เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DHCM ตอนที่ 10 ที่เกิดเหตุ

DHCM ตอนที่ 10 ที่เกิดเหตุ

DHCM ตอนที่ 10 ที่เกิดเหตุ


“เขา... เขา…”

เสียงของนายตำรวจหนุ่มติดขัดอยู่ในลำคอ ราวกับว่ามีวัตถุแข็ง ๆ บางอย่างกำลังบีบรัดคอเขาไว้ จนกระทั่งสายตาของบอนดี้จับจ้องไปที่เขา นายตำรวจหนุ่มจึงพูดออกมาด้วยความหนักหน่วง

“เขาตายแล้ว”

ทันใดนั้น เจสันก็เห็นว่าบอนดี้กำหมัดแน่น

“ที่ไหน?”

บอนดี้ถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

“ที่ครอสสแควร์!”

นายตำรวจหนุ่มตอบกลับ

บอนดี้ไม่พูดอะไรอีกแล้วเดินออกไปทันที เจสันที่เห็นดังนั้นจึงรีบเดินตามหลังเขาไป

ด้วยความวิตกกังวล บอนดี้ตัดสินใจไม่เดิน นายอำเภอพาเจสันขึ้นรถม้าทันที

นายตำรวจหนุ่มคนนั้นทำหน้าที่ขับรถม้า

ด้วยเสียงแส้ฟาด รถม้าก็พุ่งตรงไปยังถนนเคนซิ่ง

ถนนเคนซิ่งเป็นถนนที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในโรดทั้งอดีตและปัจจุบัน ถนนสายนี้กว้างพอที่จะรองรับให้รถม้าสองคันขับสวนกันได้ แต่ในเวลานี้ รถม้าทุกคันบนถนนสายนี้ต่างพร้อมใจกันรีบหลีกทางให้รถม้าที่มีตราตำรวจ

รถม้าแล่นด้วยความเร็วสูงผ่านถนนที่คับคั่งไปด้วยร้านค้า และมาถึงใจกลางถนนเคนซิ่ง ที่ตั้งของครอสสแควร์

ต่างจากถนนสายอื่นที่เต็มไปด้วยร้านค้าแบบดั้งเดิม หรือร้านค้าที่เพิ่งเปิดใหม่ ครอสสแควร์นั้นค่อนข้างกว้าง และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคงหนีไม่พ้นสถาปัตยกรรมอย่างหอนาฬิกาซึ่งมีความสูงกว่า 20 เมตร

ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสุภาพบุรุษที่สวมทักซิโด้สีดำพร้อมหมวกไหมสีเดียวกัน สุภาพสตรีที่แขนเสื้อบุด้วยลูกไม้ หรือสามัญชนที่สวมเสื้อแขนยาวและกระโปรงทอมือเนื้อหยาบ ทุกคนต่างมองไปยังหอนาฬิกาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกลัว

ที่นั่นมีศพสภาพไม่สมบูรณ์ถูกแขวนลงมา

ศีรษะของศพติดอยู่ด้านบนสุด ในขณะที่แขนขาทั้งสี่กระจายอยู่ตามเสาด้านล่าง

เจสันที่กระโดดลงจากรถม้ามองเห็นศพได้อย่างง่ายดาย

“ตามฉันมา!”

บอนดี้พูด และรีบพุ่งไปทางหอนาฬิกา โดยมีเจสันติดตามมาอย่างใกล้ชิด

"ท่านครับ!"

"ท่านครับ!"

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปิดกั้นฝูงชนรีบทำความเคารพบอนดี้ จากนั้นหลีกทางให้บอนดี้และเจสัน เปิดเส้นทางตรงไปยังด้านในของหอนาฬิกา

ประตูหอนาฬิกาเปิดอยู่

ตัวล็อคประตูถูกแขวนอยู่บนประตูรั้วเหล็ก โดยไม่มีร่องรอยความเสียหาย

พื้นดินรกไปด้วยวัสดุสำหรับการก่อสร้าง เช่น อิฐ หิน และเครื่องมือต่าง ๆ วางกองกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด

“เพื่อให้เมืองโรดดูทันสมัยมากขึ้น นายกเทศมนตรีจึงมีแผนจะติดตั้งนาฬิกาในหอนาฬิกาเก่าแก่กว่าศตวรรษอันนี้ โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะคง ‘นาฬิกา’ เอาไว้ ดังนั้นพวกเขาจึงจะปิดผนึกทุกทิศเพื่อติดตั้งเข็มชั่วโมง เข็มนาที และเข็มวินาที”

“จากความคืบหน้าตามกำหนดการ ทั้งหมดน่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน”

“อย่างไรตาม ดูเหมือนมันจะต้องเลื่อนออกไปนานกว่านั้น”

บอนดี้เห็นสายตาของเจสันหยุดอยู่ตรงบริเวณที่วัสดุก่อสร้างวางอยู่ เขาจึงอธิบายสถานการณ์ให้ฟังทันที

เจสันพยักหน้าโดยไม่ซักถามอะไรเพิ่มเติม และเดินตามบอนดี้ไปอย่างใกล้ชิดขณะที่พวกเขาเดินขึ้นไป

บันไดนี้ทำด้วยไม้และเก่ามาก เวลาเหยียบก็จะมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดออกมา

มันทำให้เจสันต้องระมัดระวังมากขึ้น

เขาไม่อยากพลาดก้าวใดก้าวหนึ่งแล้วตกลงไป

หลังจากผ่านจุดเปลี่ยนสามรอบ เจสันก็มาถึงยอดหอนาฬิกา

จากที่นี่ เขาสามารถมองเห็นเมืองโรดทั้งเมืองได้จากมุมสูง มีสถานที่ก่อสร้างที่ถูกแดดร้อนจัดแผดเผา และกลุ่มคนที่พลุกพล่าน เมืองนี้โดยรวมดูเจริญรุ่งเรือง และจะดียิ่งกว่านี้หากไม่มีแขนหรือขาติดอยู่กับเสา

หัวแร้งถูกใช้เจาะทะลุแขนขา จากนั้นจึงนำไปเสียบเข้ากับเสา 2 ต้นจาก 4 ต้นของหอนาฬิกา ส่วนศีรษะถูกเสียบเข้ากับสายล่อฟ้าบนยอดสุดของหลังคา มันถูกวางในลักษณะที่ส่วนบนของศีรษะหันลง และมีดวงตาคู่หนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยความว่างเปล่ากำลังมองขึ้นไปบนท้องฟ้า

ชัดเจนว่ากะโหลกศีรษะของชายผู้โชคร้ายรายนี้ถูกเจาะจนทะลุ

ที่น่าสังเกตก็คือ คล้ายกับการวางศีรษะให้คว่ำลง แขนขาก็ถูกวางไว้ด้านตรงข้ามเช่นกัน

ว่าง่าย ๆ แขนและขาซ้ายติดอยู่กับเสาด้านขวา ขณะที่แขนและขาขวาติดอยู่กับเสาด้านซ้าย

เจสันใช้บันไดเชือกปีนขึ้นไปเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ จากนั้นจึงกลับเข้าไปในหอนาฬิกาอีกครั้ง

“เจออะไรไหม?”

บอนดี้ถามทันที

เมื่อเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของนายอำเภอ เจสันครุ่นคิดสักครู่ จากนั้นเขาจึงตอบกลับไป “เมื่อคืนเราคงถูกหลอก สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่มันต้องการทำจริง ๆ สัตว์ประหลาดตัวเล็กที่ถูกฉันยิงตายน่าจะเป็นแค่เหยื่อล่อที่ใช้เพื่อดึงดูดความสนใจของเราเท่านั้น ในขณะเดียวกัน... มันก็พยายามจะทดสอบฉันด้วย”

เจสันหยุดคิดชั่วขณะ

“นอกจากคุณแล้ว ยังมีใครอีกบ้างที่รู้ว่าฉันอยู่ที่นี่?”

เขาถามเช่นนั้นออกไป

“นี่คุณกำลังสงสัยลูกน้องของฉันอยู่เหรอ?”

"เป็นไปไม่ได้!"

“พวกเขาซื่อสัตย์และเชื่อถือได้ทุกคน”

บอนดี้ชะงัก จากนั้นรีบแย้ง

เมื่อเผชิญกับการโต้แย้งดังกล่าว เจสันก็มีข้อสงสัยของตัวเอง เช่นเดียวกับที่เขามีข้อสงสัยต่อนายอำเภอที่อยู่ตรงหน้าเขา

หลังจากใช้ชีวิตในเมืองสลีปเลสมาหนึ่งปี มันทำให้เขาเรียนรู้ว่าไม่ควรไว้ใจคนแปลกหน้า

เจสันไม่สนใจนายอำเภอแต่ยังคงถามต่อไป

“ผู้คนแถวนี้พบอะไรบ้างไหม?”

เนื่องจากที่นี่กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุง จึงย่อมมีคนมาพักที่นี่บ้างเป็นธรรมดา

ถึงจะเป็นเวลากลางคืนก็ควรจะมีคนคอยเฝ้ายามอยู่

“ฟินช์?”

บอนดี้ตะโกนสุดเสียง

ทันใดนั้น นายตำรวจหนุ่มที่ไปแจ้งให้พวกเขาทราบ และเป็นคนพาพวกเขามาที่นี่ได้วิ่งเข้ามา

นายตำรวจหนุ่มสวมเครื่องแบบตำรวจยืนตรง ทำความเคารพบอนดี้ จากนั้นหันไปทางเจสัน และพยักหน้าเพื่อรับรู้การมีอยู่ของเขา

ชายหนุ่มมีคิ้วหนาและดวงตาที่สดใสมีชีวิตชีวา ใบหน้าของเขาแม้จะดูอ่อนเยาว์กว่า แต่มีความเคร่งขรึมคล้ายกับบอนดี้ แม้แต่การเดิน และท่าทางการยืนของเขาก็ยังคล้ายกับบอนดี้

กำลังเลียนแบบบอนดี้อยู่?

เจสันคาดเดา

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายหนุ่มคนนี้คือผู้ชื่นชมและนับถือบอนดี้อย่างสูง

“คนแถวนี้เห็นอะไรบ้าง?”

บอนดี้ถามอย่างตรงไปตรงมา

"ไม่มีครับ!"

“เมื่อคืนคนที่ได้รับหน้าที่เฝ้ายามเมาจนหมดสติ”

“ที่จริงแล้ว หากไม่ใช่เพราะผู้คนที่อยู่นอกหอนาฬิกาพบว่ามีบางอย่างผิดปกติหลังจากรุ่งสาง ตอนนี้เขาก็คงจะยังเมาอยู่”

ฟินช์ตอบกลับ

คำตอบดังกล่าวทำให้จังหวะการหายใจของนายอำเภอถี่ขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าของเขาแดงก่ำ มือของเขากำแน่น อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างหดหู่ เหมือนลูกโป่งที่ปล่อยลมออก

เห็นได้ชัดว่านายอำเภอคนนี้เข้าใจว่าการแสดงความโกรธต่อคนขี้เมาถือเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด

“ไปพาจิตรกรมาที่นี่ คุณจะช่วยบันทึกทุกอย่าง”

บอนดี้พูดกับชายหนุ่ม

"ครับท่าน"

ชายหนุ่มทำความเคารพอีกครั้ง

บอนดี้พยักหน้าและเดินลงไป

ฝูงชนที่รวมตัวกันที่เชิงหอนาฬิกาเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงต้องเข้าไปจัดการกับพวกเขา นอกจากนี้ยังมีนักข่าวคนหนึ่งที่เข้ามาเพราะได้ยินข่าว ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องให้บอนดี้จัดการเช่นกัน เขาไม่อยากให้ลูกน้องภายใต้การดูแลของเขาทำผิดพลาดโดยไม่จำเป็นจากแรงกระตุ้นชั่ววูบ

ครั้งนี้เจสันไม่ได้เดินตามเขาไป

เขาไม่เก่งในการจัดการกับปัญหาประเภทนี้

“ท่านเจสันครับ”

จู่ ๆ เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้น

"หืม?"

เจสันมองไปทางนายตำรวจหนุ่ม

“พวกเราทุกคนทราบข่าวการมาถึงของท่าน นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพั้งค์ มันทำให้เราทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่ในภาวะตื่นตระหนกมาหลายวัน หัวหน้าเพียงต้องการทำให้เราสบายใจ”

“แต่ได้โปรดอย่างเข้าใจเขาผิด”

“เขาเป็นดี คนผู้ซึ่งสมควรได้รับความเคารพมากที่สุด”

ชายหนุ่มเน้นย้ำ

"เอาล่ะ ฉันเข้าใจ"

เจสันพยักหน้าเพื่อแสดงว่าเข้าใจ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เจสันคลายความระวังลง เขามองชายหนุ่มอยู่สามวินาทีเต็มก่อนจะเปิดปากพูดอีกครั้ง ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่สบายใจ

“แล้วคุณรู้ไหมว่าใครเป็นคนแรกที่แสดงอาการตื่นตระหนก?”

“หรือ…”

“ใครเป็นคนแรกที่พูดถึงเหตุการณ์พวกนี้?”

เจสันลดระดับเสียงของเขาให้ต่ำลง จากนั้นค่อย ๆ เน้นย้ำออกมาทีละคำ

วิธีการซักถามเช่นนี้เต็มไปด้วยความกดขี่อย่างไม่ต้องสงสัย

ชายหนุ่มซึ่งเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เกิดกังวลขึ้นมาทันที

“เป็น… เจฟฟรีย์!”

“ใช่ เป็นเจฟฟรีย์!”

“หลังจากเกิดคดีที่สองขึ้น เขาก็พูดในโรงอาหารว่า ‘ไม่มีทางที่จะเป็นฝีมือมนุษย์ ต้องเป็นสัตว์ประหลาดในตำนานพวกนั้นแน่ ๆ!’”

ชายหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจในที่สุด

เจฟฟรีย์เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจคนที่สามที่เสียชีวิต เป็นคนที่เหลืออยู่เพียงศีรษะ

เจสันจดชื่อนี้ไว้อีกครั้ง

จากนั้นเขาถามต่อไป

“แล้วพวกคุณคิดยังไงกับ ‘สัตว์ประหลาดในตำนาน’ เหล่านั้นบ้าง?”

“อย่างที่พูดครับ พวกมันคือสิ่งที่ควรมีอยู่แค่ในตำนานและเรื่องเล่าเท่านั้น”

“ถ้าผมไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเอง… ผมคงไม่มีวันเชื่อว่าจะมีสิ่งแบบนี้อยู่บนโลก”

ชายหนุ่มหัวเราะอย่างขมขื่น

แน่นอนว่าการดำรงอยู่เหล่านี้ไม่เคยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่สำหรับบางคน มันไม่ใช่ความลับอะไร!

เจสันมั่นใจในเรื่องนี้มาก

มิฉะนั้น นายอำเภอคนนั้นก็คงไม่ขอความช่วยเหลือจาก ‘ผู้พิทักราตรี’ เช่นกัน

การมีอยู่ของ ‘ผู้พิทักราตรี’ เป็นหลักฐานว่าโลกปัจจุบันที่พวกเขาอยู่ถูกแบ่งออกเป็น "ภายนอก" และ "ภายใน"

ภายนอกนั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้

ส่วนภายในล่ะ?

นั่นคือ…

ปัง!

เสียงปืนดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเจสัน

มันดังขึ้นจากเชิงหอนาฬิกา

เจสันโผล่หัวออกไปจากหอคอยทันที และเห็นนายอำเภอนอนจมอยู่ในแอ่งเลือด ขณะที่บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยความโกลาหล ผู้คนพยายามหลีกเลี่ยงร่างที่ถือปืนอย่างบ้าคลั่ง ทำให้อีกฝ่ายยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

เจสันรีบดึงปืนออกมา

แต่ก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้เล็งยิง มันก็มี ‘เชือก’ ลื่น ๆ มาพันรอบคอเขาแล้วรัดแน่นขึ้นทันใด

จบบทที่ DHCM ตอนที่ 10 ที่เกิดเหตุ

คัดลอกลิงก์แล้ว