- หน้าแรก
- ยอดหมอหญิงผู้นี้ เป็นของท่านอ๋องนะเพคะ
- ตอนที่ 34 ออกจากตำหนัก
ตอนที่ 34 ออกจากตำหนัก
ตอนที่ 34 ออกจากตำหนัก
ตอนที่ 34 ออกจากตำหนัก
วันต่อมา หลังจากดูแลเหลิ่งอวี้เสร็จเรียบร้อย ลั่วหลานก็วาดรูปแล้วมอบให้อาอวี่ แล้วให้เขาไปที่โรงหล่อทองแดงในเมือง เพื่อสั่งทำกระโถนตามรูปที่นางวาด
เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของเหลิ่งอวี้ นางได้ออกแบบกระโถนที่มีส่วนปากแคบและส่วนก้นใหญ่ให้เขา เพื่อที่เขาจะได้ทำธุระส่วนตัวด้วยตัวเองได้เมื่อจำเป็น เขาจะได้เลิกเขินอายเสียที
หลังจากเห็นอาอวี่ไปแล้ว แม่เฒ่าจางก็เดินออกมาจากครัว โค้งคำนับก่อนพูดว่า “พระชายา จากเดือนที่แล้วมีวัตถุดิบทำอาหารเหลือไม่มากแล้ว ที่ตำหนักไม่มีข้าว น้ำมันและบะหมี่เลย ทั้งยังควรซื้อเครื่องปรุงรสเพิ่มด้วยเพคะ”
เปรียบดั่งบ้านรั่วซ้ำยังถูกฝนกระหน่ำทั้งคืน เมื่อเห็นว่ามีเงินเหลืออยู่ในมือไม่มากนัก และอาหารกำลังจะหมดลง ลั่วหลานจึงขมวดคิ้วถามว่า:
“ต้องการเงินเท่าใด?”
“ถ้าให้ซื้อวัตถุดิบทำอาหารพอกินได้หนึ่งเดือน ก็จะประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงเพคะ”
หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงหรือ?
ลั่วหลานสูดลมหายใจอย่างเย็นชา เพิ่งเอาสามตำลึงไปให้อาอวี่ ตอนนี้เหลือเพียงสิบสามตำลึง ซึ่งเพียงพอสำหรับจ่ายค่าอาหารราวสามวันเท่านั้น!
นางขมวดคิ้วแล้วโบกมือ:
'ข้าเข้าใจแล้ว ประเดี๋ยวจะให้อาหงส่งเงินไปให้เจ้าทีหลัง เมื่อนำไปซื้อของแล้ว เจ้าส่งบัญชีให้นางตรวจสอบได้”
แม่เฒ่าจางก้มศีรษะทำความเคารพ แล้วก้าวถอยหลังเดินจากไป
เป็นครั้งแรกที่ลั่วหลานรู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่นี่นั้นยากลำบาก ตำหนักใหญ่โตเช่นนี้ดูสง่างามสำหรับคนนอก ใครจะคิดว่าคนในตำหนักจะมีปัญหาเรื่องอาหารและเสื้อผ้า?
นึกได้เช่นนี้ นางอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มฝืดเฝื่อน แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป คงต้องกลับไปคุยกับเหลิ่งอวี้ว่าต้องนำของไปจำนำอีก ข้าวกับบะหมี่นั้นขาดไม่ได้ ไม่เช่นนั้นทุกคนในตำหนักจะกินอันใด อีกทั้งเหลิ่งอวี้ก็ต้องกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการด้วย
นางลูบหน้าผากตัวเองแรง ๆ พยายามครุ่นคิดว่านางจะใช้ชีวิตนี้ต่อไปได้อย่างไร?
ทันใดนั้น ไฉ่เฟิ่งรีบวิ่งเข้ามาตะโกนรายงาน:
“พระชายาเพคะ มีเด็กคนหนึ่งมาตามหาท่านอยู่นอกตำหนัก เขาบอกว่าชื่อของเขาคือเสี่ยวจื้อเพคะ”
เสี่ยวจื้อหรือ?
ลั่วหลานไม่อยากเสียเวลาคิดมากเกินไป รีบบอกไฉ่เฟิ่งให้พาเขาเข้ามา
หลังจากนั้นไม่นาน เสี่ยวจื้อที่เนื้อตัวมอมแมมก็วิ่งน้ำตาอาบแก้มเข้ามาในห้องโถง เขาหอบหายใจขณะตะโกนว่า
“พี่สาว รีบไปช่วยแม่ของข้าหน่อย นาง... นางปวดจะตายแล้วขอรับ”
ลั่วหลานได้ฟังเช่นนั้น จึงรีบเดินไปนั่งยอง ๆ ตรงหน้าเสี่ยวจื้อ ตบไหล่เขาแล้วถามเบา ๆ ว่า “เกิดอันใดขึ้น? เจ้าค่อย ๆ พูด”
“แม่ของข้า... ตอนกำลังกินข้าวอยู่ก็เริ่มปวดท้องอีกแล้ว ปวดหนักมาก นางบอกว่า... ให้ข้ามาตามท่าน นางอยากเจอท่าน”
ลั่วหลานรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีทันใด นางพูดกับอาไฉ่ที่อยู่ข้างหลังนางว่า:
“เจ้าไปที่หน้าประตูห้องท่านอ๋อง แล้วบอกเขาว่าข้ามีเรื่องต้องทำ ประเดี๋ยวจะรีบกลับมา”
หลังจากพูดเช่นนั้น นางรีบจูงมือเสี่ยวจื้อเดินออกประตูไป
ตำหนักอ๋องอวี้ยากจนมากจนไม่มีรถม้าใช้ด้วยซ้ำ พวกนางจึงทำได้เพียงวิ่งไปที่บ้านของเสี่ยวจื้อเท่านั้น
เมื่อมาถึงบ้านของเสี่ยวจื้อ ลั่วหลานก็แทบหายใจไม่ออก แต่เสี่ยวจื้อดูไม่เหนื่อยเลย เขาจูงมือลั่วหลานวิ่งเข้าไปในลานบ้านโดยไม่รีรอ พร้อมกับตะโกนว่า
“พี่สาว เร็วหน่อยขอรับ เหตุใดแม่ของข้าถึงเงียบไปแล้วล่ะ?”
ลั่วหลานรีบเช่นกัน นางมีเวลายืนพักเพียงแค่ได้จับเข่าตัวเองที่ลานหน้าบ้าน ก่อนสูดหายใจเข้าลึก ๆ สองสามครั้ง แล้ววิ่งตามเสี่ยวจื้อเข้าไปในบ้าน
เมื่อนางเห็นผู้หญิงคนนั้นกำลังร้องคร่ำครวญอยู่บนเตียง จู่ ๆ นางก็รู้สึกหดหู่ใจ
เสี่ยวจื้อนั่งลงข้างนางแล้ว
“ท่านแม่ ท่านแม่ พี่สาวมาแล้ว พี่สาวมาแล้วขอรับ!”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หญิงคนนั้นก็ฝืนลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าของนางซีดเผือด เหมือนนางจะหมดแรงได้ทุกเมื่อ
ลั่วหลานเดินเข้าไปหานาง มองใบหน้าซีดเซียวของนาง แล้วโน้มตัวไปถาม:
“เจ้าปวดตรงไหน? ชี้ให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่?”
ผู้หญิงคนนั้นชี้นิ้วไปที่หน้าท้องส่วนล่างของตน แล้วส่งเสียงครวญครางเบา ๆ พร้อมหลับตาด้วยความเจ็บปวด:
“ตรงนี้... ตรงนี้... ปวดเหลือเกิน...”
ลั่วหลานพูดกับเสี่ยวจื้อ:
“มาช่วยพยุงแม่ของเจ้าให้นอนลงหน่อย ข้าจะตรวจนาง...”
ทันใดนั้นสตรีผู้นั้นก็จับมือนาง แล้วมองนางด้วยสายตาวิงวอน “แม่นาง ข้ารู้ว่าเจ้ามาจากครอบครัวที่ร่ำรวย เจ้าเป็นคนดี ข้าขอร้องเจ้า หากข้าไม่รอดแล้ว เจ้าช่วยพาเสี่ยวจื้อไปอยู่ด้วยเถิด เพียงแค่ให้เขามีข้าวกิน…”
“ท่านแม่…”
เสี่ยวจื้อน้ำตาไหลทันที “ท่านแม่ ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ข้าจะอยู่บ้าน ข้าจะอยู่กับท่านแม่...”
“เสี่ยวจื้อ... เด็กดี... แม่... แม่... ทนไม่ไหวแล้ว!”
หลังจากพูดเช่นนั้น นางหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง ลั่วหลานขมวดคิ้วแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบคม:
“เจ้าหยุดพูดได้แล้ว ไม่ว่าเจ้าจะคิดว่าตัวเองจะรอดหรือไม่ เจ้าก็ต้องให้ข้าตรวจก่อน เสี่ยวจื้อ ช่วยพยุงนางนอนลงหน่อย”
เสี่ยวจื้อได้ยินดังนั้นจึงรีบมาช่วยพยุงแม่ให้นอนลง นางงอตัวด้วยความเจ็บปวด ขณะพูดกับเสี่ยวจื้อด้วยเสียงแผ่วเบา:
“ออกไปรอข้างนอกเถอะ ถ้าแม่จากไปแล้ว เจ้าจงจำไว้ว่าต้องคอยติดตามรับใช้พี่สาวคนนี้ จากนี้ไปให้เชื่อฟังคำพูดของนางทุกอย่าง เข้าใจหรือไม่?”
เสี่ยวจื้อพยักหน้าอย่างแรงขณะร้องไห้ “ท่านแม่ ท่านไม่ต้องห่วงขอรับ ท่านต้องไม่ตาย พี่สาวคนนี้จะรักษาท่านได้แน่นอนขอรับ”
หลังจากพูดเช่นนั้น เขาหันไปมองลั่วหลาน แล้วคุกเข่าลงตรงหน้านางทันที
“พี่สาว โปรดช่วยแม่ของข้าด้วย เสี่ยวจื้อเต็มใจรับใช้พี่สาวเหมือนวัวเหมือนม้าเพื่อตอบแทน!”
“ออกไปได้แล้ว! คอยเฝ้าประตูไว้ หากข้ายังไม่ออกไป อย่าให้ใครเข้ามาได้ อย่ามัวเสียเวลา”
ใบหน้าของลั่วหลานค่อนข้างเคร่งเครียด ดูจากบริเวณที่ผู้หญิงคนนี้ปวดท้อง นางคงเป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน หากไม่รักษาให้ทันเวลาก็อาจจะแตกได้ง่าย ถึงตอนนั้นคงมีเพียงเทพเจ้าเท่านั้นที่จะยื้อชีวิตนางไว้ได้
เมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของนางเคร่งขรึม เสี่ยวจื้อจึงไม่กล้ารีรอ รีบวิ่งออกไปแล้วปิดประตู
ในเวลานี้ เพื่อนบ้านใกล้เคียงได้มายืนล้อมวงกันในลานบ้านของเสี่ยวจื้อแล้ว เมื่อทุกคนเห็นเสี่ยวจื้อก็ส่ายหน้าและถอนหายใจ พวกนางรู้เรื่องอาการป่วยของแม่เสี่ยวจื้อมานานแล้ว เมื่อได้ยินว่านางกำลังจะถึงวาระสุดท้าย จึงรีบมาหาเพื่อจะช่วยสองแม่ลูก
หลังจากที่เสี่ยวจื้อออกไปแล้ว สตรีผู้นั้นหมดสติไปเพราะความเจ็บปวด ลั่วหลานรีบเปิดประตูเข้าห้องผ่าตัด แล้วตรวจร่างกาย
ข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่นางคาดไว้จริง ๆ หลังจากตรวจร่างกาย นางพบว่าผู้หญิงคนนี้เป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในสังคมยุคใหม่ แต่ในสมัยโบราณที่ความรู้ทางการแพทย์ยังไม่ค่อยพัฒนา อาการนี้อาจทำให้เจ็บปวดสาหัส จนถึงขั้นเสียชีวิตได้
นางต้องรีบผ่าตัดให้เร็วที่สุด
ไม่มีเวลาให้คิดมาก นางเริ่มเตรียมการผ่าตัดทันที...
คนที่รออยู่ข้างนอกมองเสี่ยวจื้อคุกเข่าร้องไห้ไม่หยุดอยู่บนพื้น ทุกคนส่ายหน้าด้วยความเวทนาเด็กน้อย ขณะที่รู้สึกสงสาร ทุกคนก็เริ่มระดมเงินกันคนละเล็กละน้อย เพื่อเตรียมจัดงานศพแม่ของเสี่ยวจื้อ
เสี่ยวจื้อคุกเข่าอยู่หน้าประตู ร้องไห้และสวดภาวนาขอให้แม่ของเขาไม่ตาย
แต่เขารู้ดีว่าครั้งนี้แม่ของเขาป่วยหนักมากจริง ๆ แม้ว่าเขาจะกลัวมาก แต่ก็ยังพยายามหยุดน้ำตาที่ไหลไม่หยุดอย่างเต็มที่ แต่น้ำตากลับยังคงรินไหล...
เวลาผ่านไปทีละน้อย การผ่าตัดที่คิดว่าจะเรียบง่ายในตอนแรก กลับกลายเป็นเรื่องยาก เพราะความล่าช้าในตอนแรกของแม่ของเสี่ยวจื้อ ลั่วหลานใช้เวลาทั้งชั่วยามในการผ่าตัดจนเสร็จสิ้น
เมื่อเห็นแม่ของเสี่ยวจื้อยังคงหลับอยู่ ในที่สุดลั่วหลานก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก หลังจากให้ยาทางหลอดเลือดดำแก่นางแล้ว จึงพาผู้ป่วยออกจากห้องผ่าตัด
เมื่อคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้เสี่ยวจื้อดูแลผู้ป่วยเพียงลำพัง นางรู้สึกว่านางควรรีบกลับไปบอกให้อาหงกับอาไฉ่ มาช่วยดูแลสตรีผู้นี้ เหลิ่งอวี้ยังคงรอนางอยู่ที่ตำหนัก นางจึงไม่กล้ามัวชักช้าอีกต่อไป
แต่เมื่อนางเปิดประตู นางก็ต้องตกใจกับเหตุการณ์ข้างนอก มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่ลานบ้าน บางคนเลื่อยไม้ บางคนสร้างเพิง ทันทีที่นางเปิดประตูออกมา ทุกคนหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่ แล้วมองนางเป็นตาเดียว
เสี่ยวจื้อยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม เขามองลั่วหลานด้วยสายตาคาดหวัง พลางถามด้วยเสียงเจือสะอื้น
“พี่สาว แม่ของข้า...”
ลั่วหลานก้าวไปข้างหน้าสองก้าว เพื่อช่วยพยุงเสี่ยวจื้อให้ลุกขึ้นมา แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พวกเขากำลังทำอันใดอยู่?”
....................................................................................................