เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 เธอบอกว่าเผือกกินได้/ บทที่ 5 พื้นที่ลับแรกพบ/ บทที่ 6 เผือกจุดชนวนเรื่องวุ่น

บทที่ 4 เธอบอกว่าเผือกกินได้/ บทที่ 5 พื้นที่ลับแรกพบ/ บทที่ 6 เผือกจุดชนวนเรื่องวุ่น

บทที่ 4 เธอบอกว่าเผือกกินได้/ บทที่ 5 พื้นที่ลับแรกพบ/ บทที่ 6 เผือกจุดชนวนเรื่องวุ่น


บทที่ 4 เธอบอกว่าเผือกกินได้

หลังจากที่หม่าชุ่ยฮวาพูดจบ เธอก็ชี้ไปที่ผนังครัวมืดๆ ดำๆ อีกที คราวนี้อินเมี่ยวถึงได้สังเกตว่า ทั้งผนังทั้งเพดานครัวนี้มันดำปี๋ไปหมดเลย

"พอเถอะซุ่ยฮวา อย่ามาขู่คนอื่นเขาเลย"

หลัวต้าจื้อเห็นว่าหน้าตาทั้งบ้านนี้เริ่มจะไม่ค่อยดี เลยรีบพูดปราม

"ข้าป่าวขู่นะ นี่มันเรื่องจริง!"

หม่าชุ่ยฮวารีบแก้ตัว พอเห็นน้ำในหม้อมันเริ่มมีควันแล้วก็นึกขึ้นได้ เลยหันไปถามว่า

"เอ้อ... แล้วนี่จะต้มอะไรกันล่ะ?"

หรือว่าบ้านนี้จะต้องยืมข้าวด้วย? ข้าวที่บ้านนางก็มีอยู่ไม่เยอะ แถมจะหมดอยู่แล้ว ไหนจะคนในบ้านนี้ก็ตั้งหลายคน ถ้าจะมายืมข้าวจริงๆ ล่ะก็...

"ท่านป้า พวกเราจะกินนี่เจ้าค่ะ"

อินเมี่ยวไม่รู้ว่าไปไหนมา แต่ได้ยินเสียงฝีเท้าดังตุ้บๆ แล้วก็เห็นเธอเดินกลับมาพร้อมกับแบกอะไรบางอย่างอยู่บนไหล่

พอมีแสงไฟส่อง สามีภรรยาคู่นั้นก็เห็นชัดเลยว่าคืออะไร

"เผือกนี่!" หลัวเสี่ยวเป่าตะโกนลั่น

"นี่ไปขุดมาจากไหนกัน?"

หลัวต้าจื้อชี้ไปที่กองเผือกสดๆ กองนั้นแล้วถาม

"ริมทะเลสาบใต้เขาเจ้าค่ะ ข้ากับท่านแม่ยังพลาดพลั้งลื่นตกน้ำไปเสียด้วยซ้ำ"

อินเมี่ยวตอบเสียงใส คำอธิบายของเธอก็ทำให้ทั้งบ้านหม่าชุ่ยฮวาเข้าใจทันที ว่าที่หลัวเสี่ยวเป่าพูดถึงผีสาวเปียกๆ นั่น แท้จริงก็แค่พวกเขาตกน้ำเองนี่แหละ

ด้านเว่ยซื่อก็พยักหน้ารับตาม นางไม่ได้เล่าเรื่องที่เกือบจะคิดสั้นให้คนอื่นฟัง ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะไม่ใช่เรื่องที่ควรเอามาพูดนัก

"อุ๊ย นั่นมันหัวเผือกป่านะ มีพิษ กินไม่ได้หรอก!"

หลัวต้าจื้อรีบเตือนเสียงดัง

ที่หมู่บ้านนี้ ข้าวปลาอาหารก็ขาดแคลนกันทุกบ้าน ถ้าหัวเผือกแถวนั้นมันกินได้จริง ป่านนี้คงถูกขุดเกลี้ยงไปแล้วล่ะ จะเหลือให้เด็กสาวคนนี้มาเจอเหรอ?

"กินไม่ได้งั้นรึ?"

อินเจิ้งหงรู้สึกใจหายวาบ เมื่อครู่เห็นอินหานหิวจนยืนแทบไม่ไหว หากคืนนี้ไร้ซึ่งอาหารอีก เด็กน้อยเช่นนี้จะเป็นอย่างไรเล่า!

"ท่านลุงเจ้าคะ นี่กินได้เจ้าค่ะ ข้าลองกินดิบไปลูกหนึ่งแล้ว หวานเสียด้วย"

อินเมี่ยวกะพริบตาปริบๆ ยืนยันอย่างมั่นใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอแน่นอน

แน่นอนว่าเธอไม่คิดจะบอกใครหรอกว่าหัวเผือกพวกนี้จริงๆ แล้วเธอแอบหยิบออกมาจากที่ของเธอเอง ไม่ใช่ขุดมาจากริมทะเลสาบนั่นหรอก

ตอนแยกกับเว่ยซื่อเพื่อหาของ เธอแอบเปิดแพ็คเกจเริ่มต้นจากระบบดู มันเป็นพื้นที่เล็กๆ แห่งนึง แล้วหัวเผือกพวกนี้เธอก็ขุดออกมาจากตรงนั้นแหละ

ไหนๆ ระบบก็บอกแล้วว่าพืชในพื้นที่นั่นกินได้ งั้นเผือกนี่ก็ต้องกินได้สิ

"อะไรนะ?! เจ้ากินไปแล้วหรือ?!"

หม่าชุ่ยฮวาตาโต รีบถามย้ำ เพราะหัวเผือกป่านั่นต่อให้ไม่ถึงตาย แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยมีคนในหมู่บ้านกินแล้วต้องนอนซม อ้วกไปหลายวันอยู่

"ใช่เจ้าค่ะ ข้าลองกินตั้งแต่ตอนอยู่ริมทะเลสาบแล้ว ดูสิ ข้าก็ยังดีอยู่ไม่เป็นอะไร"

อินเมี่ยวกระโดดหยองๆ ตอบอย่างอารมณ์ดี

"ไหนๆ เมี่ยวเอ๋อร์บอกว่ากินได้ งั้นพวกเราต้มก่อนเถอะ"

จางซื่อของบ้านสามที่ปวดท้องจนแสบท้องแสบไส้ไปหมด คิดแค่ว่า ถึงจะกินแล้วอ้วกก็ยังดีกว่าหิวจนตาย

"แม่หนู เจ้ามิได้ปวดท้องหรือเวียนหัวแม้แต่น้อยหรือ?"

หลัวต้าจื้อถามย้ำอีกที พอเห็นท่าทีเด็กสาวดูสบายดี ก็ไม่พูดอะไรอีก

เมื่อเผือกกลมป้อมถูกล้างจนสะอาดดีแล้ว เจินซูและจางซื่อจากเรือนที่สามก็ช่วยกันเทเผือกลงไปในหม้อที่มีควันลอยขึ้นฉุย

พอเห็นทุกคนในบ้านนี้ยืนล้อมหม้อ ตาละห้อยรอเผือกสุกกันหมด หลัวต้าจื้อก็ลากหม่าชุ่ยฮวากลับบ้านก่อน ส่วนหลัวเสี่ยวเป่าตอนแรกก็เดินตามพ่อแม่ออกไปแล้ว แต่ไม่ถึงสองนาทีก็วิ่งกลับมาอีก...

“ถ้าพวกเจ้ากินหัวเผือกนี่แล้วเป็นอะไรขึ้นมา เสี่ยวเป่ารู้ทางไปบ้านหมอนะ!”

หลัวเสี่ยวเป่าโผล่หัวพ้นกรอบประตูมาแหย่

คำพูดนี้ทำเอาอินเฮ่ออยากลุกไปสั่งสอนเด็กน้อยซะหน่อย ทว่าน่าเสียดายที่อินเฮ่อบัดนี้ไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะยกขาขึ้นก็ยังทำไม่ได้ ได้แต่พิงตัวอยู่กับขั้นหินเตี้ยที่ใช้วางฟืน

แต่อินเมี่ยวกลับไม่โกรธ เธอเรียกเสี่ยวเป่าเข้ามาคุยด้วยซะเลย ถามเรื่องราวต่างๆ ในหมู่บ้านฉางหลิงจากเขา

เด็กหกเจ็ดขวบแบบนี้รู้เรื่องอะไรก็ไม่มากนัก แต่เรื่องข้างบ้านละแวกใกล้ๆ เขารู้ดีอยู่

“พี่จวิ้นจื่อของข้าน่ะ ยายเขาเพิ่งตายไปสองวันก่อน พี่เขาเลยไม่ออกมาเล่นเลย”

เสี่ยวเป่าเล่า เขาเองก็ตามติดพี่ชายข้างหมู่บ้านคนนั้นตลอด พอช่วงนี้ไม่มีอะไรทำเลยหันมาสนใจบ้านข้างๆ ที่เพิ่งโดนเนรเทศนี่แหละ

“คนในครอบครัวเสียชีวิตก็ควรอยู่บ้านไว้ทุกข์น่ะถูกแล้ว”

อินเมี่ยวตอบแบบผ่านๆ พลางมองเว่ยซื่อกับพี่สะใภ้สองสามคนที่กำลังจุดไฟทำครัว ดูแล้วก็เอาใจช่วยพวกเขาเงียบๆ

“ยายพี่จวิ้นจื่อไม่ได้ตายเองนะ แต่ถูกอดข้าวจนตายต่างหาก!”

เสี่ยวเป่าเถียงกลับเสียงดัง

ทั้งบ้านเงียบกริบไปทันที หันมาฟังเด็กน้อยกันหมด หานโก่วถึงกับรีบถามว่า

“ทำไมถึงถูกอดข้าวจนตายล่ะ?”

“ก็เพราะบ้านใครๆ ก็ไม่มีข้าวกินน่ะสิ ยายพี่จวิ้นจื่อเห็นว่าตัวเองกินไปก็เปลืองข้าว เลยไม่ยอมกินอะไรเลย สุดท้ายก็...”

เสี่ยวเป่าเล่าเสียงเศร้า

อินเมี่ยวฟังแล้วก็เหมือนโดนตบหน้าแรงๆ เข้าให้ สภาพที่นี่มันแทบไม่ต่างอะไรกับโลกหลังล่มสลายที่เธอเคยอยู่เลย ล้วนมีคนอดตายเหมือนกันทั้งนั้น

“ถิ่นเนรเทศเช่นนี้... คนทั้งหลายล้วนยากจนเข็ญใจ ... แสดงตระกูลเราถูกฮ่องเต้ทอดทิ้งจนหมดสิ้นแล้วจริง ๆสินะ”

อินเจิ้งหงพูดออกมาเบาๆ ทำเอาทั้งบ้านเงียบกันไปหมด

เมื่อก่อนลูกชายคนโตกับคนเล็กสมัครใจออกรบ ก็เพื่อหวังเพิ่มเกียรติประวัติให้แก่ตระกูลอินที่ไร้คุณูปการมายาวนาน ใครจะคิดว่าศึกกับแคว้นหนานเซียวครั้งนั้นกลับกลายเป็นหายนะอันใหญ่หลวง ตระกูลอินต้องสูญเสียทุกสิ่งเพราะมัน

อินเมี่ยวเองก็คิดอะไรหลายอย่างในใจ สภาพแร้นแค้นขนาดนี้ ถ้าใครรู้ว่าเธอมีพื้นที่ลับแบบนั้นอยู่ มีหวังเรื่องยุ่งแน่ๆ ที่สุดแล้วเรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามให้ใครในหมู่บ้านล่วงรู้เด็ดขาด

ยิ่งตระกูลอินตอนนี้ตกอับขนาดนี้ การจะพึ่งพากันเองในบ้านก็ยังไม่รู้เลยว่าจะได้แค่ไหน

คิดไปคิดมา จู่ๆ กลิ่นหอมหวานก็ลอยเข้าจมูก ปลุกเจ้าหนอนในท้องของทุกคนให้เริ่มประท้วงกันระงม

กลิ่นนี้ช่างหอมเย้ายวนใจนัก เว่ยซื่อนึกถึงเมื่อครั้งอยู่จวนใหญ่เคยได้ลิ้มรสเผือกเคลือบน้ำตาล ผิวของเผือกเนียนนุ่มเคลือบด้วยน้ำตาลเหนียวหนึบ เมื่อกัดลงไปสัมผัสถึงเนื้อเผือกนุ่มละมุนกับความหวานฉ่ำ จนน้ำลายของนางไหลทะลักไม่หยุด

แม้แต่หลัวเสี่ยวเป่าที่เพิ่งกินขนมปังข้าวโพดไปก็ตามที ยังจ้องหม้อเหล็กใบนั้นตาไม่กะพริบเลย

“สุกหรือยัง?”

อินเจิ้งหงหันไปถามลูกสะใภ้สามคนที่ยืนเรียงกัน แต่ทั้งสามคนก็พากันส่ายหัว

สะใภ้ทั้งสามไม่เคยทำกับข้าวกันสักคน ดูยังไงก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี

“น่าจะ... หรืออาจจะ... สุกแล้วกระมัง...”

เว่ยซื่อพูดเสียงอ้อมแอ้ม

“งั้น...ลองชิมก่อนดีไหม?”

จางซื่อผู้อดอยากมากที่สุด อยากตักขึ้นมาลองชิมสักลูก

อินเมี่ยวถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ข้าเคยมีสหายคนหนึ่ง เคยบอกข้าว่าเผือกต้องนึ่งในหม้อสักหนึ่งเค่อ หากลืมนับเวลา ก็ใช้ตะเกียบจิ้มดูว่าทิ่มทะลุหรือไม่”

“เช่นนั้นเอง! เมี่ยวเอ๋อร์ สหายคนนั้นของเจ้าเป็นใครกัน รู้ละเอียดขนาดนี้เชียว?”

อินป๋อเหวินถามขึ้นมา เขาเข้าใจว่าพวกสตรีในเมืองหลวงวันๆคงเอาแต่พูดเรื่องแต่งหน้าแต่งตัวเสียอีก

“นาง...ชื่อตู้เหนียงเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าแบบไวสุดๆ

ตู้เหนียง?

ทั้งบ้านทำหน้างง ไม่เคยได้ยินชื่อคุณหนูคนไหนชื่อแบบนี้เลย แต่พอดีตอนนั้นย่าหลิวเอาไม้ไผ่ล้างสะอาดมาให้จางซื่อแล้ว ก็เลยไม่ได้คิดอะไรมาก

จางซื่อเปิดฝาหม้อ แล้วจิ้มไม้ไผ่ลงไป

“จิ้มทะลุแล้ว!!”

จางซื่อกล่าวด้วยความยินดี เผือกสุกแล้ว!

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 5 พื้นที่ลับแรกพบ

อินเมี่ยวอยากจะบอกว่าให้ต้มต่ออีกสักครู่หนึ่ง รสชาติน่าจะดียิ่งขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าคนทั้งบ้านต่างพากันชักชวนกันตักเผือกในหม้อขึ้นมา นางก็ได้แต่กลืนคำพูดลงคอ

เจินซื่อไม่กลัวร้อน ค่อยๆ ปอกเปลือกของเผือกให้อินเฮ่อลูกชายตัวเอง  พอปอกออกแล้วเนื้อหัวมันก็นุ่มลื่นจนเกือบหลุดมือ

อินเฮ่อเองก็รอไม่ไหว รีบหยิบยัดเข้าปากทันที ความร้อนทำเอาเขาอ้าปากแทบไม่ทัน ต้องเป่าลมออกมาหลายที พอคลายร้อนแล้วก็เบิกตาโพลงร้องออกมา

“พี่เมี่ยว ผือกนี่หวานจริง ๆ ด้วย!”

“หวานนัก หวานยิ่งนัก!”

จางซื่อถึงกับกินเข้าไปทั้งเปลือก แม้จะร้อนจี๋ แต่ในท้องกลับอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด

เว่ยซื่อเองก็ไม่ลืมอินเมี่ยว เลือกเผือกลูกที่กลมเกลี้ยงที่สุดให้นางหนึ่งลูก ก่อนจะปอกเปลือกเผือกอีกลูกเตรียมไว้ให้บุตรชายคนเล็กอินหาน

มันจะอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?

อินเมี่ยวสงสัยอยู่ในใจ แต่ก็ลุกขึ้นไปหยิบหัวเผือกให้เสี่ยวเป่าด้วย

พอปอกเปลือกออก กลิ่นหอมหวานมันก็ลอยมาแตะจมูกจนรู้สึกได้ พอเธอลองกัดเข้าไปคำหนึ่ง ความขมเฝื่อนในปากที่มีมาตลอดทั้งวันเหมือนโดนชะล้างไปหมด เนื้อเผือกนุ่มลื่น หอมหวานจนแทบละลายไปกับลิ้น ไหลลงคอไปแบบไม่รู้ตัว

นี่มันของวิเศษชัดๆ!

“ในใต้หล้านี้ ยังมีของกินอร่อยปานนี้ด้วยหรือ? ข้าไม่ได้ลิ้มรสเช่นนี้มาหลายปีแล้ว!”

อินเจิ้งหงเองก็ทิ้งภาพลักษณ์ผู้อาวุโสไว้เบื้องหลัง ชี้ไปที่หัวเผือกในมือที่เหลืออยู่นิดเดียว

“อร่อย อร่อย อร่อยเหลือเกิน!”

เสี่ยวเป่าถึงกับเอาเปลือกเผือกยัดเข้าปากด้วย มันอร่อยยิ่งกว่าแผ่นแป้งข้าวโพดที่บ้านเขาเสียอีก!

อินเมี่ยวคำนวนจำนวนคนในบ้านก่อนจะดึงเผือกจากมิติมาแบ่งให้ทุกคน ทั้งบ้านจึงล้อมวงกันที่หน้าเตา กินเผือกจนหมดเกลี้ยง แม้ดูเหมือนเผือกจะมีไม่มากนัก แต่ก็ทำให้พวกเขาอิ่มท้องไปกว่าครึ่ง

“เมี่ยวเอ๋อร์ เผือกพวกนี้มันดีจริงๆ เลย ช่วยชีวิตพวกเราไว้แท้ๆ”

หลิวซื่อผู้เป็นย่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดูจากอาการของอินหานก่อนหน้านี้ หากไม่ได้เผือกลูกนี้ เกรงว่าทุกคนคงทนต่อไปไม่ไหว

“ท่านย่าเจ้าคะ เมี่ยวเอ๋อรืเชื่อว่า ขอเพียงเราขยันพยายาม ชีวิตต้องดีขึ้นแน่นอน”

อินเมี่ยวให้กำลังใจทุกคนในบ้าน ถึงเธอจะมั่นใจเพราะมีพื้นที่ลับอยู่ในมือ แต่คนอื่นๆ ตอนนี้ต่างขาดกำลังใจเต็มที

“ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ใครเล่าจะอยากหาทางตายกันล่ะ! เมี่ยวเอ๋อร์พูดถูก วันหน้าพวกเราค่อย ๆ ร่วมแรงร่วมใจใช้ชีวิตไปเถอะ บางทีสักวันหนึ่ง ฮ่องเต้คงจะมีพระบัญชาเรียกเรากลับเมืองหลวงก็เป็นได้”

อินป๋อเหวินเสริมขึ้นมาอีกแรง

แค่พูดแบบนี้ออกมา สีหน้าของทุกคนในบ้านก็เริ่มมีแววความหวังขึ้นมา ยกเว้นอินเมี่ยวที่รู้อยู่เต็มอกว่า

ในนิยายต้นฉบับ ตระกูลอินไม่ได้กลับเมืองหลวงอีกเลย... กลายเป็นแค่ตัวประกอบในเส้นทางแก้แค้นของฉีหลิงซีแค่นั้นเอง

แต่พอเห็นทุกคนมีแรงฮึดขึ้นมาแบบนี้ เธอก็ได้แต่เก็บเงียบไว้ เพราะยังไงก็มีภารกิจของตัวเองที่ต้องทำอยู่เหมือนกัน

แม้บ้านหลังนี้จะเก่าจนแทบพัง แต่มันก็มีห้องเยอะพอให้แยกกันนอนได้ ตกกลางคืน เว่ยซื่อกับลูกสองคนก็แยกไปนอนด้วยกัน ส่วนอินเมี่ยว หลังจากกินอิ่มแล้วร่างกายมันก็สบายขึ้นจนเผลอหลับไปง่ายๆ

แต่ในความมืดที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว อินเมี่ยวกลับลืมตาขึ้นมาในสถานที่หนึ่ง ที่สว่างไสวจนต้องขยี้ตา

นี่มันอะไรกันเนี่ย?

ในโลกหลังล่มสลายที่เธอจากมา ถึงจะมีพวกที่มีพลังควบคุมพื้นที่ลับอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าใครจะ เข้าไป ในพื้นที่นั้นได้เลย

“โห… มันมหัศจรรย์ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”

อินเมี่ยวพึมพำกับตัวเอง เธอกวาดตามองพื้นที่ที่ได้มาฟรีๆ ตรงหน้า

พื้นที่ตรงนี้ไม่ใหญ่เท่าไหร่ ขนาดก็ประมาณแปลงทดลองในมหาวิทยาลัยการเกษตรที่เธอเคยเรียนตอนก่อนโลกจะล่มสลาย...

ใจกลางพื้นที่ลับมีศาลาไม้แปดเหลี่ยมหลังหนึ่ง ตั้งอยู่กลางวงน้ำที่เหมือนโผล่มาเองจากอากาศ หัวเผือกที่อินเมี่ยวเอามาต้มกินตอนกลางวันก็ขุดขึ้นมาจากขอบสระน้ำนี่แหละ

ในสระมีใบบัวลอยอยู่ไม่กี่ใบ ตรงกลางมีดอกบัวสีชมพูบานสะพรั่งดูสวยสงบ

เดินเลยไปอีกหน่อยก็เจอแปลงนาอยู่หลายผืน มองคร่าวๆ เหมือนพื้นที่ทำนาทดลองในมหาวิทยาลัยเกษตรสมัยก่อนโลกจะล่มสลาย ที่นี่แบ่งเป็นหกแปลง แต่ละแปลงปลูกพืชไม่เหมือนกัน

"ข้าวสาลีกับข้าวเปลือกปลูกติดกันได้เหรอ? แปลกจริงๆ"

อินเมี่ยวนั่งยองๆ ดูต้นข้าวพวกนั้นอย่างตั้งใจ สองแปลงติดกันสนิท ด้านหนึ่งเป็นข้าวสาลี แต่อีกด้านเป็นข้าวที่ปลูกในน้ำ แต่กลับไม่รบกวนกันเลย แถมต้นกล้ายังงามเหมือนกันทั้งคู่

【พื้นที่นี้ถูกสร้างขึ้นตามเนื้อเรื่อง หลังจากนี้ท่านจะเข้าใจเอง】

เสียงระบบโผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาอินเมี่ยวสะดุ้ง

"คราวหน้าจะโผล่มาก็บอกกันก่อนได้มั้ย! มาแบบนี้คนตกใจตายกันพอดี!"

【ขออภัย ข้าไม่ใช่มนุษย์ ท่านไม่ต้องกลัวจะถูกข้าทำให้ตกใจตาย】

ระบบตอบแบบจริงจังมาก

อินเมี่ยวทำหน้าเหวอ “งั้น... เจ้าชื่ออะไรล่ะ? จะได้เรียกถูก”

【ท่านจะเรียกข้าว่า ระบบหมายเลข 10787878 ก็ได้】

“…ชื่อน่ารักดีนะ”

อินเมี่ยวเงียบไปสองวินาทีก่อนถอนหายใจ “เอาเถอะ งั้นช่วยแนะนำพื้นที่นี่ให้ฉันหน่อยแล้วกัน มันใช้งานยังไง?”

【รับทราบ กำลังรวบรวมข้อมูล...】

อินเมี่ยวรีบตั้งใจฟัง ไม่กล้าพลาดซักคำเดียว

ตอนนี้ในพื้นที่มีที่ดินอยู่สามหมู่ แบ่งเป็นหกแปลง ปลูกข้าว ปลูกผักต่างกันไปทุกแปลง ทุก 20 วัน ระบบจะเก็บเกี่ยวข้าวให้อัตโนมัติ ส่วนผักนี่เจ้าของพื้นที่ต้องเก็บเอง แล้วพืชพวกนี้ไม่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์เลย พอเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะมีชุดใหม่งอกขึ้นมาเอง

ตรงสระบัวก็เหมือนกัน น้ำในสระมีไม่จำกัด แถมยังเอาไปดื่มได้ด้วย!

ยิ่งฟังยิ่งตาโต อินเมี่ยวที่ชาติก่อนเจอแต่ความอดอยาก พอมาเกิดใหม่ต้องเป็นยาจกอีกรอบ แต่ดันมีระบบปลูกพืชแบบนี้ติดตัวมาอีก ใจเธอแทบจะร้องไห้

พระเจ้าท่านเห็นใจฉันสักที!

【พื้นที่นี้ยังอัปเกรดได้ด้วย แต่ละครั้งจะทำให้พืชโตเร็วขึ้น】

"โห ดีขนาดนี้! แล้วต้องใช้อะไรอัปเกรดล่ะ?"

【หยกหรือของที่มีพลังวิญญาณก็ใช้ได้】

“โอ้ ง่ายมาก แบบนั้นหาไม่ยากเลย”

อินเมี่ยวยิ้มกว้าง เธอรู้ดีว่าสมัยนี้หยกมันหาได้แทบทุกบ้าน

แต่เธอก็ไม่กล้าอยู่ในพื้นที่นานเกินไป พอเข้าใจระบบคร่าวๆ แล้วก็รีบออกมา เธอแอบดูเว่ยซื่อกับหานโก่วยังหลับปุ๋ยกันอยู่ เธอเลยค่อยๆ ลุกออกจากห้อง เดินไปข้างนอกเงียบๆ

ชาติก่อนเธอไม่เคยออกหากินกลางคืนหรอก เพราะตอนนั้นกลางคืนเป็นเวลาของซอมบี้ แต่ครั้งนี้เธอรู้ดี ถ้าไม่ไปที่นั่นคืนนี้  เกรงว่าพรุ่งนี้เช้าชาวบ้านคงพากันมาเอาเรื่องแน่

กลางคืนต้นฤดูใบไม้ผลิมันยังหนาวเย็น อินเมี่ยวในความมืดค่อยๆ ขุดหัวเผือกป่าริมสระออกมาหลายหัว แล้วก็หยิบหัวเผือกจากพื้นที่ลับเพิ่มอีกกองนึง พอถอนหัวเผือกในพื้นที่ออกมาก็เห็นว่าตรงนั้นมันงอกเพิ่มขึ้นมาใหม่อัตโนมัติเลย

ทำทุกอย่างเสร็จ เธอก็นั่งลงริมพุ่มไม้เงียบๆ รอคน

ไม่ผิดแน่...

ในเวลาไม่นาน ก็ได้ยินเสียงคนพูดกันแว่ว ๆ มาจากที่ไกล

“เจ้าแน่ใจหรือว่าเราต้องไปขุดเผือกจริง ๆ? เผือกพวกนั้นเขาว่ากินไม่ได้มิใช่หรือ?”

เป็นไปตามคาดการณ์ของอินเมี่ยวทุกประการ

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 6 เผือกจุดชนวนเรื่องวุ่น

“นั่นมันเรื่องก่อนหน้านี้ ตอนนี้ข้าเห็นเต็มสองตาเลยนะว่าหลัวเสี่ยวเป่าแอบเอาเผือกต้มสุกซุกไว้ในอกเสื้อ แถมยังตะโกนให้พ่อมันตื่นแต่เช้าไปขุดเผือกมาให้มันกินอีกต่างหาก!”

จ้าวเหล่าซื่อก้าวเท้าไวราวกับกลัวว่าจะมีใครชิงไปก่อน

“ใช่เลย จ้าวเหล่าซื่อ! ข้าเองก็ได้ยินหลัวต้าจื้อพูดอยู่เหมือนกัน บอกว่าพวกบ้านอับโชคที่เพิ่งมาอยู่ทางทิศตะวันตกนั่น กินเผือกพวกนี้เข้าไปแล้วไม่เป็นอะไรเลย นี่มันของในหมู่บ้านพวกเรานะ ถ้าพวกเรายังไม่รีบไปขุด จะปล่อยให้คนพวกนั้นเอาไปกินหมดได้ยังไง?”

จ้าวม่านรีบพูดต่อขณะเร่งฝีเท้า

หมู่บ้านฉางหลิงนี่ถึงจะมีภูเขา มีน้ำล้อมรอบ แต่ของที่กินได้ก็ใช่ว่าจะมีเยอะ จ้าวม่านเองยังจำได้ติดตาว่าตอนเด็กเคยไปบ้านญาติที่หมู่บ้านข้างๆ แล้วได้กินเผือกครั้งนึง ความนุ่มละมุนของมันนี่ลืมไม่ลงเลยจริงๆ

“งั้นรีบไปกันเถอะ อาฉางช่วงนี้แพ้ท้องหนัก ของในบ้านก็แทบไม่มีอะไรจะกิน ถ้าเผือกนี่กินได้ก็คงดีไม่น้อย”

จ้าวเหล่าซานก็เร่งฝีเท้าไม่ยอมน้อยหน้า แต่พอทั้งสามมาถึงริมสระน้ำ กลับเห็นเงาดำร่างเล็ก ๆ คนหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว เงานั้นราวกับกำลังรอคอยผู้คน

“ไหว้เจ้าค่ะ ท่านอาทั้งสาม”

เงาดำนั้นพูดขึ้นมา ที่แท้เป็นเด็กสาวตัวเล็กๆ คนนึง

“ลูกเต้าใครกัน มายืนทำอะไรตรงนี้กลางดึกดื่น!”

จ้าวเหล่าซื่อมองไปรอบๆ ไม่เห็นมีผู้ใหญ่คนไหนตามมาด้วย ยิ่งรู้สึกแปลกใจ เวลานี้เพิ่งจะตีห้า ใครจะปล่อยให้เด็กมาตรงตีนเขาคนเดียวกันเล่า?

“เมื่อวานหนูกับแม่ขุดเผือกตรงนี้ได้มาแล้ว อร่อยมากเลยค่ะ วันนี้เลยอยากขุดเพิ่มอีกหน่อยให้คนในบ้านกิน”

อินเมี่ยวพูดพลางยิ้ม

อ้อ เป็นเด็กบ้านอับโชคทางตะวันตกนี่เอง

จ้าวเหล่าซื่อเหลือบตามองแล้วหันไปพูดกับพี่น้อง

“อย่าไปสนใจเด็กนี่เลย รีบขุดเถอะ!”

คนในหมู่บ้านตัวเองยังไม่มีกิน จะปล่อยให้พวกคนนอกมาแย่งของกินได้ไงล่ะ? ว่าแล้วทั้งสามก็รีบหยิบถุงผ้ากับเครื่องมือออกมาเตรียมขุด

แต่ไม่ทันไร อินเมี่ยวก็พูดขึ้นแบบใจเย็นๆ ว่า

“เผือกที่กินได้หนูขุดไปหมดแล้วค่ะ เหลือแต่พวกที่มีพิษ พวกท่านอย่าขุดเลย เดี๋ยวจะเจ็บตัวฟรีนะ”

“เฮ้! เด็กน้อย คิดจะหลอกพวกข้าสามคนแล้วกินเองคนเดียวล่ะสิ!”

จ้าวเหล่าซื่อเริ่มของขึ้น ลุกขึ้นพับแขนเสื้อ เตรียมจะสั่งสอนเด็กสาวตัวแสบสักหน่อย

อินเมี่ยวถอนหายใจเบาๆ แล้วชี้ไปที่กองเผือกสองกองที่วางแยกกันอยู่

“จริงนะเจ้าคะ เผือกที่กินได้กับเผือกพิษมันต่างกันทั้งขนาดทั้งกลิ่นเลย ถ้าพวกท่านไม่เชื่อ รอเช้าแล้วค่อยมาเทียบดูก็ได้”

ตอนนี้คนในหมู่บ้านรู้อีกไม่ได้แล้วว่าบ้านเธอกินเผือกปลอดภัย ถ้าปล่อยให้ทุกคนแห่กันไปขุดเผือกป่ากินแล้วเกิดโดนพิษ ทีนี้พวกเธอคงอยู่ที่นี่ไม่รอดแน่

แต่ทั้งสามกลับไม่ยอมเชื่อง่ายๆ ถึงกับคิดจะฉวยเผือกที่เธอขุดไปเลยด้วยซ้ำ

จ้าวเหล่าซื่อสามพี่น้องแบกถุงผ้าเตรียมพุ่งไปหาเผือก แต่ก็โดนอินเมี่ยวขวางไว้ก่อน

“เผือกพวกนี้ก็ของหมู่บ้านฉางหลิงเหมือนกัน ควรแบ่งกันอย่างยุติธรรมสิเจ้าคะ”

อินเมี่ยวพูดพลางบิดขี้เกียจเบาๆ ขยับแข้งขาให้คล่องตัว

ถึงจะร่างกายเด็กหญิงวัยสิบสี่ที่เลี้ยงมาแบบคุณหนู แต่เธอเองก็เป็นถึงหัวหน้าหน่วยพิเศษในโลกหลังล่มสลาย แค่ชายสามคนนี้ ไม่มีอะไรน่าห่วงเลยสักนิด

“เหอะ! คิดจะสู้เหรอ?”

จ้าวเหล่าซื่อหัวเราะ แล้วพุ่งมือมาจะจับตัวเธอ แต่ก็คว้าไม่โดน มิหนำซ้ำยังโดนเธอเตะสวนเข้าตรงหลังจนต้องเซ

“เฮ้ย! เจ้าสาม! เอาเลย!”

จ้าวม่านรีบพยุงพี่ชาย ส่วนเจ้าเหล่าซานพุ่งใส่อินเมี่ยวทันที

แต่เธอก็ไถลหลบได้เหมือนปลาในน้ำ ต่อให้ทั้งสามรวมพลังกันยังจับเธอไม่ได้สักเส้นผม

อินเมี่ยวปีนขึ้นไปนั่งขาไขว่ห้างบนท่อนไม้ข้างๆ หาวยาวๆ หนึ่งที

“อย่าเสียแรงเลยเจ้าค่ะ ท่านอาทั้งสามจับข้าไม่ได้หรอก”

พี่น้องบ้านจ้าวเหนื่อยหอบแฮ่กๆ กันหมดแล้ว

“เมื่อกี้... เจ้าเองก็พูดนี่นะ ว่าจะแบ่ง... แบ่งให้พวกข้า แล้วมันจะแบ่งกันยังไง?”

จ้าวม่านยิ่งมองก็ยิ่งคิดว่าเด็กสาวคนนอกหมู่บ้านนี่มันแปลกเกินไปแล้ว…

“อันนี้... ข้ายังไม่ได้คิดเลย แต่ถ้าท่านทั้งสามช่วยข้าสักหน่อย ข้าก็ไม่ขัดอะไรที่จะแอบแบ่งให้มากหน่อยเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง ชวนให้รู้สึกเหมือนพวกเดียวกัน จ้าวเหล่าซานได้ยินแล้วถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่

“เรื่องอะไรล่ะ?”

“ง่ายมากๆ เลย ไม่ยากหรอกเจ้าค่ะ”

ลมเย็นพัดมาเบาๆ อินเมี่ยวก็เริ่มกระซิบแผนการบางอย่างให้ทั้งสามฟัง…

เช้าตรู่ เว่ยซื่อตื่นขึ้นมาแต่ไม่เห็นอินเมี่ยวอยู่ในห้อง ความกังวลจึงตีตื้นขึ้นมาในใจของทุกคนในบ้าน

“ได้ยินมาว่าแถวนี้แถบเหนือมันชุกชุมไปด้วยโจรป่า! เมี่ยวเอ๋อร์ยังจะกล้าออกไปเดินอีก?”

เว่ยซื่อเดินวนไปวนมาอย่างร้อนใจ ส่วนอินเจิ้งหงก็ออกไปถามข่าวตั้งแต่เช้า ยังไม่กลับมา มีแต่ผู้หญิงในบ้านกับอินป๋อเหวินที่ขาเจ็บนั่งรอฟังข่าวอยู่

“ท่านย่า! ข้ารู้แล้วว่าพี่เมี่ยวอยู่ไหน!”

อินเฮ่อรีบวิ่งเข้ามาในบ้าน ตะโกนบอกข่าวดี เขาเพิ่งแอบดึงแขนเสี่ยวเป่าที่กำลังจะออกจากหมู่บ้าน จนรู้ว่าอินเมี่ยวไปไหน

“อะไรนะ! ไปขุดเผือกอีกแล้วงั้นหรือ?!”

เว่ยซื่อหน้าซีด รีบวิ่งตรงไปทางสระน้ำข้างเขาทันที เมื่อวานนางเหนื่อยมาก เลยลืมเตือนลูกสาวไปว่าห้ามไปขุดเผือกอีก นางรู้ดีว่าชาวบ้านตอนนี้ขาดแคลนขนาดไหน ถ้าเมี่ยวเอ๋อร์ยังไปยุ่งกับเผือกอีก มีหวังโดนกลั่นแกล้งแน่

เรือนของครอบครัวอินซึ่งถูกเนรเทศนั้นอยู่ที่ปลายตะวันตกสุดของหมู่บ้านฉางหลิง เว่ยหรูอวี้วิ่งออกจากซอยแคบ ๆ ท้ายหมู่บ้าน พลันพบว่าชาวบ้านต่างพากันมุ่งหน้าไปทางสระน้ำ หัวใจนางเต้นแรงวาบขึ้นมา

เชิงเขาด้านหลังหมู่บ้านฉางหลิง ริมสระน้ำ อินเมี่ยวยืนอยู่ท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่เริ่มทยอยมารวมตัว นางรู้สึกเงียบงันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อวานนางยังไม่เห็นภาพนี้ชัดนัก แต่ยามเช้าที่แสงอาทิตย์เจิดจ้า นางจึงเห็นว่าชาวบ้านแทบทุกคนผอมโซจนเหลือแต่กระดูก ภาพตรงหน้าไม่ต่างอะไรกับเหล่าผู้ลี้ภัยในฐานยุคสิ้นโลกเลยแม้แต่น้อย

“ใช่เลย! นางนี่แหละ! นางขุดเผือกในหมู่บ้านเราจนเกลี้ยง!”

เสียงตะโกนดังขึ้นจากฝูงชน มีคนชี้ไปที่อินเมี่ยว

อินเมี่ยวในตอนนี้ทั้งตัวเปื้อนโคลน ขนาดหน้าก็ยังเลอะจนดูไม่ออกว่าหน้าตาเดิมเป็นยังไง ดูยังไงก็รู้ว่าขุดเผือกทั้งคืนแน่

โชคดีที่พี่น้องตระกูลจ้าวไปบอกชาวบ้านทันก่อน ไม่งั้นพวกเขาคงไม่รู้เรื่อง

“อะไรนะ! ขุดเกลี้ยงเลยเหรอ?! แล้วพวกเราจะได้กินอะไรอีกล่ะ?!”

“โธ่เว้ย! จะใจร้ายไปถึงไหน! หลานข้ายังรอให้ข้าขุดเผือกไปให้มันกินสักคำอยู่เลย นี่สักคำก็ไม่ได้กินเหรอ?!”

“เอาเผือกคืนมา! เผือกนี่มันของหมู่บ้านเรา!”

“ใช่แล้ว! เอามา!”

เสียงโวยวายดังระงม

แต่อินเมี่ยวก็ไม่ได้ตกใจอะไร เธอค่อยๆ ยกถุงผ้าใหญ่สองใบข้างหลังขึ้นมาแล้วเทเผือกออกมาตรงหน้าชาวบ้าน

“พวกท่าน ข้าไม่ได้มาขุดเผือกเพื่อตัวเองหรอก ข้าตั้งใจจะขุดมาแบ่งให้ทุกคนเจ้าค่ะ”

อินเมี่ยวพูดพร้อมยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวสะอาดตัดกับหน้าที่เลอะโคลน

พวกชาวบ้านเริ่มมองหน้ากันไปมา เสียงฮือฮากระซิบกระซาบก็ดังขึ้น

นางจะยกเผือกให้พวกเรางั้นหรือ?

“เหอะ! อย่ามาโกหกเลย! ถ้าไม่ใช่เพราะจ้าวเหล่าซื่อกับพี่น้องจ้าวไปเจอเข้า เจ้าคงไม่คิดจะแบ่งให้ใครหรอก!”

ซุนเหลียนที่ยืนดูอยู่ก็รีบพูดจิกกัดเสียงดังทันที

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 4 เธอบอกว่าเผือกกินได้/ บทที่ 5 พื้นที่ลับแรกพบ/ บทที่ 6 เผือกจุดชนวนเรื่องวุ่น

คัดลอกลิงก์แล้ว