพหมั่นโถวเนื้อนุ่มฟู กับซาลาเปาหอมกรุ่นลอยมาในหัวแล้ว
(จบบท)