- หน้าแรก
- สาวน้อยดวงดี พกมิติไปทำฟาร์ม
- บทที่ 25 เปิดเผยอย่างแตกต่าง/ บทที่ 26 ป้อนน้ำ/ บทที่ 27 เข้าเมืองระบายข้าว
บทที่ 25 เปิดเผยอย่างแตกต่าง/ บทที่ 26 ป้อนน้ำ/ บทที่ 27 เข้าเมืองระบายข้าว
บทที่ 25 เปิดเผยอย่างแตกต่าง/ บทที่ 26 ป้อนน้ำ/ บทที่ 27 เข้าเมืองระบายข้าว
บทที่ 25 เปิดเผยอย่างแตกต่าง
【ติ๊ง~ ระบบแจ้งเตือน: ภารกิจช่วยชีวิตตัวละครสำคัญของเนื้อเรื่องยังไม่สำเร็จ ระบบแจ้งเตือน: ภารกิจช่วยชีวิตตัวละครสำคัญของเนื้อเรื่องยังไม่…】
“โอ๊ยย รู้แล้วน่า! ข้าก็อยากช่วยเขาเหมือนกันนั่นแหละ แต่ข้าก็ไม่ใช่หมอเทวดากลับชาติมาเกิดนี่นา… แถมเงื่อนไขเจ้าก็ทั้งเยอะทั้งยากเกิ๊น ข้าเป็นแค่หญิงสาวตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง มันก็ลำบากออกจะตายไปสิ!”
สาวน้อยนามว่าอินเมี่ยว รีบอาศัยจังหวะนั้นต่อรองระบบทันที
【...น้ำในสระบัวแห่งมิติสามารถให้เขาดื่มได้ น้ำในสระบัวนั้นมีคุณสมบัติฟื้นฟูร่างกาย ทำให้แข็งแรง มีผลดีต่อการฟื้นตัวของเขา】
ระบบเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพูดออกมาในที่สุด
ไม่พูดให้เร็วกว่านี้ล่ะ?
น้ำในสระบัวของมิติถึงกับมีสรรพคุณแบบนี้ด้วยเหรอ?
อินเมี่ยวดีใจสุด ๆ นางไม่คิดเลยว่าการที่นางแค่ตั้งใจจะมาดูหน้าเขาเฉย ๆ จะได้รู้ข้อมูลสำคัญแบบนี้ออกมา แบบนี้ไม่ต้องสงสัยแล้วว่า ที่จริงแล้วระบบมันเป็นของผู้ชายคนนั้นมาก่อนใช่ไหมเนี่ย?
แต่ถึงอย่างนั้น อินเมี่ยวก็ตอบตกลงทันที แล้วก็เดินออกจากห้องพลางพูดพึมพำว่า “ข้าว่าร่างเขาก็ออกจะผอมไปหน่อย แถมเจ็บถึงกระดูกอีก ร้อยวันก็ยังไม่หาย ถ้าไม่บำรุงดี ๆ สองร้อยวันก็อาจจะยังลุกไม่ไหวเลย แต่…บ้านก็ไม่มีข้าวเก็บสำรอง แถมยังไม่มีเงินอีก ข้าเป็นแค่สาวน้อยคนเดียว…”
【เจ้าของระบบสามารถใช้มิติได้ตามสะดวก แต่อย่าลืมว่า หากมีผู้คนในโลกนี้ล่วงรู้ถึงที่มาของเจ้า อาจจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เกินกว่าจินตนาการ】
เสียงระบบฟังดูเหมือนจะปนความจนใจเล็กน้อย
“ถ้าระบบเจ้าวางใจในตัวข้าหน่อยล่ะก็ ลองให้ข้าได้สิทธิ์อะไรสักอย่างดูไหม?”
อินเมี่ยวยิ้มมุมปากนิด ๆ แล้วกล่าว
…
ในวันนั้นเอง เว่ยซื่อก็สังเกตได้ว่าลูกสาวดูเงียบผิดปกติไปนานมาก แม้แต่เวลาคุยด้วยก็ยังตอบช้าจนผิดสังเกต บางทีก็ถอนหายใจ บางทีก็นั่งยอง ๆ อยู่มุมลานแล้วเอากิ่งไม้มาวาดวงกลมบนดิน…
เว่ยซื่อวางงานบ้านในมือลงอย่างเป็นห่วงแล้วเดินเข้าไปหา “เมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดหรือไม่? หากมีเรื่องใดลองบอกแม่มาซักหน่อยเถิด”
“ท่านแม่… ลูกไม่กล้าพูด…” อินเมี่ยวเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
เว่ยซื่อตกใจไม่น้อย มีเรื่องใดกันที่ลูกสาวของนางถึงกับไม่กล้าพูด? หรือว่า…มีคนมารังแกนาง?
“เจ้าบอกแม่เถิด หากมีผู้ใดบังอาจรังแกเจ้า แม่กับพ่อเจ้านี่แหละจะพร้อมตายแทนก็ยังยอม ขอเพียงได้ทวงความยุติธรรมให้เจ้า!”
เว่ยซื่อทรุดตัวลงนั่งแล้วพูดอย่างจริงจัง
แต่ถึงอย่างนั้น อินเมี่ยวก็ยังไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาอยู่ดี ทำเอาเว่ยซื่อร้อนใจจนแทบลนลาน ขณะนั้นก็เป็นช่วงบ่ายพอดี จางซื่อกำลังฝึกปักผ้ากับเจินซื่อในห้อง ส่วนอินเฉิงอวิ๋นก็พาหานเอ๋อร์ไปตัดหญ้าม้า ส่วนน้องชายรองอินป๋อเหวินก็กำลังฟันฟืนอยู่หลังบ้าน
เว่ยซื่อรีบจะไปเรียกสามีที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ในลานบ้าน นั่นก็คืออินป๋ออู่ แต่ยังไม่ทันถึงตัวนางก็เห็นอินเมี่ยวก้มหน้าแล้ววิ่งออกประตูบ้านไปเสียก่อน
“เร็ว! เมี่ยวเอ๋อร์ต้องโดนรังแกแน่ ๆ ไปดูให้รู้เรื่อง!”
เว่ยซื่อกล่าวด้วยสีหน้าร้อนรน
“ว่าอย่างไรนะ?!” ดวงตาของอินป๋ออู่เหมือนจะพ่นไฟออกมา ใครบังอาจแตะต้องลูกสาวสุดที่รักของข้า!
ทั้งสองคนวิ่งตามไปทันที เห็นอินเมี่ยววิ่งขึ้นทางเขาด้านหลัง และยังหันหลังกลับมามองทั้งคู่เป็นพัก ๆ
【เจ้าของระบบจะทำอะไรน่ะ?】เสียงระบบเริ่มไม่แน่ใจ
“พูดออกมาให้หมด ซื่อ ๆ ตรง ๆ จะดีกว่า ข้าจะเปิดเผยความจริงแล้วล่ะ” อินเมี่ยวพูดพลางนำทางสองสามีภรรยาไปเรื่อย ๆ
【เจ้าของระบบ โปรดใคร่ครวญให้ดี】เสียงระบบเริ่มเร่งขึ้น
แต่คราวนี้เป็นครั้งแรกที่อินเมี่ยวไม่ได้ตอบมัน กลับวิ่งขึ้นไปถึงลานหญ้ากว้าง ๆ แห่งหนึ่งแทน
ตรงนั้นหญ้าเขียวขจี มองได้ไกลสุดลูกหูลูกตา แต่ด้านหลังเป็นทางลาดชันของเนินเขา ถ้าพลั้งเผลอเมื่อใด อาจจะตกกลิ้งลงไปได้เลย
“เมี่ยวเอ๋อร์! เจ้าอย่าได้ทำเรื่องโง่เขลาเช่นนั้นเลย!” อินป๋ออู่ตะโกนขึ้นอย่างตกใจ คิดว่าลูกสาวของตนจะคิดสั้น
เว่ยซื่อถึงกับร้องไห้ออกมา รีบวิ่งเข้าไปหา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ เมี่ยวเอ๋อร์กลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ!” อินเมี่ยวร้องไห้พลางโผเข้าไปกอดเว่ยซื่อ
“เกิดอันใดขึ้นกันแน่? มีสิ่งใดให้เจ้าหวาดกลัว? เมี่ยวเอ๋อร์วางใจเถิด ถึงจะเกิดเรื่องร้ายแรงสักเพียงใด หากพ่อแม่ยังมีลมหายใจอยู่ เรื่องทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ!”
เว่ยซื่อกล่าวอย่างแน่วแน่
“ใช่แล้ว พ่อจะต้องเป็นที่พึ่งให้เจ้าแน่นอน” อินป๋ออู่พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ดวงตาเริ่มแดงก่ำ เพราะทั้งเขาและเว่ยซื่อต่างก็นึกไปถึงเรื่องเดียวกัน
“ข้ากลัวว่า หากข้าพูดออกไป ข้าอาจต้องตายเจ้าค่ะ…” อินเมี่ยวพูดพลางเช็ดน้ำตา ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
!!!
“เหตุใดจึงต้องถึงกับตาย? หากมีพ่อแม่อยู่ข้างกาย แม้กระทั่งพญายมจะมาเอาชีวิต พ่อก็ไม่ยอมให้พรากเจ้าไปเป็นอันขาด!” อินป๋ออู่ทรุดตัวลงนั่ง พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรัก
“เมื่อคืน… ข้าฝันเห็นคุณปู่เคราขาวคนหนึ่งเจ้าค่ะ…”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดจากปากของอินเมี่ยว เสียงจู้จี้ของระบบในหัวของนางก็เงียบไปในทันที และแม้แต่สองสามีภรรยาก็ยังชะงักค้าง
“แค่นี้เองรึ?” เว่ยซื่อหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย นึกว่านางแค่ฝันร้าย
“ท่านแม่ ขอท่านโปรดฟังข้าให้จบก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวรีบแต่งเรื่องต่อทันที
“ท่านปู่นั่นกล่าวว่า หากข้าประสบกับความยากลำบาก ให้ข้านำทองคำ เงิน หรือหยก ไปแลกข้าวสารกับเขาได้ ข้าได้ยินเช่นนั้น ด้วยความที่บ้านเราก็ลำบากเหลือเกิน ข้าก็เลยตอบตกลงไป”
“แล้วเป็นอย่างไรต่อ?”
อินป๋ออู่เริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ธรรมดา หากเป็นแค่ความฝัน ลูกสาวของเขาคงไม่กังวลถึงเพียงนี้
“แล้วข้าก็ให้เขาไปสองตำลึงเงิน แต่ใครจะคิดว่า หลังจากที่เขาให้ข้าวสารมาให้แล้ว ข้ากลับรู้ตัวว่าถูกหลอกไปเสียแล้ว!”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของอินเมี่ยวแดงเถือกด้วยความโมโห
“เขาให้เจ้ามาน้อยรึ?” เว่ยซื่อฟังไปก็เริ่มสงบลง ตอนนี้เริ่มคิดว่าเรื่องนี้ชักจะน่าสนุกแล้ว
“เปล่าเลย! เขาให้มามากเกินไปต่างหาก! แถมยังสั่งไว้ว่าภายในเวลาที่กำหนด ข้าต้องใช้ข้าวพวกนั้นให้หมด และต้องไปแลกกับเขาใหม่ทุกครึ่งเดือน หากข้าผิดนัด เขาจะเอาชีวิตของข้าไป!”
พูดไปน้ำตาก็จะไหลอีกแล้ว
“เมี่ยวเอ๋อร์ นั่นมันแค่ความฝัน เจ้าจะไปกลัวให้มันมากมายไยเล่า ความฝันไม่อาจเอาชีวิตคนได้หรอกนะ”
เว่ยซื่อลูบผมนุ่มของลูกสาวเบา ๆ พลางปลอบใจอย่างอ่อนโยน
แต่ไม่ทันขาดคำ สองผัวเมียก็ชะงักนิ่งไป
เพราะอยู่ ๆ ในมือที่เคยว่างเปล่าของอินเมี่ยว กลับมีข้าวสารเต็มกำมือ แสงแดดที่ตกกระทบลงบนเมล็ดข้าว ทำให้มันดูแปลกตาจนน่าขนลุก
ทั้งสองมั่นใจว่า ข้าวสารนี้ไม่ใช่ของที่ลูกสาวพกติดตัวมาอย่างแน่นอน
หรือว่าฝันของลูกสาวจะเป็นเรื่องจริง? หรือว่านางฝันถึงเซียนจริง ๆ?
“เขาไม่ใช่เซียนอะไรทั้งนั้น! ข้าเห็นกับตาว่าเขายังอ้าปากโชว์เขี้ยวแหลม แล้วก็กลืนวิญญาณของคนก่อนหน้าข้าเข้าไปทั้งดวงเลย!”
อินเมี่ยวพูดพลางรีบเปลี่ยนข้าวสารในมือตัวเองให้กลายเป็นเมล็ดข้าวสาลีแทนอย่างรวดเร็ว เหมือนกลัวพ่อแม่จะยังไม่เชื่อ
“ทุกครึ่งเดือน เขาจะให้ข้าวเจ้าเท่าใด? แล้วให้เวลาเจ้ากินหมดภายในเท่าใด?”
ตอนนี้ทั้งสองคนเชื่อเรื่องที่ลูกสาวเล่าหมดใจแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจะปล่อยให้เขามาเอาชีวิตลูกเลย แค่จะมาทำให้ลูกสาวเจ็บแม้แต่นิดเดียว พวกเขาก็ไม่มีวันยอม
“แปดฉือ… ภายในหนึ่งปีเจ้าค่ะ” อินเมี่ยวตอบ
ที่นางเลือกจะพูดเรื่องนี้ในที่แห่งนี้ เพราะแค่เงยหน้าก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้ทั้งหมด และที่สำคัญคือ ไม่มีใครได้ยินบทสนทนาของพวกเขา เรื่องลี้ลับเกี่ยวกับผีสางนั้น มักจะเล่าแบบมีหลักฐานไม่ได้อยู่แล้ว แต่นางรู้ดีว่า คนโบราณเชื่ออะไรได้ง่าย จึงอุตส่าห์คิดหาข้ออ้างมาเป็นเรื่องผี ๆ แบบนี้
ที่ต้องพูดเรื่องเอาทองเอาเงินไปแลก ก็มีเหตุผลสามข้อ
หนึ่ง เพื่อทำให้เรื่องดูน่าเชื่อขึ้น
สอง นางไม่อยากให้พ่อแม่ได้ของโดยไม่ต้องออกแรง
สาม นางรู้ดีว่าการมีเงินทองติดตัวไว้เป็นเรื่องสำคัญมาก จะให้สาวน้อยที่ไม่มีอะไรเลยไปเปลี่ยนโลกนั้น เป็นไปไม่ได้หรอก
นางต้องการผู้ช่วย และผู้ช่วยที่นางไว้ใจได้ในตอนนี้ก็มีแค่พ่อกับแม่เท่านั้น แต่ต่อให้ทั้งสองจะรักนางเพียงใด นางก็ไม่สามารถบอกทุกอย่างได้หมด
“แปดฉือ… แล้วสองตำลึงเงินซื้อได้ถึงแปดฉือเชียวรึ?”
เว่ยซื่อถามอย่างตกใจ
“ท่านแม่ ข้าวหนึ่งฉือนั้นเยอะมากนะเจ้าคะ แล้วถ้าต้องใช้ถึงแปดฉือทุกครึ่งเดือน แบบนี้พวกเราจะใช้หมดกันได้อย่างไรล่ะ?”
อินเมี่ยวพูดต่อ
“หากไม่แลกอีกไม่ได้หรือ?”
อินป๋ออู่เริ่มตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้แล้ว เพราะลูกสาวเคยบอกว่า ข้าวแปดฉือนั้นอยู่ในหัวของนาง อยากจะเอาออกมาก็ทำได้ทันที
“เป็นความผิดของลูกเองเจ้าค่ะ… ลูกดันเผลอตกลงกับเขาไปโดยไม่ทันได้คิดให้รอบคอบ เจ้าเฒ่าร้ายกาจนั่น!”
อินเมี่ยวพูดพลางร้องไห้อย่างอัดอั้น
ระบบ: 【……】
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 26 ป้อนน้ำ
“เมี่ยวเอ๋อร์ อย่าร้องเลยนะ ลองคิดหาวิธีแก้กันดีหรือไม่? อย่างเช่น... เราเปิดร้านขายข้าวสารเองก็ได้?”
เว่ยซื่อทนเห็นลูกสาวร้องไห้ไม่ได้เลยจริง ๆ
“เมื่อคืนลูกลองถามเขาแล้ว เขาบอกว่าไม่ได้ แล้วยังขู่ด้วยว่า ถ้ามีคนนอกล่วงรู้เรื่องของเขา ข้าจะต้อง ‘ห้าพินาศสามขาด’… แล้วก็ต้องเสียชีวิตไปเลยเจ้าค่ะ…”
อินเมี่ยวพูดทั้งจริงทั้งแต่งเสริม และระบบเองก็ไม่ได้เข้ามาขัดอะไร
“เรื่องนี้มีแค่พวกเราสามคนที่รู้ก็พอ อย่าว่าแต่ปู่เฒ่าสั่งให้เก็บเป็นความลับเลย ข้ากับแม่เจ้าต่อให้ถูกทุบตายตรงนี้ก็ไม่มีวันเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร!”
อินป๋ออู่กล่าวอย่างเคร่งเครียด เรื่องนี้สำหรับเมี่ยวเอ๋อร์มันอาจจะหนักเกินตัวก็จริง แต่ของล้ำค่ามีไว้ก็เป็นภัย หากคนโลภล่วงรู้เข้า ลูกสาวเขาอาจถูกมองเป็นแค่ของมีค่าที่ใครก็อยากแย่ง
เขานึกถึงเซวียนอ๋องที่ยังนอนป่วยอยู่ ก็เพราะเขาครอบครองตราพยัคฆ์ที่แสดงถึงอำนาจทัพ จึงตกเป็นเป้าหมายของผู้หวังผล จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ชีวิตคนมันช่างไร้ค่าในสายตาคนบางกลุ่ม… เขาจะต้องปกป้องครอบครัวของเขาให้ดีที่สุด
ส่วนญาติทางบ้านรองกับบ้านสาม เขากับเมี่ยวเอ๋อร์ต่างก็คิดเหมือนกันว่า ปิดได้ก็ปิด ตอนนี้หานเอ๋อร์ยังเด็ก ปากไวไปหน่อย ยิ่งไม่ควรให้รู้อะไรทั้งนั้น
“ใช่ ๆ แล้วถ้าเมี่ยวเอ๋อร์บอกเราสองคนแบบนี้… เจ้าเฒ่าร้ายนั่นจะไม่ทำอะไรลูกแน่นะ?”
เว่ยซื่อยังอดห่วงลูกสาวตัวเองไม่ได้อยู่ดี
“ท่านพ่อท่านแม่คือคนสำคัญของลูก ลูกคิดว่าไม่น่าจะเป็นอันตรายเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวพูดจบก็ลองถามระบบในใจ
【เจ้าของระบบไม่ได้เปิดเผยถึงตัวตนของระบบ มิติ หรือภารกิจเนื้อเรื่อง ระบบตรวจสอบแล้วว่าวิธีนี้… ใช้ได้…】
น้ำเสียงของระบบแอบมีความรู้สึกน้อยใจนิด ๆ มันรู้สึกชัดว่าเมื่อกี้โดนเจ้าของด่าซะเละ…
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว งั้น… งั้นพวกเราก็ต้องเริ่มหาทางใช้ข้าวสารพวกนั้นแล้วสิ?”
เว่ยซื่อยังรู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่เลย เมื่อครู่ยังนั่งกลุ้มเรื่องไม่มีข้าวจะกิน แต่ตอนนี้กลับต้องรีบหาทางใช้ข้าวให้หมดเร็วที่สุดแทน?
“ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ตอนนี้ลูกมีทั้งข้าวสาร ข้าวสาลี แล้วก็ลูกเดือยเต็มไปหมด แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ลูกไม่อยากตายเร็ว ๆ แบบนี้เลย…”
อินเมี่ยวก้มหน้าพูดเสียงเบาอย่างเศร้า
“เมี่ยวเอ๋อร์ไม่ต้องกลัวนะ พ่อกับแม่จะช่วยเจ้าคิดหาทาง แต่เรื่องนี้ห้ามพูดกับใครเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
อินป๋ออู่กำชับลูกสาวอีกครั้ง
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกรู้ดี”
อินเมี่ยวรู้สึกโล่งใจขึ้นในที่สุด
ช่างลำบากอะไรเช่นนี้…
ต่อไปยังมีภารกิจป้อนน้ำจากสระบัวในมิติให้คุณลุงเคราดกที่นอนใกล้ตายอีก… แต่โชคดีที่ตอนนี้เธอมีพ่อกับแม่ที่ไว้ใจได้สองคนมาช่วยใช้ข้าวแทนแล้ว
คืนนั้นตอนกินข้าว อินป๋ออู่ก็ประกาศกับทุกคนในบ้านว่า วันพรุ่งนี้เขาจะเข้าเมืองเพื่อหาเงินกลับมาใช้จ่าย ส่วนอินเฉิงอวิ๋นก็บอกว่าจะไปด้วย แต่กลับถูกปฏิเสธ
“น้องสาม ที่เรามีหน้ากากหนังคนน่ะ มันมีแค่ชิ้นเดียว ให้ภรรยาข้ากับเมี่ยวเอ๋อร์ไปกับข้าก็พอแล้ว”
อินป๋ออู่กล่าวขึ้น
ช่วงบ่ายเขานั่งครุ่นคิดกับภรรยาและลูกสาวอยู่บนภูเขา ก็เพิ่งนึกออกว่าท่านอ๋องเซวียนเคยมีหน้ากากหนังคนอันนั้น ตอนที่เขาถูกพามาที่นี่ หยุนเจียงก็ถอดมันออกเก็บไว้เรียบร้อย พอไปขอยืม หยุนเจียงก็ยื่นให้โดยไม่พูดอะไรสักคำ
“หานเอ๋อร์ก็อยากไปด้วยนี่!”
เสี่ยวหานทำหน้ามุ่ยทันที พ่อแม่กับพี่สาวจะไปกันหมด แล้วไม่พาเขาไปด้วยงั้นหรือ? โกรธจริง ๆ ด้วย!
“หานเอ๋อร์ถ้าตื่นทัน แม่จะพาเจ้าไปด้วยนะ”
เว่ยซื่อพูดพลางหัวเราะเบา ๆ
“ลำบากพี่ชายกับพี่สะใภ้แล้วเจ้าค่ะ”
เจินซื่อยื่นงานปักที่เสร็จแล้วหลายชิ้นให้เว่ยซื่อ นางฝากให้เว่ยซื่อเอาไปส่งที่ร้านช่างเย็บในเมืองด้วยเลย
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวนี้บ้านเรามีรถม้าแล้วนะ อีกอย่างป๋ออู่ก็มีวรยุทธ์ พวกเราจะไม่เป็นไรหรอก”
เว่ยซื่อกล่าวอย่างมั่นใจ
จางซื่อเองก็เลิกคิดจะไปด้วย เพราะรู้อยู่แล้วว่าเด็กขี้เซาอย่างหานเอ๋อร์ไม่มีทางลุกมาแต่เช้าได้แน่ ๆ นางต้องอยู่บ้านคอยสั่งสอนให้เขาไปปีนเขาต่อ
หลังอาหาร อินเมี่ยวก็เดินไปหยิบถ้วยเล็ก ๆ ใส่น้ำจากในครัว แล้วถือเข้าไปยังห้องด้านใน
“ข้าขอป้อนน้ำอุ่นให้เขาหน่อยได้หรือไม่?”
อินเมี่ยวหันไปถามหยุนเจียงกับหยุนเหอที่นั่งเฝ้าเตียงอย่างเงียบ ๆ ทั้งคู่มีสีหน้าไม่สู้ดีเลย
“เหตุใดจึงคิดทำเช่นนั้นขอรับ?”
หยุนเจียงขมวดคิ้ว สงสัยว่าทำไมจู่ ๆ เด็กสาวคนนี้ถึงจะมาขอป้อนน้ำ?
“ข้าจำเขาได้นะ ตอนนั้นเขาเคยเอาของมาให้ข้าด้วย แล้วคนที่บาดเจ็บก็ควรดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ จะได้หายไว ๆ ไงเจ้าคะ”
อินเมี่ยวพูดยิ้ม ๆ
“วันนี้นายท่านแม้แต่น้ำก็ไม่สามารถป้อนได้แล้ว”
หยุนเหอขมวดคิ้วจนเป็นเส้นสามขีด ตอบด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าขอลองดูเถอะ ข้าน่ะเก่งเรื่องป้อนน้ำมากเลย”
อินเมี่ยวรีบบอกความตั้งใจอย่างแรงกล้า ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแบบพนักงานดีเด่น ประชาชนคนดี และเจ้าของระบบที่ดี
หยุนเจียงกับหยุนเหอยอมให้ในที่สุด แต่ก่อนจะให้ก็ยังหยิบเข็มเงินออกมาทดสอบพิษในถ้วยน้ำก่อน
อินเมี่ยวเบิกตากว้างจ้องมองเข็มเงินนั่นอย่างตื่นเต้น อ๊าาาา~ มาแล้ว! เข็มเงินทดสอบพิษของละครย้อนยุคคลาสสิก!
“ท่านเป็นคนป้อนเถิด ระวังด้วยนะขอรับ”
หยุนเจียงเก็บเข็มเงินพร้อมกล่าว
อินเมี่ยวพยักหน้าแรง ๆ จากนั้นก็เดินไปหาชายหนุ่มที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง
เธอยืนมองเขาอยู่พักหนึ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาช่างเหมือนคนที่กลายเป็นเจ้าชายนิทราไปเสียจริง
ก็แค่แวบเดียวที่มองหน้าเขาเท่านั้นแท้ ๆ แต่กลับได้ประโยชน์จากระบบมาตั้งมากมาย อินเมี่ยวจึงตัดสินใจว่าจะตั้งใจป้อนน้ำให้ดีที่สุด
หยุนเจียงกับหยุนเหอเห็นเด็กสาวคนนั้นกระแอมเบา ๆ แล้วนั่งลงข้างเตียง นางไม่ได้ป้อนน้ำทันที แต่กลับพูดขึ้นก่อนว่า
“วันนี้ข้าล่วงเกินท่านอยู่หลายประการ ต่อไปนี้ข้าจะป้อนน้ำให้ท่านดื่ม ท่านคงอยากมีชีวิตอยู่ต่อใช่หรือไม่ หากไม่อยากตายก็ต้องดื่ม พวกเราทั้งครอบครัวล้วนหวังให้ท่านรอด ทั้งหยุนเจียงและหยุนเหอก็ล้วนเป็นห่วงท่านยิ่งนัก…”
อินเมี่ยวพูดไปเรื่อย ๆ แล้วก็ใช้ช้อนไม้ในถ้วยตักน้ำแตะลงบนริมฝีปากที่แห้งแตกของเขาเบา ๆ ก่อนจะเริ่มป้อนอย่างระมัดระวัง น้ำค่อย ๆ ไหลผ่านช่องเล็ก ๆ ของริมฝีปากเข้าสู่ปากเขาได้สำเร็จ ด้วยความกลัวว่าเขาจะสำลัก นางจึงยังไม่ป้อนคำที่สอง
“ต้องกลืนลงไปด้วยนะเจ้าคะ”
อินเมี่ยวพูดพลางดูเขาอย่างใกล้ชิด
“คุณหนูอิน นายท่านยังไม่ได้ฟื้นเลยนะขอรับ”
หยุนเจียงพูดอย่างผิดหวัง
แต่ไม่ทันขาดคำ ฉากที่ทั้งสองไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
กลืนน้ำ!
ลูกกระเดือกของชายหนุ่มขยับขึ้นลง แล้วเสียง อึกอึก~ ดังขึ้นเบา ๆ… เขากลืนน้ำจริง ๆ ด้วย!
“แบบนี้สิถึงเรียกว่าดี! ได้เวลาช้อนที่สองแล้ว!”
อินเมี่ยวยิ้มกว้างสุดขีด มองหนวดเคราบนใบหน้าของเขาแล้วก็รู้สึกเหมือนกำลังป้อนน้ำให้สุนัขพันธุ์ใหญ่ตัวหนึ่ง
หยุนเจียงกับหยุนเหอที่ตอนแรกยังนึกว่าตัวเองตาฝาด ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันเมื่อเห็นเขากลืนน้ำอีกคำหลังจากที่อินเมี่ยวป้อนช้อนที่สองไป
นายท่านของพวกเขาไม่ได้ดื่มน้ำเลยตลอดสองวันมานี้… แต่ตอนนี้เขากำลังดื่มอยู่จริง ๆ!
“ดีมาก ดีมาก ช้อนที่สาม… รีบหน่อยเจ้าค่ะ ข้าเริ่มง่วงแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปอำเภอกับพ่อแม่แต่เช้าอีก”
อินเมี่ยวบ่นพึมพำพลางป้อนอีกคำ
ช้อนที่สี่… ช้อนที่ห้า… ช้อนที่หก…
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม น้ำในถ้วยเล็ก ๆ ใบนั้นก็หายไปหมด!
“ขอบพระคุณมากขอรับ คุณหนูอิน”
หยุนเจียงกล่าวด้วยความซาบซึ้งสุดหัวใจ
“ไม่ต้องเกรงใจเจ้าค่ะ ใครใช้ให้นายท่านของพวกท่านช่วยพ่อกับท่านอาสามของข้าไว้เล่า?”
...แถมระบบของข้าก็เป็นห่วงเขามาก ๆ เลยด้วยนะ!
อินเมี่ยวพูดพลางมองคนบนเตียงแล้วยิ้มออกมา
ตั้งแต่ที่อินป๋ออู่กลับมาบ้าน อินเมี่ยวก็ได้นอนแยกห้องเป็นของตัวเองแล้ว ส่วนหานเอ๋อร์ที่อายุห้าขวบก็นอนกับอินเฮ่อในห้องข้าง ๆ
ห้องนอนของพวกเขานั้นไม่ได้มีประตูเลยแม้แต่บานเดียว แต่ห้องของอินเมี่ยวมีผ้ามุงหญ้าแขวนไว้ตรงทางเข้า เป็นของที่ท่านอาอินป๋อเหวินถักให้นางในสองวันนี้
ระหว่างที่เดินผ่านห้องของสองพี่น้อง อินเมี่ยวก็เห็นว่าพวกเขาหลับสนิทกันหมดแล้ว
ถ้ามีเงินคราวหน้า อย่างแรกเลยคงต้องติดตั้งประตูสักบานล่ะนะ…
อินเมี่ยวนอนคิดในใจ
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 27 เข้าเมืองระบายข้าว
เช้าตรู่ของวันใหม่ เจินซื่อกับจางซื่อตื่นแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้คนที่กำลังจะออกเดินทาง จางซื่อเพิ่งจะล้างข้าวเสร็จได้ไม่นาน หยุนเหอก็แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินเข้าครัวมา
“...เจ้าก็ตื่นเช้าเหมือนกันนะ”
จางซื่อพูดขึ้น เมื่อเห็นหยุนเหอเริ่มพับแขนเสื้อเตรียมจะช่วยลงมือทำอาหารด้วย พวกนางตั้งใจจะไม่รบกวนใครในห้องด้านใน เพราะการดูแลคนป่วยนั้นเหนื่อยไม่น้อยเลยทีเดียว
“ขอรับ ข้าได้ยินจากคุณหนูอินเมื่อวานขอรับ”
หยุนเหอตอบเรียบ ๆ
“งั้นก็ต้องขอรบกวนเจ้าด้วยแล้ว”
เจินซื่อรีบขยับตัวหลบให้อย่างรู้งาน เพราะแม้จะใช้วัตถุดิบชุดเดียวกัน แต่รสชาติอาหารที่พวกนางทำกับที่หยุนเหอทำนั้น เทียบกันไม่ได้เลยจริง ๆ
ลานบ้านของตระกูลอินนั้นมีถนนหินยาวกลางบ้านแบ่งพื้นที่ออกเป็นซ้ายขวา ฝั่งซ้ายที่ติดกับครัวเป็นพื้นที่ที่อินเมี่ยวปลูกผัก ส่วนฝั่งขวาส่วนใหญ่เป็นไม้ดอกและพืชที่ย้ายมาจากภูเขาฉางหลิง ข้างประตูรั้วหน้าบ้านปลูกพุ่มไม้ดอกจินเชวี่ยไว้สี่ห้าต้น ถัดไปหน่อยก็เป็นต้นผักกาดหอม เผือกเล็ก แล้วก็เห็ดเผาะดำที่จางซื่อฝังไว้ริมรั้ว
เผือกเล็กพวกนั้นก็ปลูกมาเกินเดือนแล้ว รอบ ๆ ก็งอกหัวเผือกเล็กออกมาเต็มไปหมด หยุนเหอกำลังจะไปเปิดตะกร้าหาอะไรสด ๆ มาทำอาหาร ก็พอดีเห็นอินเมี่ยวเดินเข้ามาพร้อมกับกะละมังใบใหญ่
“ข้าเพิ่งเก็บมาสด ๆ จากแปลงเลย ยังสดอยู่เลยนะ”
อินเมี่ยวยกผักกาดหอมที่ยังมีดินติดรากโชว์ให้ดู ในนั้นยังมีเห็ดเผาะดำสองดอกกับหัวเผือกเล็กอีกหลายหัว
“ดีเลยขอรับ เอามาให้ข้าเถิด”
หยุนเหอรับของมาทันที
“มีที่ปลูกผักมันก็ดีแบบนี้ แค่เดือนเดียวก็ได้กินแล้ว”
จางซื่อพูดขึ้นด้วยความประทับใจ
“ใช่แล้ว แล้วมันก็เก็บไว้กินได้นานด้วย”
เจินซื่อพูดพลางล้างหัวเผือกเล็กในกะละมัง
อินเมี่ยวยิ้มเล็กน้อย จริง ๆ แล้วผักประเภทใบหรือหัวเผือกพวกนี้ใช้เวลาปลูกนานกว่านี้มาก แต่คนในบ้านไม่มีใครเคยปลูกเองมาก่อนเลยไม่มีใครสงสัยอะไร ทำให้เธอสามารถหยิบของจากมิติออกมาได้สะดวกมากขึ้น
เผือกไม่กี่หัว ถูกหยุนเหอเอาไปบดเป็นเผือกบดแล้วตักราดตรงกลางชามโจ๊กแต่ละชาม กลิ่นหอมของมันทำให้โจ๊กที่ดูจืดชืดในตอนแรกกลายเป็นของอร่อยน่ากินในทันที ส่วนเห็ดดำก็แค่ผัดง่ายๆ กับต้นกระเทียมที่อินเมี่ยวไปเจอมาจากแปลง ผัดออกมาแล้วรสชาตินุ่มลิ้นกลมกล่อม แม้แต่หลิวซื่อที่มักจะกินน้อยยังเผลอตักไปหลายคำ ยังมีผัดผักกาดหอมกับมันหมู และไข่นกผัดดอกจินเชวี่ย ทั้งโต๊ะอาหารวันนี้ถูกชมกันไม่ขาดปาก
“น้องสะใภ้ ข้าฝากดูแลหานเอ๋อร์ด้วย วันนี้เจ้าหนูไม่ตื่นง่ายแน่ ๆ”
เว่ยซื่อพูดกับจางซื่อหลังอาหาร เพราะรู้อยู่แล้วว่าลูกชายคนเล็กของตนไม่มีวันตื่นแต่เช้าได้แน่
พอกินเสร็จ เว่ยซื่อก็พาอินเมี่ยวขึ้นรถม้าที่อินป๋ออู่เตรียมไว้ทันที
“วางใจเถิดพี่สะใภ้ พวกท่านระวังตัวกันด้วยนะเจ้าคะ”
จางซื่อตอบกลับด้วยรอยยิ้ม นางรู้ว่าการหาเงินไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนี้นางก็กำลังฝึกงานปักผ้าอยู่ หวังว่าสักวันจะช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้บ้าง
…
เนื่องจากต้องหลบเลี่ยงการตามล่า รถม้าที่ใช้จึงเป็นเพียงรถมือสองธรรมดาแบบที่ชาวบ้านทั่วไปใช้กัน อินเมี่ยวนั่งอยู่ในนั้นไม่ได้รู้สึกสบายเท่าไร แม้เว่ยซื่อจะรองพื้นให้นางด้วยฟางและผ้าห่มบาง ๆ แล้วก็ตาม
แต่อย่างน้อยก็นั่งรถไปเร็วกว่าตอนเดินเท้าไปอำเภอเยอะเลย แค่ครึ่งชั่วยาม พวกเขาก็มาถึงเขตนอกเมืองของอำเภอฉางหลิง
“ท่านพ่อ เราพักตรงนี้สักครู่ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
อินเมี่ยวโผล่หน้าออกมาจากรถม้าเอ่ยถาม
พวกเขาวางแผนเรื่องนี้กันตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ถ้าบอกว่าอินป๋ออู่เอาหยกประจำตัวไปจำนำได้เงินมา ก็สามารถอ้างว่าซื้อข้าวกลับมาได้ง่าย ๆ แต่ยังไงอินเมี่ยวก็อยากเอาข้าวออกมาก่อนอยู่ดี เผื่อว่าในเมืองจะใช้แลกเปลี่ยนกับของอื่นได้บ้าง
“ดี ข้าจะเฝ้าให้เอง”
อินป๋ออู่ที่สวมหน้ากากหนังคนอยู่ กระโดดลงจากที่นั่งคนขับม้าแล้วทำทีเป็นพิงรถเพื่อพักผ่อน
เว่ยซื่อมองดูลูกสาวที่เพียงแค่ขยับมือเบา ๆ ก็ทำให้ถุงเปล่าทั้งสามใบเต็มไปด้วยข้าวทันตาเห็น แล้วก็อดรู้สึกไม่ได้เลยว่า... ลูกสาวข้านี่มันเทพธิดาชัด ๆ!
“ถ้าเปิดร้านขายข้าวสารก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะ”
เว่ยซื่อพูดด้วยสีหน้าเสียดาย
“ไม่ได้นะเจ้าคะท่านแม่ ร้านขายข้าวที่ไหนจะขายได้แค่แปดฉือทุกครึ่งเดือนกันเล่า?”
ตอนแรกอินเมี่ยวก็เคยคิดเหมือนกันว่าอยากเปิดร้าน แต่พอคิดดี ๆ แล้ว ทุก 20 วันจะได้ข้าวราว 900 ชั่ง หรือประมาณแปดฉือกว่า ๆ ซึ่งก็ถือว่าเยอะมากสำหรับครอบครัวนางเอง แต่ถ้าเปิดร้านขายจริง ๆ มันกลับดูน้อยเกินไป
“ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า”
เว่ยซื่อช่วยอินเมี่ยวมัดปากถุงข้าวทั้งสามใบให้แน่นหนา จากนั้นก็พยักหน้าให้สามีเป็นสัญญาณว่าไปได้แล้ว
“เมืองฉางหลิงนี่ ก็ดูซบเซาเหมือนกันนะ”
อินป๋ออู่ควบรถม้าตามทางที่ภรรยาชี้ไปยังร้านตัดเสื้อ เขาพบว่าตลอดสองข้างทางมีขอทานมากมายยืนขอข้าวขอเงินอยู่แทบทุกหัวมุมร้าน บางร้านที่เคยเปิดค้าขายก็ปิดเงียบไปแล้ว เทียบกับเมืองอื่น ๆ ที่เขาเคยไป เมืองนี้ดูซบเซายิ่งกว่ามาก
“ครั้งก่อนที่พวกเรามา ยังไม่เป็นแบบนี้เลยเจ้าค่ะ”
เว่ยซื่อกับอินเมี่ยวก็มองออกไปนอกหน้าต่างเช่นกัน ครั้งก่อนที่มานั้น ยังไม่เห็นขอทานเยอะขนาดนี้ จะมีก็แค่บางคนที่พอเห็นได้ตามถนนซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
ระหว่างที่เว่ยซื่อเอางานปักไปส่งที่ร้านตัดเสื้อ ก็แอบถามข่าวคราวจากเถ้าแก่เจ้าของร้านไปด้วย
“เฮ้อ… ปีก่อนช่วงเก็บเกี่ยวก็ไม่ได้ดีเท่าไร แล้วทางราชสำนักยังเพิ่มภาษีอีก พวกชาวบ้านก็ยิ่งลำบากกันเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนี้ราคาข้าวสารพุ่งสูง คนจำนวนมากไม่มีแม้แต่ข้าวจะหุงกิน เลยต้องออกมาขอทานเอาน่ะสิ”
เถ้าแก่อู๋ของร้านตัดเสื้อ พูดขึ้นหลังจากชมฝีมือปักผ้าของเว่ยซื่อกับเจินซื่อได้พักหนึ่ง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง พวกข้าไม่ได้รับจัดสรรที่ดินก็เลยไม่รู้ความเป็นไป… ราคาข้าวนี่มันแพงมากจริง ๆ”
เว่ยซื่อถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจที่พวกตนยังพออยู่ได้ เพราะบ้านทั่วไปเก็บเงินทั้งปีแทบจะไม่ถึงหนึ่งตำลึง แต่เดี๋ยวนี้ข้าวแค่หนึ่งฉือกลับต้องใช้เงินมากกว่าตำลึงหนึ่งเสียอีก แบบนี้จะให้คนทั่วไปไม่ลำบากได้ยังไง?
อินเมี่ยวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ นางเริ่มคิดตามขึ้นมา เพราะในต้นฉบับนิยายนั้นไม่ได้พูดถึงชีวิตของชาวบ้านเลย นางจำได้เพียงว่าท้ายที่สุดทางราชสำนักจับกุมขุนนางใหญ่แซ่เหวินคนหนึ่งได้ ซึ่งขุนนางผู้นั้นโกงกินเงินภาษีและข้าวสารไปมากมาย มูลค่านับแสนล้านเหรียญ ทำให้ประเทศหนานเซียวล่มสลาย นั่นก็คือหนึ่งในต้นเหตุสำคัญของการล่มสลายของประเทศ
ดูเหมือนว่าตอนนี้... จุดเริ่มต้นของความหายนะก็กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ผลงานปักผ้าของเว่ยซื่อกับเจินซื่อในช่วงหลังนี้สามารถแลกเงินได้ถึง 60 อีแปะ ถึงจะไม่มากแต่เว่ยซื่อก็ยังดีใจมาก นางมอบเงิน 60 อีแปะทั้งหมดให้กับอินเมี่ยว
“เงินสองตำลึงก็ต้องใช้ถึงสองพันอีแปะใช่หรือไม่? รวมกับเงินที่เรามีอยู่ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ยังขาดเท่าใดเล่า?”
“น่าจะยังขาดอยู่ราวเก้าร้อยอีแปะเจ้าค่ะ….”
อินเมี่ยวเริ่มรู้สึกว่าตัวเองแต่งเรื่องเกินไปแล้ว เงินสองพันอีแปะ สำหรับครอบครัวแบบพวกนาง มันก็ยังมากเกินไปอยู่ดี…
ระหว่างที่สองแม่ลูกกำลังคุยกัน อินป๋ออู่ก็เดินเข้ามาพร้อมพูดด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์
“เมี่ยวเอ๋อร์ เมื่อครู่พ่อไปเดินดูแถวร้านขายข้าวมา พบว่ามีคนที่เงินไม่พอแต่ยังคงยืนร้องไห้ขอให้เจ้าของร้านขายข้าวให้ พ่อว่าพวกเราลองไปหาเขาดูดีหรือไม่?”
“แต่ว่า… ท่านปู่นั่นจะยอมหรือเจ้าคะ?”
เว่ยซื่อยังคงเคารพในเรื่องภูตผีปีศาจอยู่มาก นางเตือนอินเมี่ยวหลายครั้งแล้วว่าอย่าเรียกท่านผู้นั้นว่า ‘เจ้าเฒ่าร้าย’
“งั้นให้ข้าลองถามดูนะเจ้าคะ?”
อินเมี่ยวเห็นทั้งสองพยักหน้า ก็แกล้งทำเป็นนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ในรถม้า
เว่ยซื่อกับอินป๋ออู่ยืนลุ้นอยู่ข้าง ๆ มองลูกสาวด้วยความเครียด หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง อินเมี่ยวก็ลืมตาขึ้นแล้วกล่าวว่า
“ท่านปู่บอกว่า... ได้เจ้าค่ะ”
“ดีจริง!”
ทั้งสองสามีภรรยาดีใจจนใบหน้ายิ้มแย้มทันที แล้วรีบพารถม้าไปตามทิศทางที่อินป๋ออู่บอก
(จบบท)