- หน้าแรก
- ยอดหมอหญิงผู้นี้ เป็นของท่านอ๋องนะเพคะ
- ตอนที่ 35 อาวุธลับ
ตอนที่ 35 อาวุธลับ
ตอนที่ 35 อาวุธลับ
ตอนที่ 35 อาวุธลับ
ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาถอนหายใจ ก่อนกล่าวว่า:
“เสี่ยวจื้อเป็นเด็กยากจน เขาต้องอยู่ตัวคนเดียวในบ้าน พวกเราเพื่อนบ้านจึงรวบรวมเงินกัน เพื่อช่วยจัดงานศพแม่ของเขาให้”
จัดงานศพหรือ?
ลั่วหลานมองผู้หญิงที่พูดและกลุ่มคนด้วยความประหลาดใจ แม้ว่าพวกเขาจะจัดเตรียมงานเร็วเกินไป แต่นางก็รู้สึกประทับใจความรักใคร่ปรองดองกันระหว่างเพื่อนบ้านเช่นนี้
นางเหลือบมองทุกคน แล้วยิ้มอ่อนโยน
“ข้ารู้สึกประทับใจมากที่ทุกคนมาช่วยเหลือกัน แต่แม่ของเสี่ยวจื้อพ้นขีดอันตรายแล้ว ทุกคนโปรดเก็บของเหล่านี้ไปเถิด! แล้วใครที่พอมีเวลาก็สามารถมาช่วยดูแลนางได้”
เมื่อได้ยินสิ่งที่นางพูด ทุกคนมองหน้ากันด้วยความสับสน ผู้ชายหลายคนที่กำลังทำงานไม้ก็ตกตะลึงเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
เสี่ยวจื้อมองนางด้วยสีหน้าไม่เชื่อ “พี่สาว ท่านพูดจริงหรือเปล่า? แม่ของข้าปลอดภัยแล้วจริงหรือขอรับ?”
ลั่วหลานเม้มปากนางแล้วยิ้ม นางยกมือขึ้นสัมผัสแก้มน้อย ๆ ของเขา แล้วพูดเสียงเบา:
“เจ้าคิดว่าพี่สาวล้อเล่นหรือ? แต่นางจะไม่ฟื้นขึ้นมาจนกว่าจะถึงกลางดึก และจะต้องนอนนิ่งอยู่บนเตียงเจ็ดวัน ถ้าพวกเจ้าไม่มีเวลาดูแลนาง ข้าจะหาคนมาช่วยดูแลให้...”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้หญิงหลายคนยกมือขึ้นแล้วพูดว่า “พวกเราช่วยดูแลนางได้ พวกเราผลัดกันดูแลนางได้”
เมื่อได้ฟังคำพูดของพวกนาง ลั่วหลานพยักหน้าด้วยความโล่งใจ แล้วพูดกับเสี่ยวจื้อ:
“เจ้าเข้ามากับพี่สาวก่อน จะบอกวิธีเปลี่ยนยาให้แม่เจ้า”
นางกังวลเรื่องฝากงานเปลี่ยนขวดน้ำเกลือให้กับคนอื่น ดังนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเสี่ยวจื้อคงจะปลอดภัยกว่า
เสี่ยวจื้อเป็นเด็กฉลาดจริง ๆ นางสอนขั้นตอนการเปลี่ยนผ้าปิดแผลและการถอดเข็ม เขาก็พยักหน้าอย่างมั่นใจ
“พี่สาว ข้าเข้าใจแล้ว หากแม่ของข้าฟื้นจริง ข้าจะยอมทำทุกอย่างตามที่ท่านต้องการเลยขอรับ”
นางลูบหัวเด็กน้อย แล้วพูดเบาว่า:
“นางต้องฟื้นอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง! ตอนดึกเจ้าอยู่คุยกับนางได้ แล้วเอาโจ๊กให้นางพรุ่งนี้เช้า ข้าจะมาเปลี่ยนยาให้นางพรุ่งนี้”
แม้จะอยากรู้ว่านางเอายามาจากไหน แต่เสี่ยวจื้อยังไม่ถามออกไป ตราบใดที่สามารถรักษาแม่ของเขาให้หายได้ เขาก็ไม่สนใจเรื่องอื่น
ขณะที่นางกำลังจะจากไป เพื่อนบ้านของเสี่ยวจื้อต่างมองมาที่นาง ด้วยสายตาเหมือนมองคนประหลาด บางคนไม่เชื่อว่านางจะรักษาแม่ของเสี่ยวจื้อได้จริง ๆ บางคนถึงกับตัดสินใจว่าจะอยู่รอที่นี่ จนกว่าแม่ของเสี่ยวจื้อจะฟื้น
ทันทีที่นางก้าวออกจากประตู เสี่ยวจื้อก็วิ่งตามนางมา
“พี่สาว เอาไก่ตัวนี้กลับไปด้วยเถิดขอรับ! ข้าขอติดหนี้ค่ารักษาพยาบาลท่านก่อน เมื่อข้าโตขึ้นและหาเงินได้ ข้าจะจ่ายให้พี่สาวเองขอรับ”
เมื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่จริงจังของเสี่ยวจื้อ ลั่วหลานก็เผยรอยยิ้ม
“เก็บไก่ตัวนี้ไว้ให้มันวางไข่ แล้วเก็บไปขายเพื่อหาเงินเถิด! เรื่องหนี้ค่ารักษาพยาบาล รอเจ้าโตแล้วค่อยนำมาจ่ายให้พี่สาวก็ได้”
เสี่ยวจื้อเม้มปากมองนางด้วยความสงสัย
“จริงหรือขอรับ? เช่นนั้นพรุ่งนี้พี่สาวจะมาเปลี่ยนยาให้แม่หรือไม่ขอรับ?”
“แน่นอน ค่ารักษาของพี่สาวนั้นแพงมาก เมื่อเจ้าโตขึ้น เจ้าจะต้องหาเงินให้ได้เยอะ ๆ นะ!”
“พี่สาวไม่ต้องกังวลขอรับ” จู่ ๆ เสี่ยวจื้อก็ยืนตัวตรง แล้วพูดด้วยท่าทางเด็ดขาด:
“ข้าจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พี่สาวเป็นสองเท่า ไม่สิ สามเท่าไม่ก็สิบเท่าแน่นอนขอรับ ถ้าแม่ของเสี่ยวจื้อฟื้น เสี่ยวจื้อจะต้องตอบแทนพี่สาว ที่ช่วยชีวิตนางไว้แน่นอนขอรับ!”
ประกายตาและจิตใจของเขาดูโตกว่าอายุเขาจริง ๆ น้ำเสียงและวิธีการทำสิ่งต่าง ๆ ของเขาก็มีระเบียบมากกว่าผู้ใหญ่เสียอีก
ลั่วหลานลูบหัวเขา แล้วยกยิ้มจาง “เอาล่ะ! เช่นนั้นก็เรียบร้อยแล้ว พี่สาวจะไม่เก็บค่ารักษาแม่ของเจ้าตอนนี้ เมื่อเจ้าโตขึ้น เจ้าค่อยหาเงินมาจ่ายให้พี่สาวทีหลังได้”
หลังจากพูดเช่นนั้น นางจึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการดูแลแม่ของเขา จากนั้นจึงเดินกลับตำหนักอ๋องอวี้
ขามานางวิ่งกระหืดกระหอบมาจนเหนื่อยล้า ขากลับนางเหนื่อยเกินกว่าจะวิ่งแล้ว นางอยากเดินสบาย ๆ ในใจคิดว่าตำหนักอ๋องอวี้จำเป็นต้องซื้อรถม้า ไม่เช่นนั้นการเดินทางไปข้างนอกจะไม่สะดวก
เมื่อนึกถึงเรื่องซื้อของก็เริ่มกังวลอีกแล้ว พรุ่งนี้จะไม่มีเสบียงในตำหนัก ดูเหมือนนางจะต้องกลับไปคุยกับเหลิ่งอวี้ เพื่อขอสมบัติเขาไปแลกเงินเพื่อซื้ออาหารก่อน
แต่นี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว เขามีสมบัติมากมาย แต่ก็ทำให้รอดไปได้เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตลอดชีวิต
เมื่อนึกถึงปัญหานี้ นางรู้สึกปวดหัว
จะนำเงินไปสร้างเงินได้อย่างไร?
ตอนนี้เหลิ่งอวี้เป็นอัมพาตอยู่บนเตียง ทางราชสำนักได้ตัดเงินเดือนเขา ภาระทั้งตำหนักจึงตกอยู่กับนาง นางจะหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร?
ทันใดนั้นดวงตาของนางพลันเป็นประกาย หากต้องการหาเงิน นางต้องค้นหาจุดแข็งของตัวเอง
จุดแข็งที่เป็นดั่งอาวุธลับของนางคือการรักษาผู้อื่นไม่ใช่หรือ! สามารถเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลได้!
คิดได้เช่นนั้น นางก็รู้สึกตื่นเต้นและเดินอย่างสบายใจขึ้นมาก แต่เรื่องนี้ต้องหารือกับเหลิ่งอวี้ก่อน เพราะนางเป็นพระชายาแห่งตำหนักอ๋องอวี้ ในยุคนี้หากผู้หญิงจะไปปรากฏตัวในที่สาธารณะ จะค่อนข้างไม่เหมาะสม
เมื่อนางกลับถึงตำหนักก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว อาอวี่กลับมาแล้ว พร้อมกับกระโถนทองแดงหล่อ จากนั้นลั่วหลานก็ถือกระโถนทองแดง ที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับเขาเข้าไปในห้อง
วันนี้เหลิ่งอวี้ไม่กังวลเมื่อลั่วหลานออกไปข้างนอก เพราะเขารู้ว่าหญิงสาวจะไม่ทอดทิ้งเขา
จนกระทั่งเขาได้ยินนางเปิดประตู รอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความโล่งใจและความสุข พลันปรากฏบนใบหน้าเขา
“เหลิ่งอวี้ ดูสิว่าข้าเอาอันใดมาให้ท่าน”
ทันทีที่นางเข้ามา นางแทบรอไม่ไหวที่จะยื่นกระโถนสำหรับปัสสาวะให้เขาดู
เขาเห็นแล้วก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงขมวดคิ้วถามว่า:
“นี่คืออันใด?”
“นี่เป็นของท่าน ต่อไปท่านสามารถใช้มันแทนการลุกไปเข้าห้องน้ำได้เพคะ”
ลั่วหลานแสดงท่าทางเมื่อพูดจบ
เมื่อมองกระโถนทองแดงที่มีส่วนล่างใหญ่ ส่วนปากแคบและมีฝาปิด ดวงตาของเหลิ่งอวี้ก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่ทำเองย่อมดีกว่ารบกวนนาง
“อยากลองใช้หรือไม่เพคะ?”
ลั่วหลานกำลังจะยกผ้าห่มที่คลุมร่างเขาขึ้น แต่เขารีบหยุดไว้อย่างรวดเร็ว
“ยัง ตอนนี้ข้ายังไม่ปวด...”
เขาเอื้อมมือออกไปหยิบกระโถนปัสสาวะมาวางไว้บนเตียง ในระยะที่เอื้อมมือถึงได้ จากนั้นลั่วหลานก็สั่งการ:
“เอาล่ะ! เช่นนั้นก็วางไว้ตรงนั้นก่อนเพคะ จะได้หยิบมาใช้ได้ง่าย หากฉี่เสร็จแล้วท่านต้องเรียกข้านะเพคะ ไม่เช่นนั้นหากปล่อยไว้นานจะมีกลิ่น”
พูดจบ นางก็เปิดผ้าห่มของเขาออก แล้วพึมพำ: “ข้าออกไปข้างนอกมาทั้งเช้า ไม่เช่นนั้นคงเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ไปนานแล้ว”
ใบหน้าของเหลิ่งอวี้แดงก่ำ เขาเม้มปากแน่น หลับตาลงเพราะรู้สึกเขินอายเกินกว่าจะมองนาง
สักพักนางช่วยเปลี่ยนผ้าปูและผ้าอ้อมที่สะอาดให้เขาจนเสร็จ แล้วนั่งลงข้างเขา เมื่อเห็นใบหน้าเขาแดงระเรื่อเพราะความเขินอาย นางจึงชวนพูดคุยอย่างอ่อนโยน:
“เหลิ่งอวี้ ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านสองเรื่องเพคะ”
เหลิ่งอวี้หันมองนาง “เจ้าตัดสินใจได้เลย ไม่จำเป็นต้องปรึกษากับข้าหรอก”
ลั่วหลานยกมือขึ้นบีบปลายจมูกของเขา “เช่นนั้นได้อย่างไรล่ะเพคะ? ตอนนี้เรามีกันแค่สองคน แน่นอนว่าเราต้องหารือเรื่องครอบครัวด้วยกัน”
เมื่อได้ฟังดังนั้น เหลิ่งอวี้ก็ตกตะลึง นางบอกว่านางกับเขามีกันแค่สองคน เหตุใดเขาฟังแล้วรู้สึกมีความสุขถึงเพียงนี้?
เขาจึงพยักหน้าเบา ๆ “เช่นนั้นเจ้าพูดมาเลย! ข้าจะฟัง”
ลั่วหลานจึงกล่าวว่า:
“สองเรื่องเพคะ เรื่องแรก ข้าต้องการนำสมบัติบางชิ้นของท่านไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน เพราะช่วงนี้ค่าใช้จ่ายของครอบครัวเราค่อนข้างสูงเพคะ”
“ได้เลย”
เขาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “วางของเหล่านั้นไว้ตรงนั้นก็มีแต่ทำให้รำคาญตา เอาไปจำนำให้หมดได้เลย!”
ลั่วหลานพยักหน้า แล้วพูดว่า: “อีกเรื่องหนึ่ง ข้าอยากจะเปิดสถานพยาบาลในตำหนัก...”
หลังจากที่นางพูดเช่นนี้ เหลิ่งอวี้นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะถามว่า:
“เพราะเหตุใด?”
......................................................................................