เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 บุรุษนามว่า “เซวียนอ๋อง”/ บทที่ 23 สภาพปัจจุบันของตระกูลอิน/ บทที่ 24 พักพิงชั่วคราว

บทที่ 22 บุรุษนามว่า “เซวียนอ๋อง”/ บทที่ 23 สภาพปัจจุบันของตระกูลอิน/ บทที่ 24 พักพิงชั่วคราว

บทที่ 22 บุรุษนามว่า “เซวียนอ๋อง”/ บทที่ 23 สภาพปัจจุบันของตระกูลอิน/ บทที่ 24 พักพิงชั่วคราว


บทที่ 22 บุรุษนามว่า “เซวียนอ๋อง”

“หานเอ๋อร์นี่โตขึ้นอีกแล้วหรือ?”

อินป๋ออู่รีบอุ้มอินหานขึ้นมาทันที พออุ้มแล้วถึงรู้ว่าหานเอ๋อร์ถึงจะดูผอมลงนิดหน่อย แต่ตัวกลับสูงขึ้นกว่าก่อนมาก

“พี่เมี่ยวบอกว่า ถ้าออกกำลังกายบ่อย ๆ ก็จะตัวสูงขึ้น ข้าจะโตให้สูงเท่าท่านพ่อเลย!”

หานเอ๋อร์ว่าไป มือก็กางออกโชว์ขนาด

“ดี ดี! หานเอ๋อร์โตไปต้องสูงกว่าพ่อแน่ ๆ” อินป๋ออู่หัวเราะลั่นด้วยความเอ็นดู

อินเมี่ยวเองก็มองภาพตรงหน้าแล้วยิ้มออก ก่อนจะนึกถึงเรื่องหนึ่งที่ยังค้างคาใจเธออยู่

ตามต้นฉบับเดิม สงครามระหว่างแคว้นหนานเซียวกับแคว้นเป่ยโร่วครั้งนี้ควรจะลงเอยด้วยหายนะ กองทัพหกหมื่นนายไม่มีใครรอดกลับมาเลยซักคน แต่ตั้งแต่เธอทะลุมิติมา ข่าวที่ได้รับกลับกลายเป็นว่า แม่ทัพใหญ่อย่างเซวียนอ๋องกลับก่อกบฏ ทำให้ขวัญกำลังใจในกองทัพกระจัดกระจายจนต้องล่าถอย สุดท้ายแคว้นเป่ยโร่วเลยชนะไปโดยไม่ต้องออกรบเสียด้วยซ้ำ

แต่กองทัพแคว้นหนานเซียวที่ยกไปตั้งหกหมื่นคน กลับสูญเสียแค่ประมาณสามร้อยเท่านั้น

ถึงจะเป็นเรื่องดี แต่ก็ขัดกับเนื้อเรื่องดั้งเดิมอย่างมาก

มันผิดเพี้ยนไปตรงไหนกันนะ? หรือเป็นเพราะเธอเข้ามาแล้วเกิดเอฟเฟกต์ผีเสื้ออะไรทำนองนั้น?

แน่นอนว่าเธอก็เคยถามระบบเหมือนกัน แต่ระบบกลับปฏิเสธที่จะตอบเรื่องนี้

“อย่าบอกนะว่าเจ้าก็ไม่รู้เหมือนกัน?” อินเมี่ยวพูดหยอก

【เรื่องนี้เกี่ยวกับภารกิจลับของพล็อตเรื่อง เจ้าของภารกิจยังไม่จำเป็นต้องรู้...】

ระบบตอบแบบไร้อารมณ์

ก็ได้ งั้นก็แล้วไป

อินเมี่ยวไม่เร่งรู้คำตอบตอนนี้ก็ได้ เพราะตอนนี้อินป๋ออู่กับอินเฉิงอวิ๋นก็กำลังเล่าเรื่องตลอดสามเดือนที่ผ่านมาให้ทุกคนในบ้านฟังอยู่พอดี

“ในกองทัพมีสายลับจากแคว้นเป่ยโร่วแฝงตัวอยู่”

อินเฉิงอวิ๋นกล่าวขึ้น

“อะไรนะ?! แล้วจับได้หรือไม่?!”

อินเจิ้งหงตกใจสุดขีด ก็แน่ล่ะ สายลับนี่แหละคือสิ่งต้องห้ามอันดับหนึ่งของการศึก คนเพียงคนเดียวก็อาจทำให้ศึกทั้งสนามแพ้ได้เลย

อินเฉิงอวิ๋นส่ายหัวเบา ๆ

“ตอนแรกก็แค่พี่ใหญ่สงสัยอยู่คนเดียวขอรับ แล้วจู่ ๆ เซวียนอ๋องก็สั่งให้ทั้งกองทัพถอนกำลัง ตอนนั้นเป็นคืนก่อนศึกจะเริ่มพอดี มีแต่พี่ใหญ่เท่านั้นที่เห็นด้วย ที่เหลือไม่มีใครสนับสนุนเลย บางคนถึงกับจะยื่นคำสาบานต่อศาลทหาร…”

“ท่านอาสามจะบอกว่า ที่ว่าเซวียนอ๋องก่อกบฏน่ะ ไม่จริงหรือเจ้าคะ?”

อินเมี่ยวถาม

“ถูกแล้ว” อินเฉิงอวิ๋นพยักหน้า

“อีกทั้งเซวียนอ๋องยังช่วยชีวิตทหารอีกหลายหมื่นคนไว้ได้อีกด้วย!”

อินป๋ออู่พูดด้วยน้ำเสียงตื้นตัน สีหน้าดูจริงจังมาก เพราะสิ่งที่เซวียนอ๋องทำ มันยิ่งใหญ่กว่าที่ทุกคนเคยคิดไว้เยอะ

“พวกบ้าแคว้นเป่ยโร่วนั่น มันรู้เส้นทางทัพของเราตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าคืนนั้นไม่ถอยทัพ หกหมื่นคนของเราคงไม่ได้กลับมาแม้แต่คนเดียว!”

อินเฉิงอวิ๋นเสริม

“ถ้าอย่างนั้นเซวียนอ๋องก็ควรได้รับความดีความชอบสิเจ้าคะ ทำไมถึงกลับกลายเป็นถูกประณามกันเล่า?”

อินเมี่ยวถามอย่างไม่เข้าใจ

ภาพในหัวของเธอผุดขึ้นทันที เป็นบทบรรยายจากต้นฉบับที่กล่าวถึงเซวียนอ๋องว่า

"เด็กหนุ่มบนหลังม้า รอยยิ้มอ่อนโยนกลางทุ่งหญ้า พัดเอาลมวสันต์ให้หวนมา"

เขาเป็นพระญาติของฮ่องเต้ เป็นลูกพี่ลูกน้องที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วเมืองหลวง แต่กลับมีน้อยคนนักที่เคยได้พบเห็นตัวจริงของเขา และบทกลอนนี้ก็เป็นผลงานจากกวีที่เคยได้พบเขาครั้งหนึ่ง

ว่ากันว่า เซวียนอ๋องเก่งทั้งบุ๋นทั้งบู๊ ชอบเดินทางท่องเที่ยวดูภูเขาลำธาร พ่อของเขาก็เป็นแม่ทัพผู้ก่อตั้งแคว้นหนานเซียว เป็นน้องชายต่างแม่ของอดีตฮ่องเต้ และเซวียนอ๋องก็สืบทอดพรสวรรค์นั้นมาเต็ม ๆ

ตอนอายุสิบหกก็พาทัพออกศึก ชนะศึกชายแดนกับแคว้นฉางจิ้นและต้าซุ่นติดต่อกันหลายครั้ง ตอนอายุสิบแปดก็ใช้กำลังน้อยกว่า ต้านการรุกรานอันหยาบคายจากแคว้นเป่ยโร่วได้อย่างน่าทึ่ง

ในต้นฉบับไม่มีบอกรายละเอียดของศึกระหว่างสองแคว้นครั้งล่าสุดนี้เลย แค่เล่าว่า หลังจากฮ่องเต้รู้ว่าเซวียนอ๋องและทหารหกหมื่นนายไม่มีใครรอดกลับมา ก็ร้องไห้เสียงหลงกลางท้องพระโรง จนในที่สุดต้องให้ฮองเฮาฉีเข้ามาปลอบใจ

ทั้งแคว้นไว้อาลัยให้ทหารเหล่านี้กันถึงเจ็ดวัน

แต่ตอนนี้ ศึกนั้นไม่ได้เกิดขึ้น และอินป๋ออู่กับอินเฉิงอวิ๋นก็ยังกลับมาอย่างปลอดภัย

นั่นแปลว่าเนื้อเรื่องถูกเปลี่ยนไปแล้ว?

“แล้วตอนนี้เซวียนอ๋องล่ะ? เขากลับเมืองหลวงมาอธิบายเรื่องรึยัง?”

อินเจิ้งหงถามขึ้นอีกครั้ง

อินป๋ออู่ลุกขึ้นยืน มองออกไปยังลานด้านนอก ที่มืดมิดราวกับมีหมอกดำพันเส้นซ้อนทับกันอยู่ในความเงียบ...

เขาไม่ได้หันกลับไป แต่ถอนหายใจยาวก่อนจะกล่าวว่า

“กลับเมืองหลวง... เดิมทีพวกเรากะจะกลับไปสืบเรื่องให้กระจ่าง เพื่อถวายคำอธิบายต่อเบื้องบน แต่ใครจะคาดคิด ยังไม่ทันเข้าวัง ก็โดนลอบสังหารเสียก่อน หากมิใช่เพราะเซวียนอ๋องฝ่าอันตรายพาเราต่อสู้ออกมา ข้ากับเฉิงอวิ๋นคง...”

“ผู้ใดเล่าบังอาจลอบปลงพระชนม์เซวียนอ๋องกับท่านกั๋วกง?!”

คิ้วของอินป๋อเหวินขมวดแน่นเป็นปม แล้วจู่ ๆ เขาก็หันขวับไปมองทั้งสองคน เหมือนคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้

“ใช่แล้ว เรื่องนี้ต้องเกี่ยวพันกับคนในวังหลวงเป็นแน่”

อินเฉิงอวิ๋นกล่าวด้วยสีหน้าหนักแน่น

!!!

ทุกคนในห้องถึงกับตกตะลึง ศัตรูของแคว้นลอบเข้ามาในพระราชวังด้วยอย่างนั้นหรือ!?

“แล้วตอนนี้เซวียนอ๋องเป็นเช่นไรบ้าง?” หลิวซื่อรีบถาม

ไม่คาดคิดเลยว่าอินป๋ออู่กลับทรุดเข่าลงตรงหน้าหลิวซื่อ

“ท่านแม่! ขออภัยที่ลูกมิอาจกตัญญูได้ ทั้งรู้ว่าเซวียนอ๋องถูกลอบสังหาร ก็ยังกล้านำเขากลับมา ตอนนี้เขากำลังพักรักษาตัวอยู่ในเรือน!”

อะไรนะ?!

“เมื่อครู่... ผู้นั้นคือเซวียนอ๋องหรือ?”

อินเจิ้งหงอุทานเสียงดัง เขาเคยพบเซวียนอ๋องมาก่อน ตอนที่เห็นบุรุษเลือดอาบหน้าผู้นั้นเมื่อครู่ กลับไม่ทันได้จำได้เลย

“มิน่าเล่า... ถึงว่า”

หลิวซื่อมิได้โกรธ กลับประคองอินป๋ออู่ลุกขึ้นเบา ๆ

“จวนเซวียนอ๋องนั้นเคยมีบุญคุณกับพวกเรา ครั้งนี้ยังช่วยชีวิตเจ้าทั้งสองไว้ การพาเขากลับมา ย่อมเป็นสิ่งสมควรอยู่แล้ว”

นางเองตอนนั้นก็รู้สึกคุ้นตากับเงาร่างนั้นอยู่ เพียงแต่มิอาจจำแน่ชัดได้เท่านั้น พอได้ฟังคำพูดทั้งหมด จึงเข้าใจขึ้นมาในบัดดล

“ก่อนหมดสติ เซวียนอ๋องสั่งให้พาเขาไปหาเฉินหรูซือ”

อินเฉิงอวิ๋นอธิบาย

“หมอผี เฉินหรูซือหรือ?”

เว่ยซื่ออุทานออกมา เพราะเฉินหรูซือคนนั้นเป็นคนที่ทางการตามล่ามานาน แต่กลับไม่เคยจับตัวได้ ด้วยเหตุว่าเขาสามารถทำหน้ากากหนังมนุษย์ได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติ ทำให้มีชื่อเสียงในทางชั่วช้า แต่อีกด้านก็เล่าลือกันว่าเขาเป็นหมอที่มีฝีมือเหนือคนธรรมดา รักษาได้แม้แต่โรคประหลาด เพราะมักใช้ผิวหนังคนเป็นเป็นพื้นฐานในการรักษา เรียกได้ว่าเป็นคนร้ายที่น่ากลัวอย่างแท้จริง

แต่เซวียนอ๋องเป็นเชื้อพระวงศ์ เหตุใดถึงไปเกี่ยวข้องกับคนแบบนั้นได้?

“ถูกต้อง เฉินหรูซือไม่เพียงแค่ช่วยประคับประคองอาการบาดเจ็บของเซวียนอ๋องไว้ เขายังทำหน้ากากหนังมนุษย์ขึ้นมาชิ้นหนึ่งให้เขาโดยเฉพาะด้วย”

อินเฉิงอวิ๋นกล่าวเสริม ดูเหมือนว่าเฉินหรูซือจะให้ความเคารพเซวียนอ๋องมากเป็นพิเศษ

หลิวซื่อเคยมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับมารดาของเซวียนอ๋อง เคยเห็นเซวียนอ๋องด้วยตาตนเอง ดังนั้นที่ไม่อาจจำได้เมื่อครู่ ก็เพราะหน้ากากหนังมนุษย์ที่แนบเนียนจนน่าทึ่งนั่นเอง

ที่แท้เขาคือเซวียนอ๋อง...

ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของอินเมี่ยว ในงานวันเกิดครบเจ็ดขวบของร่างเดิม ตอนนั้นเซวียนอ๋องอายุสิบสามปี พุ่งตัวลงมาจากโขดหินในสวนอย่างแรง จนทำให้เด็กน้อยร้องไห้จ้า

อินเมี่ยวในตอนนั้นหน้าตาแดงก่ำเพราะร้องไห้ ส่วนเซวียนอ๋องก็นั่งยองลงตรงหน้า ยื่นบางสิ่งให้เธอด้วยสีหน้าขวยเขินเล็กน้อย

“เมี่ยวเอ๋อร์หวาดกลัวปานนี้ พี่หวังว่าเจ้าจะไม่มีวันต้องใช้สิ่งนี้เลยแม้สักครั้ง”

ของสิ่งนั้นคือกริชเล่มเล็กแสนประณีต ตอนนั้นอินเมี่ยวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร หลังงานเลี้ยงจบไปก็ไม่รู้ว่าวางลืมไว้ตรงไหนแล้ว

นั่นคือความทรงจำเพียงหนึ่งเดียวของร่างเดิมที่มีต่อเซวียนอ๋อง

“แล้วระหว่างเดินทาง พวกเจ้าถูกสะกดรอยหรือลอบทำร้ายอีกหรือไม่?”

อินเจิ้งหงถาม

“เปล่าเลยขอรับ พอพ้นจากเมืองหลวงก็ไม่มีคนตามมาอีก ระหว่างทางก็สงบเงียบ”

อินป๋ออู่ตอบกลับ

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เซวียนอ๋องบาดเจ็บหนัก ควรปล่อยให้เขาพักรักษาตัวที่นี่เถิด เราพอจะตอบแทนบุญคุณเขาได้บ้างก็ถือว่ายังไม่ไร้ค่าเสียที”

อินเจิ้งหงนั่งลงอีกครั้ง

ดินแดนที่พวกเขาถูกเนรเทศมานี้อยู่ห่างจากเมืองหลวงนัก ผู้คนที่นี่ก็ล้วนเป็นผู้ที่ราชสำนักทอดทิ้งเสียแล้ว อาจจะกลายเป็นที่หลบภัยที่ปลอดภัยที่สุดก็เป็นได้

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 23 สภาพปัจจุบันของตระกูลอิน

คืนนั้นทั้งคืน ซูหว่านเฟิงไม่ได้นอนแม้แต่นิดเดียว คอยรักษาอาการบาดเจ็บของเซวียนอ๋อง ส่วนคนในเรือนก็แทบไม่ได้พักเลยเหมือนกัน น้ำอุ่นในครัวถูกยกออกมาทีละกะละมัง โดยฝาแฝดหยุนเจียงกับหยุนเหอ จนฟ้ารุ่งสางนั่นแหละ สีหน้าซีดเผือดของซูหว่านเฟิงจึงปรากฏขึ้นขณะเดินออกมาจากห้องในสุด

“บาดแผลภายนอกของเขาข้าจัดการให้เรียบร้อยหมดแล้ว ส่วนว่าจะรอดหรือไม่... ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเขาเองแล้วล่ะ”

“ขอบพระคุณหมอเทวดาซูที่กรุณาโปรดช่วยเหลือ หากนายท่านของข้ารอดชีวิต ครานี้พวกเราย่อมทดแทนพระคุณท่านด้วยทรัพย์สินมหาศาลเป็นแน่”

หยุนเจียงดูจะกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เพราะครานี้พวกเขาถูกลอบสังหารจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน ไม่ได้พกเงินติดตัวมาเลย ตอนนี้จะจ่ายค่ารักษาก็ยังต้องอาศัยน้ำใจ

“ไม่ต้องเกรงใจ พวกท่านเป็นสหายของท่านกั๋วกง ข้าก็ยินดีช่วยอย่างเต็มกำลัง”

ซูหว่านเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

“แต่ค่ารักษาก็ต้องให้ หากท่านอาซูรู้เข้า เกรงว่าเขาจะหัวเราะหยันข้าว่ากลั่นแกล้งเด็กเสียเปล่า”

อินป๋ออู่พูดพลางล้วงหยิบถุงเงินในอกเสื้อออกมา แต่พอเปิดดูกลับพบว่ามันว่างเปล่า รอยยิ้มที่ริมปากจึงแข็งค้างไปทันที

อินเฉิงอวิ๋นกระแอมเบา ๆ แล้วก้มไปกระซิบข้างหู

“พี่ใหญ่… ตอนนี้พวกเราก็ใช้เงินจนหมดตั้งแต่ระหว่างทางแล้วนะ”

“……”

อินป๋ออู่เพิ่งจะได้สติ ก็เข้าใจว่าตอนนี้พวกเขากลายเป็นพวกหนีหัวซุกหัวซุนจริง ๆ ไม่มีสมบัติติดตัวเลยแม้แต่น้อย

เมี่ยวเห็นท่าทางลำบากของบิดาก็อดสงสารไม่ได้ แถมยังไม่อยากติดค้างบุญคุณของซูหว่านเฟิงอีกด้วย จึงควักเงินที่พกติดตัวออกมาส่งให้เขาสามตำลึง

“ท่านไม่ต้องเกรงใจเลย”

“ไหน ๆ ท่านก็ช่วยชีวิตท่านพ่อกับท่านอาข้าไว้ เงินนี่สมควรเป็นเราที่ต้องออกให้ ท่านรับไว้เถิด มิฉะนั้นครั้งหน้าข้าจะไม่เก็บเงินค่ายาสมุนไพรจากท่านอีกแล้วนะ!”

เมี่ยวพูดพลางยื่นเงินให้ แค่พอดีไม่มากเกินไป ซูหว่านเฟิงเห็นทุกคนยืนกรานเช่นนั้นก็หัวเราะพลางส่ายหน้า ก่อนจะรับไว้ด้วยท่าทีปลง ๆ

จางซื่อเห็นว่าทุกคนเหนื่อยกันมาทั้งคืนก็เลยไปจัดเตรียมข้าวต้มให้ในครัว ช่วงก่อนหน้านี้อินเมี่ยวเคยสอนนางไว้บ้าง พอหลัง ๆ มานี้เลยกลายเป็นหน้าที่ของนางในการล้างข้าวหุงข้าวทุกวัน

พอเปิดถังข้าว นางกลับชะงักไปเล็กน้อย

รู้สึกเหมือนข้าวในถัง... มากกว่าที่เห็นเมื่อวานนิดหน่อย?

“ท่านอาสะใภ้ วันนี้มีคนมาก แล้วท่านพ่อกับท่านอาก็คงหิวมากแน่ ๆ เราใส่ข้าวเพิ่มอีกหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”

เสียงเมี่ยวดังมาจากข้างหลัง จางซื่อจึงเริ่มนับจำนวนคน คิดว่าจะใส่ข้าวกี่กำมือ เลยไม่ได้ใส่ใจข้าวในถังอีก

หยุนเหอเดินเข้ามาในครัวอันมืดทึบ แล้วมองไปรอบ ๆ สักพักก่อนพูดว่า

“ข้าทำเองก็ได้”

อินเมี่ยวตักข้าวเพิ่มอีกสองสามช้อนใส่กะละมัง เพราะรู้ว่าหยุนเหอเป็นคนของเซวียนอ๋อง ชายหนุ่มคนนี้น่าจะอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ ตัวสูงล่ำ บึกบึน ดูปุ๊บก็รู้ว่าเป็นคนฝึกยุทธ์มา

แต่... แบบนี้ทำกับข้าวเป็นด้วยเหรอ?

“เจ้าทำกับข้าวเป็นหรือ?”

อินเมี่ยวถามด้วยน้ำเสียงไม่ได้มีเจตนาอื่น

“เป็นขอรับ”

หยุนเหอพยักหน้า แล้วเดินเข้ามารับกะละมังข้าวจากมือจางซื่อ ก่อนจะลงมือปรุงทันที ท่าทางคล่องแคล่ว รวดเร็วราวกับมือโปรที่คุ้นเคย

อินเมี่ยวกับจางซื่อหันมามองหน้ากัน แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง — นี่มัน... มืออาชีพชัด ๆ!

“มีวัตถุดิบอื่นอีกหรือไม่?”

หยุนเหอถามขึ้น

“มีเจ้าค่ะ ที่นี่มีผักกาดหวาน ผักเขียว ดอกจินเชวี่ย แล้วก็เผือกเล็ก ๆ อีกนิดหน่อยเจ้าค่ะ!”

อินเมี่ยวชี้ไปยังตะกร้าไม้ไผ่พร้อมกับแนะนำอย่างขะมักเขม้น

“อ่า ข้าเข้าใจแล้ว”

พูดจบหยุนเหอก็ไม่พูดอะไรอีก เมื่อลงมือแล้วก็ไม่ต้องให้ใครช่วย อินเมี่ยวกับจางซื่อเห็นดังนั้นเลยออกจากครัวมา

“เมี่ยวเอ๋อร์ คนผู้นั้นดูเก่งมากเลยนะ”

จางซื่อกล่าวออกมา คนที่ทำอาหารเป็น ในสายตานางถือว่า ‘เก่ง’ ทุกคน

“ใช่เจ้าค่ะ... ไม่รู้ว่าสู้ฝีมือของท่านย่าฮวาได้ไหม”

เมี่ยวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ตอนที่ท่านพ่อเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนคนที่ชี้ทางให้พวกเขาตอนถึงปากหมู่บ้าน ก็คือท่านย่าฮวานั่นเอง ถ้าไม่เจอท่าน พวกเขาก็คงหาบ้านหลังนี้ไม่เจอง่าย ๆ แบบนั้นหรอก

อาหารเช้าถูกจัดเตรียมเสร็จในเวลาไม่นาน แม้แต่ซูหว่านเฟิงที่อยู่ในห้องด้านในก็ยังได้กลิ่นหอมโชยมาถึง

อินเมี่ยวเองก็ไม่เคยหุงข้าวต้มให้ออกมาใสเป็นมันวาวและนุ่มกำลังดีได้แบบนี้ พอได้ลองชิมคำแรก ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

“นี่อร่อยกว่าฝีมือท่านย่าฮวาเสียอีก”

ซูหว่านเฟิงก็เอ่ยชมด้วย

“หยุนเหอนั้นแม้จะพูดน้อย แต่มากด้วยฝีมือ โดยเฉพาะเรื่องกับข้าวนี่ล่ะ ที่ทำให้เซวียนอ๋องมักจะพาเขาไปไหนมาไหนด้วยเสมอ”

อินป๋ออู่กล่าวอธิบาย ตอนนั้นหยุนเจียงกับหยุนเหอยังไม่ได้เริ่มกินข้าว แต่กำลังถือชามข้าวต้มเข้าไปป้อนให้นายของตนในห้อง

“คนที่ยังไม่ได้สติ จะกินอะไรได้หรือ?”

เสียงงัวเงียของอินเฮ่อก็ดังขึ้น เขาเป็นคนเฝ้าอยู่ข้างซูหว่านเฟิงทั้งคืนจนตาเป็นหมีแพนด้า แม้แต่ซูหว่านเฟิงยังเอ่ยชมความอดทนของเขา

“แม้จะกินไม่ได้ แต่ให้ชุ่มคอก็ยังดีกว่า หากเขายังกลืนข้าวลงได้ ก็ย่อมมีหวังว่าจะผ่านเคราะห์ครั้งนี้ไปได้”

ซูหว่านเฟิงอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบและอดทน

บนโต๊ะอาหาร วันนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ทุกคนในบ้านได้กินข้าวร่วมกันพร้อมหน้าอีกครั้ง แต่หลังจากที่ส่งซูหว่านเฟิงกลับไปแล้ว ทุกคนก็เริ่มกังวลเรื่องเสบียงอาหารในบ้าน

“ได้ยินว่าราคาข้าวในตัวเมืองขึ้นไปถึงหนึ่งตำลึงกับอีกครึ่งตำลึงต่อหนึ่งถัง ขายกันแบบนี้มันบ้าไปแล้วกระมัง?”

เจินซื่อขมวดคิ้ว พูดอย่างไม่สบายใจ

“บ้านเรายังพอมีเงินเหลือหรือไม่?”

อินป๋ออู่ถามขึ้น เขาเพิ่งรู้สึกจุกในอกไปเมื่อครู่ พอตอนกลางคืนมองไม่ชัด มารู้สึกตัวตอนเช้าพอได้เห็นบ้านเรือนของครอบครัวตัวเองเต็มตา

คนทั้งบ้านที่ถูกเนรเทศมาอาศัยอยู่ในเรือนซอมซ่อที่สุดในหมู่บ้าน ยิ่งกว่ามุมอับของหมู่บ้านเสียอีก ประตูบ้านก็ไม่มีบานสมบูรณ์ หลังคามีรูพรุนให้ลมโกรกได้ ห้องก็ว่างเปล่าไม่มีข้าวของสักชิ้น เสื้อผ้าที่สวมใส่แต่ละคนก็ดูซอมซ่อยิ่งกว่าคนใช้ในเรือนเดิมเสียอีก

ส่วนเรื่องการเงินในบ้าน เขากับอินเฉิงอวิ๋นแทบไม่รู้อะไรเลย

อินเจิ้งหงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมาให้ทั้งสองฟังหมดเปลือก

“อะไรนะ?! ถึงกับเจอโจรป่าด้วยหรือ!”

อินเฉิงอวิ๋นอุทานตกใจ สายตาเขามองภรรยาที่เคยเป็นที่หวงแหนของเขาราวกับไข่มุกแก้ว ความรู้สึกผิดก็ยิ่งท่วมท้นในใจ

“ยังดีที่มีเมี่ยวเอ๋อร์อยู่ นางนี่แหละเก่งที่สุดแล้ว”

จางซื่อกล่าวชมหลานสาวด้วยความภาคภูมิใจ

“ข้าไม่รู้เลยว่าเมี่ยวเอ๋อร์ฝึกวรยุทธ์ได้ด้วย เป็นความบกพร่องของข้าเอง”

อินป๋ออู่เอ่ยด้วยสีหน้ารู้สึกผิด

ถึงจุดนี้ ทั้งเขากับเฉิงอวิ๋นก็มีแต่ความรู้สึกผิดเต็มอก เพราะเป็นพวกเขาที่ลากทั้งบ้านมาตกต่ำถึงเพียงนี้ แถมยังทำให้ครอบครัวต้องเผชิญอันตรายหลายครั้ง

“แค่ท่านพ่อกับท่านอาสามกลับมาได้ พวกเราจะลำบากแค่ไหนก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวยิ้มบาง ๆ พลางพูด

“ตั้งแต่เมื่อใดกันเล่าที่เมี่ยวเอ๋อร์ฉลาดขึ้นปานนี้ ข้ากลับไม่รู้เลยสักนิด”

อินเฉิงอวิ๋นพูดยิ้ม ๆ เพราะในสายตาเขา เมี่ยวยังเป็นเด็กน้อยที่อ่อนแออยู่เลย

“ก็เพราะอาสามชอบว่าข้าว่าโง่นั่นแหละ ข้าเลยอยากเรียนอะไรที่มีประโยชน์ให้ได้สักอย่าง!”

เมี่ยวพูดพลางเบะปากน้อย ๆ ทำให้คำพูดนั้นกลบความสงสัยในใจของอินเฉิงอวิ๋นได้หมดจด เพราะเขาสนิทกับหลานสาวคนนี้มาก ชอบแหย่ล้อเธอเล่นอยู่เสมอ และเจ้าตัวก็เกลียดที่สุดเวลาโดนหาว่าโง่

“ตอนนี้กลับเมืองหลวงคงเป็นไปไม่ได้ในเร็ววัน ไม่ต้องห่วง ข้ากับเฉิงอวิ๋นจะออกไปหาเงินเลี้ยงบ้านเอง”

อินป๋ออู่กล่าวด้วยความมุ่งมั่น

แต่คนทั้งบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาครบเดือนแล้ว ก็รู้ดีว่านั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย...

ไม่นาน ชาวบ้านในหมู่บ้านฉางหลิงก็เริ่มสังเกตเห็นว่าที่เรือนฝั่งตะวันตกเหมือนมีคนแปลกหน้าเข้ามาใหม่ แถมยังมีม้าสามตัวกับรถม้าอีกคันจอดอยู่ในลาน

หลี่เจิ้งแห่งหมู่บ้านอย่างเว่ยซิงชาง แม้จะไม่รู้รายละเอียดว่าครอบครัวนี้ถูกเนรเทศเพราะเหตุใด แต่เมื่อได้ยินว่ามีคนมาตามหาครอบครัวนี้ เขาก็เริ่มลังเลว่าจะรายงานเรื่องนี้ไปยังอำเภอดีหรือไม่...

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 24 พักพิงชั่วคราว

ระหว่างที่เว่ยซิงชางยังลังเลอยู่นั้น อินเจิ้งหงก็พาเด็ก ๆ ในบ้านมาหาเขาถึงหน้าประตู

ตอนนี้เป็นเวลาดึกแล้ว ชาวบ้านต่างก็เข้านอนกันหมด ถนนในหมู่บ้านเงียบเชียบจนแทบไม่มีเงาคนให้เห็น

จางซื่อ ภรรยาของเว่ยซิงชาง เห็นครอบครัวสกุลอินหอบหิ้วของพะรุงพะรังมาก็รีบเปิดประตูเชื้อเชิญเข้ามาในบ้าน พร้อมกับลงกลอนแน่นหนา

“พวกท่านนี่มัน...”

เว่ยซิงชางที่เป็นหลี่เจิ้งของหมู่บ้าน แม้จะเคยได้ของกำนัลเล็ก ๆ น้อย ๆ จากชาวบ้านมาก่อน แต่พอเห็นท่าทีของครอบครัวสกุลอินครั้งนี้ก็ถึงกับตกใจ

อินป๋ออู่แบกกระสอบข้าวหนักอึ้ง ดูท่าแล้วน่าจะมีเกินร้อยชั่ง ส่วนอินเฉิงอวิ๋นก็แบกกระสอบหนึ่งที่เต็มไปด้วยของป่า ขณะที่เว่ยซื่อก็อุ้มไก่ลายขาวดำไว้แนบอก อินเมี่ยวเองก็ถืออะไรบางอย่างติดมือมาด้วย

“ท่านหลี่เจิ้ง ข้าขอร้อง ช่วยเหลือครอบครัวข้าด้วยเถิด!”

อินเจิ้งหงพอเข้ามาได้ก็คุกเข่ากล่าววิงวอนด้วยน้ำตาคลอเบ้า

ทั้งหมดนี้เป็นการตัดสินใจร่วมกันของคนในบ้าน พวกเขารู้ดีว่าระบบทะเบียนราษฎร์ของแคว้นหนานเซียวนั้นยุ่งยากเพียงใด หากพวกเขาจะออกจากเขตอำเภอฉางหลิงเพื่อไปยังที่อื่น จะผ่านด่านไหนก็ต้องมีเอกสารรับรอง — ซึ่งผู้ที่ถูกเนรเทศไม่มีสิทธิ์ได้รับ

อีกทั้งในครอบครัวก็มีทั้งเด็กและคนแก่ หากจะอยู่รอดต่อไป มีแต่ต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลอย่างฉางหลิงนี่แหละจึงจะปลอดภัยที่สุด

“ท่านอินพูดเกินไปแล้ว แม้ภายนอกจะยากลำบาก แต่ในฐานะหลี่เจิ้ง ข้าย่อมไม่คิดขับไล่พวกท่าน ทว่าเรื่องของราชสำนักนั้น...”

เว่ยซิงชางยังคงแสดงความกังวลว่าจะโดนลูกหลงจากเรื่องนี้ แต่จางซื่อที่อยู่ข้าง ๆ กลับหันมาถลึงตาใส่เขา แล้วว่า

“บ้านเรานี่อยู่ห่างจากเมืองหลวงตั้งไกล ท่านไม่รู้หรือไง? ถึงจะเร่งส่งข่าวก็ต้องใช้เวลาสองถึงสามเดือนกว่าจะไปกลับ แล้วอีกอย่าง คนที่ถูกเนรเทศมาตลอดหลายสิบปีนี้ก็ไม่มีทางการคนไหนมาใส่ใจอยู่แล้ว ท่านจะกังวลไปทำไม!”

เห็นเว่ยซิงชางไม่กล้าโต้เถียง อินเมี่ยวจึงหยิบก้อนเงินออกมาจากอกเสื้อ วางบนโต๊ะไม้ข้างตัว

“ท่านหลี่เจิ้งเจ้าคะ อินเมี่ยวชอบที่นี่มาก ตั้งแต่มาอยู่ก็รู้สึกสบายใจ อยากจะใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวอย่างสงบสุขในหมู่บ้านนี้เจ้าค่ะ”

จางซื่อถึงกับตาค้าง เด็กสาวคนนี้ถึงกับควักเงินสิบตำลึงออกมาง่าย ๆ แบบนี้เลยหรือ?!

หรือว่าตระกูลอินถึงจะถูกยึดทรัพย์เนรเทศมา แต่ยังมีทรัพย์หรือสายสัมพันธ์เหลืออยู่ที่อื่น?

ก้อนเงินบนโต๊ะก็กลายเป็นแรงผลักสุดท้ายให้เว่ยซิงชางใจอ่อน เขาโบกมือแล้วกล่าวว่า

“อยู่ต่อเถิด อยู่อย่างสงบก็แล้วกัน ฟังข้าไว้สักคำ ผู้ใดไม่ควรปรากฏตัวในอำเภอก็อย่าไปโผล่ให้ใครเห็น แล้วก็อย่าไปก่อเรื่องอะไรในหมู่บ้าน ชาวบ้านที่นี่พูดง่าย ใจดี ถ้าออกไปนอกหมู่บ้านเมื่อใด ข้าก็รับรองอะไรไม่ได้แล้ว”

เว่ยซื่อดีใจจนแทบกลั้นไม่อยู่ นางเองก่อนหน้านี้ก็ยังรู้สึกเสียดายของที่ยกมา แต่พอเห็นว่ามันได้ผลเร็วขนาดนี้ ก็ยิ่งเชื่อคำอินเมี่ยวเข้าไปใหญ่ว่า “คนที่ได้รับของมักใจอ่อน มือที่ได้ของมักไม่กล้าแข็ง”

“ใช่แล้ว ๆ ข้าเห็นพวกท่านก็ดูเป็นคนดี มีน้ำใจ นังหนูเมี่ยวก็เคยพาชาวบ้านไปหาอาหารมาแล้วตั้งหลายหน หมู่บ้านฉางหลิงเราน่ะ ไม่มีทางไล่พวกท่านไปหรอก!”

จางซื่อหัวเราะกลั้นไว้ไม่อยู่ เอามือปิดปากแล้วกล่าวอย่างยินดี

หลังจากครอบครัวสกุลอินกล่าวขอบคุณอย่างสุดซึ้งแล้วจากไป จางซื่อก็รีบคว้าก้อนเงินนั่นไปเก็บไว้ในอกเสื้อทันที

“พวกเขานี่ใจกว้างเสียจริง”

เว่ยซิงชางเปิดกระสอบที่ดูหนักที่สุดออกมา ก็พบว่าเป็นข้าวสารแท้ ๆ ดูแล้วน่าจะมีตั้งครึ่งถังได้

“หึ ท่านไม่เคยได้ยินหรือว่า อูฐที่ผอมแห้งก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า? ใครจะไปรู้ว่าพวกเขายังมีญาติอยู่ในเมืองใหญ่หรือเปล่า อีกอย่าง ขุนนางที่มาส่งพวกเขาก็กลับเมืองหลวงไปตั้งนานแล้ว แล้วตอนที่มาส่งก็ไม่ได้พูดเลยว่ามีกี่คน ถูกเนรเทศกันมากี่คน ถ้าเกิดอะไรขึ้น ท่านก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไปก็จบแล้ว”

จางซื่อพูดพลางเอานิ้วจิ้มหน้าผากเว่ยซิงชาง แค่เพิ่มคนมาอีกไม่กี่คนเท่านั้นเอง อีกอย่าง ชาวบ้านรุ่นเก่า ๆ ในหมู่บ้านก็ตายกันไปทีละรุ่นจนแทบจำไม่ได้แล้วว่าตอนนี้มีคนอยู่ในหมู่บ้านทั้งหมดกี่คนกันแน่

“เจ้าพูดถูกจริง ๆ เจ้าฉลาดกว่าข้าเสียอีก!”

เว่ยซิงชางว่าแล้วก็อุ้มเจ้าไก่ลายตัวนั้นเดินไปที่เล้าไก่หลังบ้านอย่างอารมณ์ดี

คืนวันที่สามหลังจากอินป๋ออู่กลับมา ครอบครัวนี้ก็จัดการเรื่องใหญ่นี้ได้ลุล่วงเสียที ถึงแม้อนาคตจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ตอนนี้อย่างน้อยก็สามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้อย่างสบายใจชั่วคราว

เงินเก็บของอินเมี่ยวที่เคยมีสิบห้าตำลึง ตอนนี้เหลือแค่สองตำลึงเท่านั้น ถึงจะยังมีเศษเงินเหรียญทองแดงอยู่อีกเล็กน้อย แต่สามสะใภ้ก็เริ่มรู้สึกได้ว่า ความรู้สึก ‘ใกล้ตายเพราะความหิว’ เริ่มวนกลับมาอีกแล้ว

เมื่อคนเราเคยสัมผัสความหิวโหยมาก่อน จะรู้เลยว่ามันทรมานเพียงใด

“ถ้าถึงที่สุดแล้วจริง ๆ ก็ต้องขายม้านั่นแหละ จะปล่อยให้ทุกคนอดข้าวไม่ได้หรอก”

เช้าวันหนึ่ง อินป๋ออู่ยืนอยู่กลางลานบ้าน มองม้าทั้งสามตัวที่เคยพาพวกเขาฝ่าฟันเส้นทางนับพันลี้มาจนถึงที่นี่ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเสียดาย

“ขายม้าไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวพูดออกมาเสียงเรียบ เดิมทีเธออาจจะคิดแค่อยากอยู่อย่างสงบ ณ ที่แห่งนี้ แต่ตอนนี้ทั้งท่านพ่อและท่านอาสามกลับมาแล้ว แถมยังพาผู้ที่เป็นตัวละครสำคัญของเนื้อเรื่อง — ที่ยังไม่ฟื้นสติกลับมาด้วย

หากวันหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ม้า 3 ตัวนี่แหละ คือพาหนะเพียงหนึ่งเดียวที่พวกเขาจะพึ่งพาได้

“นั่นน่ะสิพี่ใหญ่ วันนี้ขายม้า แล้วพรุ่งนี้จะขายอะไรอีกเล่า? ตอนนี้เราต้องหาทางที่มั่นคงมากกว่า”

อินเฉิงอวิ๋นก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตอนนี้เมื่อเว่ยหลี่เจิ้งเตือนพวกเขาว่าไม่ควรไปโผล่ในตัวอำเภอ ความคิดเดิมที่จะออกไปทำงานหาเงินก็ต้องพักไว้ก่อน

“หมอซูบอกว่าอยากรับข้าเป็นศิษย์ฝึกหัด ช่วยดูแลยา ได้ค่าจ้างรายเดือนอยู่เหมือนกันขอรับ”

อินเฮ่อรีบพูดขึ้นเมื่อเห็นทุกคนเริ่มหน้าหม่น ๆ

สองสามวันที่ผ่านมานี้ ซูหว่านเฟิงจะแวะมาดูอาการผู้บาดเจ็บทุกวัน และวันนี้เขาก็เสนอว่าจะสอนอินเฮ่อเรื่องยาสมุนไพร โดยเริ่มจากงานเด็กฝึกที่เรียกว่า "เด็กดูยา"

“เมี่ยวเอ๋อร์ไปหาสมุนไพร อินเฮ่อเป็นเด็กดูยา แล้วพวกเรา…ผู้ชายเต็มบ้าน จะให้เจ้าสองคนเลี้ยงพวกข้าหรือไร?”

อินป๋ออู่ถึงกับพูดไม่ออกจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี แม้แต่ภรรยาของเขากับเจินซื่อก็ยังหางานเย็บปักในเมืองจนได้เป็นช่างปักประจำร้านตัดเสื้อในตัวอำเภอไปแล้ว

คนที่เคยได้รับการศึกษาและเติบโตมาในสังคมชั้นสูงแบบเขา ต้องมากินข้าวที่หาได้จากมือภรรยาและลูกสาว นี่มันเกินจะรับไหวจริง ๆ

อินเมี่ยวเองก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ไม่ออก เธอกำลังพยายามหาวิธีเอาเสบียงในพื้นที่พิเศษออกมาใช้โดยไม่ให้ใครรู้ แต่ในขณะเดียวกัน คนในบ้านก็พยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อหาเงินไปซื้อข้าว

ความย้อนแย้งแบบนี้ มันทรมานเกินไปแล้ว...

ในครัว หยุนเหอเปิดฝาถังข้าวแล้วจ้องอยู่ครู่หนึ่ง

อินเมี่ยวกำลังจะย่องเข้าไปเติมข้าวในถังเล็กน้อย แต่ก็ไม่คิดว่าจะเจอหยุนเหออยู่ที่นั่นพอดี

“ข้าวเหลือน้อยแล้วขอรับ”

หยุนเหอเอ่ยขึ้น

“...นั่นสิ เห็นทีต้องไปซื้อเพิ่ม ได้ยินว่านายท่านของเจ้าดื่มน้ำซาวข้าวได้แล้วใช่หรือไม่?”

อินเมี่ยวหยิบกะละมังล้างข้าวออกมา แล้วตักข้าวขาวสะอาดลงไปไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าในถังข้าวจะเหลือแค่ชั้นบาง ๆ จนเห็นก้นถังแล้วก็ตาม

“ขอรับ นายของข้าต้องไม่เป็นไรแน่ ๆ”

หยุนเหอรับกะละมังไป พร้อมกับพูดประโยคหนึ่งที่หนักแน่นและเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม

โอ้โห... ความผูกพันระหว่างนายกับบ่าวนี่มัน...

อินเมี่ยวอดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้ เธอเข้าใจเรื่องหน้าที่เพื่อชาติ เข้าใจเรื่องสายสัมพันธ์ครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่เธอยังเข้าใจไม่ถึงในโลกยุคโบราณก็คือ ความจงรักภักดีระหว่างนายบ่าว

ไม่มีสายเลือดผูกพัน ไม่ใช่ครอบครัว ไม่ได้ปกป้องบ้านเมืองร่วมกัน แต่แค่คำว่า "จงรักภักดี" เพียงคำเดียว ก็ทำให้บ่าวพร้อมจะอยู่เคียงข้างนาย ไม่ทอดทิ้ง แม้แต่ยอมพลีชีพได้เลยหรือ?

เธออยากเข้าไปดูสภาพของเซวียนอ๋องด้วยตาตัวเอง

เมื่อเข้าไปในห้องพักคนป่วย หยุนเจียงที่นั่งอยู่ในนั้นกำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดปลายนิ้วของเซวียนอ๋องอยู่ เมื่อเขาเห็นอินเมี่ยวเข้ามาก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไร

อินเมี่ยวหันไปมองชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียง และพอเห็นก็ถึงกับละสายตาไม่ได้...

นี่มัน... สภาพยับเยินเกินจะรับได้แล้วใช่หรือไม่!?

ไหนล่ะ... หนุ่มรูปงามรอยยิ้มอบอุ่นกลางทุ่งหญ้า?

ตรงหน้าหล่อนคือคุณลุงเครารกร่างผอมจนโครงกระดูกแทบจะโผล่!

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 22 บุรุษนามว่า “เซวียนอ๋อง”/ บทที่ 23 สภาพปัจจุบันของตระกูลอิน/ บทที่ 24 พักพิงชั่วคราว

คัดลอกลิงก์แล้ว