- หน้าแรก
- ตำราอาหารของนักล่าปีศาจ
- DHCM ตอนที่ 4 เมื่อฉันสวมหน้ากาก
DHCM ตอนที่ 4 เมื่อฉันสวมหน้ากาก
DHCM ตอนที่ 4 เมื่อฉันสวมหน้ากาก
กระสุนปืนโดนนายจ้างชั่วคราวเข้าที่กลางหลังพอดี
แต่อีกฝ่ายที่เพิ่งโดนยิงกลับเซไปข้างหน้าเล็กน้อย ไม่เพียงแต่ไม่ล้มลงเท่านั้น ทว่ายังใช้แรงเหวี่ยงนั้นหมุนตัวกลับ
เจสันซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตกใจมาก แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาลังเลในการลั่นไกต่อไป
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจสันเทกระสุนทั้งหมดจากปืนพก MF92 ที่อยู่ในมือลงบนร่างของศัตรู
การยิงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเจสัน
ผ่านการศึกษาและฝึกฝนในแต่ละวัน อาวุธปืนเป็นหมวดหมู่ของสิ่งที่เขาต้องสัมผัสอยู่บ่อยครั้ง และปืนพก MF92 ที่เขาถืออยู่ในมือขณะนี้เป็นหนึ่งในปืนที่เขาคุ้นเคยมากที่สุด
นอกจากนี้ยังเป็นการยิงในระยะใกล้อีกด้วย
ดังนั้นกระสุนจึงไม่พลาดเป้าแม้แต่นัดเดียว
อาจกล่าวได้ว่ากระสุนแต่ละนัดได้ถูกยิงเข้าไปยังส่วนสำคัญของลำตัวคู่ต่อสู้
แต่ถึงกระนั้น นายจ้างชั่วคราวคนนี้ยังทนทายาดอย่างเหลือเชื่อ เขาล้มลงกับพื้นหลังจากที่ถูกยิงเข้าใส่ถึงสามนัด และยังไม่ตาย
อกที่ขึ้นลงของอีกฝ่ายเป็นหลักฐานชั้นดีพิสูจน์เรื่องนี้
แฮก! แฮก!
เสียงนั้นฟังดูเหมือนใครบางคนกำลังหายใจออก แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ยังฟังดูเหมือนใครบางคนกำลังหอนด้วย เสียงนั้นมาจากด้านหลังหน้ากากฮ็อกกี้ อีกฝ่ายพยายามยกมือที่ถือปืนขึ้น ต้องการเล็งไปที่เจสันอีกครั้ง
ปัง ปัง!
ก่อนที่คู่ต่อสู้จะมีโอกาสนั้น เจสันก็เหนี่ยวไกอีกครั้ง
คราวนี้อีกฝ่ายเงียบสนิท
ทว่าเจสันไม่กล้าประมาท
ทุกสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นเกินกว่าที่เขาคาดไว้มาก
หนวดที่ถูกเรียกว่า ‘หนวดของสวากนู’ …
นายจ้างชั่วคราวที่อยู่ตรงหน้าเขาซึ่งมีพลังชีวิตที่เหนือเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปจะจินตนาการ…
และรวมถึง…
ตัวเขาเอง
โดยไม่รู้ตัว เจสันหวนนึกถึงพรสวรรค์ [นักล่า] ที่ปรากฏให้เห็นก่อนหน้านี้
ขณะที่ความคิดเกี่ยวกับพรสวรรค์นี้ผุดขึ้นมา ถ้อยคำเหล่านั้นที่เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับพรสวรรค์ [นักล่า] ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
[นักล่า: …]
[ความอิ่ม: 0]
“ลักษณะพิเศษของวิญญาณ…”
เจสันพึมพำกับตัวเองขณะมองดูข้อความ
เจสันรู้ถึงที่มาของเขาดี และนี่เป็นความลับที่เขาต้องเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจ
จากนั้น สายตาของเจสันจึงเลื่อนมองไปยัง [ความอิ่ม] เขาไม่อาจลืมได้เลยว่าเขาเพิ่งผ่านพ้นความตายมาได้อย่างไร ทั้งหมดทั้งมวล เขาอาศัยสิ่งที่เรียกว่า [ความอิ่ม] เพื่อฝ่าฟันและเอาชีวิตรอดจากวิกฤต
ขณะนี้ ตัวเลข ‘0’ นั้นดูเด่นชัดมากเป็นพิเศษ
สำหรับคนที่ขาดความรู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่งเช่นเขา นี่ไม่ใช่เรื่องดี
เจสันมองไปยังประตูบ้านเลขที่ 19 บนถนนเทอเรโดยไม่รู้ตัว
จะมี ‘สัตว์ประหลาด’ คล้าย ๆ กันอยู่ในนั้นอีกไหม?
เจสันคาดเดา
ต่อมาเขาก็ส่ายหัว
หากยังมีสัตว์ประหลาดแบบนี้อยู่ในนั้นอีก นายจ้างชั่วคราวของเขาคงไม่ออกมาโจมตีเขาเป็นการส่วนตัว
มันจะดีกว่าไหมหากสั่งการเหล่าสัตว์ประหลาดเหล่านั้นแทน?
หรือบางทีการสั่งสัตว์ประหลาดเหล่านั้นอาจต้องมีการเตรียมการและเงื่อนไขเพิ่มเติม?
ขณะที่กำลังครุ่นคิด เจสันก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ อดทนกับความเจ็บปวดในอก และพยายามลุกขึ้น
แม้ว่าการรักษาด้วย [ความอิ่ม] จะไม่สามารถทำให้เขาฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์ แต่อาการบาดเจ็บไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของเขาอีกต่อไป เจสันมองดูร่างไร้วิญญาณของนายจ้างชั่วคราว
หรือจะพูดให้ชัดเจนกว่านั้นคือปืนในมือของอีกฝ่าย
เนื่องจากเขตที่ 26 เต็มไปด้วยอันตราย เจสันจึงไม่รังเกียจที่จะมีปืนพกสำรองไว้เป็นมาตรการป้องกัน
โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายก็ใช้ปืนพก MF92 เช่นกัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจสันไม่ใช่คนเดียวที่ชอบปืนพกซึ่งมีความเสถียร เชื่อถือได้ และมีความแม่นยำสูงอย่าง MF92 คนอื่น ๆ เองก็ชอบปืนพกอย่าง MF92 เช่นกัน
นี่ถือเป็นข่าวดีสำหรับเจสัน อย่างน้อยเขาก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำความคุ้นเคยกับอาวุธปืนในมืออีก
เขาหยิบปืน MF92 ที่อยู่ในมือของศพขึ้นมา เปิดเซฟตี้จากนั้นสอดเข้าไปที่เอวด้านหลัง เจสันมองไปยังหน้ากากฮ็อกกี้ของอีกฝ่าย เพื่อจุดประสงค์ในการสืบสวนอย่างละเอียด เขาจึงถอดหน้ากากออก
เป็นใบหน้าแสนธรรมดาของชายวัยกลางคนคนหนึ่ง
เจสันขมวดคิ้ว
เขาแน่ใจว่าเขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายมาก่อน
ไม่มีเรื่องบาดหมางระหว่างกัน
และนี่ไม่ใช่ข่าวดี
เจสันไม่ใช่คนโง่ เขานึกถึงอีกฝ่ายที่เปิดฉากยิงเขาโดยไม่ลังเลหลังปรากฏตัวขึ้น และยังมีคนร้ายที่ปรากฏตัวขึ้นในรถของเขาและกลายเป็นอาหารของ ‘หนวดของสวากนู’ เจสันรู้ได้ในทันทีว่าเขากำลังมีปัญหาใหญ่
เขาพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
แต่ปัญหาบางอย่างก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ
เจสันไม่รู้ว่า ‘บุคคลสำคัญ’ นั้นต้องการทำอะไร
แต่เขารู้ว่าเนื่องจาก ‘บุคคลสำคัญ’ คนนั้นได้จัดเตรียมและโยน ‘เหยื่อ’ ออกไปแล้ว ไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องกลับมามือเปล่า
อันที่จริง แผนของอีกฝ่ายสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ดูได้จากชายผู้โชคร้ายที่ติดตามเขามาที่นี่ สุดท้ายก็ถูก ‘หนวดของสวากนู’ กลืนเข้าไป นั่นถือเป็นหลักฐานชั้นดี
ความล้มเหลวเดียวก็คือ…
เขา!
เขาซึ่งถูกกำหนดให้เป็น ‘เบี้ยที่ถูกทิ้ง’ ควรจะหายตัวไปจากโลก ไม่เพียงแต่จะรอดชีวิตมาได้เท่านั้น ทว่ายังฆ่าชายที่ถูกส่งมาโดย ‘บุคคลสำคัญ’ คนนั้นอีกด้วย ทำลายส่วนหนึ่งของแผนไป
สมมติว่าบุคคลสำคัญคนนั้นรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?
คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากตาย
ไปหา ‘ชายชรา’ เพื่อขอความช่วยเหลือ?
เจสันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าทันทีที่เขาปรากฏตัว ‘ชายชรา’ จะมัดเขาไว้แล้วส่งให้กับ ‘บุคคลสำคัญ’ คนนั้น และถ้าทำได้ ชายชราก็ไม่ขัดข้องที่จะผูกเชือกเป็นเงื่อนผีเสื้อแน่นอน
ส่วนไปที่อื่นล่ะ?
นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
ทั้งนี้ก็เนื่องจากวิธีการขนส่งที่สามารถออกจากเมืองสลีปเลสนั้นมีอยู่แค่ในเขตที่ 1 ถึง 15 เท่านั้น
ผู้รักษากฎหมายในตำนานมีอยู่เฉพาะแค่ในเขตที่ 1 ถึง 15 เท่านั้นเช่นกัน
นับตั้งแต่เขตที่ 16 เป็นต้นไป ความปลอดภัยสาธารณะเริ่มมีสภาพย่ำแย่ลงแบบทิ้งดิ่ง
เมื่อมาถึงเขตที่ 26 ถนนหนทางก็กลายเป็นมีสภาพไม่ต่างจากสนามรบ ความตายถูกพบได้อยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง
เจสันไม่ทราบว่าชีวิตของผู้อยู่อาศัยในเขตที่ 1 ถึง 15 เป็นอย่างไร
อันเนื่องจากตัวเขาอยู่เขตที่ 16
ก่อนที่ชาวเมืองในเขตที่ 16 จะได้รับการนิรโทษกรรม ไม่มีทางที่พวกเขาจะเข้าไปในเขตพื้นที่ก่อนหน้าได้ ใครก็ตามที่ฝ่าฝืน และเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถูกยิงทิ้ง
ต้องการขอการนิรโทษกรรมพิเศษ?
ง่ายมาก
แค่จ่ายล้านคิมป์ตัน!
สำหรับเจสัน ผู้ซึ่งมีทรัพย์สินสุทธิทั้งหมดน้อยกว่าสามคิมป์ตันด้วยซ้ำ นี่ถือเป็นตัวเลขมหาศาล เกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
แม้แต่ ‘ชายชรา’ เองก็ยังอาจพบว่าการพยายามรวบรวมเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเรื่องท้าทาย
และในเขตที่ 16 ชายชราผู้นี้ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่ง
ในฐานะบุรุษไปรษณีย์ดีเด่นที่ทำงานภายใต้การนำของชายชรา เจสันเข้าใจเป็นอย่างดีว่าชายชราคนนี้มีอิทธิพลมากแค่ไหน นอกจากนี้ เขายังเข้าใจด้วยว่าการดำรงอยู่ที่ทำให้ชายชราต้องประจบประแจงราวกับคนรับใช้ และได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็น ‘บุคคลสำคัญ’ จากชายชรานั้นน่ากลัวเพียงใด
หากพิจารณาถึงความสามารถของอีกฝ่าย การจะปิดกั้นเขต 26 ทั้งเขตอาจไม่ใช่ปัญหาเลย
ตราบใดที่อีกฝ่ายต้องการ เขาก็สามารถทำมันได้อย่างแน่นอน
และเพื่อให้มั่นใจว่าแผนของตนจะประสบความสำเร็จ อีกฝ่ายจะต้องทำเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย และจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้อีกด้วย!
คำถามคือ เจสันควรทำอย่างไรต่อไป?
เจสันกำลังครุ่นคิด จนกระทั่งดวงตาของเขาเหลือบไปมองหน้ากากฮ็อกกี้ที่เขากำลังถืออยู่ ทันใดนั้น ความคิดอันกล้าหาญก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
แอบอ้างตัวเป็นนายจ้างชั่วคราว!
ตราบใดที่ ‘เขา’ ตายไปแล้ว และนายจ้างชั่วคราวยังมีชีวิตอยู่ มันน่าจะเพียงพอที่จะโน้มน้าวให้ ‘บุคคลสำคัญ’ คิดว่าแผนตัวเองประสบความสำเร็จชั่วคราว
แน่นอน เจสันรู้ว่ามีตัวแปรมากมายเกี่ยวข้องอยู่
บางทีการเลียนแบบคนที่สวมหน้ากากฮ็อกกี้อาจไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ยังมีการโต้ตอบสื่อสารที่น่ากังวล
ความสัมพันธ์ระหว่างอีกฝ่ายกับ ‘บุคคลสำคัญ’ รวมไปถึงกิริยาท่าทางปกติของอีกฝ่าย ล้วนเป็นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องพิจารณา
นอกจากนี้ เขายังหวังว่าชายผู้โชคร้ายคนนั้นจะไม่ใช่เป้าหมายเพียงอย่างเดียวของ ‘บุคคลสำคัญ’ แต่เป็นเพียงอาหารเรียกน้ำย่อยในแผนของ ‘บุคคลสำคัญ’ เท่านั้น
เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่เขาจะสามารถยืดเวลาการอยู่ที่นี่ในฐานะ ‘นายจ้างชั่วคราว’ ออกไปได้
และทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงความยากลำบากที่เขาคิดได้ตอนนี้
จะมีมากกว่านี้อีกไหม?
แน่นอนว่าพวกมันคงจะตามมาทีหลัง
แต่เขาสามารถทำได้เพียงทีละขั้นเท่านั้น
นั่นคือความคิดของเจสัน
จากนั้นเขาก็หายใจออกอย่างหนักหน่วง
หลังจากเสียงถอนหายใจเงียบลง เจสันก็สวมหน้ากากฮ็อกกี้บนใบหน้าของเขา
หลังจากปรับเปลี่ยนเล็กน้อย การมองเห็น และลมหายใจของเขาก็ปรับตัวเข้ากับหน้ากากฮ็อกกี้ได้อย่างรวดเร็ว
หน้ากากแข็งเย็น ๆ ที่ติดอยู่บนใบหน้าทำให้เจสันรู้สึกสงบอย่างอธิบายไม่ถูก อารมณ์วิตกกังวล และกระสับกระส่ายที่เขารู้สึกก่อนหน้านี้หายไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาจึงเริ่มทำตามแผนที่วางไว้ และเริ่มตรวจสอบสถานที่เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรสะดุดตาเหลืออยู่ เมื่อมั่นใจแล้ว เขาก็ลากร่างของนายจ้างชั่วคราวไปยังรถที่ยังคงลุกไหม้อยู่
เนื่องจากเขาได้ตัดสินใจที่จะแอบอ้างเป็นนายจ้างชั่วคราว ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่จะต้องมี ‘ศพของเจสัน’ เพิ่มเติมในรถ
เจสันโยนร่างของเขาเข้าไปในกองไฟที่กำลังโหมกระหน่ำ จากนั้นเขาก็มองไปรอบ ๆ ขณะเฝ้าดูร่างนั้นถูกเปลวไฟเผาไหม้อย่างไร
การระเบิดของรถก่อนหน้านี้บวกกับเสียงกรีดร้องอันน่าเวทนา และเสียงปืนที่ดังขึ้นตามมา ทำให้ผู้ที่แอบดูอยู่รู้ว่าพวกเขาควรเลือกที่จะล่าถอย ซึ่งนี่เป็นข่าวดีอีกเรื่องสำหรับเจสัน เพราะเขาไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากไปกว่านี้เพื่อเก็บกวาดให้เรียบร้อย
จากนั้นเขาก็หันหลัง และเดินไปทางประตูบ้านเลขที่ 19 บนถนนเทอเร
ประตูไม่ได้ปิดสนิทจนมีช่องว่างเหลืออยู่
อย่างไรก็ตาม เมื่อยืนอยู่หน้าประตู เขามองไม่เห็นอะไรในห้องเลยผ่านช่องว่างนี้
สิ่งเดียวที่มองเห็นได้คือความมืด
นั่นทำให้ภาพของ ‘หนวดของสวากนู’ ปรากฏขึ้นในใจของเจสันโดยไม่ได้ตั้งใจ
แม้เขาจะเดาว่าคงไม่มีสัตว์ประหลาดเช่นนั้นอยู่ข้างในอีก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเจสันจะใช้มือของตัวเองผลักประตูเปิดออกโดยตรง
เขาดึงกิ่งไม้ที่ยาวอย่างน้อยหนึ่งเมตรออกจากพุ่มไม้ข้างถนน ด้วยปืนในมือขวา เขาใช้กิ่งไม้ในมือซ้ายแตะประตูเบา ๆ จากนั้นจึงออกแรงดันเล็กน้อย
ประตูเปิดออกพร้อมกับเสียงดังเอี๊ยด