เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 เห็ดพิษเหรอ?/ บทที่ 11 ปลอดภัยดีทุกคน/ บทที่ 12 ซูหว่านเฟิง

บทที่ 10 เห็ดพิษเหรอ?/ บทที่ 11 ปลอดภัยดีทุกคน/ บทที่ 12 ซูหว่านเฟิง

บทที่ 10 เห็ดพิษเหรอ?/ บทที่ 11 ปลอดภัยดีทุกคน/ บทที่ 12 ซูหว่านเฟิง


บทที่ 10 เห็ดพิษเหรอ?

อินเมี่ยวไม่ได้สนเลยว่าพวกคนอื่นจะเชื่อหรือเปล่า เธอเดินขึ้นเขามาเรื่อยๆ ก็เจอทั้งหญ้าพิษ เห็ดพิษเต็มไปหมดจริงแหละ แต่บางจุดก็เห็นรอยเหมือนมีคนขุดเอาผักป่าไปก่อนแล้ว แต่ถึงงั้นเธอก็มั่นใจนะ ว่าต้องมีอะไรที่กินได้อยู่แน่ๆ

“ท่านอา เดี๋ยวช่วยกันเก็บดอกไม้นี่ก่อนนะเจ้าคะ ข้าขอเดินไปดูตรงโน้นหน่อย”

อินเมี่ยวหันไปบอกจางซื่อที่คอยดูแลพวกเธอ

จางซื่อที่รับหน้าที่ดูแลเด็ก ๆ ถึงกับลังเลไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อนึกถึงฝีเท้าของอินเมี่ยวแล้ว ก็ทำได้เพียงพยักหน้าตอบตกลงแต่โดยดี

อินเมี่ยวเองก็ไม่กล้าเดินไกล กำชับทั้งสามไว้ว่า หากมีอะไรก็ให้ร้องเรียกออกมาเสียงดัง ๆ

“เห็ดหมวกแดงขาวต้น กินแล้วนอนตายเรียงแถว~” เธอฮัมเพลงไปพลาง มองดูเห็ดพิษสีแดงสดและม่วงเข้มอย่างเพลิดเพลิน ทว่าทำนองนั้นก็หยุดลงกะทันหัน

ของดีนี่!

เธอรีบวิ่งไปหลังต้นไม้ ก้มลงขุดดิน แล้วก็หยิบเห็ดดำๆ ขึ้นมาทั้งดินแบบนั้นเลย

เห้ย! นี่มัน เห็ดตับวัวดำ ที่ขึ้นชื่อว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุดในหมู่เห็ดไม่ใช่หรือ!

เห็ดตับวัวดำเนี่ยมันดำทั้งดอกทั้งข้างในเลย พอผ่าก็ยังดำอยู่เลย เธอเดาว่าพวกชาวบ้านคงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเห็ดพิษกันหมด อินเมี่ยวกรี๊ดกร๊าดในใจ เพราะดูจากใต้ต้นไม้แถวนี้แล้ว มีเห็ดตับวัวดำโผล่มาเพียบเลย!

เธอเก็บใส่ช่องเก็บของในมิติไปก่อน แล้วค่อยขุดเพิ่มอีกที

แต่พออินเฮ่อเห็นเห็ดที่อินเมี่ยวเอากลับมา หน้าเจ้าหนูแทบซีดทันที…

เห็ดดำปี๋ขนาดนี้…จะไม่พิษจริงหรือ?

“ฮะๆ เดี๋ยวกลับไปพี่จะทำให้กินเอง”

อินเมี่ยวอารมณ์ดีสุดๆ ขนาดเดินลงเขาก็ยังตัวปลิวเบาๆ

ระหว่างทางเจอชาวบ้านอีกหลายคน อินเมี่ยวก็ไม่คิดจะหลบหน้าหลบตาอะไร ใครถามว่าไปหาอะไรมาก็เปิดถุงโชว์เลยจ้า

“นังหนู! นั่นมันเห็ดพิษนะ ระวังจะพากันตายยกบ้านเอา!”

ลุงคนหนึ่งรีบเตือน

“ข้าว่าพวกเจ้าเคยชินกับชีวิตสบายมาจากที่อื่น คิดว่าสิ่งใดบนเขาก็กินได้หมด ดอกเหลืองพวกนั้นมันจะมีอะไรน่ากินกัน?”

“นั่นสิ นั่นสิ เอาไปทิ้งเสียเถิด ของพวกนี้กินไม่ได้หรอก!”

ชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่

“แล้วเห็ดพวกนี้ มีใครเคยลองกินบ้างหรือ?” อินเมี่ยวย้อนถามกลับ

“ใครมันจะไปกล้ากินกันล่ะ แค่ดูจากสีมันก็รู้แล้วว่ามีพิษ” ชาวบ้านคนหนึ่งตอบอย่างไม่ลังเล

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย ข้ากับครอบครัวจะช่วยลองชิมให้พวกท่านเอง” อินเมี่ยวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

พอเห็นว่าเธอไม่คิดฟัง ชาวบ้านเลยส่ายหัวแยกย้ายกันไปหมด

คราวนี้บ้านสุดท้ายแถวฝั่งตะวันตกของหมู่บ้าน คงได้ตายยกบ้านจริงๆ กระมัง!

แต่พอเทียบกับพวกชาวบ้านที่เอาแต่สงสัยกับหัวเราะเยาะ คนในครอบครัวอินเมี่ยวกลับเชื่อเธอเต็มที่

พวกเว่ยซื่อยังไม่กลับมา ส่วนอินหานก็นั่งยองๆ เอาเห็ดมาจิ้มเล่นอยู่ข้างๆ จางซื่อก็หยิบเห็ดขึ้นมาดมๆ แล้วบอก “ข้าว่านะ ถ้าเมี่ยวเอ๋อร์บอกว่ากินได้ ก็ต้องกินได้ล่ะน่า”

แต่อินเฮ่อฟังแล้วก็ทำหน้าไม่เชื่อสุดๆ ในสายตาเขา จางซื่อกินได้หมดทุกอย่างอยู่แล้ว…

ส่วนอินป๋อเหวินก็นั่งเงียบๆ มองกองเห็ดดำๆ อยู่พักนึง ก่อนพูดว่า “เดี๋ยวข้าเอาไปล้างให้”

“ท่านอารอง ใจเย็นก่อน เห็ดตับวัวดำพวกนี้ต้องแช่น้ำก่อน เดี๋ยวข้าทำเองเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวรีบบอก

อินเมี่ยวกล่าวอย่างมั่นใจ แม้จะไม่ใช่แม่ครัวฝีมือดีนัก แต่เรื่องวิธีเตรียมอาหารพวกนี้ เธอรู้ดีพอสมควร น่าเสียดายที่ที่บ้านไม่มีพวกต้นหอมกระเทียมหรือเครื่องปรุงอะไรเลย แต่ขอแค่ของพวกนี้กินได้ และช่วยบำรุงร่างกาย ทุกอย่างก็เพียงพอแล้ว

แล้วในครัวที่ผนังดำปี๋เพราะโดนควันรมจนมิดนั้น อินเมี่ยวก็เจอขุมทรัพย์โดยบังเอิญ…ไหเกลือ! ที่ไม่โดนใครเห็นเพราะมันดำกลืนไปกับผนังพอดีเป๊ะ!

ในไหเกลือนั้นยังมีเกลือเหลืออยู่ครึ่งไห แต่เกลือนี่แข็งโป๊กเป็นก้อนแล้ว อินเมี่ยวมองแล้วก็ยังยิ้มแป้น เพราะนี่แหละสมบัติล้ำค่าที่สุดในบ้านแล้ว เธอรีบเก็บไว้ในมุมที่ปลอดภัยสุดของครัวทันที

แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีสายตาจ้องเขม็งมาใส่แบบทำเอาขนลุก พอหันไปดู อ้าว! จางซื่อเดินเข้าครัวมาแล้ว แถมจ้องไม่วางตาเลย มองตั้งแต่ตอนอินเมี่ยวเก็บเห็ดยันขยับตัว

“เอ่อ… ท่านอาช่วยไปล้างดอกจินเชวี่ยฮวาให้ได้หรือไม่เจ้าคะ?”

อินเมี่ยวรีบชวนแก้เขิน

จางซื่อรีบพยักหน้าแทบไม่ทัน นางเดินขึ้นเขาไปกลับลงมาสองสามชั่วยามแล้ว ท้องก็เริ่มร้องจนปวดไปหมด…

พอถึงบ้าน เว่ยซื่อกับเจินซื่อก็กลับมาพอดี ทั้งสองแม้จะได้งานเย็บปักจากร้านตัดเสื้อในตัวเมืองมา แต่ค่าจ้างก็ถูกกดราคาต่ำเสียจนแทบไม่เหลือ งานเย็บลายที่ต้องใช้เวลาปักถึงสองวัน ได้ค่าจ้างแค่ห้าเหวินเท่านั้น นี่ก็ถือว่าโชคดีที่เจอภรรยาของเว่ยหลี่เจิ้งในหมู่บ้านช่วยรับรองให้ ถ้าไม่มีภรรยาของหลี่เจิ้งช่วยพูดให้ พวกนางก็คงไม่ได้งานนี้เช่นกัน

อินเมี่ยวฟังแล้วสงสัยเลยถามขึ้น “ห้าเหวินมันซื้ออะไรได้บ้างเจ้าคะ?”

เธอเพิ่งรู้ว่าทั้งตัวเองแล้วก็ความทรงจำในหัว ก็ไม่มีข้อมูลเลยว่าเงินสมัยนี้มันมีค่าแค่ไหน

อาการคุณหนูบ้านรวยนี่มันหนีไม่พ้นจริงๆ

เว่ยซื่อดูลังเลนิดหน่อย แต่ก็ยอมตอบลูกสาว “แม่เคยได้ยินมาว่า ข้าวสารหนึ่งถังในเมืองต้องใช้เจ็ดร้อยเหวิน…”

เสียงเบาจนแทบเป็นกระซิบ แต่คนในบ้านได้ยินกันหมด

ทั้งห้องเงียบกริบ หานโก่วถึงกับขดตัวเข้าไปในอ้อมแขนของเว่ยซื่อด้วยความตกใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

อินเมี่ยวในใจนี่ได้แต่ร่ำร้อง… ถ้าให้เว่ยซื่อกับเจินซื่อเย็บผ้าไปเรื่อย ๆ แบบนี้ อย่างน้อยครึ่งปีกว่าจะได้ข้าวสักถัง!

แต่เธอก็รีบฮึบ ยิ้มปลอบใจ “ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปเจ้าค่ะ อย่างน้อยวันนี้พวกเราก็หาอาหารมาได้โดยไม่ต้องเสียเงิน”

อินเมี่ยวรู้สึกเหมือนมีเมฆดำก้อนมหึมาปกคลุมเหนือหัวทุกคนในบ้าน

“พี่เมี่ยวให้พวกเราช่วยเก็บดอกไม้ แล้วก็ยังเก็บเห็ดดำมาด้วยขอรับ!”

หานโก่วตะโกนขึ้นมา

เห็ดดำ? ดอกไม้?

เว่ยซื่อกับเจินซื่อหันขวับมามองอินเมี่ยว

“ข้าเคยเห็นในตำรามาก่อน เดี๋ยวข้าจะรีบไปทำให้ดูเดี๋ยวนี้เลย!”

อินเมี่ยวเห็นว่าคงอธิบายยืดยาวไปก็ไม่เข้าใจง่าย ๆ จึงรีบวิ่งปราดไปยังห้องครัว เพราะเห็ดวัวดำที่แช่น้ำไว้นั้น น่าจะพร้อมนำมาทำอาหารได้แล้ว

จริงๆ เธอไม่ได้ชอบทำอาหารหรอกนะ ไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้ด้วยซ้ำ แต่พอเจอวัตถุดิบแปลกๆ แบบนี้ มันก็อดไม่ได้ที่จะลองดู!

หม้อในห้องครัวก็เป็นหม้อเหล็กเก่าจากบ้านหลัวที่ไม่ใช้แล้ว และยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีน้ำมันสำหรับผัดผักเลยสักหยด อินเมี่ยวจึงต้องขอให้อินป๋อเหวินก่อไฟให้น้อยที่สุด แล้วค่อย ๆ ย่างดอกไม้กระจอกทองบนหม้อเหล็ก ส่วนเห็ดวัวดำนั้น นางต้มจนได้น้ำแกงเห็ดหม้อใหญ่

พอวางอาหารลงบนโต๊ะ จางซื่อก็มองตาแป๋ว กลืนน้ำลายเอื๊อก

“ข้าขอลองก่อน ถ้าไม่เป็นไร พวกท่านค่อยกิน”

อินเฮ่อหน้าตึง เดินไปหยิบถ้วยน้ำแกงเห็ดใบเล็กขึ้นมา สีหน้าเหมือนจะเดินเข้าสู่สมรภูมิชีวิต ดื่มเข้าไปหนึ่งอึกใหญ่

เจินซื่อกับอินป๋อเหวินยังไม่ทันอ้าปากห้าม น้ำแกงเห็ดก็ถูกเจ้าหนูซัดไปเกินครึ่งชามแล้ว

“เฮ่อเอ๋อร์!  เจ้าก็ยังเด็ก ถ้าจะลองชิม ควรให้ข้าทดลองก่อนสิ ทำไมถึง...”

อินป๋อเหวินถึงกับเหงื่อตกด้วยความตกใจ

“ลูกเอ๋ย เจ้ามีอาการไม่สบายตรงไหนหรือไม่? ปวดท้องหรืออะไรบ้างไหม?”

หลิวซื่อรีบลากอินเฮ่อมาดูอาการ ยื่นสองนิ้วออกมาถามว่าเห็นเป็นกี่นิ้ว

“สองนิ้วขอรับ”

อินเฮ่อที่ดื่มน้ำแกงเห็ดเข้าไปอย่างรวดเร็ว จนต้องเรอออกมา ก่อนจะตอบอย่างซื่อ ๆ

ดูแล้วไม่มีอาการผิดปกติ แถมน้ำแกงเห็ดนั่นยังอร่อยอีกต่างหาก!

จางซื่อเห็นดังนั้นก็ทนไม่ไหว รีบคว้าชามขึ้นมาซดตามทันที

น้ำแกงจากเห็ดตับวัวดำเข้มข้น กลิ่นหอมพอใส่เกลือลงไปยิ่งชูรส จางซื่อซดไปคำแรกก็รู้สึกเหมือนได้กินเนื้อเลยทีเดียว น้ำแกงหวานละมุน อุ่นถึงใจ นี่มันน้ำแกงเห็ดที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมาเลย!

ต่อให้มีพิษ นางก็ตายอย่างไม่เสียใจแล้ว!

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 11 ปลอดภัยดีทุกคน

อินเมี่ยวพูดขึ้นหลังจากดูปฏิกิริยาของทุกคนจนพอใจแล้ว “เห็ดพวกนี้เค้าว่ากันว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง  เป็นอาหารบำรุงร่างกายชั้นดี ไร้ซึ่งพิษภัยแน่นอนเจ้าค่ะ”

“เมี่ยวเอ๋อร์เอ๋ย เจ้าอย่าได้ขัดเคืองเลย ที่จริงก็เพราะของสองสิ่งนี้ พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน จึง…”

หลิวซื่อรีบเอ่ยเกลี้ยกล่อม กลัวว่าหลานสาวจะขุ่นเคืองใจ ที่จริงหากจะให้ลองชิมเองนางก็ยินดีอยู่แล้ว แต่ที่หลานชายอินเฮ่อดื่มเข้าไปก่อนนั้น ทำเอานางใจหายใจคว่ำ

“ท่านย่าอย่าได้กังวลเลยเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวยิ้มหวาน จริงๆ ตอนเธอทำอาหารก็ลองชิมไปเรียบร้อยแล้วล่ะ ที่ไม่พูดอะไรตอนนั้นก็แค่อยากดูพวกเขาจะมีปฏิกิริยายังไงเฉยๆ เธอเองก็แอบชื่นชมอินเฮ่ออยู่นะ ตัวแค่เนี้ย แต่ใจกล้าขนาดนี้ หายากจริงๆ!

ดอกจินเชวี่ยฮวาที่เก็บจากบนเขามาก็เยอะพอควร พอรวมกับน้ำแกงเห็ดตับวัวดำหม้อใหญ่ ทุกคนเลยได้กินอิ่มกันถ้วนหน้าแบบไม่เคยมีมานาน พอกลับถึงบ้านอินเจิ้งหงยังมีน้ำแกงเหลือให้กินอีกด้วย

“เรื่องที่ไปขอที่ดินมาเป็นอย่างไรหรือ หลิวซื่อถามด้วยความเป็นห่วง

อินเจิ้งหงส่ายศีรษะ สีหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง

“ไม่ค่อยดีนัก เรือนของเราพอจะได้รับที่ดินอยู่บ้าง แต่ที่ดินในหมู่บ้านนี้มีแบ่งเป็นระดับ ที่ดีๆ อย่างเทียนจื้อฮ่าว กับตี้จื้อฮ่าว โดนจับจองไปหมดแล้ว ที่เหลือก็แค่เหรินจื้อฮ่าว ที่ไกลบ้านเราสุดๆ”

อินเมี่ยวเพิ่งรู้ว่าที่ดินในแคว้นหนานเซียวเนี่ย มันแบ่งเกรดกันด้วย ระดับดีสุดคือเทียนจื้อฮ่าว ที่ดินพวกนี้ดินดี น้ำสะดวก ส่วนเหรินจื้อฮ่าวเนี่ย แทบจะเป็นดินแห้งแล้ง ปลูกอะไรก็ยาก

“ถ้ามิได้ที่ดิน แล้วเราจะปลูกข้าวปลูกข้าวสาลีเลี้ยงชีพได้อย่างไร?”

หลิวซื่อถอนหายใจยาว หน้าตาเต็มไปด้วยความกังวล

“ไม่ต้องปลูกก็ได้เจ้าค่ะ หากปลูกไม่ได้ก็ปลูกผักกินในลานบ้านของเราก็แล้วกัน”

อินเมี่ยวว่าพลางชี้ไปที่ลานบ้านกว้างๆ

บ้านพวกเธออยู่ท้ายหมู่บ้าน ข้างกำแพงบ้านฝั่งขวาไม่ได้ติดกับบ้านคนอื่น แต่ติดกับภูเขาทั้งลูก ทำให้ลานบ้านกว้างขวางสุดๆ แถมมีแปลงเล็กๆ หลังบ้านอีก ถ้ากะคร่าวๆ แล้ว ที่ตรงนี้น่าจะเกือบๆ หนึ่งหมู่ได้เลย!

“ปลูกผักในลานบ้านหรือ?”

ทุกคนประสานเสียงถามงงๆ

“ใช่เจ้าค่ะ! ปลูกผักในลานบ้าน จากนั้นนำไปขายแลกเงิน พอมีเงินก็ไปซื้อข้าวสาร”

อินเมี่ยวว่าพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ วิธีอ้อมก็ช่วยได้นะ!

“ข้าว่าดี พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มจัดการลานบ้านเสียที”

อินป๋อเหวินตาวาวขึ้นมาทันที แบบนี้เขาก็มีอะไรทำแล้ว ไม่ต้องให้ผู้หญิง เด็กๆ ไปลำบากปลูกไร่ไกลๆ อีก

“พี่เมี่ยว นี่ช่างหลักแหลมจริงๆ เลย!”

อินเฮ่อมองอินเมี่ยวด้วยสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม โดยเฉพาะหลังจากพวกเขากินอาหารที่ทั้งหมู่บ้านไม่กล้ากินมาก่อน เขาเลยเชื่อใจอินเมี่ยวแบบหมดหัวใจไปแล้ว

“เมี่ยวเอ๋อร์ พรุ่งนี้เราจะขึ้นเขาอีกหรือไม่?”

จางซื่อถามอย่างตื่นเต้น หวังว่าอินเมี่ยวจะพาไปหาอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มากินอีก

“พรุ่งนี้…ไม่ไปแล้วเจ้าค่ะ” อินเมี่ยวแย้มยิ้มเจ้าเล่ห์

กลางดึก อินเมี่ยวที่กำลังจะเคลิ้มหลับอยู่แล้วก็ดันลืมตาโพลงขึ้นมา

สัญชาตญาณจากชีวิตในยุคสิ้นโลกยังคงอยู่ มีคนกำลังเคาะประตูบ้าน แถมดูท่าจะรีบมากด้วย

“นั่นใคร?”

เธอไม่ได้ปลุกใครในบ้าน แต่คว้าจอบที่พิงอยู่มุมกำแพงแล้วเดินไปที่ประตูเงียบๆ

ทั้งหมู่บ้านนี่รู้ดีว่าบ้านเธอจนกรอบ จะมีโจรที่ไหนมาปล้นกันล่ะ? ถ้าจะมาก็ต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ คิดได้แค่นั้น กลิ่นอายฆ่าฟันรอบตัวอินเมี่ยวก็ฟุ้งกระจายทันที

“ยังมีชีวิตอยู่หรือ! ดีเหลือเกิน! สหาย ข้าซูหว่านเฟิงเอง!”

เสียงปลาบปลื้มดังขึ้นจากนอกประตู อินเมี่ยวจำเสียงนี้ได้ดี และรู้จักชื่อผู้นี้เช่นกัน

แต่มากลางดึกแบบนี้มาทำไมกัน?

เสียงของซูหว่านเฟิงปลุกคนทั้งเรือนให้ตื่นขึ้น พอเห็นอินเมี่ยวถือจอบยืนอยู่ เว่ยซื่อก็ถึงกับน้ำตาคลอ

เด็กคนนี้ช่างน่าสงสารจริงๆ ต้องแบกภาระเกินตัวขนาดนี้…

“ท่านมาทำอะไรหรือ?”

อินเมี่ยวเมินสายตาเวทนาราวมองผักกาดขาวของเว่ยซื่อไปเสีย เปิดประตูออกแล้วเอ่ยถามขึ้น

เบื้องหน้านั้นมีเพียงซูหว่านเฟิงผู้เดียว เขายังแบกหีบยาใบใหญ่ไว้บนหลังอีกด้วย

“ข้าได้ยินชาวบ้านบอกว่าพวกท่านเอาเห็ดพิษไปทำกับข้าวกิน เลยรีบมาดูหน่อย เผื่อเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยวิชาแพทย์ของข้าก็พอไว้ใจได้”

ซูหว่านเฟิงพูดด้วยสีหน้าจริงจังสุดๆ

“เช่นนั้นต้องขอบคุณท่านมากจริงๆ”

อินเมี่ยวยิ้มหยันเล็กน้อย

แต่ซูหว่านเฟิงกลับไม่จับน้ำเสียงประชดประชันของอินเมี่ยวได้เลย ใบหน้ายิ้มละมุนถ่อมตัวสุดๆ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เห็นทุกคนปลอดภัยดี ข้าก็โล่งใจแล้ว”

อินเจิ้งหงฟังแล้วก็ซาบซึ้งอยู่เหมือนกัน ซูหว่านเฟิงก็เป็นคนเมืองหลวงด้วย จะไม่ขอบคุณก็ไม่ได้

“ท่านหมอซูช่างมีน้ำใจมาก ดึกดื่นขนาดนี้ ขอบคุณจริงๆ พรุ่งนี้เราคงต้องไปขอบคุณท่านถึงเรือนแล้วล่ะ”

“เกรงใจแล้ว ยานี้เป็นสมุนไพรข้าปลูกและปรุงเอง หากคุณหนูไม่รังเกียจ ข้าขอมอบให้เป็นของขวัญ”

ซูหว่านเฟิงกล่าวพลางยื่นห่อยาสมุนไพรมาให้อินเมี่ยว นางก็รับมาด้วยท่าทีมิได้ถือเนื้อถือตัว

“ยาถุงนี้ ถ้าขายนอกตลาดได้เท่าไรหรือ?”

หลังจากส่งซูหว่านเฟิงกลับไปแล้ว อินเมี่ยวก็พลันนึกขึ้นได้ ถามขึ้นมาทันที

“...ในเมื่อข้ามอบให้ ก็หาได้คิดจะเรียกเก็บค่ายาไม่”

ซูหว่านเฟิงตอบด้วยท่าทีเศร้าเล็กน้อย

“ดีแล้วเจ้าค่ะ เช่นนั้นยาถุงนี้มีมูลค่าเท่าไรหรือ หากต้องขายแลกเงิน”

อินเมี่ยวอดไม่ได้ที่จะเผยเจตนาของตนออกมา

“……สองร้อยอีแปะ”

ซูหว่านเฟิงตอบเสียงอ่อย รู้สึกเหมือนมิตรภาพที่เขายื่นให้นั้นถูกตีค่าเป็นตัวเงินซะงั้น

“ขอบใจท่านมาก ข้าจะไม่เอาไปขายแน่นอน พรุ่งนี้ข้าจะไปหาท่านเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวเอ่ยด้วยท่าทีไร้กังวล ทิ้งให้ซูหว่านเฟิงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างอย่างยินดี คุณหนูผู้นี้หาใช่คนพื้นบ้านธรรมดาไม่ สมแล้วที่เขาประเมินไว้

รุ่งเช้าตรู่ พออินเจิ้งหงเปิดประตูรั้วบ้าน ก็เห็นพวกเด็กๆ เจ็ดแปดคนปีนกำแพงเตี้ยๆ รออยู่แล้ว

“ยังไม่ตาย! พวกเขายังไม่ตาย!”

เด็กผู้ชายคนนึงตะโกนลั่นด้วยตาโตเป็นไข่ห่าน

อินเจิ้งหงยืนอึ้ง…

ทุกวันต้องมีคนเฝ้ารอดูว่าตนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เช่นนี้มันไม่เป็นลางร้ายไปหน่อยหรือ?

“พวกท่านกินเห็ดดำนั่นจริง ๆ หรือ?”

หลัวต้าจื้อโผล่หน้ามาถามอย่างอยากรู้

“กินแล้ว รสชาติดีนัก”

อินป๋อเหวินตอบขณะขยับเก้าอี้ล้อไม้ของตน จัดแจงข้าวของในลาน

“จะทำอะไรหรือ?” หลัวต้าจื้อถามต่อ

“ปรับลานบ้าน ปลูกผักน่ะ”

อินป๋อเหวินมีไมตรีต่อครอบครัวหลัวอยู่มาก เพราะพวกเขาใจดีให้ยืมอุปกรณ์จุดไฟอยู่ทุกวัน

ไม่ถึงสองชั่วยาม เรื่องที่คนตระกูลอินกินดอกไม้และเห็ดพิษที่ชาวบ้านไม่มีใครกล้ากิน แล้วยังปลอดภัยดี ก็แพร่ไปทั่วทั้งหมู่บ้านฉางหลิง

ส่วนอินเมี่ยว ตอนนี้เธอเดินตามหลัวเสี่ยวเป่าที่อาสาพาไปบ้านซูหว่านเฟิงด้วยความเต็มใจ เพราะกลัวชาวบ้านจะนินทา เธอเลยลากจางซื่อกับอินเฮ่อมาด้วย

พอมาถึงบ้านซูหว่านเฟิง เห็นเจ้าตัวกำลังยืดเส้นยืดสายอยู่ในลานบ้าน กลิ่นกับข้าวลอยมาแตะจมูกจากในครัวพอดี

“คุณหนูมาเยือนถึงเรือน ข้ามิได้ออกมาต้อนรับให้ดีต้องขออภัยยิ่ง ไม่ทราบว่าท่านทั้งสามทานอาหารเช้ามาแล้วหรือยัง หากไม่รังเกียจ ข้าจะให้คนจัดสำรับเพิ่ม”

อินเมี่ยวกำลังจะปฏิเสธ “ไม่เป็นไร พวกเรากินมาแล้ว…”

ยังไม่ทันพูดจบก็ได้ยิน จางซื่อกลืนน้ำลายเสียงดังเอื๊อกอยู่ข้างๆ…

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 12 ซูหว่านเฟิง

ถึงซูหว่านเฟิงจะถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน แต่ดูจากชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่บ้านแล้ว บอกเลยว่าเขาอยู่สบายไม่เบา

ในบ้านมีป้าๆ สองคนที่อายุเยอะหน่อยช่วยกันดูแล ทั้งกวาดบ้านทำกับข้าว อาหารบนโต๊ะตอนนี้ก็เป็นข้าวต้มข้นๆ กับกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ ที่ป้าฮวาคนหนึ่งเพิ่งยกมาเสิร์ฟ

“ขอบคุณท่านมาก ป้าฮวา”

ซูหว่านเฟิงยิ้มแย้มขอบคุณ

ป้าฮวาหันมามองพวกอินเมี่ยวสามคนแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินออกไป

“ฝีมือป้าท่านนี้ไม่ธรรมดาเลย”

อินเมี่ยวก้มชิมข้าวต้มคำหนึ่ง แล้วก็ต้องหลุดชมออกมา ไม่ได้กินข้าวดีๆ มานานแค่ไหนแล้วนะ… ข้าวสวยข้าวต้มแบบนี้ล่ะ สุดยอด!

ถึงจะมีข้าวอยู่ในมิติ แต่คงต้องรออีกสิบวันกว่ามันจะโตพอเก็บเกี่ยวได้…

“ป้าฮวากับป้าเหรินน่ะเก่งกันทั้งคู่เลย ไม่งั้นข้าก็คงลำบากแย่เหมือนกัน”

ซูหว่านเฟิงรีบอธิบาย กลัวพวกอินเมี่ยวจะรู้สึกไม่สบายใจที่เห็นเขาอยู่ดีกินดีขนาดนี้

อินเมี่ยวเห็นจังหวะเลยหันไปสอนอินเฮ่อทันที

“เฮ่อเอ๋อร์ เห็นไหม ต้องเรียนรู้จากท่านหมอซูบ้าง มีฝีมือ มีความรู้ ติดตัวไปไหนก็อยู่รอดได้ทั้งนั้น”

จริงๆ เรื่องที่ครอบครัวเธอเป็นห่วงกันมากกว่าเนรเทศ ก็คืออนาคตของเด็กๆ นี่แหละ เพราะหลังจากโดนเนรเทศแล้ว ทางเดินสายขุนนางก็ปิดตายไปเลย แต่เธอคิดว่าชีวิตมันไม่ได้มีแค่ทางเดียว ในเมื่อโลกมี 360 กว่าอาชีพ ก็มีคนเก่งได้ทั้งนั้น เธอไม่อยากให้เด็กๆ มัวแต่ท้อแท้

อินเฮ่อได้ฟังแล้วก็แอบกลืนน้ำลายมองข้าวต้มอย่างตะกละนิดๆ แต่ก็พยักหน้ารับอย่างจริงจัง คำพูดอินเมี่ยวมันแทงใจสุดๆ เพราะฐานะและอำนาจของตระกูลอินก่อนหน้านี้ก็แค่เปลือกนอก เจอพายุหน่อยก็พังได้ง่ายๆ ถ้าพวกเขามีฝีมือ มีอาชีพติดตัว คงไม่ต้องกลัวอดตายแบบนี้

“พี่เมี่ยว ข้าเข้าใจแล้ว!” อินเฮ่อตอบเสียงหนักแน่น

“เข้าใจก็ดีแล้ว”

อินเมี่ยวยิ้มพอใจ แต่พอเธอเงยหน้ามองซูหว่านเฟิง ก็เห็นเขาน้ำตาซึมมองพวกเธออยู่!

“ช่างเป็นครอบครัวที่รักกันจริงๆ ดูแล้วข้าก็ใจชื้น คิดถึงตระกูลซูที่เมืองหลวง… ยังไงก็โดนข้าเล่นงานไปด้วย ข้าช่างรู้สึกผิดต่อบรรพบุรุษจริงๆ”

ซูหว่านเฟิงพูดพลางถอนหายใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้า

“...ท่านก็ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย เพียงแต่โชคชะตาเล่นตลก อย่าได้โทษตัวเองขนาดนั้นเลย”

อินเมี่ยวพยายามปลอบ แต่พูดไปพูดมา เหมือนจะยิ่งทำให้หมอนี่เศร้าหนักกว่าเดิม

โชคชะตาเล่นตลก…เหรอ?

ก็จริง! วันนั้นจริงๆ ไม่ใช่เวรของเขาด้วยซ้ำ แค่สหายร่วมสำนักหมอมีเรื่อง เลยไปเปลี่ยนเวรกัน สุดท้ายก็ดันโดนลากไปวนเวียนที่จวนรัชทายาท ยังไม่ทันได้เห็นหน้าคนไข้เลย ก็โดนจับเนรเทศซะแล้ว…

“น้องสาวเอ๋ย พวกเราตอนนี้ต่างก็โชคร้ายเหมือนกัน ช่วยเหลือกันไปก็แค่เรื่องธรรมดา ไม่ต้องลำบากลำบนมาขอบคุณข้าหรอก”

ซูหว่านเฟิงถอนหายใจ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

“จริงๆ ปู่ข้าว่าจะมาเอง แต่ข้ามีเรื่องจะถามท่านหมอหน่อย เลยอาสามาเองดีกว่า”

อินเมี่ยวพูดแบบไม่อ้อมค้อม เมื่อคืนเธอคิดอยู่พักใหญ่ ก็เลยตัดสินใจมาถามเรื่องนี้

“น้องสาวไม่ต้องเกรงใจ ถามมาเลย ข้าทำได้ก็ยินดีช่วยสุดกำลัง!”

ซูหว่านเฟิงรีบตอบทันที จริงๆ เขาไม่ค่อยช่างพูดเท่าไหร่หรอก แต่ตั้งแต่เจออินเมี่ยวครั้งแรก เห็นสภาพน่าสงสารนั่ เลยรู้สึกเป็นพวกชะตากรรมมีเดียวกัน

มาคิดๆ ดู… คงเพราะพวกเขาถึงคราวเคราะห์เหมือนกันนี่แหละ…

ตอนแรกเขาก็นึกว่าอินเมี่ยวจะมาขอยืมเงิน แต่ที่ไหนได้ นางดันถามเรื่อง สมุนไพร ซะอย่างนั้น!

“บนเขาก็มีสมุนไพรอยู่บ้าง แต่ชาวบ้านขุดขายกันจนแทบไม่เหลือแล้ว ข้าเองก็พยายามเก็บสะสมไว้ แต่ก็ไม่พอใช้ ต้องออกใบสั่งยาให้ชาวบ้านไปซื้อที่ตัวอำเภอเอา”

ซูหว่านเฟิงอธิบาย ตอนแรกที่เขาโดนเนรเทศมาแบบหมดตัว มีแค่วิชาแพทย์นี่แหละที่ช่วยให้เขาเลี้ยงตัวได้ แต่พอไม่มีคนช่วย ปีนเขาไปหายาก็ไม่ได้ ก็เลยต้องพึ่งใบสั่งยาให้คนอื่นไปจัดแทนอยู่เรื่อยๆ

อินเมี่ยวได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาเลย

“ถ้าข้าหาสมุนไพรมาส่งให้ท่านหมอซูล่ะ?”

“เจ้าหรือ?”

ซูหว่านเฟิงถึงกับนิ่งไป ก่อนจะส่ายหน้าพลางว่า

“ข้าได้ยินมาว่าเขาฉางหลิงแถวนี้ สมุนไพรดีๆ ก็โดนขุดขายไปจนเกลี้ยงแล้ว จะหาใหม่คงต้องรออีกพักใหญ่เลย”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พวกข้ามีคนเยอะ ว่างก็เยอะเช่นกัน หาได้เหวินเดียวก็ยังดี แค่ท่านหมอซูยอมรับซื้อก็พอ”

อินเมี่ยวพูดอย่างมั่นใจ เธอนึกถึงเห็ดตับวัวดำที่เธอโยนไว้ใน มิติฟาร์ม ของเธอเมื่อวาน ตอนแรกก็แค่โยนไว้ข้างๆ สระบัวเล่นๆ แต่พอตื่นเช้ามาดูอีกที เห็ดเจ้ากรรมก็งอกขึ้นมาโตขึ้นกว่าเดิมอีกเพียบ!

ถ้าลองเอามิตินี่มาปลูกสมุนไพรด้วยล่ะก็ น่าจะใช้ได้อยู่นะ!

“ถ้ามีสมุนไพร ข้ายินดีรับซื้อ ที่อำเภอราคายาสูงแถมยังลำบากชาวบ้าน ข้าก็อยากช่วยพวกเขาเหมือนกัน”

ซูหว่านเฟิงมองอินเมี่ยวอย่างชื่นชมขึ้นมาทันที ทั้งที่ยังเป็นแค่เด็กสาว แต่ตั้งแต่เข้ามาก็ไม่แสดงอาการเกรงกลัวอะไร แถมไม่ขอของแบบเปล่าๆ ด้วย กลับคิดจะหาเลี้ยงตัวเองด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองอีกเยี่ยงนี้ สมกับเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่เสียจริง

“งั้นตกลงตามนี้นะเจ้าคะ! แต่ข้ายังไม่รู้จักหน้าตาสมุนไพรเลย ท่านหมอพอมีตัวอย่างหรือไม่? ขอข้าเอาไปศึกษาเสียหน่อย ข้าจะคืนให้ท่านสองเท่าเลยเจ้าค่ะ!”

อินเมี่ยวพูดแบบใจกว้างสุดๆ พอมีมิติคอยช่วย แถมปลูกอะไรก็งอกงาม คืนของสองเท่านี่ขนหน้าแข้งไม่ร่วงแน่นอน!

“พอดีข้ามีต้นกล้าสมุนไพรเล็กๆ เหลือจากคราวก่อน เอาไปเถอะ พวกนี้ยังไม่โตเลยใช้ทำยาไม่ได้ สักพักก็ต้องทิ้งอยู่ดี”

ซูหว่านเฟิงเรียกป้าเหริน ให้ไปหยิบต้นกล้าเหล่านั้นจากหลังบ้านมาให้

ก่อนกลับ อินเมี่ยวก็ยังได้หนังสือสมุนไพรจีนจากซูหว่านเฟิงติดมือมาเล่มนึงด้วย พร้อมคำแนะนำว่าถ้าไปหาเก็บสมุนไพรบนเขา ก็ลองเทียบกับในหนังสือดู เผื่อเจออะไรดีๆ เพิ่ม

“เจ้าค่ะ เรื่องนี้ไว้ใจพวกข้าได้!”

อินเมี่ยวพูดแบบมั่นใจเต็มร้อย

ระหว่างเดินกลับบ้านจางซื่อก็อดถามไม่ได้

“เมี่ยวเอ๋อร์ เราจะหาสมุนไพรเจอจริงหรือ? ท่านหมอยังบอกเลยว่าหายากมาก…”

“มิลองก็มิรู้เจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวตอบแบบติดปากไปแล้ว ประโยคนี้กลายเป็นคาถาส่วนตัวไปเลย

“ก็จริง! ฮ่าๆ เมี่ยวเอ๋อร์ช่างคิดเสียจริง สมแล้วที่อาเจ้าชอบชมว่าเจ้าฉลาด”

พอพูดถึงสามีที่เสียไปในสนามรบ อินเฉิงอวิ๋น แววตาจางซื่อก็หม่นลงอีกครั้ง

“อย่ากังวลเลยท่านอาสะใภ้! ไว้เราหาเงินได้มากแล้ว บ้านเราก็ไม่ต้องอดไม่ต้องอยากอีกต่อไป ซื้อไก่ซื้อเป็ดมาเลี้ยง ไข่กับเนื้อต้องมีให้กินทุกวันแน่นอนเจ้าค่ะ!”

อินเมี่ยวรีบเปลี่ยนเรื่องกลับไปหาเรื่องกิน ซึ่งเห็นผลดีสุดๆ เพราะจางซื่อถึงกับอยากขึ้นเขาไปหาสมุนไพรตอนบ่ายนี้เลยด้วยซ้ำ!

แต่ระหว่างเดินกลับ พวกเธอก็โดนชาวบ้านรุมล้อมอีกแล้ว

“นังหนู! เมื่อวานที่พวกเจ้าเก็บมาใช่เห็ดแบบนี้หรือไม่? กินได้จริงหรือ?”

ชายร่างกำยำคนหนึ่งแบกเห็ดตับวัวดำสามสี่ดอกที่เปื้อนดินเต็มมือมาถาม

อินเมี่ยวจำเขาได้ลางๆ ตอนแจกหัวเผือกริมทะเลสาบ เขาก็เป็นคนแรกที่เดินมารับเลย

เธอรับเห็ดมาดูแป๊บเดียวก็บอกชัด “ใช่เลยเจ้าค่ะท่านลุง! แต่ต้องเอาไปแช่น้ำสองเค่อก่อนนะเจ้าคะ แล้วจะผัดจะต้มหรือทำแกงก็ได้เจ้าค่ะ!”

“เทียนไห่ นี่เจ้ากล้ากินจริงรึ? ไม่กลัวพิษหรืออย่างไร?” มีคนตะโกนถาม

“มีพิษก็ยังดีกว่าตายอดตายอยาก! อีกอย่างนังหนูนี่ยังกินได้ ข้ายังมีอะไรต้องกลัวเล่า?”

ชายชื่อเทียนไห่หิ้วเห็ดเก็บใส่ตะกร้าหลังตัวเอง พูดแบบไม่สนใคร!

(จบบท)

ค่าเงินจีนโบราณ

1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน

1 ตำลึงเงิน = 1 ก้วนเหรียญทองแดง

1 ก้วน = 1000 อีแปะ ซึ่งเป็นเหรียญทองแดงผสม

จบบทที่ บทที่ 10 เห็ดพิษเหรอ?/ บทที่ 11 ปลอดภัยดีทุกคน/ บทที่ 12 ซูหว่านเฟิง

คัดลอกลิงก์แล้ว