- หน้าแรก
- ตำราอาหารของนักล่าปีศาจ
- DHCM ตอนที่ 11 ลิ้นและเนื้อสับ
DHCM ตอนที่ 11 ลิ้นและเนื้อสับ
DHCM ตอนที่ 11 ลิ้นและเนื้อสับ
เมื่อคอของเขาสัมผัส ‘เชือก’ ลื่น ๆ เจสันก็ยกมือขึ้นแล้วคว้า ‘เชือก’ โดยสัญชาตญาณ
การเคลื่อนไหวของเขาทั้งรวดเร็วและแม่นยำ!
แน่นอนว่านี่คือผลลัพธ์จากการ 'ฝึกซ้อมประจำวัน' ของเจสัน
สิ่งที่ควรรู้ไว้คือ การที่ ‘บุรุษไปรษณีย์’ ถูกปืนจ่อที่ท้ายทอย ไม่ใช่สถานการณ์เดียวที่คาดว่าจะต้องเผชิญ แต่ยังพบเห็น ‘บุรุษไปรษณีย์’ ถูกรัดคอจากด้านหลังได้บ่อยครั้งเช่นกัน ซึ่งอันที่จริง อย่างหลังนั้นพบได้บ่อยกว่าแบบแรกมาก
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งของอย่างเชือกมักจะหาได้ง่ายกว่าปืนเสมอ
แต่ถึงแม้จะมีปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณช่วย ทว่าเมื่อเผชิญกับ ‘เชือก’ ที่จู่ ๆ รัดแน่นขึ้น เจสันก็แทบหายใจไม่ออก แรงของมันนั้นเกินกว่าที่มือข้างเดียวจะรับไหว!
ยิ่งกว่านั้น ยังมีแรงดึงจาก ‘เชือก’ อีกฝ่ายต้องการจะดึงเจสันลงมา
เจสันไม่ได้เผชิญหน้ากับมันด้วยการขัดขืน
อันเนื่องจากเจสันรู้ดีว่าการหันหน้าไป และสู้กลับมีแต่จะยิ่งทำให้อีกฝ่ายได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้นผ่านแรงจากจุดหมุน ซึ่งนั่นหมายถึงลมหายใจที่จะหมดไปเร็วยิ่งขึ้น
ดังนั้นเจสันจึงใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ด้วยการนอนลงพร้อมกับเล็งปืนในมือไปข้างหลัง
แต่!
แต่ตรงนั้นไร้วี่แววของศัตรู
หรืออีกนัยหนึ่ง ศัตรูไม่ได้อยู่ข้างหลังเขาเลยตั้งแต่แรก
ทว่ามันอยู่ใน…
อยู่ในนาฬิกา!
ใช่ เป็นนาฬิกาเรือนนั้นที่กำลังจะปิดแต่ยังบอกเวลาได้ตรง เป็นนาฬิกาเรือนนั้นเองที่เจสันมองข้ามไป!
นาฬิกาเรือนนี้แขวนไว้บนที่สูง ปลายนาฬิกาอยู่สูงจากพื้นประมาณหนึ่งเมตร ‘เชือก’ สีเข้มสองเส้นที่มีเมือกเหนียวหยดลงยื่นออกมาจากปลายนาฬิกา เส้นหนึ่งกำลังรัดคอเจสัน ส่วนอีกเส้นกำลังรัดคอฟินช์
เมื่อเทียบกับเจสันแล้ว ชายหนุ่มคนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่กว่ามาก ใบหน้าของเขาแดงก่ำ เนื่องจากพยายามเอา ‘เชือก’ ออก แต่สิ่งนั้นทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่า
เจสันปล่อยมือจากปืนพกที่ถืออยู่ ทันทีที่ปืนพกตกลงบนพื้น ระเบิด K2 ก็อยู่ในมือเขา
นิ้วชี้ที่เกี่ยวอยู่ในสลักออกแรงเล็กน้อย
คลิก
หลังจากดึงสลักออก เจสันก็สะบัดข้อมือ ระเบิดมือลอยขึ้นสูงเป็นเส้นโค้ง ทะลุผ่านเข้าไปในนาฬิกาจากด้านบนได้อย่างแม่นยำ
ตูม!
แรงกระแทกมหาศาลทำให้นาฬิกาสั่นสะเทือน คลื่นที่หลงเหลือยังดึงโซ่โลหะที่เชื่อมนาฬิกากับคานแนวนอนรอบ ๆ ตึงมากจนขาด
กริ๊ง!
นาฬิกาเรือนใหญ่ตกลงมาบนพื้นท่ามกลางเสียงโลหะกระทบกัน ผลกระทบจากการตกทำให้นาฬิกาโลหะมีรอยแตกร้าวมากมายปรากฏให้เห็นทั่วบนพื้นผิว
เห็นได้ชัดว่านาฬิกาไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป วันที่งานจะแล้วเสร็จตามที่นายกเทศมนตรีกำหนดเห็นทีคงต้องถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง
แต่เจสันไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อ ‘เชือก’ ที่คอของเขาคลายออกหลังจากการระเบิด เขาก็พลิกตัวและลุกขึ้นยืน จากนั้นไม่เพียงแค่หยิบปืนขึ้นมาจากพื้นเท่านั้น แต่เขายังคว้า ‘เชือก’ เส้นนั้นมาด้วย
ความรู้สึกหิวในท้อง รวมถึงกลิ่นหอมของมัน ล้วนบอกเขาว่านี่คือ ‘อาหาร’ แสนอร่อย
เจสันตะโกนสุดเสียงโดยหันปากกระบอกปืนไปทางนาฬิกาเรือนใหญ่
“ฟินช์!”
“ผมไม่เป็นไรครับท่าน!”
ชายหนุ่มที่หลุดจากพันธนาการรีบตั้งสติ ปืนพกปรากฏขึ้นในมือของเขา และเล็งไปที่นาฬิกาเช่นกัน
ไม่กี่วินาทีต่อมา ควัน และฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นจากการตกของนาฬิกาเริ่มสลายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเจสันเห็นว่าภายในนาฬิกานั้นมี ‘เนื้อสับ’ ซึ่งเต็มไปด้วยสะเก็ดระเบิด เขาก็ถอนหายใจโล่งอก
เห็นได้ชัดว่าอาหารได้รับความเสียหายบ้างเล็กน้อย แต่ยังปลอดภัยเพียงพอ
สำหรับเจสัน มันไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้
อาหารจะปลอดภัยต่อการบริโภคหรือไม่นั้นมีความสำคัญพอ ๆ กันกับรสชาติที่อร่อย
และจะดีที่สุดถ้าทั้งสองอย่างรวมอยู่ด้วยกัน
ตึก ตึก ตึก!
เสียงฝีเท้ามากมายดังมาจากบันไดเก่า
เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาเสริมกำลัง
สายตาของพวกเขาทั้งหมดจับจ้องไปยังนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ร่วงลงมาด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าจะต้องอย่างไร
“ฟินช์ คุณไปเก็บเนื้อสับมา”
เจสันออกคำสั่ง จากนั้นหลังหยุดไปครู่หนึ่ง เขาจึงเสริมว่า “อย่าลืมใส่ถุงมือด้วย”
“ครับท่าน”
ชายหนุ่มตอบรับทันที
เขาไม่มีวันลืมว่าเจสันเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจัดการกับสัตว์ประหลาดพวกนี้ และอีกอย่าง เจสันเพิ่งช่วยชีวิตเขาไว้
ชายหนุ่มสวมถุงมือ และเริ่มเก็บเนื้อสับจากบริเวณโดยรอบทีละน้อย ในระหว่างนั้น เจสันก็หยิบ ‘เชือก’ ที่รัดคอชายหนุ่มก่อนหน้านี้ขึ้นมา พันมันเข้าด้วยกันกับ ‘เชือก’ ที่รัดคอเจสันก่อนหน้านี้ และถือมันไว้ในมือ
สัมผัสลื่น ๆ ของมันทำให้เขาไม่สบายใจ
เมื่อรวมเข้ากับการคาดเดาว่าส่วนของร่างกายที่สอดคล้องกับ ‘เชือก’ นี้น่าจะเป็นลิ้น ทำให้ระดับความไม่สบายใจนั้นเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น
อย่างไรก็ตาม ความหิวในท้องช่วยหักกลบความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี แทนที่จะรู้สึกเช่นนั้น เขากลับเต็มไปด้วยความคาดหวังและความสุข
อย่างไรก็ตาม ตำรวจที่อยู่รอบตัวเขาไม่คิดเช่นนั้น
หลังจากเพิ่งประสบกับเหตุการณ์ที่หัวหน้าของพวกเขาถูกโจมตี มาตอนนี้พวกเขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เห็นชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่รับรู้ปกติ ถูกถืออยู่ในมือของเจสันด้วยมัดที่ขดเป็นวง ชายหนุ่มหลายคนหน้าซีดอย่างรวดเร็ว รีบเอามือปิดปากแล้ววิ่งลงบันได แม้แต่เจ้าหน้าที่สืบสวนที่มีประสบการณ์บางคนยังหน้าซีดเช่นกัน
“ไปหาถุงมาให้ฉันหน่อย”
เจสันพูดกับนักสืบวัยกลางคนคนหนึ่ง
“ครับท่าน”
อีกฝ่ายตอบกลับมาทันที
หลังจากเจสันใส่ ‘เชือก’ ทั้งสองเส้นลงในถุงกระดาษคราฟท์ ความรู้สึกอึดอัดในอากาศรอบข้างก็หายไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม คนหนุ่มสาวที่เพิ่งเข้ามาทำงานสายนี้ยังคงกลัวที่จะเข้าใกล้เจสัน
สิ่งนี้ไม่ได้รบกวนเจสัน
เขาไม่ใช่คิมป์ตัน เขาจะทำให้ทุกคนชอบเขาได้ยังไง?
“บอนดี้เป็นยังไงบ้าง?”
เจสันถาม
“สบายดีครับ เขาแค่โดนยิงที่แขน”
“แต่มือปืนใช้โอกาสท่ามกลางความโกลาหลหลบหนีไปได้”
นักสืบตอบกลับมา
โดนยิงที่แขนเหรอ?
เจสันรู้สึกตกใจ
นี่ดีกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
ตามที่เขาคิด หากอีกฝ่ายตั้งกับดักไว้เพื่อเปิดการโจมตีแบบกะทันหัน แม้ว่าบอนดี้จะไม่ตาย เขาก็จะยังได้รับบาดเจ็บสาหัส
ความเร็วในการตอบสนองของบอนดี้ดีกว่าที่เจสันคาดไว้มาก!
เจสันชื่นชมปฏิกิริยาของนายอำเภอคนนั้น จากนั้นหรี่ตาลงเล็กน้อย
มือปืนสามารถหลบหนีไปได้ ทว่าไม่ผิดไปจากที่เจสันคาดไว้นัก
ที่จริงการที่อีกฝ่ายสามารถหลบหนีออกไปได้โดยไม่ติดขัดนั้นถูกต้องแล้ว
เพราะ…
เพราะนี่ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากกับดักที่อีกฝ่ายวางไว้!
และสิ่งที่เรียกว่า ‘เหตุการณ์สัตว์ประหลาดโจมตี’ หรือ ‘เหตุการณ์กินเนื้อคน’ นั้น ควรจะถูกเรียกว่า ‘เหตุการณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น’ ที่กำกับโดยอีกฝ่าย!!
อีกฝ่ายเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม หลังทราบว่าฝ่ายตรงข้ามได้เรียกกำลังเสริมอย่างเขาซึ่งเป็น ‘ผู้พิทักราตรี’ อีกฝ่ายจึงไม่ได้ลงมือทันทีที่มีโอกาส แต่กลับตัดสินใจเคลื่อนไหวหลังจากทดสอบเจสันแล้ว
ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ศพที่ถูกแขวนอยู่ตรงนี้เป็นเพียง ‘เหยื่อล่อ’ เท่านั้น!
‘เหยื่อล่อ’ ที่จะล่อเขาและบอนดี้มาติดเบ็ด
ในทำนองเดียวกัน การยิงบอนดี้เพื่อทำให้เขาเสียสมาธิก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในแผนของอีกฝ่ายเช่นกัน!
ถ้าไม่ใช่เพราะระเบิดที่เขาพกติดตัวมาด้วย คงเกรงว่า…
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เจสันก็มองไปยังนาฬิกาเรือนใหญ่ที่วางราบอยู่ตรงนั้น ฟินช์หนุ่มคลานเข้าไปข้างใน และพยายามอย่างดีที่สุดที่จะหยิบเนื้อสับทั้งหมดใส่ลงในถุงกระดาษ ความกว้างของตัวนาฬิกานั้นพอดีกับตัวเขา
“จุดบอดในสายตาของฉัน!”
“มาลองคิดดู ก่อนหน้านี้ฉันละเลยมันไปจนหมด!”
“ฉันต้องจำบทเรียนนี้ไว้!”
เจสันไม่เคยปฏิเสธหรือเพิกเฉยต่อความผิดพลาดของตนเอง เขาจะจดจำทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเรียนรู้จากมันเพื่อหลีกเลี่ยงการทำพลาดซ้ำอีกในอนาคต หรือแม้กระทั่งทำให้ดียิ่งขึ้น
เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมกับนิสัยแบบนี้
มันเป็นคำสอนที่มาจาก ‘เมืองสลีปเลส’
ทุกคนที่อยากจะมีชีวิตรอดใน ‘เมืองสลีปเลส’ จะต้องยอมรับและปฏิบัติตามคำสอนนี้จากใจจริง
แค่ว่า… หลังจากทำผิดพลาดครั้งแรก บางคนไม่ได้รับโอกาสแก้ตัวครั้งที่สอง
แล้วเขาละ?
เขาเป็นผู้โชคดี
เฮ้อ
เจสันผ่อนลมหายใจออก เขาหยิบถุงกระดาษที่ฟินช์ยื่นให้แล้วเดินลงไป
เขาไม่ชอบเป็นฝ่ายตั้งรับ
เขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายริเริ่ม
แต่หากความสามารถของเขาไม่เอื้ออำนวย เมื่อพิจารณาจากหลักการนี้ เขาจึงเลือกที่จะอดทนแทน
โชคดีที่เวลามันจะไม่นานเกินไป
เจสันเหลือบมองถุงกระดาษสองใบที่เต็มไปด้วย ‘อาหาร’ ในมือ จากนั้นมุมปากของเขาก็ยกขึ้น