- หน้าแรก
- ตำราอาหารของนักล่าปีศาจ
- DHCM ตอนที่ 10 ที่เกิดเหตุ
DHCM ตอนที่ 10 ที่เกิดเหตุ
DHCM ตอนที่ 10 ที่เกิดเหตุ
“เขา... เขา…”
เสียงของนายตำรวจหนุ่มติดขัดอยู่ในลำคอ ราวกับว่ามีวัตถุแข็ง ๆ บางอย่างกำลังบีบรัดคอเขาไว้ จนกระทั่งสายตาของบอนดี้จับจ้องไปที่เขา นายตำรวจหนุ่มจึงพูดออกมาด้วยความหนักหน่วง
“เขาตายแล้ว”
ทันใดนั้น เจสันก็เห็นว่าบอนดี้กำหมัดแน่น
“ที่ไหน?”
บอนดี้ถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ที่ครอสสแควร์!”
นายตำรวจหนุ่มตอบกลับ
บอนดี้ไม่พูดอะไรอีกแล้วเดินออกไปทันที เจสันที่เห็นดังนั้นจึงรีบเดินตามหลังเขาไป
ด้วยความวิตกกังวล บอนดี้ตัดสินใจไม่เดิน นายอำเภอพาเจสันขึ้นรถม้าทันที
นายตำรวจหนุ่มคนนั้นทำหน้าที่ขับรถม้า
ด้วยเสียงแส้ฟาด รถม้าก็พุ่งตรงไปยังถนนเคนซิ่ง
ถนนเคนซิ่งเป็นถนนที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในโรดทั้งอดีตและปัจจุบัน ถนนสายนี้กว้างพอที่จะรองรับให้รถม้าสองคันขับสวนกันได้ แต่ในเวลานี้ รถม้าทุกคันบนถนนสายนี้ต่างพร้อมใจกันรีบหลีกทางให้รถม้าที่มีตราตำรวจ
รถม้าแล่นด้วยความเร็วสูงผ่านถนนที่คับคั่งไปด้วยร้านค้า และมาถึงใจกลางถนนเคนซิ่ง ที่ตั้งของครอสสแควร์
ต่างจากถนนสายอื่นที่เต็มไปด้วยร้านค้าแบบดั้งเดิม หรือร้านค้าที่เพิ่งเปิดใหม่ ครอสสแควร์นั้นค่อนข้างกว้าง และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคงหนีไม่พ้นสถาปัตยกรรมอย่างหอนาฬิกาซึ่งมีความสูงกว่า 20 เมตร
ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสุภาพบุรุษที่สวมทักซิโด้สีดำพร้อมหมวกไหมสีเดียวกัน สุภาพสตรีที่แขนเสื้อบุด้วยลูกไม้ หรือสามัญชนที่สวมเสื้อแขนยาวและกระโปรงทอมือเนื้อหยาบ ทุกคนต่างมองไปยังหอนาฬิกาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกลัว
ที่นั่นมีศพสภาพไม่สมบูรณ์ถูกแขวนลงมา
ศีรษะของศพติดอยู่ด้านบนสุด ในขณะที่แขนขาทั้งสี่กระจายอยู่ตามเสาด้านล่าง
เจสันที่กระโดดลงจากรถม้ามองเห็นศพได้อย่างง่ายดาย
“ตามฉันมา!”
บอนดี้พูด และรีบพุ่งไปทางหอนาฬิกา โดยมีเจสันติดตามมาอย่างใกล้ชิด
"ท่านครับ!"
"ท่านครับ!"
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปิดกั้นฝูงชนรีบทำความเคารพบอนดี้ จากนั้นหลีกทางให้บอนดี้และเจสัน เปิดเส้นทางตรงไปยังด้านในของหอนาฬิกา
ประตูหอนาฬิกาเปิดอยู่
ตัวล็อคประตูถูกแขวนอยู่บนประตูรั้วเหล็ก โดยไม่มีร่องรอยความเสียหาย
พื้นดินรกไปด้วยวัสดุสำหรับการก่อสร้าง เช่น อิฐ หิน และเครื่องมือต่าง ๆ วางกองกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด
“เพื่อให้เมืองโรดดูทันสมัยมากขึ้น นายกเทศมนตรีจึงมีแผนจะติดตั้งนาฬิกาในหอนาฬิกาเก่าแก่กว่าศตวรรษอันนี้ โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะคง ‘นาฬิกา’ เอาไว้ ดังนั้นพวกเขาจึงจะปิดผนึกทุกทิศเพื่อติดตั้งเข็มชั่วโมง เข็มนาที และเข็มวินาที”
“จากความคืบหน้าตามกำหนดการ ทั้งหมดน่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน”
“อย่างไรตาม ดูเหมือนมันจะต้องเลื่อนออกไปนานกว่านั้น”
บอนดี้เห็นสายตาของเจสันหยุดอยู่ตรงบริเวณที่วัสดุก่อสร้างวางอยู่ เขาจึงอธิบายสถานการณ์ให้ฟังทันที
เจสันพยักหน้าโดยไม่ซักถามอะไรเพิ่มเติม และเดินตามบอนดี้ไปอย่างใกล้ชิดขณะที่พวกเขาเดินขึ้นไป
บันไดนี้ทำด้วยไม้และเก่ามาก เวลาเหยียบก็จะมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดออกมา
มันทำให้เจสันต้องระมัดระวังมากขึ้น
เขาไม่อยากพลาดก้าวใดก้าวหนึ่งแล้วตกลงไป
หลังจากผ่านจุดเปลี่ยนสามรอบ เจสันก็มาถึงยอดหอนาฬิกา
จากที่นี่ เขาสามารถมองเห็นเมืองโรดทั้งเมืองได้จากมุมสูง มีสถานที่ก่อสร้างที่ถูกแดดร้อนจัดแผดเผา และกลุ่มคนที่พลุกพล่าน เมืองนี้โดยรวมดูเจริญรุ่งเรือง และจะดียิ่งกว่านี้หากไม่มีแขนหรือขาติดอยู่กับเสา
หัวแร้งถูกใช้เจาะทะลุแขนขา จากนั้นจึงนำไปเสียบเข้ากับเสา 2 ต้นจาก 4 ต้นของหอนาฬิกา ส่วนศีรษะถูกเสียบเข้ากับสายล่อฟ้าบนยอดสุดของหลังคา มันถูกวางในลักษณะที่ส่วนบนของศีรษะหันลง และมีดวงตาคู่หนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยความว่างเปล่ากำลังมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
ชัดเจนว่ากะโหลกศีรษะของชายผู้โชคร้ายรายนี้ถูกเจาะจนทะลุ
ที่น่าสังเกตก็คือ คล้ายกับการวางศีรษะให้คว่ำลง แขนขาก็ถูกวางไว้ด้านตรงข้ามเช่นกัน
ว่าง่าย ๆ แขนและขาซ้ายติดอยู่กับเสาด้านขวา ขณะที่แขนและขาขวาติดอยู่กับเสาด้านซ้าย
เจสันใช้บันไดเชือกปีนขึ้นไปเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ จากนั้นจึงกลับเข้าไปในหอนาฬิกาอีกครั้ง
“เจออะไรไหม?”
บอนดี้ถามทันที
เมื่อเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของนายอำเภอ เจสันครุ่นคิดสักครู่ จากนั้นเขาจึงตอบกลับไป “เมื่อคืนเราคงถูกหลอก สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่มันต้องการทำจริง ๆ สัตว์ประหลาดตัวเล็กที่ถูกฉันยิงตายน่าจะเป็นแค่เหยื่อล่อที่ใช้เพื่อดึงดูดความสนใจของเราเท่านั้น ในขณะเดียวกัน... มันก็พยายามจะทดสอบฉันด้วย”
เจสันหยุดคิดชั่วขณะ
“นอกจากคุณแล้ว ยังมีใครอีกบ้างที่รู้ว่าฉันอยู่ที่นี่?”
เขาถามเช่นนั้นออกไป
“นี่คุณกำลังสงสัยลูกน้องของฉันอยู่เหรอ?”
"เป็นไปไม่ได้!"
“พวกเขาซื่อสัตย์และเชื่อถือได้ทุกคน”
บอนดี้ชะงัก จากนั้นรีบแย้ง
เมื่อเผชิญกับการโต้แย้งดังกล่าว เจสันก็มีข้อสงสัยของตัวเอง เช่นเดียวกับที่เขามีข้อสงสัยต่อนายอำเภอที่อยู่ตรงหน้าเขา
หลังจากใช้ชีวิตในเมืองสลีปเลสมาหนึ่งปี มันทำให้เขาเรียนรู้ว่าไม่ควรไว้ใจคนแปลกหน้า
เจสันไม่สนใจนายอำเภอแต่ยังคงถามต่อไป
“ผู้คนแถวนี้พบอะไรบ้างไหม?”
เนื่องจากที่นี่กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุง จึงย่อมมีคนมาพักที่นี่บ้างเป็นธรรมดา
ถึงจะเป็นเวลากลางคืนก็ควรจะมีคนคอยเฝ้ายามอยู่
“ฟินช์?”
บอนดี้ตะโกนสุดเสียง
ทันใดนั้น นายตำรวจหนุ่มที่ไปแจ้งให้พวกเขาทราบ และเป็นคนพาพวกเขามาที่นี่ได้วิ่งเข้ามา
นายตำรวจหนุ่มสวมเครื่องแบบตำรวจยืนตรง ทำความเคารพบอนดี้ จากนั้นหันไปทางเจสัน และพยักหน้าเพื่อรับรู้การมีอยู่ของเขา
ชายหนุ่มมีคิ้วหนาและดวงตาที่สดใสมีชีวิตชีวา ใบหน้าของเขาแม้จะดูอ่อนเยาว์กว่า แต่มีความเคร่งขรึมคล้ายกับบอนดี้ แม้แต่การเดิน และท่าทางการยืนของเขาก็ยังคล้ายกับบอนดี้
กำลังเลียนแบบบอนดี้อยู่?
เจสันคาดเดา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายหนุ่มคนนี้คือผู้ชื่นชมและนับถือบอนดี้อย่างสูง
“คนแถวนี้เห็นอะไรบ้าง?”
บอนดี้ถามอย่างตรงไปตรงมา
"ไม่มีครับ!"
“เมื่อคืนคนที่ได้รับหน้าที่เฝ้ายามเมาจนหมดสติ”
“ที่จริงแล้ว หากไม่ใช่เพราะผู้คนที่อยู่นอกหอนาฬิกาพบว่ามีบางอย่างผิดปกติหลังจากรุ่งสาง ตอนนี้เขาก็คงจะยังเมาอยู่”
ฟินช์ตอบกลับ
คำตอบดังกล่าวทำให้จังหวะการหายใจของนายอำเภอถี่ขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าของเขาแดงก่ำ มือของเขากำแน่น อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างหดหู่ เหมือนลูกโป่งที่ปล่อยลมออก
เห็นได้ชัดว่านายอำเภอคนนี้เข้าใจว่าการแสดงความโกรธต่อคนขี้เมาถือเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด
“ไปพาจิตรกรมาที่นี่ คุณจะช่วยบันทึกทุกอย่าง”
บอนดี้พูดกับชายหนุ่ม
"ครับท่าน"
ชายหนุ่มทำความเคารพอีกครั้ง
บอนดี้พยักหน้าและเดินลงไป
ฝูงชนที่รวมตัวกันที่เชิงหอนาฬิกาเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงต้องเข้าไปจัดการกับพวกเขา นอกจากนี้ยังมีนักข่าวคนหนึ่งที่เข้ามาเพราะได้ยินข่าว ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องให้บอนดี้จัดการเช่นกัน เขาไม่อยากให้ลูกน้องภายใต้การดูแลของเขาทำผิดพลาดโดยไม่จำเป็นจากแรงกระตุ้นชั่ววูบ
ครั้งนี้เจสันไม่ได้เดินตามเขาไป
เขาไม่เก่งในการจัดการกับปัญหาประเภทนี้
“ท่านเจสันครับ”
จู่ ๆ เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้น
"หืม?"
เจสันมองไปทางนายตำรวจหนุ่ม
“พวกเราทุกคนทราบข่าวการมาถึงของท่าน นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพั้งค์ มันทำให้เราทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่ในภาวะตื่นตระหนกมาหลายวัน หัวหน้าเพียงต้องการทำให้เราสบายใจ”
“แต่ได้โปรดอย่างเข้าใจเขาผิด”
“เขาเป็นดี คนผู้ซึ่งสมควรได้รับความเคารพมากที่สุด”
ชายหนุ่มเน้นย้ำ
"เอาล่ะ ฉันเข้าใจ"
เจสันพยักหน้าเพื่อแสดงว่าเข้าใจ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เจสันคลายความระวังลง เขามองชายหนุ่มอยู่สามวินาทีเต็มก่อนจะเปิดปากพูดอีกครั้ง ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่สบายใจ
“แล้วคุณรู้ไหมว่าใครเป็นคนแรกที่แสดงอาการตื่นตระหนก?”
“หรือ…”
“ใครเป็นคนแรกที่พูดถึงเหตุการณ์พวกนี้?”
เจสันลดระดับเสียงของเขาให้ต่ำลง จากนั้นค่อย ๆ เน้นย้ำออกมาทีละคำ
วิธีการซักถามเช่นนี้เต็มไปด้วยความกดขี่อย่างไม่ต้องสงสัย
ชายหนุ่มซึ่งเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เกิดกังวลขึ้นมาทันที
“เป็น… เจฟฟรีย์!”
“ใช่ เป็นเจฟฟรีย์!”
“หลังจากเกิดคดีที่สองขึ้น เขาก็พูดในโรงอาหารว่า ‘ไม่มีทางที่จะเป็นฝีมือมนุษย์ ต้องเป็นสัตว์ประหลาดในตำนานพวกนั้นแน่ ๆ!’”
ชายหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจในที่สุด
เจฟฟรีย์เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจคนที่สามที่เสียชีวิต เป็นคนที่เหลืออยู่เพียงศีรษะ
เจสันจดชื่อนี้ไว้อีกครั้ง
จากนั้นเขาถามต่อไป
“แล้วพวกคุณคิดยังไงกับ ‘สัตว์ประหลาดในตำนาน’ เหล่านั้นบ้าง?”
“อย่างที่พูดครับ พวกมันคือสิ่งที่ควรมีอยู่แค่ในตำนานและเรื่องเล่าเท่านั้น”
“ถ้าผมไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเอง… ผมคงไม่มีวันเชื่อว่าจะมีสิ่งแบบนี้อยู่บนโลก”
ชายหนุ่มหัวเราะอย่างขมขื่น
แน่นอนว่าการดำรงอยู่เหล่านี้ไม่เคยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่สำหรับบางคน มันไม่ใช่ความลับอะไร!
เจสันมั่นใจในเรื่องนี้มาก
มิฉะนั้น นายอำเภอคนนั้นก็คงไม่ขอความช่วยเหลือจาก ‘ผู้พิทักราตรี’ เช่นกัน
การมีอยู่ของ ‘ผู้พิทักราตรี’ เป็นหลักฐานว่าโลกปัจจุบันที่พวกเขาอยู่ถูกแบ่งออกเป็น "ภายนอก" และ "ภายใน"
ภายนอกนั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้
ส่วนภายในล่ะ?
นั่นคือ…
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเจสัน
มันดังขึ้นจากเชิงหอนาฬิกา
เจสันโผล่หัวออกไปจากหอคอยทันที และเห็นนายอำเภอนอนจมอยู่ในแอ่งเลือด ขณะที่บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยความโกลาหล ผู้คนพยายามหลีกเลี่ยงร่างที่ถือปืนอย่างบ้าคลั่ง ทำให้อีกฝ่ายยิ่งเด่นชัดมากขึ้น
เจสันรีบดึงปืนออกมา
แต่ก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้เล็งยิง มันก็มี ‘เชือก’ ลื่น ๆ มาพันรอบคอเขาแล้วรัดแน่นขึ้นทันใด