เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 ชนะใจชาวบ้าน/ บทที่ 14 หนึ่งพันอีแปะ/ บทที่ 15 กลัวอะไร สิ่งนั้นก็มาจริง ๆ

บทที่ 13 ชนะใจชาวบ้าน/ บทที่ 14 หนึ่งพันอีแปะ/ บทที่ 15 กลัวอะไร สิ่งนั้นก็มาจริง ๆ

บทที่ 13 ชนะใจชาวบ้าน/ บทที่ 14 หนึ่งพันอีแปะ/ บทที่ 15 กลัวอะไร สิ่งนั้นก็มาจริง ๆ


บทที่ 13 ชนะใจชาวบ้าน

“เห็ดชนิดนี้ ในตำราเรียกว่าเห็ดตับวัวดำเจ้าค่ะ ยังมีอีกชนิดหนึ่งคือเห็ดตับวัวขาว ทั้งสองอย่างล้วนมีคุณค่าทางอาหารสูง หากท่านทั้งหลายประสงค์จะขึ้นเขาไปเก็บ ก็จงพินิจพิจารณาให้ดีเถิด นอกจากสองชนิดนี้แล้ว เห็ดอื่นล้วนมิสมควรเสี่ยงทานเป็นอันขาด”

อินเมี่ยวเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าใจเย็น ไม่ได้มีทีท่าจะปิดบังอำพรางอะไร แม้เธอจะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ถูกเนรเทศที่ยากไร้ไร้ทุนทรัพย์ แต่การเสแสร้งปิดบังกลับอาจทำให้ชาวบ้านระแวงได้ สู้เปิดเผยเสียตรง ๆ ยังจะดูจริงใจเสียกว่า ไหน ๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะพึ่งของป่าไปตลอดอยู่แล้ว

“แล้วดอกไม้เหลือง ๆ เล็ก ๆ นั่นเล่า กินได้หรือไม่?” มีคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“กินได้เจ้าค่ะ ดอกจินเชวี่ยมิใช่พืชมีพิษ หากนำไปเจียวกับไข่จะอร่อยยิ่งนัก เสียแต่ว่าบ้านข้านั้นไร้น้ำมันไร้ไข่ ท่านทั้งหลายลองทำดูอาจจะติดใจ”

เธอยิ้มตอบอย่างผ่อนคลาย ไร้ร่องรอยความอับอายหรือขัดเขินใด ๆ จากฐานะความยากจน กลับกัน ความจริงใจของเธอกลับทำให้ชาวบ้านหลายคนรู้สึกชื่นชม

เมื่อคิดดูแล้ว หัวเผือกสองสามต้นที่เพิ่งงอกขึ้นมาก็มีคนในหมู่บ้านนำมามอบให้ ช่างเป็นเด็กสาวที่แม้ยังเยาว์วัยแต่กลับรู้ความเสียเหลือเกิน

ตอนบ่ายวันนั้น มีชาวบ้านหลายคนพากันขึ้นเขาไปเก็บดอกจินเชวี่ยกับเห็ดตับวัวดำ แล้วพากันกลับมาถามเธอว่าของที่เก็บได้นั้นใช่แบบเดียวกันหรือไม่ บางคนถึงกับแบ่งของติดไม้ติดมือมาให้เธอเพื่อเป็นการขอบคุณ

จำนวนคนที่มาถามมีมากขึ้นเรื่อย ๆ อินป๋อเหวินก็เริ่มสังเกตว่า ถึงจะไม่ได้ขึ้นเขา บ้านพวกเขาก็ยังมีของกินเพิ่มขึ้นทุกวัน

“ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเมี่ยวเอ๋อร์จึงไม่อยากขึ้นเขาในวันนี้!” จางซื่อมองของกินที่กระจายอยู่บนพื้น แล้วจู่ ๆ ก็ร้องขึ้นมาทันที

ที่แท้ นางวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะใช้ความรู้ของตนแลกกับของกินโดยไม่ต้องลำบากขึ้นเขา

จางซื่อถึงกับอดไม่ได้ที่จะยกย่องลูกสาวของตน ส่วนอินเมี่ยวก็ค้นพบสมุนไพรอยู่สองสามต้นที่ปะปนมากับของป่า ถือเป็นของแถมที่ไม่คาดคิดว่าจะได้

“พี่เมี่ยวเก่งจริง ๆ เลย!” อินเฮ่อเอ่ยด้วยแววตาชื่นชม เมื่อนึกถึงสภาพเมื่อไม่กี่วันก่อนที่พวกเขาแทบไม่มีอะไรกิน ตอนนี้แม้จะได้กินเพียงวันละมื้อหรือสองมื้อ แต่สำหรับเขาแล้ว แค่นี้ก็วิเศษเกินพอ

“แน่นอนอยู่แล้ว”

เธอตอบกลับอย่างไม่คิดจะถ่อมตัวเลยสักนิด ถ้าเธอไม่มีความสามารถ ระบบจะเลือกเธอมาเป็นเจ้าของภารกิจงั้นหรือ?

แต่พอตกกลางคืน พอเธอกลับเข้าไปในพื้นที่ของระบบ ก็ถูกระบบฟาดหน้าด้วยบทสรุปรายวันจนหน้าชา

【ผู้รับภารกิจได้ไปตีสนิทกับซูหว่านเฟิงในตอนเช้า อวดความรู้กับชาวบ้าน ขว้างใบผักเน่าใส่ระบบ 12 ต้น เคี้ยวใบผักดิบอีก 3 ใบ ความคืบหน้าของภารกิจ: ศูนย์】

“รู้จักคำว่าไปตีสนิทด้วยเหรอ?” อินเมี่ยวพูดอย่างขำ ๆ น้ำเสียงของระบบที่เหมือนหุ่นยนต์แต่ดันพูดจาเหมือนคนนี่มันอะไรเนี่ย

【ระบบเป็นคนเลือกผู้รับภารกิจเอง ต่อให้ร้องไห้ก็ต้องพากันเดินหน้าต่อไป】

เธอถอนหายใจเฮือกหนึ่ง…

อินเมี่ยวรู้สึกว่าระบบคงไม่พอใจเธอสุด ๆ จึงรีบกล่อมว่า ตอนนี้เธอกำลังอ้อมไปช่วยชาติอยู่

“ถ้าไม่มีเงิน ไม่มีเส้นสาย แล้วจะให้ฉันทำภารกิจยังไงล่ะ จริงไหม? พวกเราต้องเริ่มจากรากฐานก่อน ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป”

【ระบบจะลองเชื่อใจผู้รับภารกิจอีกสักครั้ง】

“นั่นแหละ เธอควรเชื่อใจคนที่เธอคัดเลือกมาด้วยตัวเองสิ”

เธอพูดด้วยท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยม ตอนนี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหนุ่มเจ้าชู้ที่กำลังหลอกสาวน้อยไม่มีผิด

ระบบเงียบไปในที่สุด

อินเมี่ยวจึงเริ่มจัดการสมุนไพรที่เธอขว้างเข้าไปในคลังเมื่อช่วงกลางวัน แม้บางต้นจะไม่มีรากติดมา เธอก็ยังฝืนใจฝังลงขอบแปลงผักไว้เงียบ ๆ

หวังว่าพื้นที่สามหมู่ของระบบนี้ จะสามารถงอกสิ่งมหัศจรรย์ให้เธอได้บ้างในวันหน้า

เมื่อปลูกเสร็จ เธอก็ยกมือไหว้แปลงผักแปลงนาเบา ๆ แล้วค่อยหายตัวออกจากพื้นที่

หลังจากนั้นอีกหลายวัน อินเมี่ยวก็พาจางซื่อกับอินเฮ่อสองผู้ช่วยคนสนิท ขึ้นเขาฉางหลิงทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ ชาวบ้านเองก็เริ่มเคยชินกับภาพที่เห็น บางคนถึงขั้นมาถามถึงหน้าบ้านว่ามีของกินอะไรใหม่ ๆ หรือไม่

ก็แหม… เห็ดตับวัวดำตอนนี้กลายเป็นของยอดนิยมประจำหมู่บ้านไปแล้ว บ้านไหนๆก็ได้ลองจนติดใจ จากของที่เคยมีเกลื่อนเขา ตอนนี้กลับหายากขึ้นเป็นกอง

สวนครัวในบ้านอินเมี่ยวเองก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ชาวบ้านที่เดินผ่านก็เห็นว่าปลูกทั้งหัวเผือก เห็ด และสมุนไพรเหี่ยว ๆ อยู่ด้วย

“ช่วงนี้เมี่ยวเอ๋อร์ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรอยู่ ยังมิได้เจอของกินใด หากพบเมื่อใดจะรีบแจ้งพี่น้องทุกท่านแน่นอน”

อินป๋อเหวินตะโกนตอบขณะตักน้ำในลานบ้าน

“ขุดสมุนไพรมันไม่ค่อยได้ตังหรอก ที่นี่ดินก็แย่ น้ำก็ไม่มี สมุนไพรดี ๆ ไม่ขึ้นหรอกน่า”

ชาวบ้านอีกคนพูดขึ้นมาด้วยเสียงเจื่อน ๆ เหมือนไม่ค่อยหวังอะไร

มีชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

“ก็เพราะลูกชายข้าเกิดสนใจวิชาแพทย์ขึ้นมา เมี่ยวเอ๋อร์ถึงได้พาเขาไปศึกษานั่นแหละ มิได้เงินก็ช่างเถิด”

สิ่งที่อินป๋อเหวินพูดก็เป็นความจริงไม่ผิดนัก เพราะสองสามวันนี้พออินเฮ่อว่างจากงานทีไรก็มักจะนั่งกอดหนังสือสมุนไพรไว้แนบอก ดูแล้วก็ได้แต่จดจำชื่อสมุนไพรต่าง ๆ พลางใช้กิ่งไม้ขีดเขียนลงบนพื้นดิน ท่าทางตั้งอกตั้งใจจนคนเป็นพ่ออดไม่ได้ที่จะรู้สึกปลาบปลื้ม ทั้งที่ในใจแอบเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว! หมอซูของหมู่บ้านเราเคยรับราชการในวังหลวงเป็นหมอหลวงมาก่อน หากพวกเจ้ารู้หนังสือ แล้วได้ติดตามเขาเรียนวิชา อาจจะได้กลายเป็นหมอเทวดาก็เป็นได้!”

ชาวบ้านคนนั้นพูดยังไม่ทันขาดคำ สามคนที่เพิ่งกลับจากเขาเหนื่อยจนแทบขาดใจก็พอดีได้ยินเข้า อินเมี่ยวเลยตบไหล่อินเฮ่อไปที พลางแซวขึ้นว่า

“ได้ยินหรือไม่หมอเทวดาในอนาคต ต้องขยันเข้าไว้ล่ะ!”

“พี่เมี่ยว ข้าจะพยายามอย่างสุดกำลังขอรับ”

อินเฮ่อตอบกลับอย่างจริงจัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

อินเมี่ยวมองน้องชายด้วยความปลื้มใจจนน้ำตาจะไหล จะว่าไปเธอนี่ก็แบกบ้านหลังนี้ไว้ทั้งหลังเลยนะ!

“เมี่ยวเอ๋อร์ พรุ่งนี้พวกเราจะไปหาหมอซูเพื่อแลกสมุนไพรเป็นเงินแล้วใช่หรือไม่?”

จางซื่อนึกถึงถุงสมุนไพรที่แบกอยู่หลังตน วันนี้พวกเขาโชคดีมาก ได้สมุนไพรดี ๆ อย่างตี้หวงกับชวนซินเหลียนมาหลายต้น

“เจ้าค่ะ ไปพรุ่งนี้เลยถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ไม่นานเราคงมีข้าวกินแล้วเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวคำนวณเวลาในใจอยู่ครู่หนึ่ง อีกประมาณสิบวันข้างหน้า ข้าวรุ่นแรกในพื้นที่ระบบน่าจะได้ทีเก็บเกี่ยวพอดี

“โฮ้~ นังหนูเมี่ยวกลับมาแล้วรึ วันนี้มีผลงานอะไรมาฝากบ้างล่ะ?”

เสียงของหม่าชุ่ยฮวาดังขึ้นทันทีที่เห็นทั้งสามคนเดินเข้ามาในลานบ้าน ดวงตาเธอเป็นประกายอยากรู้

“ก็ดีเจ้าค่ะ พวกเราหาผักกาดขาวต้นยาวมาได้สองสามต้น ถึงจะยังตัวเล็กอยู่แต่ถ้าฟูมฟักดี ๆ อาจจะโตได้อีก”

ว่าแล้วอินเมี่ยวก็หยิบต้นผักกาดออกจากถุงผ้า พอผักกาดเขียวสดใสเหล่านั้นโผล่ออกมา ชาวบ้านที่นั่งเล่นอยู่ในลานบ้านถึงกับตะลึง

นี่มัน… ผักกาดขาวต้นยาว!?

ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นมีผักแบบนี้ขึ้นอยู่บนเขาฉางหลิงเลย!

ผักพวกนี้น่ะ มีขายอยู่เฉพาะในร้านอาหารหรู ๆ ในตัวอำเภอเท่านั้น คนธรรมดาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะได้กลิ่น

“พวกเจ้าไปเจอของดีพวกนี้ได้จากที่ใดกัน?”

หม่าชุ่ยฮวารีบถามขึ้นทันที

“ตรงเนินเขากลาง ๆ นั่นแหละเจ้าค่ะ ข้ายังเผลอลื่นล้มไปทีนึงแล้วถึงได้เจอด้วยซ้ำ”

อินเมี่ยวพูดพลางยกมือกุมแขนแกล้งทำหน้าเจ็บ

“มะ…เมี่ยวเอ๋อร์ล้มลงรึ!? เป็นอะไรมากหรือไม่ลูก?”

เว่ยซื่อที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่ตรงหน้าบ้าน ถึงกับทิ้งงานในมือลุกพรวดพราดเข้ามาด้วยความตกใจ

“พี่สาวเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? เดี๋ยวข้าเป่าให้”

หานเอ๋อร์ก็ดึงชายเสื้อพี่สาวพลางพูดด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ตาแดงน้ำตาคลอ เล่นเอาใจของอินเมี่ยวแทบละลาย

“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะท่านแม่ แค่สะดุดเล็กน้อย ผิวยังไม่ถลอกเลย”

หลังจากทุกคนคลายความตกใจแล้ว ก็พากันสังเกตว่าเหล่าผู้ใหญ่ชายหญิงที่นั่งเล่นกันอยู่ในลานบ้านก่อนหน้านี้ ต่างพากันหายไปหมด

“พวกเขาบอกว่าจะรีบขึ้นเขาไปหาผักกาดน่ะ”

อินป๋อเหวินชี้ไปทางหน้าประตูบ้านแล้วพูดขึ้น

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 14 หนึ่งพันอีแปะ

อินเมี่ยวยังคงนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะพืชผักกับสมุนไพรที่พวกเธอเจอในวันนี้ จริง ๆ แล้วเป็นของที่เธอแอบเอาไปฝังไว้ตั้งแต่สองสามวันก่อนแล้วต่างหาก การฝังของมีชีวิตให้งอกได้นั้นต้องอาศัยฝีมืออยู่ไม่น้อย และเมื่อต้นไม้พวกนั้นเติบโตเองตามธรรมชาติไปอีกหลายวัน เธอก็มั่นใจว่าคงไม่มีใครจับพิรุธได้แน่นอน

“ภูเขานี่ก็มีของดีตั้งเยอะจริง แล้วทำไมก่อนหน้านี้ถึงมีแต่คนบอกว่าไม่มีอะไรเลยเล่า?”

เว่ยซื่อบ่นพึมพำขณะรับถุงผ้ามาไว้ในมือ

“พี่สะใภ้ ข้าว่ามันต้องเป็นเพราะเมี่ยวเอ๋อร์โชคดีแน่ ๆ บ้านเราน่ะ อีกเดี๋ยวก็คงได้ลืมตาอ้าปากแล้ว”

เจินซื่อพูดติดตลก แต่ก็พูดจากใจจริง เพราะช่วงนี้อะไร ๆ ในบ้านก็ดูจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ สามีและลูกก็อยู่พร้อมหน้า ท่านปู่ท่านย่าที่เคยหน้าหนักใจก็เริ่มยิ้มออกบ้างแล้ว

“เจินซื่อพูดถูก บ้านเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้แน่นอน หากวันใดฮ่องเต้มีพระราชโองการอภัยโทษทั่วแผ่นดิน พวกเราก็อาจได้กลับเข้าเมืองหลวงอีกครั้งก็เป็นได้”

อินเจิ้งหงหันมองไปยังทิศทางหนึ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยความหวังและความฝัน

เขาหวังเหลือเกินว่าฮองเฮาฉีจะทรงให้กำเนิดโอรส เพราะหากเป็นเช่นนั้น ฮ่องเต้จะต้องมีพระบัญชาอภัยโทษทั่วหล้า แล้วพอถึงตอนนั้น พวกเขาเหล่าผู้ถูกกล่าวหาก็จะหลุดพ้นจากความผิด และได้กลับไปมีชีวิตในที่ของตนอีกครั้ง

“ใช่แล้วขอรับ พวกเราอยู่เสียไกลปานนี้ ไม่รู้เลยว่าราชสำนักในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

อินป๋อเหวินถอนหายใจเบา ๆ แล้วก็ต้องสะกดกลั้นความเศร้าลงไปในใจ เพราะไม่ว่าในเมืองหลวงจะเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายก็ไม่มีผลอะไรมากกับคนอย่างพวกเขาอีกต่อไป

“ท่านแม่ ท่านย่า แล้วพวกท่านรู้หรือไม่ว่าผักกาดต้นยาวนี่ทำกินอย่างไร? ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลยเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวยกต้นผักกาดที่ขนาดพอใช้ได้ขึ้นมาสองสามต้นแล้วกะพริบตาถามด้วยน้ำเสียงน่าเอ็นดู

ถ้าเธอจำไม่ผิด ตอนนี้ในเนื้อเรื่องของหนังสือที่เธอหลุดเข้ามา น่าจะเป็นช่วงที่ตระกูลใหญ่กับราชสำนักเริ่มปะทะกันหนัก ความขัดแย้งระหว่างเชื้อพระวงศ์กับกลุ่มขุนนางก็กำลังจะลุกลามจนกลืนกินคนกลางไปหมด ผู้สนับสนุนฝ่ายต่าง ๆ ก็จะถูกกวาดล้างไม่เว้นแม้แต่คนที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ชานเมืองของเมืองหลวงจะมีก็แต่กองศพกองแล้วกองเล่า…

เพราะงั้น ตอนนี้สำหรับอินเมี่ยวแล้ว การโดนเนรเทศมานี่แหละคือของขวัญจากฟ้า

ทุกคนในบ้านหันมาสนใจคำถามของเธอทันที ต่างคนต่างก็เสนอความเห็นว่าจะทำผักกาดต้นยาวยังไงดี บ้างก็ว่าจะต้ม บ้างก็ว่าจะนึ่ง หรือไม่ก็ผัดแห้ง สุดท้ายอินเมี่ยวเลยเลือกจะลองต้มดู

“ถ้ามีปลาก็คงจะดีไม่น้อย ข้านึกถึงซุปปลาทรงเครื่องใส่ผักกาดจากร้านอาหารเมื่อก่อนจริงๆ...”

จางซื่อพูดพลางกลืนน้ำลาย

แต่ทุกคนก็เริ่มชินแล้ว เว่ยซื่อว่า

“รอพวกเราเอาของพวกนี้ไปแลกเป็นเงินได้เมื่อไร คงจะได้ซื้อข้าวของเข้าบ้านเพิ่มบ้างแล้วล่ะ”

“ยากอยู่ ข้าได้ยินว่าตอนนี้ราคาของในตลาดนอกหมู่บ้านก็ขึ้นอีกแล้ว” อินเจิ้งหงถอนหายใจ

“ท่านปู่ อย่ากังวลเลยขอรับ รอให้ข้ารักษาคนได้เมื่อไหร่ ข้าจะหาเงินมาให้พวกเราเอง”

อินเฮ่อตอบเสียงหนักแน่น

“เจ้าลูกคนนี้ ยังเรียนไม่ถึงไหนเลยก็จะไปรักษาคนแล้วหรือ เป็นหมอมันง่ายนักรึ?”

เจินซื่อหลุดหัวเราะ เพราะเห็นว่าเป็นคำพูดเด็ก ๆ เลยไม่ได้จริงจังอะไรนัก

“ท่านแม่ ข้าจะไปกับพวกท่านเข้าเมืองด้วย อยากรู้เหมือนกันว่า สมุนไพรที่เราขุดมาได้จะเปลี่ยนเป็นเงินได้สักกี่อีแปะ”

จริง ๆ แล้วอินเมี่ยวตั้งใจจะไปในวันรุ่งขึ้น แต่พอได้ยินเว่ยซื่อพูดแบบนี้ เธอก็คิดว่าเลื่อนออกไปอีกสองวันก็ดี เพราะในเวลาเท่านี้ สมุนไพรในพื้นที่ระบบจะได้โตขึ้นอีกหน่อย

ด้านซูหว่านเฟิง พอเห็นอินเมี่ยวยังไม่มาเสียที ก็นึกว่าเธอคงหาสมุนไพรไม่ได้เลยตัดใจไปแล้ว

ตอนบ่ายวันนั้นเอง เขาเพิ่งรักษาคนไข้เสร็จ กำลังจะพักสายตา ก็เห็นเด็กสาวร่างเล็กแบกถุงใหญ่เท่าตัวมายืนอยู่หน้าประตู พร้อมกับเด็กชายที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้

“โอ้ แม่นางน้อย? รีบเข้ามาข้างในเถิด”

ซูหว่านเฟิงรีบลุกมารับทันที เพราะถุงนั่นดูแล้วน่าจะหนักกว่าอินเมี่ยวเสียอีก

“ท่านยังไม่ว่างก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ข้ายืนรอได้”

อินเมี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ ไม่อยากรบกวนตอนที่เขาอาจจะยังมีคนไข้

“ตอนนี้ไม่มีแล้ว แม่นางน้อยเข้ามาข้างในก่อนเถิด”

ซูหว่านเฟิงรับถุงจากหลังของอินเมี่ยวไปอย่างลอบตกใจ แม้ตัวเขาเป็นชายหนุ่มเต็มวัย พอแบกแล้วก็ยังรู้สึกหนัก แล้วเด็กผู้หญิงตัวแค่นี้… แบกขึ้นเขาได้อย่างไรกันกัน?

แล้วในถุงนั้นมันมีอะไรกันแน่?

พออินเมี่ยวกับอินเฮ่อช่วยกันเทของในถุงออกมา ซูหว่านเฟิงถึงกับยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออกอยู่พักใหญ่

เขาถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่ก็หลายเดือนแล้ว ยังไม่เคยมีใครเอาสมุนไพรมากขนาดนี้มาให้เขาสักครั้ง!

ในกองนั้นมีแต่สมุนไพรที่เขาใช้บ่อยที่สุดทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ตี้หวง จินอินฮวา กานเฉ่า ชวนซินเหลียน… แม้ชนิดจะไม่หลากหลายนัก แต่ปริมาณนั้นมากเสียจนแทบไม่อยากเชื่อสายตา

“ของทั้งหมดนี้ เจ้าไปขุดมาจากบนเขาจริงหรือ?”

ซูหว่านเฟิงถามด้วยความตกใจ

“พวกเราช่วยกันขุดเจ้าค่ะ มีข้ากับน้องเฮ่อ แล้วก็ท่านอาอีกคน เพียงแต่นางไม่ได้มาด้วยวันนี้… ท่านหมอจะรับทั้งหมดนี้ไว้ได้หรือไม่?”

อินเมี่ยวตอบพร้อมแอบลุ้นอยู่ในใจ เพราะสิ่งที่เธออยากรู้มากกว่านั้นก็คือ สมุนไพรพวกนี้จะขายได้กี่อีแปะกันแน่? จะมากพอให้บ้านเธอซื้อข้าวสารเลี้ยงทั้งครอบครัวไหม?

“โปรดรอสักครู่ ข้าจะไปตามแม่เฒ่าสองคนให้มาช่วยกันจัดเรียง”

หลังจากตกใจอยู่พักหนึ่ง ซูหว่านเฟิงก็เริ่มยิ้มออกมา เพราะสมุนไพรในถุงดูสดใหม่และสมบูรณ์มาก มองจากภายนอกก็รู้เลยว่าต้องมีฤทธิ์ดีแน่ ไหนเลยจะมีหมอที่ไม่รักสมุนไพรบ้างเล่า?

“ข้าช่วยด้วย!”

อินเฮ่อย่อตัวลงทันที มือก็เริ่มหยิบจับของออกจากถุงอย่างคล่องแคล่ว

แต่เดิมซูหว่านเฟิงก็ไม่ได้คาดหวังว่าเด็กชายจะช่วยอะไรได้มากนัก ทว่าผ่านไปไม่นาน เขาก็ต้องแปลกใจ เพราะเจ้าหนูอินเฮ่อดันเป็นคนคอยบอกแม่เฒ่าสองคนว่าอะไรคืออะไร พร้อมทั้งช่วยแยกสมุนไพรตามชนิดอีกด้วย

“เด็กคนนี้…เคยเรียนแพทย์มาก่อนหรือ?”

ซูหว่านเฟิงถามด้วยความสงสัย

“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่เจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวส่ายหน้าเบา ๆ จริง ๆ แล้วแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังจำชื่อสมุนไพรได้ไม่หมดด้วยซ้ำ เธอแค่จำหน้าตาได้เท่านั้น แต่พอเห็นรวมกันเป็นกอง เธอก็แยกไม่ออกแล้ว ต่างจากอินเฮ่อ ที่แม้แต่ต้นกล้าเล็ก ๆ เจ้าตัวยังสามารถจำแนกได้ทันที

“เป็นเด็กที่มีแววมากจริง ๆ”

ซูหว่านเฟิงเอ่ยชมออกมาด้วยความจริงใจ และเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากอินเฮ่อและแม่เฒ่าสองคน กองสมุนไพรก็ถูกแยกและจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบในเวลาไม่นาน

พอชั่งน้ำหนักครบทุกชนิดแล้ว ราคาที่ซูหว่านเฟิงเอ่ยออกมาก็ทำเอาแม้แต่อินเฮ่อยังเบิกตากว้าง

สมุนไพรที่พวกเขาขุดมาทั้งหมดนี้ แลกเงินได้ถึงหนึ่งตำลึงเงิน!

“หนึ่งตำลึงเงิน เท่ากับกี่อีแปะกันหรือ?”

อินเมี่ยวถามเสียงเบา ๆ เพราะเธอไม่เคยต้องใช้เงินเองมาก่อน ทุกอย่างในจวนมีคนจัดการให้หมด

“หนึ่งพันอีแปะขอรับ”

อินเฮ่อเป็นคนตอบแทน

หนึ่งพันอีแปะ!? อินเมี่ยวตกใจจนแทบเผลอกลืนน้ำลาย

“นี่เป็นแค่การประเมินเบื้องต้นเท่านั้น สมุนไพรที่พวกเจ้านำมานั้นล้วนแล้วแต่มีคุณภาพดีนัก หากตากแห้งแล้วมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก ข้าก็จะจ่ายเพิ่มให้ตามส่วนที่เหลือ”

ซูหว่านเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“หนึ่งตำลึงเงินก็พอแล้วเจ้าค่ะ หากมิใช่เพราะท่านหมอชี้แนะ ข้าก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปหาเจ้าพวกนี้ที่ใดได้อีก”

อินเมี่ยวไม่ได้คิดจะเอาส่วนที่เหลืออีก เพราะในพื้นที่ระบบของเธอยังมีสมุนไพรแบบเดียวกันอยู่อีกมาก

พืชจำพวกธัญพืชในระบบจะใช้เวลาประมาณ 20 วันจึงจะเก็บเกี่ยวได้ แต่พืชผักและสมุนไพรนั้นเติบโตเร็วกว่ากันมาก โดยเฉพาะสมุนไพร แค่ต้นแข็งแรงได้รูปก็สามารถตัดขายได้แล้ว

“...เด็กน้อยอย่าเพิ่งตัดสินใจด่วน หากวันใดมีเรื่องต้องการความช่วยเหลือ ก็กลับมาหาเราเถิด”

ซูหว่านเฟิงกล่าวอย่างใจดี เขาเชื่อว่าสมุนไพรจากภูเขาฉางหลิงคงถูกเด็กพวกนี้ถอนจนจะหมดเขาแล้ว และพืชสมุนไพรนั้นต้องใช้เวลาฟื้นตัว เขาคิดว่าอินเมี่ยวคงยังไม่เข้าใจเรื่องนี้นัก ด้วยความเห็นใจคนที่มีชะตาไม่ต่างกัน เขาก็เลยอยากช่วยเธอให้มากเท่าที่จะช่วยได้

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 15 กลัวอะไร สิ่งนั้นก็มาจริง ๆ

อินเมี่ยวกลับบ้านด้วยอารมณ์ดี พร้อมกับเงินหนึ่งตำลึงที่แบ่งเป็นเศษเงินกับน้องชายอย่างอินเฮ่อ ทันทีที่มาถึงบ้าน ทุกคนก็พากันอึ้งตะลึงไปหมด

“ที่แท้นี่หรือคือเงินหนึ่งตำลึง?”

เว่ยซื่อเอาเศษเงินก้อนเล็ก ๆ ขึ้นมาพลิกดูอย่างตกตะลึง

“มันเล็กจริง ๆ ดูเหมือนถูกหักออกมาจากแท่งเงินมากกว่านะ”

อินป๋อเหวินว่าอย่างประหลาดใจ

สำหรับครอบครัวที่เคยใช้แต่ธนบัตรเงิน หรือแท่งทองแท่งเงินมาตลอด พวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้เห็น ‘เงินหนึ่งตำลึง’ แบบใกล้ชิดอย่างนี้มาก่อน จนแม้แต่อินเจิ้งหงกับหลิวซื่อก็ถึงกับหยิบขึ้นมาพลิกไปพลิกมาดูอย่างเพลิดเพลิน

อินเมี่ยวมองดูคนในครอบครัวที่รุมล้อมเงินก้อนเล็ก ๆ ด้วยสีหน้าเอ็นดูปนขำ ปนสงสาร—เธอรู้สึกว่าพวกเขาน่าสงสารแต่น่ารักไปพร้อม ๆ กัน

“ท่านแม่ พรุ่งนี้เราจะได้กินเนื้อแล้วใช่หรือไม่?”

หานเอ๋อร์ตาโต ถามด้วยเสียงตื่นเต้น

“หานเอ๋อร์ เนื้อแน่นอนว่าอร่อยยิ่ง แต่เจ้าก็อยากกินข้าวสวยร้อน ๆ หรือปั้นแป้งนุ่ม ๆ ด้วยใช่หรือไม่? งั้นเรากินข้าวก่อนดีไหมลูก?”

เว่ยซื่อพูดปลอบ ทั้งที่ใจแอบเจ็บอยู่เงียบ ๆ

“ท่านแม่ เราไปเดินดูที่ตลาดในเมืองกันก่อน หากซื้อของเสร็จแล้วยังเหลือเงินอยู่ ก็ค่อยซื้อเนื้อมาทำกินก็ยังทัน”

อินเมี่ยวว่าพลางคำนวณในใจ พวกเธออีกไม่นานก็จะไม่ขาดแคลนอาหารแล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเอาเงินทั้งหมดไปแลกเป็นข้าวสาร

พอพูดถึงเนื้อปุ๊บ สายตาของหานเอ๋อร์กับจางซื่อก็สว่างวาบขึ้นมาทันที

“ข้าจะไปด้วย”

จางซื่อพูดขึ้นอย่างร่าเริง เพราะเธอยังไม่เคยได้เข้าเมืองเลยสักครั้ง

“พรุ่งนี้เราจะไปตลาดในเมืองพร้อมกับคนบ้านหลัว พวกเจ้าทั้งหลายต้องระวังตัวให้มากนะ ข้าได้ยินจากบ้านข้าง ๆ ว่าระยะนี้ข้างนอกไม่ค่อยสงบ”

หลิวซื่อกล่าวเตือน สีหน้าจริงจัง เพราะบ้านหลัวมีหลัวต้าจื้อเป็นชายหนุ่มที่ยังพอมีแรง และยังมีล่อให้ใช้ลากรถได้ การเดินทางไปกับพวกเขาจะปลอดภัยกว่ามาก

...

ครอบครัวหลัวมีล่อตัวหนึ่ง แม้จะไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็ใช้งานได้ หลัวต้าจื้อมักจะจูงล่อลากรถไปตลาดทุกครั้ง และรถล่อนั้นก็มีแค่ลูกชายตัวเล็กอย่างหลัวเสี่ยวเป่าเท่านั้นที่ได้ขึ้นไปนั่ง ส่วนตัวเขาเองก็จะเดินตามไป ไม่กล้าให้นั่งกันเยอะเพราะกลัวล่อรับน้ำหนักไม่ไหว

และในวันนี้ หานเอ๋อร์ก็ได้รับเกียรติพิเศษให้ขึ้นนั่งรถล่อไปด้วย เพราะคำเชิญอัน “กระตือรือร้น” ของเสี่ยวเป่า

“เจ้ารู้หรือไม่? ล่อของพวกข้าชื่อเจ้ามาวมาว มันเชื่องสุด ๆ เลยล่ะ ข้าขี่มันวิ่งได้นะ ถึงกับทำให้พี่หลี่วิ่งตามไม่ทันเลย!”

เสี่ยวเป่าคุยโม้

หานเอ๋อร์ส่ายหน้าเบา ๆ แล้วพูดอย่างซื่อ ๆ ว่า

“ข้าไม่เคยขี่ล่อเลย เคยแต่ขี่ม้าในสนามซ้อมม้าในบ้าน ขี่แค่รอบ ๆ นั่งเฉย ๆ เท่านั้น สารถียังไม่ยอมให้ข้าขี่เร็วเลย”

อินเมี่ยวแอบชำเลืองดูสีหน้าของหลัวต้าจื้อ ก็เห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีสีหน้าอึดอัดหรือหมั่นไส้เลย อาจเพราะหานเกอพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ ไม่มีท่าทีอวดดีเลยสักนิด

“ท่านอาหลัว ข้าอยากถามว่า น้ำมันพืชในเมืองแพงหรือไม่เจ้าคะ?”

อินเมี่ยวถาม เพราะถ้าไม่มีน้ำมันก็ผัดอาหารไม่ได้ พวกเธอจำเป็นต้องซื้อกลับมาบ้าง

“ไม่แพงหรอก ร้อยอีแปะก็ได้ตั้งหนึ่งไห หากพวกเจ้าคิดจะซื้อหมู ก็ใช้มันหมูมาทำเป็นน้ำมันเองก็ยังได้”

หลัวต้าจื้อตอบอย่างใจดี

“ใช้มันหมูทำเป็นน้ำมันได้ด้วยหรือ?”

เว่ยซื่อกับเจินซื่อตาโต เพราะไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย

“ได้สิ ข้าเคยกินกับข้าวที่ท่านแม่ทอดด้วยน้ำมันหมู หอมสุด ๆ ไปเลยล่ะ!”

จางซื่อพูดพลางยิ้มกว้าง

ระหว่างที่สามพี่สะใภ้พูดคุยกันจ้อกแจ้กตลอดทาง อินเมี่ยวกับอินเฮ่อก็เดินตามหลังฟังไปด้วยเงียบ ๆ

และอาจเป็นเพราะคำเตือนของหลิวซื่อเมื่อคืนก่อนยังหลอนอยู่ในใจ เมื่อทุกคนเดินมาถึงครึ่งทาง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงตะโกนดุดัน พริบตาต่อมา ชายฉกรรจ์สามคนควบม้าดักหน้าพวกเขาไว้ทันที

“หา? นี่มัน… ที่ท่านย่าเตือนไว้เมื่อคืน มันเกิดขึ้นจริง ๆ?”

อินเมี่ยวทำหน้าเหวอทันที เธอเคยเจอฉากแบบนี้บ่อยในนิยาย เวลาตัวละครกลัวอะไร สิ่งนั้นก็มักจะเกิดขึ้นจริง และวันนี้มันก็มาเป๊ะอย่างกับตัดมาจากหนังสือไม่มีผิด…

“ท่านแม่ ข้าจะปกป้องทุกคนเอง!”

อินเฮ่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ท่าทางองอาจแม้อายุยังไม่ถึงสิบขวบ

“ทุกคนอย่าได้ตระหนก นี่เป็นโจรป่าที่ป้วนเปี้ยนแถวนี้ หากพวกเรายอมทิ้งทรัพย์พวกเขาก็จะไม่เอาชีวิต”

หลัวต้าจื้อพูด สีหน้าเคร่งเครียด

หมู่บ้านต่างก็ลือกันว่าโจรป่ากำลังเริ่มปะทุขึ้นเรื่อย ๆ และไม่คิดเลยว่าจะดวงซวยมาเจอเข้ากับตัวแบบนี้

ดูท่าครอบครัวเราคงต้องกลับไปกัดฟันอดอีกหลายวันแล้วล่ะ…

“ทำไมเราต้องยอมให้พวกมันเอาเงินไปด้วยเล่า!?”

จางซื่อเพิ่งอ้าปากโวยวายได้ไม่กี่คำ ก็ถูกเจินซื่อรีบเอามือปิดปากไว้แน่น อินเมี่ยวมองไปยังเจินซื่อกับเว่ยซื่อ เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนกำลังตัวสั่นด้วยความกลัว

“ท่านแม่ ท่านอา อย่าได้หวั่น ข้าจะจัดการพวกมันเอง”

อินเมี่ยวกระซิบปลอบ พร้อมทำสีหน้าเด็ดเดี่ยว

แต่สำหรับบรรดาสะใภ้สามคนนั้น กลับนึกว่าอินเมี่ยวพูดเล่นอยู่ เพราะคนที่มายืนขวางพวกเขานี่มันพวกโจรป่าใจโหดตัวจริง—บึกบึนราวกระบือ ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา!

“ท่านทั้งหลายได้โปรดเมตตา พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านจากหมู่บ้านฉางหลิง ขอได้โปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด!”

หลัวต้าจื้อรีบร้องขอ แต่กลับทำเอาอินเมี่ยวหันขวับมาแทบจะกัดลิ้น—นี่มันเริ่มต้นก็รีบบอกชื่อหมู่บ้านเลยหรือ!?

“คนจากหมู่บ้านฉางหลิงดูจะรู้ความดีนี่นา ถ้าอยากผ่านก็รีบควักค่าผ่านทางออกมา!”

ชายร่างเตี้ยล่ำผู้มีหนวดเฟิ้มกลางกลุ่มหัวเราะลั่นอย่างย่ามใจ

“หืม~ ที่แท้มีสตรีตามมาด้วยเรอะ?”

ชายทางขวาเล็งเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าด้านหลังมีหญิงสาวอีกสามคน พวกเธอสวมเพียงผ้าหยาบขาดรุ่งริ่ง แต่กลับหน้าตาจัดว่าไม่เลว แม้ก้มหน้าก้มตาก็ยังเห็นทรวดทรงองค์เอวว่าแตกต่างจากสาวบ้านนาที่ทำงานหนัก

หลัวต้าจื้อใจหล่นวูบ รีบทรุดเข่าลงตรงหน้าสามสาวทันที

“ท่านทั้งหลายโปรดเมตตา! หญิงสาวทั้งสามนี้ล้วนแต่ถูกเนรเทศโดยราชสำนัก มิได้มีชายใดคุ้มครอง อีกทั้งยังมีคนแก่เด็กเล็กต้องดูแล ขอได้โปรดไว้ชีวิตเถิด!”

“….”

อินเมี่ยวถึงกับสงสัยว่าหลัวต้าจื้อมีปัญหาอะไรกับพวกเธอหรือเปล่า—นี่มันเท่ากับย้ำชัดว่าพวกเธอทั้งอ่อนแอ น่าสงสาร แถมไม่มีทางสู้เลยไม่ใช่หรือ!?

และแน่นอนว่าหลังจากคำพูดนั้น บรรดาโจรก็ยิ่งมีสีหน้ากระหายยิ่งกว่าเดิม

ชายทางขวาถึงกับกระโดดลงจากม้า แล้วเดินยิ้มชั่วเข้ามาด้วยท่าทีหิวโหย

“พวกเจ้านี่มันคนเลว! อย่ารังแกครอบครัวของข้านะ!”

ในจังหวะคับขัน อินเฮ่อสลัดมือเจินซื่อแล้วก้าวออกมาขวางหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว ส่วนหานเอ๋อร์ที่ยังเด็กกว่าก็เริ่มสะอื้นไห้เสียงดัง

“เฮ่อเอ๋อร์! กลับมาเดี๋ยวนี้!”

เจินซื่อตกใจสุดขีด รีบดึงเด็กชายกลับมาไว้ข้างตัว

“ฮ่า ๆ ๆ! ที่แท้ก็เป็นบ้านที่ไม่มีชายอยู่ ไม่สู้พวกเจ้าตามข้าไป ข้าจะเลี้ยงดูให้อิ่มหนำสำราญ ว่าอย่างไรเล่า?”

ชายผู้นั้นพูดพลางเอื้อมมือจะจับหน้าจางซื่อ แต่กลับถูกเสียงหนึ่งห้ามเอาไว้เสียก่อน

“หยุดมือของเจ้าเสีย”

อินเมี่ยวเดินออกจากหลังเว่ยซื่อด้วยท่าทีไม่รีบร้อน แต่นัยน์ตาดำสนิทของเธอเปล่งประกายดุจมีดคมกริบ

“เมี่ยวเอ๋อร์! เจ้าจะทำอะไร!” เว่ยซื่อร้องเสียงหลง

“โฮ้! สาวน้อยผู้นี้หน้าตาสะสวยยิ่ง ข้าถูกใจนัก ฮ่า ๆ ๆ!”

ชายคนนั้นเพิ่งได้เห็นอินเมี่ยวเต็มตา ใบหน้าของเธอยังเด็กอยู่ แต่ความน่ารักมีเสน่ห์ ดวงตากลมโตฉายแววไม่พอใจ และผิวขาวเนียนสดใสราวกับสาวในเมือง… เขากลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว

เขายื่นมือออกหมายจะคว้าเธอมา แต่ยังไม่ทันถึงตัว ก็ถูกจางซื่อพุ่งเข้ามากอดขาไว้แน่น

“เมี่ยวเอ๋อร์ วิ่งไปเสีย!”

จางซื่อกอดขาของชายผู้นั้นเอาไว้สุดแรง ไม่ยอมให้เข้าใกล้อินเมี่ยวแม้แต่นิด

ขณะเดียวกัน ชายอีกสองคนก็หัวเราะเฮฮาแล้วลงจากม้าเข้ามาเหมือนกัน พวกเขามั่นใจแล้วว่า ผู้หญิงกับเด็กตรงหน้านี้ไม่อาจหลุดมือพวกเขาไปได้แน่

แต่แล้ว เสียงของหญิงสาวกลับเย้ยหยันดังขึ้น

“แค่พวกเจ้านี่หรือ? สมควรหรือที่จะเรียกตัวเองว่า ‘บุรุษ’?”

อินเมี่ยวแสยะยิ้ม ไม่มีแม้แต่แววหวาดกลัวในแววตา

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 13 ชนะใจชาวบ้าน/ บทที่ 14 หนึ่งพันอีแปะ/ บทที่ 15 กลัวอะไร สิ่งนั้นก็มาจริง ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว