- หน้าแรก
- สาวน้อยดวงดี พกมิติไปทำฟาร์ม
- บทที่ 19 การลงโทษ/ บทที่ 20 เจรจากับระบบ/ บทที่ 21 ผู้บาดเจ็บสาหัส
บทที่ 19 การลงโทษ/ บทที่ 20 เจรจากับระบบ/ บทที่ 21 ผู้บาดเจ็บสาหัส
บทที่ 19 การลงโทษ/ บทที่ 20 เจรจากับระบบ/ บทที่ 21 ผู้บาดเจ็บสาหัส
บทที่ 19 การลงโทษ
"ของส่วนใหญ่ก็เป็นผ้ากับอุปกรณ์เย็บผ้าจากร้านตัดเสื้อ แล้วก็กระทะใบนี่แหละที่หนักหน่อย"
เจินซื่ออธิบายเสียงเรียบ แต่ไม่ได้เล่าให้หลัวต้าจื้อรู้เรื่องที่อินเมี่ยวเอาเงินถุงของโจรป่ามา เพื่อความปลอดภัย พวกนางเลยใช้กระทะเหล็กที่เพิ่งซื้อใหม่ปิดปากตะกร้าไว้ด้านบน มองจากข้างนอกก็ไม่มีใครเห็นอะไรข้างในแล้ว
หลัวต้าจื้อเองก็ไม่ได้สงสัยอะไรมากนัก จนกระทั่งตอนที่ร้านขายข้าวสารเอาถุงข้าวสารมาส่งถึงสองถุงใหญ่ เขาก็ถึงกับตาโตเลยทีเดียว
บ้านเขาแทบไม่เคยซื้อข้าวสารทีละเยอะขนาดนี้เลย แถมตอนนี้ราคาข้าวก็แพงขึ้นอีกต่างหาก
ครอบครัวอินทำมาหากินอะไรได้เยอะขนาดนี้กัน?
"เมี่ยวเอ๋อร์ขายสมุนไพรได้เงินมา ก็เลยเอาไปซื้อข้าวหมดเลย แต่หลังจากนี้ก็ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี"
เว่ยซื่อทำหน้ากังวล พูดพลางทำเสียงคร่ำครวญจนดูน่าสงสาร
"แต่ละบ้านก็ลำบากกันทั้งนั้นล่ะนะ ถ้าประหยัดหน่อยก็คงอยู่ได้นานหน่อย แต่บ้านพวกเจ้านี่มันก็ดูไม่เหมือนคนที่ถูกเนรเทศมาเท่าไหร่"
หลัวต้าจื้อพูดขึ้น แต่ก็ไม่ได้ออกอาการอิจฉาเลยสักนิด
ที่จริงบ้านเขาเองก็ได้รับผลดีจากบ้านอินหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเผือกกับเห็ดดำที่ได้มาก่อนหน้า หรือผักกาดที่หม่าชุ่ยฮวาไปเจอมาทีหลังก็ล้วนแต่เป็นเพราะอินเมี่ยวทั้งนั้น เผือกเล็กที่ได้มาก็เริ่มแทงยอดอ่อนแล้วด้วย
"บ้านเราคนเยอะ ถ้าช่วยกันก็ยังไงก็ดีกว่าทำกันเองคนเดียวแน่ ๆ"
เจินซื่อว่าขึ้นมาอีก
หลัวต้าจื้อก็เลยซื้อข้าวสารด้วยเหมือนกัน ล้อเกวียนที่มาตอนแรกโล่ง ๆ พอกลับกลายเป็นแน่นเอี้ยด เจินซื่อถึงกับอดกังวลไม่ได้ว่าเจ้าล่อจิ๋วนี่จะรับน้ำหนักไม่ไหวหรือเปล่า
ตอนหยุดพักกลางทาง อินเมี่ยวก็ส่งสายตาให้เจินซื่อกับเว่ยซื่อ ทั้งสองก็เข้าใจทันทีแล้วลุกเดินตรงไปทางป่าริมทาง
หลัวต้าจื้อไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก จนกระทั่งไม่กี่อึดใจต่อมา เขาก็เห็นทั้งสองจูงม้า... ใช่ ม้าจริง ๆ ออกมาจากป่า!
"พ่อ! ม้าใหญ่!"
หลัวเสี่ยวเป่าโบกไม้โบกมือชี้อย่างตื่นเต้น
"เมื่อครู่พวกเรากำลังเดินอยู่ ก็ได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง พอไปดูก็เจอเชือกบังเหียนม้ามันไปเกี่ยวกิ่งไม้อยู่"
เจินซื่อพูดพลางยิ้ม
"นี่มัน...ม้าของพวกโจรป่านั่นใช่หรือไม่?"
หลัวต้าจื้อนึกขึ้นมาได้ทันที เขายื่นมือไปลูบขนมันอย่างหลงใหล ม้าสายพันธุ์แบบนี้ปกติมีแต่พวกคนรวย คนมีอำนาจเท่านั้นถึงจะมีได้ นี่มันม้าที่เขาใฝ่ฝันเลย
"น่าจะใช่ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็กลับไปกันหมดแล้ว ถ้าพี่หลัวดูแลม้าเป็น ม้านี่ก็ให้ท่านจัดการดูแลเลยจะดีหรือไม่"
เว่ยซื่อเสนอขึ้นมา นี่คือสิ่งที่พวกนางคุยกันมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เพราะบ้านอินที่อยู่ตอนนี้ถูกปรับให้เป็นแปลงผักไปหมด ไม่เหมาะกับการเลี้ยงม้าเลย ถ้าให้หลัวต้าจื้อเลี้ยงไว้ เวลาต้องไปซื้อของด้วยกันก็จะได้ไม่ต้องเกรงใจกันอีก
"ให้ข้าหรือ?"
หลัวต้าจื้อตาโตแล้วลุกขึ้นยืนทันที
"ลุงหลัว พวกข้าก็เลี้ยงม้าไม่เป็น ท่านลุงเลี้ยงไว้เถอะ ไว้คราวหน้าเราจะได้เอาม้าออกไปซื้อของด้วยกันนะเจ้าคะ"
อินเมี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงสดใส พักหลังมานี้พวกนางยืมของจากบ้านหลัวเยอะอยู่เหมือนกัน การให้ม้านี่เป็นการตอบแทนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
เห็นพวกนางพูดกันขนาดนี้ แถมหลัวเสี่ยวเป่าก็กระโดดโลดเต้นดีใจอยู่ข้าง ๆ อยากขี่ม้าจะแย่ หลัวต้าจื้อก็เลยยอมตกลง
พอถึงหมู่บ้านฉางหลิง ชาวบ้านก็พากันกรูมามุงดู เพราะหลัวต้าจื้อจูงม้ากลับมาด้วย!
ม้าตัวนั้นเป็นม้าพันธุ์ดีสีน้ำตาลเข้ม ขนมันเงางามราวกับน้ำมันเคลือบไว้ รูปร่างก็แข็งแรงกำยำจนชาวบ้านหลายคนถึงกับพึมพำชมกันไม่หยุด
"อาหลัว ม้านี่ต้องราคาหลายสิบตำลึงแน่เลยใช่หรือไม่?"
มีคนถามขึ้นมา เพราะในหมู่บ้านพวกเขาเองก็มีแค่สองสามบ้านที่มีม้า แต่นั่นก็เป็นม้าแก่ทั้งนั้น
"คนในอำเภอคนหนึ่งเขาเงินหมด ก็เลยขายม้าราคาถูก ข้าเห็นว่าคุ้มดีก็เลยซื้อไว้ แค่สิบตำลึงเอง"
หลัวต้าจื้อพูดพลางหน้าแดง นี่คือคำแก้ตัวที่นางหนูบ้านอินคิดไว้ให้เมื่อกี้
"มีเรื่องดี ๆ แบบนี้ด้วยรึ?"
"สิบตำลึงนี่คุ้มเกินไปแล้ว ข้าดูแล้ว ถ้าจะขายต่อยังได้ตั้งสามสิบตำลึงแน่ะ!"
"อาหลัว ครั้งนี้เจ้าก็ไปกับนางหนูบ้านอินนั่นใช่หรือไม่?"
ชายชราวัยใกล้หกสิบคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
"ใช่ขอรับ"
หลัวต้าจื้อยังงง ๆ อยู่ เพราะตอนที่เขาอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านเมื่อครู่ก็เจอกับชาวบ้านที่สนิทกันอยู่สองสามคน พอดีว่าพ่อหลัวติ้งข่ายเพิ่งกลับจากไร่ เขาเลยให้พ่อลากเกวียนพร้อมคนบ้านอินกลับไปก่อน
ตอนนั้นเอง คุณปู่เฉินก็เอ่ยปากถามเขาว่า "เจ้ากำลังจะทำอันใดกัน?"
"เฮ้อ ข้าก็ว่าอยู่! นังหนูคนนั่นน่ะดวงดีนัก ที่ไหนมีนาง ที่นั่นต้องมีเรื่องดี ๆ ตามมาแน่นอน"
คุณปู่เฉินพยักหน้าอย่างกับว่าเข้าใจทุกอย่างอยู่แล้ว
"พูดไปก็... เอ๊ะ เอาจริง ๆ มันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ด้วยสิ?"
"แต่ข้าว่าก็อาจจะบังเอิญก็ได้ นางแค่รู้เรื่องบางอย่างที่พวกเราไม่รู้แค่นั้นเอง"
มีคนพูดแย้งขึ้นมา เพราะก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าดวงดีจริง ทำไมถึงถูกเนรเทศเล่า?
หลัวต้าจื้อฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะแหะ ๆ ไม่พูดอะไร ก่อนจะจูงเจ้าม้าที่เพิ่งได้กลับบ้านไปอย่างเร็วไว…
…
ภูเขาเงียบสงบหลังฝนตกใหม่ ๆ ทางเล็ก ๆ ระหว่างภูเขาเต็มไปด้วยหมอกขาวลอยเอื่อย เสียงฝีเท้าม้าดังมาจากปลายทางอย่างแผ่วเบา
ลมเย็นของภูเขาพัดผ่าน กิ่งไม้แก่สองข้างทางสั่นไหว ในที่สุดเงาของรถม้าก็ปรากฏขึ้นบนถนนที่เปียกเฉอะแฉะ
ชายหนุ่มในชุดดำที่นอนราบอยู่ในรถม้าใบหน้าขมวดคิ้วแน่น ผมยาวสีดำขลับถูกรวบไว้ที่หลังหู หลังรถกระเทือนหลายครั้ง สีของเสื้อผ้าก็ยิ่งเข้มขึ้นหลายจุดเพราะเลือดซึม
หยุนเจียงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ได้กลิ่นเลือดจาง ๆ ลอยมากระทบจมูก แต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงช่วยพยุงเจ้านายร่วมกับหยุนเหอให้แน่นที่สุด เพื่อลดแรงกระเทือนจากถนนทางชนบท
"ท่านอาวุโสอิน ข้าขอถามหน่อยว่า...เราจะถึงอีกนานไหม?"
หยุนเจียงเปิดผ้าม่านถามออกมา เขาเริ่มกังวลว่าเจ้านายของตนจะไม่อาจทนได้นานไปกว่านี้
"น่าจะถึงช่วงบ่ายวันนี้ เขาเป็นอย่างไรบ้าง?"
ชายหนุ่มที่แต่งตัวเป็นสารถีแต่หน้าตาเคร่งขรึม ใส่หมวกฟางปีกกว้าง ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาดูอายุประมาณสามสิบต้น ๆ และบุคลิกก็ไม่เข้ากับเสื้อผ้าชาวบ้านที่สวมใส่เอาเสียเลย
"บาดแผลของนายท่าน... มันเปิดอีกแล้ว"
เสียงของหยุนเจียงเต็มไปด้วยความร้อนรน
"พี่ใหญ่ เดี๋ยวถึงในตัวเมืองข้างหน้า ข้าจะไปซื้อยารักษาแผลให้"
ชายอีกคนที่ควบม้าอยู่ข้างรถพูดขึ้นมา ถ้าดูดี ๆ จะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาของเขาคล้ายกับชายผู้เป็นสารถีอยู่ไม่น้อย
"ลำบากเขาจริง ๆ หวังว่าเราจะไปถึงโดยเร็วเถอะ!"
ชายในชุดผ้าดิบแสดงสีหน้าเห็นใจ แล้วสะบัดแส้ในมือต่อ
ณ ยอดเขาฉางหลิง ขณะนี้อินเมี่ยวนั่งเอนหลังพิงต้นไม้อย่างสบายใจ พร้อมฮัมเพลงเบา ๆ
พอเห็นว่าไม่มีคนอยู่รอบ ๆ เธอก็ปีนขึ้นต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว แล้วใช้กิ่งไม้บังตัวเองขึ้นไปยังจุดที่สามารถเข้าสู่มิติได้
โดยปกติแล้วเธอจะไม่เข้าไปในมิติบ่อยนัก แต่วันนี้เป็นวันที่พืชผลในมิติออกผลครั้งแรก
เมื่อเข้าไปด้านใน เธอก็พบว่าระบบเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เรียบร้อยตามที่เคยบอกไว้ก่อนหน้าแล้ว ข้าวที่เก็บเกี่ยวมาเสร็จ ถูกจัดเรียงไว้เป็นกองเล็ก ๆ เหมือนเนินทรายสามกองหน้าพื้นที่สามไร่
ธัญพืชมีอยู่สามชนิด ได้แก่ ข้าวสาร ข้าวสาลี และข้าวฟ่าง
ข้าวสารกับข้าวฟ่างนั้นถูกสีเปลือกออกหมดแล้ว เป็นของพร้อมรับประทาน ส่วนข้าวสาลีก็เหมือนที่อินเมี่ยวเคยเห็นในร้านขายข้าวก่อนหน้านี้ คือยังไม่ได้บดเป็นแป้ง
เธอมองเข้าไปในแปลงนาอีกครั้ง พบว่ามีการหว่านเมล็ดใหม่เรียบร้อยแล้ว บางส่วนยังเริ่มงอกออกมาเป็นต้นกล้าเล็ก ๆ อีกด้วย
"ขอบคุณนะ สำหรับข้าวพวกนี้ ครอบครัวเราคงกินได้อีกนานเลยล่ะ"
อินเมี่ยวพูดกับระบบอย่างรู้สึกเกรงใจ เธอเป็นคนที่ไม่ชอบเป็นหนี้ใครอยู่แล้ว แต่ระบบนี่สิ ทั้งช่วยชีวิต ทั้งมอบมิติให้ แล้วยังให้ข้าวของล้ำค่าอีก ในขณะที่เธอแค่ขึ้นเขาไปฝังสมุนไพร ปลูกผัก แล้วก็ฝึกอินเฮ่อกับอินหานเท่านั้นเอง
【ไม่ต้องเกรงใจ ข้าวในมิตินี้มีวันหมดอายุ หากเจ้าของไม่ใช้ให้หมดก่อนถึงวันหมดอายุ จะต้องได้รับโทษ】
เสียงระบบตอบกลับมา
อินเมี่ยวได้ยินดังนั้น ใบผักกาดในมือตัวเองก็จืดสนิทขึ้นมาทันที
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 20 เจรจากับระบบ
“ลงโทษเหรอ? โทษอะไรล่ะ?”
อินเมี่ยวร้องถามทันที ทำไมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย?
【โทษเบาอาจส่งผลให้โชคหาย วาสนาหมด โทษหนัก…อาจถึงชีวิต】
“แล้วพวกข้าวพวกนี้หมดอายุตอนไหนล่ะ?”
อินเมี่ยวรีบถามอย่างตื่นตระหนก
【อายุการเก็บรักษาหนึ่งปี】
เสียงของระบบฟังดูสุภาพแต่เย็นชา อินเมี่ยวเพิ่งรู้สึกตัวว่าโดนหลอกเข้าเต็ม ๆ เหมือนคนที่เพิ่งเซ็นสัญญาเข้าทำงาน แล้วมารู้ทีหลังว่าบริษัทมีแต่หลุมพราง เพียงแต่งานยังลาออกได้… แต่สถานะ “เจ้าของระบบ” เนี่ย จะลบได้ก็มีแต่ต้อง "ตาย" เท่านั้น
แต่เบื้องบนยังมีฟ้ากว้าง นางก็ยังมีทางแก้ อินเมี่ยวคิดวิธีออกอย่างรวดเร็ว ก็เปิดร้านขายข้าวไปเลยสิ!
ทว่าเสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้งราวกับรู้ทัน
【เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ทรัพยากรในมิติอย่างสิ้นเปลือง ธัญพืชที่เจ้าของนำออกจากมิติต้อง “ใช้ให้ถูกต้อง” และ “เกี่ยวข้องกับภารกิจ” เท่านั้น ห้ามโกงโดยเด็ดขาด】
“พูดง่าย ๆ ก็คือ ข้าจะหยิบข้าวเม็ดเดียวออกมาก็ต้องให้เจ้าอนุมัติสินะ…”
อินเมี่ยวหมดแรง เหมือนถูกถีบตกบ่อ ความจริงคือข้าวที่เก็บไว้อยู่ตอนนี้ก็สามกองใหญ่ ๆ น้ำหนักน่าจะเกิน 900 จินแล้ว (เกือบ 500 กิโล) อีกแค่ 20 วันก็จะมีข้าวงอกชุดใหม่อีก ครอบครัวพวกนางจะกินยังไงก็ไม่มีวันหมดแน่ ๆ
【พูดให้ชัด คือ “ใช่”】
“งั้นข้าจะอัปเกรดมิติเพื่ออะไรกันล่ะ?”
พออัปเกรด ระบบก็จะผลิตข้าวได้ไวขึ้น แล้วจะอัปเพื่อ?
【หากมีโอกาสอัปเกรดแล้วเจ้าไม่อัป ระบบอาจเรียกคืนมิตินี้】
คำตอบของระบบทำเอาอินเมี่ยวนั่งแหมะกับพื้นทันที... นางนึกว่าตัวเองโชคดีได้กำไร ที่ไหนได้ นี่มันกับดักชัด ๆ!
ทางฝั่งอินเฮ่อที่จูงหานเอ๋อร์ไต่ขึ้นเขามาถึงครึ่งทางแล้ว แต่กลับไม่เห็นอินเมี่ยวอยู่ตรงต้นไม้ที่นางมักจะหลบไปพัก
“พี่เมี่ยวไม่อยู่แฮะ ข้าขอพักก่อนนะ”
หานเอ๋อร์นั่งลงแปะตรงพื้น วันนี้เขาทำตามที่อินเมี่ยวบอกให้ปีนขึ้นลงเขาฉางหลิงถึงสี่รอบแล้ว ถึงจะปีนแค่ถึงครึ่งทางทุกครั้ง แต่ก็เหนื่อยจะตายอยู่ดี
“ผู้ใดกล่าวว่าข้าไม่อยู่?”
เสียงที่คุ้นหูดังมาจากเหนือศีรษะ ก่อนที่ร่างของหญิงสาวจะพุ่งลงมาจากต้นไม้และยืนลงตรงหน้าพวกเขาอย่างมั่นคง
แต่สายตาอินเฮ่อก็มองออกว่า สีหน้าอินเมี่ยวไม่สู้จะดีนัก
“เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
อินเฮ่อเอ่ยถามเสียงจริงจัง
“มิได้เกิดอันใด ข้าหิวแล้ว... กลับไปกินข้าวกันเถิด”
อินเมี่ยวตอบเสียงหงุดหงิด วันนี้นางจะกินข้าวสามถ้วยให้ได้!
“อ้อ…”
อินเฮ่อพยักหน้ารับคำ แล้วดึงมือเหานเอ๋อร์เดินตามหลังอินเมี่ยวลงจากเขา
ตอนนี้ครอบครัวอินถูกเนรเทศมาได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว ตั้งแต่ครั้งก่อนที่อินเมี่ยวแบกถุงเงินกลับมาสามใบ ชีวิตความเป็นอยู่ของที่บ้านก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จางซื่อดีใจยกชามข้าวขาวหอม ๆ มาวางไว้ตรงกลางโต๊ะ
บนโต๊ะก็มีผัดผักอยู่สองจานที่พี่สะใภ้ทั้งสามช่วยกันทำ ถึงจะมีแค่สองอย่าง แต่ทุกคนก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
จากคำว่า “ฟุ่มเฟือยแล้วมาประหยัด” เป็นเรื่องยาก ครอบครัวพวกเขาผ่านช่วงเวลาที่ต้องประหยัดแบบสุด ๆ มาครึ่งเดือนแล้ว ข้าวที่ไม่ได้แตะเลย ตอนนี้กลายเป็นของหรูหราในสายตาไปซะแล้ว
“เรายังเหลือเงินอยู่เท่าใด?”
หลิวซื่อถามขึ้นมา ทำให้ทั้งโต๊ะหันไปมองอินเมี่ยวพร้อมกัน
“เหลืออยู่สิบห้าตำลึงเจ้าค่ะ วันก่อนข้าขายสมุนไพรได้อีกห้าร้อยอีแปะ”
อินเมี่ยวตอบ
สิบห้าตำลึงที่ว่าก็มาจากพวกโจรป่านั่นแหละ แต่ตอนนี้กลายเป็นเงินทุนของทั้งบ้านไปแล้ว เพียงแต่ว่า... รายจ่ายมันมากกว่ารายรับ แล้วไม่รู้เหมือนกันว่าจำนวนนี้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
“พอผักในแปลงบ้านเราสุกเมื่อใด ข้าจะเอาไปขายที่อำเภอดู เผื่อจะเป็นช่องทางหาเงินได้อีกทางหนึ่ง”
อินเจิ้งหง หัวหน้าครอบครัวผู้ผมหงอกขาว พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงมั่นคง
ที่โต๊ะอาหาร หลิวซื่อกินข้าวไปแค่ครึ่งถ้วยก็วางช้อนแล้ว
“ท่านแม่อิ่มแล้วรึ? กินอีกหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
เว่ยซื่อทำท่าจะตักข้าวเพิ่มให้แม่สามี แต่กลับโดนปฏิเสธ
“เดี๋ยวนี้มีแต่ข่าวว่าข้าวของแพงขึ้น ข้าเป็นหญิงชราผู้มิอาจทำงานไหว จะกินมากไปไยกัน? พวกเจ้าคนหนุ่มสาวควรกินให้มาก จะได้มีแรงทำมาหากิน”
ระหว่างที่กำลังกินข้าว อินเมี่ยวถึงกับสะอื้นขึ้นมานิด ๆ เพราะหลิวซื่อไม่เพียงแต่หน้าตาคล้ายคุณย่าของเธอในชาติก่อน ยังมีนิสัยอย่างหนึ่งที่เหมือนกันเป๊ะเลย เวลามีของกิน มักจะให้ลูกหลานกินก่อนเสมอ
“ท่านย่า โปรดกินให้เต็มที่เถิดเจ้าค่ะ ข้าวในบ้านพวกเรามีพอกินแน่นอน”
อินเมี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และหลังจากนั้นคนในบ้านก็พากันช่วยเกลี้ยกล่อม
แต่ไม่ทันไร หลิวซื่อก็ทำหน้าย่นแล้วโบกมืออย่างรำคาญ “ข้าว่ามิอยากกินก็คือมิอยากกิน ข้าแก่แล้ว กินมากก็สำลักจนแน่นอกเปล่า ๆ”
รู้ดีว่าหลิวซื่อแค่เสียดายข้าว จะพูดไปก็ไร้ผล อินเจิ้งหงเลยตักข้าวในถ้วยของตนแบ่งครึ่งให้หลิวซื่อแทน “ข้าก็แก่แล้วเหมือนกัน เจ้ากินของข้าเสียเถิด มิฉะนั้น ข้าคงต้องเอาไปให้ต้ามาวข้างบ้านแทน”
ต้ามาว ก็คือชื่อเจ้าม้าพันธุ์ดีที่หลัวต้าจื้อเลี้ยงไว้ ซึ่งเป็นหลัวเสี่ยวเป่าที่ตั้งชื่อนี้ให้มัน
หลิวซื่อถึงกับจนใจ สุดท้ายก็จำต้องกินข้าวในถ้วยจนหมด ไม่เหลือแม้แต่เม็ดเดียว
ที่จริงอินเมี่ยวรู้ดี ทุกคนในบ้านต่างก็พยายามลดปริมาณอาหารที่ตัวเองกินลงโดยไม่พูดออกมา เว่ยซื่อถึงขั้นกินข้าวน้อยกว่าหานเอ๋อร์เสียอีก และพวกเขาก็กินกันแค่วันละสองมื้อ เช้ากับเย็นเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ราคาข้าวนอกบ้านตอนนี้ก็ขึ้นไปเกือบสองเท่าแล้วด้วย
แต่เธอกลับมานั่งกลุ้มใจ ว่าข้าวในมิติตัวเองมันจะกินไม่หมด...
“ระบบ อยู่มั้ย?”
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ อินเมี่ยวก็ตั้งใจแน่วแน่จะเปิดฉากเจรจาแบบไม่ยอมถอยกับระบบซะที
【อยู่】
“ภารกิจเจ้ามันยากเกินไป ข้าจะเลิกทำภารกิจแล้วล่ะ ยังไงตายอีกทีก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร”
อินเมี่ยวทำหน้านิ่ง พูดออกมาเสียงแข็ง
【……】
“ทีแรกก็ส่งข้าไปอยู่ที่ห่างจากตัวเอกตั้งไกล มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ใช่ระบบเจ้ามีบั๊กอะไรสักอย่าง?”
【……】
“แล้วยังจะให้ข้าห้ามเปิดเผยเรื่องระบบ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีใช้ข้าวทั้งหมดในมิตินี้ให้หมดอย่างมีเหตุผล นี่มันเป็นภารกิจที่ทำไม่ได้เลยต่างหาก ไม่ทำแล้ว ไม่ทำ!”
ตอนแรกอินเมี่ยวก็คิดแค่จะคุยต่อรองดี ๆ แต่ยิ่งพูดยิ่งโมโห จนกลายเป็นระบายอารมณ์เต็มที่
บริษัทยอดแย่นี่มันอะไรกันเนี่ย!
【……เจ้าของสามารถเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ลองหาเหตุผลอื่นที่เหมาะสมเพื่อช่วยใช้ข้าวในมิติอย่างถูกต้อง】
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง ระบบก็ยอมพูดออกมา
อินเมี่ยวหูผึ่งทันที แต่แสร้งทำเป็นไม่ตื่นเต้น “ในเมื่อเจ้าพูดแบบนี้ ข้าก็จะลอง ‘อย่างเสียไม่ได้’ ดูก็แล้วกัน”
นางไม่ใช่คนประเภทที่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ภารกิจนี่นางก็ไม่คิดจะเลิกทำจริง ๆ หรอก อีกอย่างนางก็จับได้อยู่แล้วว่า ที่ระบบคอยเตือนให้รีบทำภารกิจอยู่ทุกวัน ก็เพราะมันเองก็อยากให้นางทำสำเร็จเหมือนกัน
หลังจากออกจากมิติ อินเมี่ยวก็ไปที่ห้องครัว แล้วแอบเติมข้าวสารลงในโอ่งของบ้านให้เพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
โอ่งข้าวสาลีและข้าวฟ่างก็ถูกเติมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
แม้จะทำไปเยอะ แต่จริง ๆ แล้วก็เพิ่งใช้ข้าวในมิติเพียงแค่ประมาณ 30 กว่าจิน (ราว 18 กิโลกรัม) เท่านั้นเอง
พอทำเสร็จ ระบบก็ไม่มีแจ้งเตือนอะไรออกมา อินเมี่ยวเลยยิ้มอย่างพอใจแล้วเดินกลับเข้าห้อง
ตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว เว่ยซื่อกับเจินซื่อก็ประหยัดน้ำมันตะเกียงจนใช้กันแค่ตะเกียงเดียว ทั้งสองนั่งก้มหน้าเย็บปักอยู่ พร้อมกับคุยเล่นกับจางซื่อและหลิวซื่อไปด้วย
อินเมี่ยวนอนอยู่ในห้องด้านใน ได้ยินเสียงพูดคุยนอกห้องแล้วก็เริ่มง่วงตาม หานเอ๋อร์ที่นอนข้าง ๆ ก็หลับสนิทไปนานแล้วเพราะความเหนื่อยล้าจากกลางวัน
ขณะที่อินเมี่ยวกำลังจะหลับนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นจากนอกลานบ้าน
“หรือว่าจะเป็นเสี่ยวเป่าข้างบ้านจูงเจ้าม้าใหญ่ต้ามาวออกมาเดินเล่นอีกแล้ว?”
หลิวซื่อพูดขึ้นมา
“ข้าว่าคงมิใช่... ดึกป่านนี้แล้ว บ้านข้าง ๆ พักนี้ออกไปไถนาทั้งวัน กลับมาก็เข้านอนเร็วทั้งนั้น”
อินเจิ้งหงได้ยินดังนั้นก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น แล้วออกไปดูด้วยตนเอง
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 21 ผู้บาดเจ็บสาหัส
เสียงประตู “เอี๊ยด…” ดังขึ้นพร้อมกับเสียงอุทานของอินเจิ้งหง แล้วตามมาด้วยเสียงแตกตื่นปนสะอื้นของคนในครอบครัว
อินเมี่ยวสะดุ้งลุกพรวดขึ้นมาทันที รีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้ววิ่งออกไปยังลานบ้าน
ใต้แสงจันทร์จาง ๆ ที่สาดส่องลงในลานที่มืดมิด อินเมี่ยวมองเห็นเงาร่างสูงใหญ่หลายคน กับเงาของรถม้าคันหนึ่ง
หนึ่งในเงาร่างเหล่านั้นช่างคุ้นตานัก อินเมี่ยวเพ่งมองไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกจมูกเริ่มตึง น้ำตาคลอขึ้นมาไม่รู้ตัว
“เมี่ยวเอ๋อร์! พ่อกลับมาแล้ว!”
ร่างสูงใหญ่ที่สุดเดินเข้ามาหาเธอ พอเดินเข้าใกล้ประตูบ้าน แสงตะเกียงจากห้องโถงก็ส่องให้เห็นใบหน้าของเขาชัดเจน
“เมี่ยวเมี่ยว… จงมีชีวิตอยู่ให้ดี…”
ภาพเหตุการณ์ที่พ่อของเธอในชาติก่อนกลายเป็นซอมบี้เพื่อช่วยชีวิตเธอ และประโยคสุดท้ายที่เขาพูดไว้ ลอยเข้ามาในหัวเธอทันที
ใบหน้าในอดีตกับปัจจุบันซ้อนทับกันพอดี อินเมี่ยวมองดูใบหน้าคุ้นเคยตรงหน้า น้ำตาไหลพรากโดยไม่อาจห้ามได้
“ท่านพ่อ…” อินเมี่ยวเอ่ยเสียงเบาหวิว
“เมี่ยวเอ๋อร์… พ่อผิดเอง กลับมาช้าเกินไป!”
อินป๋ออู่มองลูกสาวที่ผอมลงไปมากกับเว่ยซื่อที่อยู่ข้าง ๆ ทั้งโศกและโกรธก็กลับกลายเป็นความอ่อนโยนที่อบอุ่นในใจ
ยังดี… ยังดีที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่
จางซื่อจ้องมองไปยังอินเฉิงอวิ๋นที่ยืนข้างหลิวซื่อแบบเหม่อลอย จนกระทั่งอีกฝ่ายสบตากับเธอ จางซื่อจึงเผยรอยยิ้มกว้างออกมา “ท่านกลับมาแล้วรึ?”
“ข้ากลับมาแล้ว”
อินเฉิงอวิ๋นเห็นนางตั้งแต่ก้าวออกจากรถม้า เดิมทีเขาคิดว่าพอนางเห็นเขา จะต้องโกรธหรือเก็บกดความน้อยใจไว้แน่ ๆ แต่ไม่เลย จางซื่อเพียงยืนยิ้มหวานกล่าวคำทักทายเพียงสี่คำเท่านั้น
หัวใจที่ลอยเคว้งมาสามเดือนกว่า จู่ ๆ ก็รู้สึกอบอุ่นและมั่นคงขึ้นมา
“กลับมาก็ดีแล้ว… กลับมาก็ดีจริง ๆ!”
อินป๋อเหวินก็ถึงกับน้ำตาคลอไปด้วย เขาเกือบนึกว่ากำลังฝันอยู่
“อย่าเพิ่งยืนอยู่ในลานเลย เข้ามาในบ้านก่อนเถอะ!”
เจินซื่อกล่าวด้วยสีหน้ายินดี แต่สายตาเธอก็เหลือบไปเห็นรถม้าและชายสองคนในชุดนักรบที่ลงมาจากรถ
สัญชาตญาณบอกเธอว่า คนพวกนี้ไม่ธรรมดา
“ป๋ออู่ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเรามาอยู่ที่นี่? แล้วรายชื่อผู้เสียชีวิตที่ส่งมาล่ะ มันคืออะไรกันแน่?”
อินเจิ้งหงถามขึ้น เขาจำได้ชัดว่าเมื่อตอนเห็นรายชื่อผู้ตายในสนามรบ เขารู้สึกสิ้นหวังเพียงใด
“เรื่องนี้พูดกันยาวนักท่านพ่อ ตอนนี้ในหมู่บ้านมีหมออยู่หรือไม่? ต้องรีบรักษาคนก่อน”
แม้ว่าครอบครัวจะปลอดภัยหมดทุกคน อินป๋ออู่ก็ยังไม่โล่งใจ เพราะในรถม้า ยังมีคนสำคัญที่ต้องช่วยชีวิตโดยเร็ว
“มี ๆ แต่ไม่รู้ว่าหมอซูหลับไปหรือยัง”
อินเจิ้งหงรีบตอบ
“ข้าจะไปหาเขาเอง”
อินเมี่ยวพูดพลางมองไปยังบุรุษบนเตียงด้วยความสงสัย เธอรู้สึกคุ้นหน้าเขาอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เมื่อครู่นี้ระบบเพิ่งส่งภารกิจด่วนมาให้เธอ
เนื้อหาคือ: “ช่วยชีวิตชายผู้นี้”
“ข้าจะไปกับเมี่ยวเอ๋อร์เอง ข้างนอกมืดนัก”
เว่ยซื่อเสนอขึ้นมา เพราะเป็นห่วงที่ให้อินเมี่ยวไปคนเดียว ถึงจะรู้ว่าลูกสาวตนมีฝีมืออยู่บ้างก็ตาม
“ข้าจะไปกับเมี่ยวเอ๋อร์”
อินป๋ออู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาทำให้ภรรยาและลูกต้องลำบากมามากพอแล้ว ตอนนี้ที่เขากลับมา เขาต้องเป็นเสาหลักของบ้านให้ได้
อินเมี่ยวไม่ขัดอะไร เธอรีบเปลี่ยนชุด แล้วออกเดินไปในความมืดพร้อมบิดา
ด้านหมอซู หรือ “ซูหว่านเฟิง” ตอนนี้ยังไม่เข้านอน กำลังจัดสมุนไพรที่ตากไว้ทั้งวันอยู่คนเดียวในบ้าน
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เขานึกว่าชาวบ้านมาเรียกให้รักษาโรคตามปกติ แต่พอเปิดประตู กลับกลายเป็นอินเมี่ยวที่มายืนอยู่หน้าบ้าน และยังมีบุรุษอีกคนยืนอยู่ข้างหลังเธอ
“ท่านอินกั๋วกง?!”
ซูหว่านเฟิงถึงกับตะลึง เพราะในหมู่บ้านข่าวสารไม่ค่อยแพร่กระจาย
เขาเคยได้ยินจากอินเมี่ยวว่าครอบครัวนางโดนเนรเทศเพราะเรื่องทางการเมือง และเขาก็เชื่อว่าท่านอินกั๋วกงคนนั้น… ได้ตายไปแล้ว
“ท่านคือ…?”
อินป๋ออู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าชายผู้นี้คือใคร
“ข้าเคยเป็นหมอหลวงประจำอยู่ในโรงหมอหลวงน่ะขอรับ ข้านามว่าซูหว่านเฟิง ตอนนั้นที่หน้าประตูเสินอู่ ข้าเผลอทำหีบยาแตก ท่านอินกั๋วกงยังเป็นผู้เก็บให้ข้าอยู่เลย!”
ซูหว่านเฟิงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
เหตุผลที่เขายอมช่วยเหลือครอบครัวอินที่ถูกเนรเทศ ไม่ได้มีแค่อินเมี่ยวที่ชะตาคล้ายกับเขาเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านอินกั๋วกงเคยช่วยเขาครั้งหนึ่ง
แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ตอนนั้นเขาเพิ่งเข้าสังกัดหมอหลวง ยังไม่มั่นใจในตัวเองเลย การที่อีกฝ่ายแค่ก้มเก็บของให้ ก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับการยอมรับและกล้าขึ้นมาในทันที
อินเมี่ยวเองก็แปลกใจไม่ใช่น้อย ผู้ชายนี่ก็เข้าใจยากจริง ๆ เธอไม่เคยรู้เลยว่าซูหว่านเฟิงยังจำหน้าพ่อของเธอได้ด้วยซ้ำ
“อ้อ เป็นเจ้านี่เอง ข้าจำได้แล้ว”
อินป๋ออู่นึกออกแล้ว เขาจำได้ว่าเคยไปขอร้องให้ช่วยหลานชายของหมอซูผู้เฒ่าตอนถูกเนรเทศกับฮ่องเต้ แต่ตอนนั้นฮ่องเต้ก็ไม่ค่อยใส่ใจบ้านเมืองแล้ว
ว่าไปแล้ว…เด็กคนนี้ก็ถือว่าดวงซวยพอตัว
“ขอรับ ใช่ข้าจริง ๆ”
ซูหว่านเฟิงพยักหน้าแทบไม่หยุด
“หมอซู ตอนนี้ที่บ้านเรามีผู้บาดเจ็บหนัก ท่านพอจะออกไปดูให้สักหน่อยได้หรือไม่?”
อินเมี่ยวรีบพูดแทรก เพราะตอนนี้ระบบกำลังส่งแจ้งเตือนมารัว ๆ จนเธอปวดหัวไปหมด
“บาดเจ็บหนักรึ? ทั้งสองท่านรอเดี๋ยว!”
ซูหว่านเฟิงพูดจบก็รีบวิ่งเข้าไปหยิบหีบยา อินป๋ออู่เองพอรู้ว่าหมอในหมู่บ้านคือน้องชายของหมอซูผู้เฒ่า ก็เบาใจขึ้นมามาก
คนที่เคยเป็นหมอหลวงได้ หมายความว่าฝีมือต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ดูท่าคนผู้นั้นจะยังมีวาสนาอยู่มากทีเดียว!
…
ซูหว่านเฟิงถูกเนรเทศมาที่หมู่บ้านฉางหลิงซึ่งห่างจากเมืองหลวงถึงหกพันลี้
ตลอดทางเขาเจอผู้ป่วยมากมาย ทั้งคนที่โดนฟันเละเป็นชิ้น ๆ คนที่โดนหมีตบกระดูกแหลก คนที่ตกลงไปในรังงูพิษ หรือแม้แต่คนที่ตกเขามายังเคยเจอ
แต่สิ่งที่เขาไม่เคยเห็นเลยคือ ผู้บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้แล้วยังไม่ตาย
ชายที่อินกั๋วกงพามานั้น มีทั้งบาดแผลจากมีดและลูกศรแทบทั้งตัว
แถมที่หลังยังมีหัวลูกศรฝังอยู่ในเนื้อจนมิดด้าม แม้แต่ฝ่าเท้าก็ยังถูกของมีคมแทงทะลุ
“เขาถูกลอบสังหารหรือ?”
ซูหว่านเฟิงแม้จะตกใจ แต่ด้วยประสบการณ์มากมายก็ทำให้เขาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มแกะผ้าพันแผลที่โชกเลือดออกอย่างระมัดระวัง
“ถือว่าใช่เถิด เขาทำเพื่อช่วยพวกเราหลบหนีออกมา”
อินเฉิงอวิ๋นตอบเสียงเรียบ แววตามีแววสะเทือนใจ หากไม่มีเขา ตนกับพี่ชายคงไม่มีวันได้กลับมาแล้ว
“ท่านหมอ ขอร้องล่ะ… ได้โปรดช่วยชีวิตเจ้านายของข้าด้วยเถิด!”
หยุนเจียงที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยเสียงสั่น เขาไม่แน่ใจเลยว่าหมอชาวบ้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้จะสามารถรักษาแผลที่น่ากลัวขนาดนี้ได้หรือไม่
“บาดแผลของเขาหนักมาก ข้า…ทำได้เพียงสุดความสามารถเท่านั้น”
ซูหว่านเฟิงตอบเสียงเรียบ มือก็ไม่หยุดลงเลยแม้แต่นิด
“แต่ว่า—”
หยุนเจียงยังอยากจะพูดต่อ แต่กลับถูกอินป๋ออู่ยกมือขึ้นห้ามไว้ก่อน
“ที่เจ้านายของเจ้ารอดมาจนถึงตอนนี้ แล้วยังได้พบแพทย์ฝีมือเยี่ยงเขา…ก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าหมอผู้นี้คือใคร?”
หยุนเจียงกับหยุนเหอที่เงียบอยู่ก็มองไปยังอินป๋ออู่อย่างงุนงง ก็นี่มันก็แค่หมอชาวบ้านธรรมดาไม่ใช่หรือ?
“เขาคือหลานชายของท่านหมอผู้เฒ่าซูแห่งราชสำนัก เคยรับราชการในโรงหมอหลวงมาก่อน เป็นถึงหมอหลวงซู!”
คำพูดของอินป๋ออู่ทำให้หยุนเหอลืมตากว้าง — หมอหลวง?
“ผู้เฒ่าซู?”
หยุนเจียงนึกขึ้นได้ทันทีว่าเมื่อครึ่งปีก่อนเคยได้ยินเรื่องนี้พอดี แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นดีใจแทบไม่เชื่อสายตา — ช่างเป็นความบังเอิญที่น่ายินดีเสียจริง!
เพื่อไม่ให้รบกวนการรักษาของซูหว่านเฟิง อินป๋ออู่กับอินเฉิงอวิ๋นก็เลยถอยออกมานอกห้องอย่างเงียบ ๆ
ในห้องโถงกลาง ครอบครัวที่เหลือก็ยังรอทั้งสองคนอยู่
แม้แต่อินหานกับอินเฮ่อที่หลับไปแล้ว ก็ยังตื่นขึ้นมาจากเสียงครื้นเครง
“ท่านพ่อ!”
อินหานดิ้นหลุดจากอ้อมแขนเว่ยซื่อ แล้ววิ่งพุ่งไปหาท่านพ่อด้วยขาสั้น ๆ อย่างดีใจ
(จบบท)