- หน้าแรก
- สาวน้อยดวงดี พกมิติไปทำฟาร์ม
- บทที่ 1 บังเอิญทะลุมิติกลายเป็นตัวประกอบ/ บทที่ 2 ตระกูลที่ถูกเนรเทศ/ บทที่ 3 ไม่เป็นสักอย่าง
บทที่ 1 บังเอิญทะลุมิติกลายเป็นตัวประกอบ/ บทที่ 2 ตระกูลที่ถูกเนรเทศ/ บทที่ 3 ไม่เป็นสักอย่าง
บทที่ 1 บังเอิญทะลุมิติกลายเป็นตัวประกอบ/ บทที่ 2 ตระกูลที่ถูกเนรเทศ/ บทที่ 3 ไม่เป็นสักอย่าง
บทที่ 1 บังเอิญทะลุมิติกลายเป็นตัวประกอบ
หนาว... หนาวชะมัด...
อินเมี่ยวรู้สึกว่าร่างกายตัวเองกำลังสั่นระริกแบบไม่อาจควบคุมได้เลย
เดี๋ยวนะ... เธอไม่ใช่ตายไปแล้วเหรอ?
ข้างหูดันได้ยินเสียงสะอื้นแผ่ว ๆ “เมี่ยวเอ๋อร์... เป็นความผิดของแม่เอง... คราวหน้าจะไม่ทำอะไรบ้า ๆ แบบนี้แล้ว ถ้าเจ้าเป็นอะไรไป แม่จะเอาหน้าไปสู้กับพ่อเจ้าที่ตายไปแล้วได้อย่างไร...”
แม่? ไม่มีทาง! พ่อกับแม่เธอกลายเป็นซอมบี้ต่อหน้าเธอเลยนะ!
แต่... เสียงนี้... ทำไมมันคุ้นจังล่ะ?
อินเมี่ยวพยายามจะลืมตาขึ้น แต่จู่ ๆ สมองก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาแบบโคตรแรง
【ติ๊ง~ ท่านยินดีจะเชื่อต่อกับระบบนี้ เพื่อกลายเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจใน การล้างแค้นของฮองเฮา หรือไม่?】
เสียงประหลาดที่เธอไม่เคยได้ยินดังขึ้นในหัว ทำเอาอินเมี่ยวงงหนักกว่าเดิมอีก
การล้างแค้นของฮองเฮา นี่มันนิยายที่เธอเพิ่งอ่านจบไปหมาด ๆ นี่ ในฐานะหัวหน้าทีมฉีเยี่ยนที่คลุกคลีเอาตัวรอดในยุคโลกาวินาศมาหลายปี งานหลักนอกจากออกไปฆ่าซอมบี้ ทำภารกิจต่าง ๆ แล้ว เวลาว่างเธอก็ชอบหาหนังสือที่เจอในซากเมืองมาอ่านเล่นแก้เครียดนี่แหละ
แต่ตอนจบของเรื่องนี้มันทำเธอหัวร้อนสุด ๆ ไปเลย
【ขอถามอีกครั้ง ท่านยินดีจะเชื่อมต่อกับระบบนี้ และรับภารกิจเปลี่ยนแปลงตอนจบของนิยายเรื่องนี้หรือไม่?】
เสียงนั้นถามซ้ำอีกรอบ
“เปลี่ยนตอนจบแล้วฉันจะได้อะไร?” อินเมี่ยวถามกลับในหัว
【ถ้าท่านทำภารกิจสำเร็จ ท่านจะได้รับโอกาสเกิดใหม่อีกครั้ง】
“เอาสิ!” อินเมี่ยวตอบรับทันควัน ไม่ลังเลเลยแม้แต่นิด เธอก็ตายไปแล้วจากกรงเล็บของซอมบี้ระดับ 9 ถ้าได้โอกาสเกิดใหม่อีกสักที ก็คุ้มจะตายไป!
【ยืนยันการเชื่อมต่อ ระบบทำการเชื่อต่อเรียบร้อย ของขวัญต้อนรับภารกิจได้ส่งให้แล้ว ขอให้ท่านโชคดีในการปฏิบัติภารกิจ】
แสงสีขาววาบผ่านหน้าไป อินเมี่ยวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
เห็นเว่ยซื่อกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นแทบขาดใจเลย นางตั้งใจจะกระโดดน้ำตาย แต่ลูกสาวดันตามไปช่วยขึ้นมาแทน สุดท้ายกลายเป็นลูกที่ไม่รู้สึกตัวซะงั้น
“แม่?”
อินเมี่ยวอึ้งสุด ๆ รีบยันตัวเองขึ้นมา นี่มัน เว่ยหรูอวี้ แม่ของเธอในโลกเดิมที่ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ!?
“เมี่ยวเอ๋อร์! เจ้าฟื้นแล้ว!”
เว่ยซื่อดีใจจนร้องไห้หนักกว่าเดิม โผเข้ากอดบุตรสาวแน่นด้วยความปิติ
อินเมี่ยวปล่อยให้ผู้เป็นแม่กอดไปแบบนั้น ข้อมูลความทรงจำของร่างนี้ก็ไหลพรั่งพรูเข้ามาเต็มหัว เธอถึงได้รู้สถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้
เธอจำได้ว่า การล้างแค้นของฮองเฮา เป็นนิยายแนวเกมการเมือง ตัวเอกหญิงชื่อ ฉีหลิงซี เนื้อเรื่องเล่าว่านางวางแผนอย่างแยบยล คอยช่วยพระเอก เซียวจิ่งอี้ ขึ้นครองบัลลังก์ แล้วสุดท้ายนางก็กลายเป็นฮองเฮาแห่งแคว้นหนานเซียว
ตอนต้นเรื่องเท่มาก แรงบันดาลใจสุด ๆ แต่หลังจากนางได้เป็นฮองเฮาแล้ว ก็เริ่มเปลี่ยนไป นางยุยงฮ่องเต้ให้เปลี่ยนแปลงราชสำนักหนานเซียว ปฏิรูปอย่างยิ่งใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วนางกำลังทำลายแคว้นนี้เพื่อแก้แค้นต่างหาก
แล้วเหตุผลมันก็เพิ่งมาเฉลยท้ายเรื่อง ว่าแท้จริงแล้วฉีหลิงซีเป็นลูกสาวของตระกูลกบฏ ตระกูลถูกฮ่องเต้หนานเซียวฆ่าล้างโคตรต่อหน้าสาธารณชน มีแค่เธอคนเดียวที่หนีรอดมาได้ ส่วนที่เหลือทั้งยายทวด เด็กทารกไม่มีใครรอด…
แม้เธอจะรักเซียวจิ่งอี้ แต่ก็เลือกจะทรยศเขา ส่งข่าวลับให้ศัตรูจนบ้านเมืองล่มสลาย
สุดท้ายฉีหลิงซีโดนเซียวจิ่งอี้แทงแล้วตกจากกำแพงเมืองตาย ส่วนพระเอกในฐานะฮ่องเต้ โดนแม่ทัพศัตรูสังหารคาที่บนหลังม้า แคว้นหนานเซียวล่มสลาย ประชาชนตายเรียบ น้ำในคูเมืองกลายเป็นสีเลือด…
ส่วนอินเมี่ยวดันทะลุมิติมาในช่วงที่ฉีหลิงซีกำลังเริ่มไล่ฆ่าพระญาติฝ่ายในพอดี
แล้วตระกูลแรกที่ซวยก็คือ จวนกั๋วกงของตระกูลอิน ที่พ่อของร่างนี้เป็นผู้นำอยู่นี่แหละ
ตอนนี้พ่อกับลุงสามของอินเมี่ยวพากันยกทัพไปตีแคว้นเป่ยโร่ว แต่ดันแพ้กลับมา ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร ฮ่องเต้องค์ใหม่ทรงกริ้วจึงสั่งริบทรัพย์จวนอิน ลำเลียงคนในตระกูลทั้งหมดไปเนรเทศอยู่หมู่บ้านกันดารกลางเขา…
“…”
อินเมี่ยวถึงกับยืนค้าง… หมู่บ้านบนเขาที่เธออยู่ตอนนี้มันห่างจากเมืองหลวงก็น่าจะราว ๆ หมื่นลี้ได้มั้ง…
ก็จริงอย่างที่คิดแหละ จะเอาชีวิตใหม่มันไม่ได้มาง่าย ๆ หรอก…
ในนิยายต้นฉบับแทบไม่พูดถึงตระกูลอินเลย มีแค่ผ่าน ๆ แล้วก็ไม่มีรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับชีวิตหลังถูกเนรเทศเลยซักนิด
สรุปคือตอนนี้เธอไม่มีข้อมูลอะไรจะอ้างอิง ต้องกัดฟันลุยไปก่อนเท่านั้น
เสียงเว่ยซื่อเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ทำเอาอินเมี่ยวหลุดจากภวังค์ “ท่านแม่ ข้ามิเป็นไร ท่านนั่นแหละ ต่อไปอย่าคิดสั้นอีกเลย เมื่อคืนนี้ข้ายังฝันเห็นท่านพ่อกับท่านลุงกลับมาหาเราอยู่เลยเจ้าค่ะ ฮัดชิ่ว!”
“จริงหรือ?”
เว่ยซื่อดีใจจนร้องไห้ แต่ก็เริ่มลังเล เพราะคนโบราณเชื่อกันว่าฝันมันมักจะตรงข้ามกับความจริง ใบหน้าจึงกลับมาเศร้าหมองอีกครั้ง
“ท่านแม่… ข้าว่าบางทีนั่นอาจเป็นท่านพ่อส่งสัญญาณมาเตือนท่านก็ได้ หากท่านละทิ้งชีวิตไปจริง ๆ ท่านพ่อคงต้องผิดหวังแน่แท้”
อินเมี่ยวรีบพยุงเว่ยซื่อให้ลุกขึ้นมา ผู้หญิงยุคนี้ก็รู้กันอยู่ว่ายึดถือสามีเป็นที่หนึ่ง พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เว่ยซื่อก็คงรู้สึกเหมือนโลกถล่มทลายไปแล้วแน่ ๆ
แถมร่างนี้ยังชื่อเหมือนเธอเป๊ะ แถมหน้าตาแม่ก็เหมือนกันอีก ไม่แน่ว่าระบบจะเลือกเธอมาอาจเพราะมีอะไรเชื่อมโยงกันจริง ๆ ก็ได้ ไหน ๆ ก็มีโอกาสมาแก้ไขอดีตแบบนี้แล้ว อินเมี่ยวก็เลยพูดออกมาจากใจเลย
ก็ได้ผลแฮะ เว่ยซื่อโดนพูดจนใจอ่อน รู้สึกเหมือนได้เห็นแสงสว่างในชีวิตขึ้นมา
แต่พอเห็นลูกสาวไอจามไม่หยุด เว่ยซื่อก็ยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่
“ท่านแม่… หานโก่วกับพวกเขายังคอยเราเอาอาหารกลับไปอยู่ พวกเราลองแยกย้ายกันไปหาเถอะ”
อินเมี่ยวเตือน
“แถวนี้จะไปหาอะไรได้กันเล่า? คนในหมู่บ้านล้วนขัดสนกันทั้งนั้น”
เว่ยซื่อพูดอย่างห่อเหี่ยว แต่พอคิดถึงลูกชายตัวเล็กที่ยังรอคอยอยู่ ก็ทำใจแข็งออกเดินหาต่อข้างลูกสาว
ไม่นานนัก เว่ยซื่อก็ได้ยินเสียงลูกสาวตะโกนมาแต่ไกล
“ท่านแม่! มาดูสิ! ข้าพบอะไรเข้าแล้ว!”
อินเมี่ยวส่งเสียงมาอย่างตื่นเต้น พลางชี้ไปที่กองสิ่งของสดใหม่บนพื้นดิน
“เมี่ยวเอ๋อร์… เจ้าไปพบสิ่งนี้ที่ใดกัน?”
เว่ยซื่อถามพลางมองกองของซึ่งห่อหุ้มด้วยโคลนอย่างไม่อยากจะเชื่อ นั่นคือเผือกป่ากองหนึ่ง!
“ตรงอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบเจ้าค่ะ”
อินเมี่ยวชี้มั่ว ๆ ไปทางหนึ่ง
สองแม่ลูกรีบเก็บเผือกที่เจอ ห่อด้วยเสื้อเปียก ๆ ตัวหนึ่ง แล้วก็พยุงกันเดินกลับ
…
สุดปลายหมู่บ้านฉางหลิง ในบ้านดินหลังเล็ก ๆ ที่ต่อกันอยู่ไม่กี่ห้อง มีหญิงชราผมหงอกคนหนึ่งกำลังนั่งกอดเด็กชายวัยราว ๆ ห้าขวบไว้ในอ้อมแขน พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ท่านย่า ข้าหิว…”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมใสเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา
“หานโก่วคนดีของย่า เดี๋ยวแม่กับเมี่ยวเจี่ยก็กลับมาแล้ว อดทนอีกนิดนะ อาจจะพอมีของดี ๆ กลับมาบ้าง”
หลิวซื่อเช็ดน้ำตาออกจากหางตา ตอนนี้ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว เด็กคนนี้ก่อนหน้ายังเป็นคุณชายเล็กแสนสุขสบายอยู่ในจวนกั๋วกง แต่ตอนนี้ต้องระหกระเหินมาอยู่ในที่กันดารแบบนี้กับครอบครัว
ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
“ท่านย่า ข้าอยากกินเนื้อ…”
เจ้าหานโก่วกัดนิ้วตัวเองเบา ๆ น้ำตาคลอเบ้า ไหลลงมาเป็นสาย คิดถึงชีวิตสบาย ๆ ในอดีตทุกวันเขาได้กินขาไก่ย่างน้ำมันเยิ้มทุกค่ำคืน ไหนจะขนมหวานที่ท่านแม่สั่งให้ห้องครัวเปลี่ยนเมนูไม่ซ้ำ เขาคิดถึงจวนหลังใหญ่นั้นจนใจแทบขาด...
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 2 ตระกูลที่ถูกเนรเทศ
“ท่านแม่… ข้าก็หิว…”
ด้านข้างนั้น อินเฮ่อที่อายุเก้าขวบแล้วก็อดไม่ได้จะพึมพำออกมาเบา ๆ ขนาดเขาเองยังทนความหิวโหยที่ไม่ได้กินอะไรมาเกือบสองวันไม่ไหว แล้วนับประสาอะไรกับหานโก่ว น้องชายตัวน้อยเล่า? เพียงแต่เขามิกล้าร้องไห้หรืองอแงต่อหน้า เจินซื่อ ผู้เป็นมารดาของตน เพราะที่นั่งข้างหน้าของเรือนนี้ยังมีคุณปู่อยู่
พูดว่า “ข้างหน้า” ก็เถอะ จริง ๆ มันก็แค่เก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเดียวในบ้านดินหลังนี้นั่นแหละ
อินเจิ้งหง อายุเลยห้าสิบปีแล้ว ในอดีตเคยเข้ารับราชการอยู่ในวัง มีอำนาจบารมีและสง่างาม แต่มาบัดนี้ เขาดูไร้เรี่ยวแรงสิ้นดี ดุจสุนัขที่สูญเสียเจ้านาย
"รออีกหน่อยเถิด เมี่ยวเอ๋อร์แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นเด็กหัวดี บางทีพวกนางอาจหาอะไรกลับมาได้บ้าง" แม้จะเคยเข้มงวดในสมัยก่อน แต่ยามนี้ในอกของอินเจิ้งหงกลับมีเพียงความว่างเปล่าและสิ้นหวัง
ตระกูลอิน... จะไม่มีวันได้เงยหน้าขึ้นอีกเลยหรือ…
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ฤดูใบไม้ผลิช่วงต้น ๆ ฟ้ามืดเร็วเหมือนเดิม ทั้งหมู่บ้านฉางหลิงถูกปกคลุมด้วยสีน้ำเงินเข้มจนมืดไปหมด
หลัวเสี่ยวเป่าที่กินข้าวโพดบดเสร็จแล้ว แอบปีนขึ้นไปบนกำแพงบ้านข้าง ๆ ตอนครอบครัวไม่ทันสังเกต
แต่ดันเห็นผู้หญิงผมยาวเปียก ๆ สองคนเปิดประตูบ้านข้าง ๆ ออกมา เนื่องจากฟ้ามืดแล้ว ข้างในบ้านก็เลยมืดมิด มองไม่เห็นอะไรเลย
หม่าชุ่ยฮวากำลังเทน้ำล้างจานล้างหม้อที่มีเศษน้ำมันลอยอยู่ลงในกะละมัง น้ำนี้เอาไว้ให้หมูกับไก่กินต่อ พอนางหันหลังกลับ ก็โดนเจ้าตัวเล็กมากอดขาเอาไว้
“หลัวเสี่ยวเป่า! แม่กำลังยุ่ง ไปเล่นกับพ่อเจ้าที่หลังบ้านไป๊”
นางไม่ต้องก้มลงมองก็รู้ว่าเป็นลูกชายตัวน้อยของตน
“แม่ ข้าเห็นผีสาวน่ากลัวมากเลย!”
เจ้าหลัวเสี่ยวเป่ารู้สึกอุ่นใจแล้วถึงกล้าพูดออกมา
“ผีสาวอะไรกัน?”
หม่าชุ่ยฮวารีบโยนของในมือลงแล้วก้มลงมาถามอย่างกังวล กลัวลูกโดนอะไรหลอกมา
หลัวติ้งข่าย คุณปู่ของหลัวเสี่ยวเป่าเอง พอได้ยินก็วางขวานที่กำลังผ่าฟืนลงเหมือนกัน ใจคิดว่าหรือจะมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นอีกที่บ้านข้าง ๆ?
“ข้าว่าพวกเราน่าจะไปบอกหลี่เจิ้ง (ผู้ใหญ่บ้าน) อย่าให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นมาอีก”
หลัวต้าจื้อพูดขึ้นมาด้วยสีหน้ากังวล
ครอบครัวข้างเคียงนั้นเพิ่งย้ายมาอยู่ได้หกเจ็ดวันแล้ว แต่ปล่องควันของครัวกลับไม่เคยมีควันลอยขึ้นมาเลยตลอดหลายวันมานี้ ทั้งรั้วไม้รอบบ้านและประตูแต่ละเรือนก็ปิดสนิทตลอดเวลา
ยิ่งเมื่อก่อนที่เรือนข้าง ๆ นั้นเคยเกิดเรื่องขึ้นมาก่อนแล้ว พอมาได้ยินหลัวเสี่ยวเป่าบอกว่าเห็นผีสาว พวกเขาทั้งสามก็อดหวาดหวั่นขึ้นมาไม่ได้
…
ขณะนั้นเองในบ้านดินข้าง ๆ ที่ว่านั่นแหละ อินเมี่ยวกับเว่ยซื่อที่โดนเข้าใจผิดว่าเป็นผีสาวก็ถอดเสื้อเปียกออกแล้ว เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสำรองที่เหลืออยู่ไม่กี่ชุดในบ้าน
อินเมี่ยวสวมเสื้อผ้าของลูกพี่ลูกน้องชายอย่างอินเฮ่อ ถึงแม้จะอายุไม่ต่างกันมาก แต่รูปร่างต่างกันอยู่ไม่น้อย เสื้อชุดนี้จึงดูสั้นเต่อไปบ้างเมื่ออยู่บนตัวนาง
เพราะสายตาทุกคนกำลังจับจ้องไปที่กองเผือกเล็ก ๆ ที่นางกับเว่ยซื่อหอบกลับมาเต็มตาเลย!
เผือกกองนี้เปื้อนโคลนเลอะเทอะ แต่ขนาดใหญ่และสดใหม่เหลือเกิน
“ท่านปู่ ท่านย่า เผือกพวกนี้กินได้ จุดไฟต้มกันเถิด!”
อินเมี่ยวพูดด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
“ใช่ ๆ ข้าจะไปจุดไฟ เจินซู เจ้าไปล้างเผือกพวกนี้เสียสิ”
อินเจิ้งหงสั่งลูกสะใภ้รองแล้วรีบวิ่งไปที่ครัว แต่เพียงชั่วครู่ก็กลับมาอีกครั้ง
"ว่าแต่... จุดไฟกันอย่างไรเล่า? พวกเรามีไม้ขีดหรือไม่?"
“ข้าก็ไม่เคยตักน้ำเหมือนกันเจ้าค่ะ…”
เจินซู สะใภ้คนที่สองก็บ่นน้ำตาคลอเลย
“…”
อินเมี่ยวถึงกับเอามือกุมขมับ นี่ลืมไปได้ไง… ตระกูลอินน่ะ ถึงจะสืบทอดมาจากรุ่นปู่ทวดที่เป็นขุนศึกมาก่อน แต่พอมาถึงรุ่นท่านปู่กับท่านพ่อก็เริ่มถดถอย ไม่มีใครเคยลำบากลำบนแบบนี้เลยสักคน
ท่านปู่อินเจิ้งหงไม่เคยมีอนุภรรยา ท่านย่าหลิวซื่อมีลูกชายสามคน
ลูกชายคนโต อินป๋ออู่ สามีของเว่ยซื่อ (พ่อของอินเมี่ยว)
ลูกชายคนที่สอง อินป๋อเหวิน กับภรรยาเจินซื่อ
ลูกชายคนเล็กอินเฉิงอวิ๋น กับภรรยาจางซื่อ
พ่อของอินเมี่ยว อินป๋ออู่ เป็นรองแม่ทัพในศึกครั้งนี้ ส่วนลุงสาม อินเฉิงอวิ๋น ก็เป็นที่ปรึกษาทหารไปช่วยรบด้วย
แต่แล้ว… แคว้นหนานเซียวที่เตรียมตัวมาอย่างดีหลายเดือนกลับพ่ายแพ้แบบไม่ทันตั้งตัว—แม่ทัพใหญ่ อ๋องเซวียน หักหลังแปรพักตร์ไปฝั่งศัตรูแคว้นเป่ยโร่ว ทหารนับหมื่นขวัญเสียกระเจิง เป่ยโร่วแทบไม่ต้องเสียแรงบุก…
และโชคร้ายก็คือ ทั้งพ่อ อินป๋ออู่ และลุงสามอินเฉิงอวิ๋น ก็ตายในสนามรบครั้งนั้น…
สงครามครั้งนั้น แคว้นหนานเซียวเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ในฐานะรองแม่ทัพ อินป๋ออู่ ย่อมหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบมิได้ ไหนเลยตระกูลอินในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มิได้สร้างผลงานอันใดให้ปรากฏนัก ฮ่องเต้แห่งหนานเซียวจึงเพียงโบกพระหัตถ์ครั้งเดียว ก็ริบทรัพย์สินของตระกูลอินจนสิ้น พร้อมทั้งเนรเทศครอบครัวใหญ่ของตระกูลนี้สู่ดินแดนกันดาร ณ ชายแดนทางเหนือ ซื่งก้คือหมู่บ้านฉางหลิงในอำเภอฉางหลิงนั่นเอง
วันนี้เองก็ครบเจ็ดวันพอดีที่พวกเขาทั้งครอบครัวถูกส่งตัวมาถึงยังที่แห่งนี้
อินเมี่ยวมองครอบครัวที่เคยชินกับความสุขสบายจนติดนิสัยไม่จับงานหนักกัน… เอาจริง ๆ นะ ถ้าจะพูดให้ตรงก็คือพวกเขาแทบไม่เคยแตะต้องข้าวของหรือรู้จักปลูกพืชปลูกผักอะไรเลยซักนิด!
นอกจากเว่ยซื่อที่หน้าตาเหมือนแม่เธอในโลกจริงแบบเป๊ะ ๆ แล้ว พอเธอมองดี ๆ ด้วยแสงอ่อน ๆ ยามเย็น เธอก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าท่านปู่ท่านย่าของที่นี่หน้าตาเหมือนกับปู่ย่าที่ตายไปแล้วของเธอเหมือนกัน!
เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ เลยคิดซะว่า นี่มันก็คงเป็นโบนัสพิเศษจากการทะลุมิติมาโลกนี้แหละมั้ง
แต่ตอนนี้สิ…
อินเมี่ยวหันไปมองครอบครัวที่แต่ละคนทำหน้าเหมือนอมทุกข์เต็มประดา แล้วก็เอ่ยขึ้นอย่างจริงจังว่า “ท่านปู่เจ้าคะ… ข้าเคยได้ยินมาว่า ไม้ขีดไฟหรือของจุดไฟพวกนั้น เป็นของที่ใช้กันแต่ในตระกูลขุนนางร่ำรวย สถานการณ์ของพวกเราเวลานี้... เกรงว่าคงไม่มีหรอกเจ้าค่ะ”
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ? ถ้าพวกเฉียวเซียงกับเฉียวเฟิ่งยังอยู่ก็ดีสิ พวกนางน่าจะหาทางได้บ้าง”
เจินซื่อ สะใภ้คนที่สองถอนหายใจคิดถึงสาวใช้เก่า ๆ ในบ้าน แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่สาวใช้เลย แม้แต่เสื้อผ้าผ้าไหมผืนงามสักผืนก็ยังไม่เหลือให้เห็น ตอนที่เจ้าหน้าที่เข้ามาริบทรัพย์ ยังเหลือให้เพียงเสื้อผ้าผ้าฝ้ายหยาบ ๆ สำหรับคนใช้เท่านั้น
“ใช่แล้ว เช่นนี้พวกเราจะดำรงชีวิตกันอย่างไรได้…”
เว่ยซื่อก็เริ่มท้อแท้หมดหวังอีกคน
“เฮ้อ! ถ้าขาของข้าใช้ได้ก็คงดีสิ”
อินป๋อเหวิน บุตรชายคนรองของตระกูลอิน ตบขาตัวเองด้วยความเจ็บใจ ในยามนี้คนที่สามารถช่วยเหลือได้ก็มีเพียงผู้หญิงและเด็ก ๆ เท่านั้น เขาไม่เคยรู้สึกเกลียดขาของตัวเองเช่นนี้มาก่อน
“ท่านแม่… ท่านลุง… พวกท่านอย่าพูดเช่นนี้เลย ถึงเราจะถูกยึดทรัพย์ แต่เรายังมีชีวิตอยู่ ไหนเลยจะกลัวว่าป่าจะหมดไม้เล่า?”
อินเมี่ยวรีบปลอบใจ กลัวว่าเว่ยซื่อจะกลับไปคิดสั้นอีก
“เมี่ยวเอ๋อร์พูดถูก ขนาดเราลำบากถึงเพียงนี้ ก็อย่าให้เด็ก ๆ ต้องอดอยากไปด้วย อนาคต...ก็เลิกคิดถึงชีวิตสุขสบายในวันวานเถิด อะไรที่ต้องทำ ก็ลงมือทำเองทุกอย่าง!”
หลิวซื่อ ท่านย่าของเธอหันไปมองอินเมี่ยวซ้ำ ๆ เด็กคนนี้… ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปอยู่ไม่น้อย
“ท่านแม่… เมี่ยวเจี่ย… ข้าหิวเหลือเกิน…”
หานโก่วดึงแขนเสื้ออินเมี่ยวเบา ๆ เงยหน้ามองเธอด้วยตาใสแจ๋ว แม้ในบ้านจะมืดแทบมองไม่เห็นอะไร แต่สายตาใสซื่อของเด็กน้อยก็ยังทำให้เธอใจอ่อนทุกที
“พี่จะออกไปขอยืมของจุดไฟจากเพื่อนบ้านดูสักหน่อย”
อินเมี่ยวลูบแก้มหานโก่วเบา ๆ แล้วตัดสินใจ
แต่พอพูดจบ ก็มีเสียงคนคุยกันดังมาจากนอกบ้าน คล้าย ๆ ว่ากำลังเรียกหาพวกเธออยู่
ครอบครัวพากันเปิดประตูออกไปดู ก็เห็นเป็น เว่ยซิงชาง ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านฉางหลิงที่เคยเจอกันตอนย้ายมาอยู่วันแรก
พอเห็นมีคนออกมา เว่ยซิงชางก็เบาใจขึ้นมาหน่อย ก็เบาใจลงได้บ้าง หากคนในเรือนยังไม่ออกมา เขาคงต้องพาคนบุกเข้าไปเสียแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่ผู้ถูกเนรเทศอดตายอยู่ในเรือนโดยไม่มีใครรู้
“ผู้ใหญ่บ้านเว่ย… ท่านมาที่นี่ด้วยเรื่องอันใดหรือ?”
อินเจิ้งหง คุณปู่ของอินเมี่ยวเดินขึ้นไปข้างหน้า เอ่ยถามอย่างสุภาพ
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 3 ไม่เป็นสักอย่าง
“ผู้เฒ่าอิน… ในเมื่อพวกเราก็เป็นคนบ้านเดียวกันแล้ว หากพวกท่านมีเรื่องลำบากสิ่งใด ก็กล่าวกับพวกเราได้เลย มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องปรับตัวให้อยู่กันได้ พวกเราก็มิใช่คนใจแคบ หากช่วยเหลือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กันได้ก็ย่อมไม่ขัดข้อง”
ผู้ใหญ่บ้านพูดด้วยท่าทีสุภาพ คนกลุ่มนี้ในอดีตก็ล้วนเป็นพวกมีฐานะมั่งคั่ง แม้จะถูกเนรเทศ แต่เขาก็ต้องให้ความเอื้อเฟื้อไม่น้อย
“เอ่อ…”
อินเจิ้งหง ลังเลอยู่พักใหญ่ เพราะคิดถึงทั้งเรื่องไฟที่ก่อไม่เป็น ไหนจะบ่อน้ำที่ไม่มีใครในบ้านใช้งานเป็นอีก
อินเมี่ยวเห็นแล้วก็รู้เลยว่าคุณปู่คงไม่กล้าขอความช่วยเหลือตรง ๆ ก็เลยเดินออกไปยิ้ม ๆ พูดแทนให้เอง
“ท่านลุงผู้ใหญ่บ้านเจ้าคะ พวกเราก็กำลังคิดอยู่ว่าจะก่อไฟต้มน้ำอย่างไรดี ที่บ้านเราตอนนี้ไม่มีข้าวของอะไรหลงเหลือเลย ถ้ามีใครช่วยสอนเราหน่อยก็คงดี”
สิ่งที่ท่านปู่เอ่ยไม่ออก เธอในฐานะเด็กสาววัยสิบสี่พูดออกไปแบบไม่ยากอะไรเลย
"โตป่านนี้แล้ว ก่อไฟยังไม่เป็นอีกเรอะ ฮ่า ๆ ๆ!"
เสียงหัวเราะดังมาจากในฝูงชน หลัวเสี่ยวเป่าตัวเล็กหน้าตากวนโอ๊ยยืนหัวเราะลั่น จุดไฟง่ายจะตาย เขาเองเด็ก ๆ ยังทำได้เลย
"เจ้าเด็กบ้านไหนกัน กล้ามาหัวเราะเยาะพี่เมี่ยวของข้า!"
อินเฮ่อโพล่งขึ้นด้วยเสียงดังลั่น เขาลืมความหิวโหยที่เล่นงานอยู่อย่างสิ้นเชิง แม้อินเมี่ยวจะเป็นพี่ลูกพี่ลูกน้องของเขา แต่ทั้งคู่ก็เติบโตมาด้วยกันมาตั้งแต่เล็ก เขาทนมิได้ที่จะเห็นคนอื่นมาดูหมิ่นนางเช่นนี้
แค่ตะโกนออกไปนี่ก็เล่นเอาหมดแรงยืนแทบไม่ไหว โชคดีที่พ่อของเขา อินป๋อเหวิน คว้าไหล่ช่วยพยุงไว้ทัน
"ใช่แล้ว! ถ้าเจ้ากล้าว่าพี่เมี่ยวของข้าอีกล่ะก็ คราวหน้าให้คนมาตีเจ้าด้วยไม้เลย!"
หานโก่วตัวน้อยวัยห้าขวบ เสริมทัพเสียงใสแจ๋ว
ฝูงชนเริ่มซุบซิบกันขึ้นมา บอกว่าเห็นทีครอบครัวนี้จะเป็นคนตระกูลใหญ่จริง ๆ พูดอะไรนิดหน่อยก็ขู่จะให้คนมาตีด้วยไม้เสียแล้ว
อินเมี่ยวแอบตกใจอยู่นิด ๆ ในโลกหลังหายนะที่เธอเคยอยู่ คนเห็นแก่ตัว ปกป้องใครไปก็ไม่ได้อะไร เธอเองก็อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด แต่เด็กสองคนนี้กลับลุกขึ้นมาปกป้องเธอแบบเต็มใจ
ความรู้สึกนี้… ก็ดีเหมือนกันแฮะ
“โอ้โฮ! ยังทำตัวเป็นคุณชายคุณหนูตระกูลใหญ่เช่นเดิมหรือ? คนที่มาอยู่ที่นี่แล้ว ไม่มีใครได้ลืมตาอ้าปากอีกหรอก พวกเจ้ามายึดที่ดินในหมู่บ้านพวกเรา แล้วยังวางท่ากันอีก แบบนี้มันไม่ถูกต้อง!”
ซุนเหลียน สาวบ้านนี้พูดขึ้นมาอย่างแข็งกร้าว ทันใดนั้นก็มีเสียงคนเห็นด้วยตามมาอีกหลายคน
“ผู้ใหญ่เว่ย พวกท่าน… ข้าขออภัยแทนลูกหลานของข้าด้วย ที่บ้านข้าคุมเข้มไม่พอ แต่ที่หลานข้าพูดไป ก็เป็นเรื่องจริงมิผิด”
อินเจิ้งหงรีบหันไปขอโทษกลัวเรื่องบานปลาย เขารู้ดีว่าอยู่ที่นี่ก็ต้องอยู่ร่วมกับชาวบ้านพวกนี้ไปอีกนาน ไม่อยากให้มีเรื่องบาดหมางตั้งแต่วันแรก ๆ
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เด็กบ้านข้าก็ซุกซนไปหน่อยเหมือนกัน วันหลังช่วยดูแลกันด้วย”
หลัวต้าจื้อ พ่อของหลัวเสี่ยวเป่าพูดพลางลากหูลูกชายตัวเองทันที เจ้าเด็กนี่หน้ามุ่ยรีบกุมหูเงียบไปเลย ไม่กล้าเถียงอะไรอีก
“ไหน ๆ ก็เป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว ก็คอยช่วยเหลือกันไป บ้านของต้าจื้อก็กินข้าวเสร็จแล้วใช่หรือไม่ เอาฟืนไฟที่บ้านไปให้พวกเขายืมใช้ก่อนเถอะ” ผู้ใหญ่เว่ยรีบหาทางไกล่เกลี่ย
“ชุ่ยฮวา! ไปหยิบหินจุดไฟกับเหล็กขูดไฟมาให้เขายืมหน่อย!”
หลัวติ้งข่ายสั่งไป หม่าชุ่ยฮวาก็ตอบรับแล้วรีบเดินกลับไปหยิบของ
ระหว่างเดินก็ไม่วายบ่น “บ้านนี้หมดเนื้อหมดตัวจริง ๆ … ไม่มีแม้แต่ไฟจะจุด”
หม่าชุ่ยฮวาบ่นพึมพำไปตลอดทาง ไม่มีแม้แต่ตะเกียงจะใช้ ไหนเลยจะมีหินเหล็กไฟ พวกเขาคงไม่รอดอยู่ได้เกินสองสามวันหรอก
ในที่สุดคนดูก็เริ่มแยกย้าย มีแค่หลัวต้าจื้อกับหลัวเสี่ยวเป่าที่รออยู่ตรงนี้ให้หม่าชุ่ยฮวากลับมา
หลัวเสี่ยวเป่ากระพริบตาปริบ ๆ แล้วหันไปถามหานโก่วที่ตัวพอ ๆ กันว่า "พวกเจ้าคงไม่รู้จักวิธีตักน้ำหรอกใช่หรือไม่?"
หลัวต้าจื้อกำลังจะดึงหูลูกอีกรอบ แต่พอเห็นฝั่งตระกูลอิน ทั้งผู้ใหญ่เด็กเล็กพร้อมใจกันส่ายหัวเบา ๆ แบบไม่มีใครค้าน เขาก็พูดไม่ออกเลย…
อินเมี่ยวเห็นแล้วถึงกับกุมขมับหนักกว่าเดิม…
“งั้นข้าจะสอนพวกเจ้าล่ะกัน!”
หลัวเสี่ยวเป่าวิ่งปรู๊ดเข้ามาในลานบ้านอินทันที
ฟ้ามืดไปหมดแล้ว ไม่มีไฟก็แทบมองอะไรไม่เห็น เห็นแต่เงาดำ ๆ บ้าง
หลัวต้าจื้อก็เลยช่วยเรียกหาพวกอินเมี่ยวให้นำถังไม้อันเดียวที่เหลือออกมา แล้วก็จัดการตักน้ำใส่ถังให้แทน
“ขอบคุณพี่หลัวมากจริง ๆ”
อินป๋อเหวิน ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าข้างบ้านจะใจดีขนาดนี้ แถมหม่าชุ่ยฮวาก็วิ่งหอบของกลับมาอย่างรวดเร็ว
เหล่าสตรีในหมู่บ้านนี้หาได้มีท่าทีสง่างามเช่นหญิงชาวเมืองหลวงไม่ ทั้งเดินทั้งพูดจาก็คล่องแคล่วว่องไวอย่างยิ่ง เว่ยซื่อ กับพี่น้องสะใภ้อีกสองคนยืนตาโตมองหม่าชุ่ยฮวาจุดไฟฉึบฉับไม่กี่ทีไฟก็ลุกพรึ่บขึ้นมา เกือบจะเผลอตบมือให้แล้ว
“นี่… พวกเจ้าไม่มีหม้อซักใบเลยหรือ?”
หม่าชุ่ยฮวาพอเห็นชัด ๆ จากแสงไฟก็ได้กลิ่นตุ ๆ ของห้องครัวอินบ้านนี้เข้าเต็มจมูก ทั้งรก ทั้งฝุ่น ทั้งไม่มีแม้แต่หม้อจานชามสักชิ้น มีกลิ่นเหม็นอับของหญ้าแห้งติดปลายจมูกอีกต่างหาก
“ท่านป้า… พวกเราพึ่งมาถึง ยังไม่ทันได้จัดอะไรเลยเจ้าค่ะ วันนี้มืดแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยเก็บกวาด ไม่ทราบว่าท่านป้าพอจะมีหม้อให้ยืมสักใบไหมเจ้าคะ? ข้าจะล้างคืนให้สะอาดเลย”
อินเมี่ยวพูดแบบสุภาพสุด ๆ ถึงจะทะลุมิติมาสองชาติ แต่ขอบอกเลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องมายืมหม้อใครใช้ เพราะเอาจริง ๆ เธอก็หิวจนท้องร้องจะแย่อยู่แล้ว
"เรื่องแค่นี้เองรึ? ต้าจื้อ ยังยืนเซ่ออยู่ทำไม รีบไปเอาหม้อมาให้พวกเขาสิ!"
หม่าชุ่ยฮวายิ้มรับ หันไปสั่งสามี ยิ่งมองอินเมี่ยวใกล้ ๆ ยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้หน้าตาดีมาก แถมพูดจาน่ารักขนาดนี้ ยืมหม้อไปก็ไม่เสียหายอะไรหรอก
ขณะเดียวกัน ครอบครัวอินก็ยืนดูหม่าชุ่ยฮวาสาธิตวิธีการก่อไฟ ตักน้ำ และควบคุมเปลวไฟให้แรงขึ้นอย่างคล่องแคล่ว
"พวกเจ้าก็มาจากตระกูลใหญ่ จะไม่รู้เรื่องพวกนี้ก็ไม่แปลก แต่ยังไงก็อย่าได้คิดสั้นเชียว ที่นี่เคยมีคนตายไปหลายครอบครัวแล้วนะ"
หม่าชุ่ยฮวาว่าพลางจัดการฟืนไฟให้ลุกโชติช่วง แสงจากเปลวไฟสะท้อนใบหน้าของนางเป็นสีแดงระเรื่อ ส่วนผู้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังกลับหน้าซีดเผือดในบัดดล
หลายคนตายที่นี่แล้วงั้นหรือ? นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?
หานโก่วพอได้ยินก็รีบมุดเข้าไปซุกในอ้อมอกท่านแม่ทันที เด็กน้อยวัยห้าขวบก็เริ่มเข้าใจว่าความตายคืออะไร เขายิ่งโหยหาความอบอุ่นในจวนใหญ่เดิมเข้าไปอีก
แต่หลัวเสี่ยวเป่าดันยืนอมยิ้มสะใจอยู่ข้าง ๆ ทำให้เขาฝืนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา
“ท่านป้า… แล้วคนพวกนั้นเขาตายอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
อินเมี่ยวกลับถามขึ้นมาอย่างไม่กลัวเกรง นางเองก็ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
“ก็พวกที่ถูกส่งมาตอนแรกน่ะ ได้ยินว่าคนแรกเป็นถึง จอหงวน เลยนะ พวกเจ้าคิดดูสิ จอหงวนเช่นนั้นย่อมมีชีวิตที่รุ่งโรจน์แค่ไหน แต่กลับต้องมาอยู่ในที่ทุรกันดารเช่นนี้ ใจคงรับไม่ไหว พอผู้ใหญ่บ้านไปพบก็เห็นนอนตายอยู่หน้าประตูเรือนแล้ว ซูบผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเลยล่ะ...”
หม่าชุ่ยฮวาเล่าเหมือนเห็นกับตาเพราะอยู่ข้างบ้านนี่เอง หลิวซื่อฟังไปก็ท่อง “นะโมอามิตาพุทธ” ไม่หยุด
“ส่วนพวกครั้งที่สอง…”
“ข้ารู้! พวกนั้นโดนไฟคลอกตาย!”
หลัวเสี่ยวเป่ารีบพูดแทรกขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้น
“หลัวเสี่ยวเป่า! ผู้ใหญ่เขาคุยกัน อย่าแทรก!”
หลัวต้าจื้อแบกหม้อใบดำ ๆ มาอยู่ที่ประตู เห็นลูกชายแทรกกลางเรื่องอยู่ก็เอ็ดเสียงดัง
“ขอรับ…”
เจ้าเสี่ยวเป่าเลยรีบหุบปากเงียบกริบ
“พวกครั้งที่สองมีตั้งสามคน ขยันขันแข็งดีอยู่หรอก แต่เพราะไม่รู้จักวิธีก่อไฟทำกับข้าว กลางดึกก็เผลอจุดไฟไหม้เรือนครัวจนลามทั้งหลัง สุดท้ายแม้แต่ศพก็หาไม่เจอ…”
หม่าชุ่ยฮวาเล่าไปเขี่ยฟืนไป ส่วนหม้อก็ได้มาแล้วพร้อมใช้
(จบบท)