- หน้าแรก
- ประกายแสงจากโลกสีคราม ขออัญเชิญผู้เล่นสู่โลกล่มสลาย
- ตอนที่ 33 นอกเขตเมือง , ภาคีอัศวิน
ตอนที่ 33 นอกเขตเมือง , ภาคีอัศวิน
ตอนที่ 33 นอกเขตเมือง , ภาคีอัศวิน
ระหว่างทางกลับไปยังลานจอดรถ ซูเฉินเอาแต่ครุ่นคิดถึงหญิงสาวผมสีฟ้าไม่หยุด
จนกระทั่งเดินออกมาไกลพอสมควร ความตึงเครียดในใจถึงได้ค่อย ๆ จางหายไป
ในตอนนั้นเอง ชิปสปาร์คก็พูดขึ้นทันที "โฮสต์… เมื่อครู่นี้อันตรายมาก”
ซูเฉินสะดุ้งเฮือก เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าชิปสปาร์คเงียบไปนานผิดปกติ และไม่ได้แจ้งเตือนอะไรเขาเลยในช่วงเวลานั้น
"เกิดอะไรขึ้น?" เขารีบถามกลับ
เสียงสังเคราะห์ของชิปสปาร์คฟังดูจริงจังกว่าครั้งไหน ๆ "ตั้งแต่ที่พวกเราเข้าใกล้ร้านลูกอมไปได้สามร้อยเมตร โฮสต์ถูกคลื่นชีวภาพบางอย่างล็อกเป้าหมายเอาไว้”
"คลื่นสัญญาณนั้นแรงมาก ระบบไม่สามารถส่งสัญญาณเตือนได้ ไม่เช่นนั้นพวกเราทั้งคู่จะยิ่งตกอยู่ในอันตราย"
ซูเฉินตกตะลึง!
แม้แต่ชิปสปาร์คก็ยังไม่กล้าแสดงตัวเลยหรือ?!
"คลื่นชีวภาพคืออะไร ?"
"คล้ายกับคลื่นอัลตราซาวด์ แต่ความเข้มข้นของสัญญาณนั้นสูงกว่าซอนาร์ของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์หลายเท่า ภายใต้การตรวจจับคลื่นชีวภาพนี้ ผิวหนังและเนื้อไม่ใช่อุปสรรค กล่าวคือคนธรรมดาจะถูกมองเห็นเหมือนโครงกระดูกเปล่าเดินได้”
"แต่ยีนของโฮสต์ถูกปรับแต่งด้วยอนุภาคมืดอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นอีกฝ่ายจึงไม่สามารถตรวจจับได้ทั้งหมด ตรวจจับได้เพียงบางส่วนเท่านั้น"
ซูเฉินเข้าใจได้อย่างชัดเจน สาวผมฟ้าคนนั้นต้องเป็นคนส่งคลื่นตรวจจับออกมาแน่ ๆ
และเพราะเธอไม่สามารถมองทะลุเขาได้ จึงทำให้เธอสนใจ
"ระบบ เธอใช้เครื่องมือหรือพลังพิเศษอะไรในการตรวจจับ?"
"ไม่สามารถระบุได้"
ซูเฉินขมวดคิ้วแน่น เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามนุษย์จะมีความสามารถน่ากลัวเช่นนี้ได้
"ต้องรีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด!"
มีบุคคลอันตรายถึงขนาดนั้นอยู่ในเมืองเล็ก ๆ อย่างเมืองแบล็ควอเตอร์แห่งนี้… แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว
ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เขายิ่งอยากรีบออกเดินทางให้เร็วกว่าเดิม
……
ซูเฉินพยายามเก็บซ่อนความร้อนใจเอาไว้เมื่อกลับถึงลานจอดรถ
เขายิ้มให้ซูเสี่ยวหยูและถามว่า "ดูสิ นี่อะไรเอ่ย?”
เมื่อเห็นว่าซูเฉินกลับมาอย่างปลอดภัย เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะแกะกระดาษไขออกและอุทานด้วยความประหลาดใจ "ลูกอม! พี่ไปหามาจากไหนเนี่ย?!"
พูดจบ ซูเสี่ยวหยูก็แกะลูกอมออกจากห่ออย่างรวดเร็วและป้อนให้ซูเฉินหนึ่งเม็ดก่อน จากนั้นจึงหยิบอีกเม็ดเข้าปากตัวเองตาม
"หวานจังเลย"
ใบหน้าของซูเสี่ยวหยูเต็มไปด้วยความสุข
เมื่อเห็นเธอมองลูกอมในมือด้วยแววตาใสซื่อ ราวกับอยากจะกัดเข้าไปเต็มคำทีเดียวแต่ก็เสียดาย… ความกังวลในใจของซูเฉินก็พลันจางหายไป
"เสี่ยวหยู คืนนี้เราเฝ้ายามไปนะ พอฟ้าสางเมื่อไหร่…พวกเราจะออกเดินทางทันที"
"อื้ม ได้เลยพี่ ถึงจะไม่ได้นอนสองสามวัน ฉันก็ยังไหวอยู่”
"ดีมาก ระวังตัวด้วยล่ะ"
ซูเฉินพาโจวเล่งออกมาจากท้ายรถและให้เขาไปนั่งข้างในด้วยกัน
จากนั้นก็หยิบเชือกมามัดตัวเขาไว้ "เพื่อความปลอดภัยของนายเอง”
โจวเล่งไม่ขัดขืนใด ๆ ปล่อยให้ซูเฉินมัดเขาไว้กับเบาะตามใจชอบ
"คงรู้แล้วสินะว่าสถานการณ์ตอนนี้มันอันตรายแค่ไหน… ขอให้พรุ่งนี้นายจะออกจากเมืองนี้ได้ก็แล้วกันนะ"
ซูเฉินยิ้ม "แน่นอนสิ ถ้าฉันตาย…แล้วใครจะใส่แขนขาเทียมให้นายล่ะ จริงไหม?"
จากการพูดคุยกันก่อนหน้านี้ โจวเล่งน่าจะเป็นนักล่าที่มีประสบการณ์สูง ซูเฉินจึงจงใจให้เขามานั่งด้วยกันเพื่อช่วยสังเกตการณ์
ตอนนี้พวกเขาก็เหมือนผูกติดอยู่บนเรือลำเดียวกัน หากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน…คงไม่มีใครหนีรอดได้
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ซูเฉินและซูเสี่ยวหยูก็ผลัดกันเฝ้ายาม คอยระแวดระวังทุกความเคลื่อนไหวรอบตัว
โชคดีที่คืนนั้นผ่านไปอย่างราบรื่น
......
หกโมงครึ่ง เฒ่าหลี่และชายหัวโล้นปรากฏตัวขึ้นที่ทางเข้าลานจอดรถพร้อมกับทาสอีกหลายคนที่แบกสัมภาระมาเต็มหลัง
ซูเฉินตรวจสอบสินค้าทั้งหมดอีกครั้ง
แม้ข้าวและแป้งจะไม่ใช่อาหารคุณภาพสูง แต่ก็ดีกว่าเมล็ดธัญพืชทั่วไป
"คุณกาเรนครับ เนื่องจากเวลากระชั้นชิดไปหน่อย ผมเลยรวบรวมแป้งมาได้ไม่ครบ เลยไปหา “สารอาหาร” บางอย่างมาเพิ่มให้แทน พอจะได้ไหมครับ?”
เฒ่าหลี่ถามขึ้นเบา ๆ
เมื่อวานนี้ระหว่างเดินสำรวจร้านค้า ซูเฉินได้เรียนรู้ว่าสารอาหารเหล่านี้มีมูลค่าสูงกว่าแป้งเสียอีก ซึ่งส่วนใหญ่สกัดมาจากผักและผลไม้ที่เหลือใข้
"ได้สิ"
ซูเฉินยิ้มรับ "ขอบคุณมากเฒ่าหลี่ หวังว่าเราจะมีโอกาสได้ร่วมการค้ากันอีกในครั้งหน้า"
เฒ่าหลี่หัวเราะยิ้มแย้ม “ทางนี้ก็ยินดีเหมือนกันครับ!”
หลังจากขนของขึ้นรถเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงเจ็ดโมงเช้าพอดี
ทั้งสองฝ่ายโบกมือลาให้กัน ซูเฉินจ่ายค่าจอดรถอีกสองกระป๋อง จากนั้นก็ขับออกไป
ช่วงเช้ายังมีคนออกจากเมืองไม่มากนัก
นักล่าส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไม่สร่าง
ซูเฉินจ่ายสินบนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับยามที่เฝ้าประตูเมือง หลังจากตรวจสอบเบื้องต้นเสร็จ เขาก็ขับรถออกจากเมืองแบล็ควอเตอร์ได้สำเร็จ
รถกระบะค่อย ๆ เร่งความเร็วและเคลื่อนตัวออกห่างจากเมืองเรื่อย ๆ พร้อมความตึงเครียดในใจของซูเฉินที่ค่อย ๆ คลายลงตาม
เขายิ้มอย่างผ่อนคลายและพูดว่า "กลับบ้านกันเถอะ”
ซูเสี่ยวหยูสังเกตเห็นความผิดปกติของพี่ชายก่อนหน้านี้ได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ถามอะไร
ตอนนี้ เธอเริ่มคิดถึงศูนย์หลบภัยแห่งดวงดาวขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ทว่า… ขณะที่เมืองแบล็ควอเตอร์กำลังจะลับสายตาไปนั้น ซูเฉินก็สังเกตเห็นกลุ่มฝุ่นควันลอยฟุ้งมาจากระยะไกล!
มอเตอร์ไซค์กว่าสิบคันกำลังพุ่งเข้ามาทางนี้ด้วยความเร็วสูง!
บรื๊นนนนน—
มอเตอร์ไซค์และรถกระบะแล่นสวนกันในระยะห่างประมาณหนึ่งกิโลเมตร พวกนั้นมุ่งหน้าตรงไปยังเมืองแบล็ควอเตอร์
ซูเฉินเหลือบมองมอเตอร์ไซค์เหล่านั้นอย่างลืมตัว พวกมันได้รับการดัดแปลงอย่างหนัก บางคันถึงกับติดตั้งอาวุธลักษณะคล้ายปืนเอาไว้ด้านข้าง
คนขับแต่ละคนสวมหมวกกันน็อก สะพายปืนไว้ด้านหลัง และสวมชุดต่อสู้สีเขียวขี้ม้า มีตราสัญลักษณ์หกเหลี่ยมสีขาวติดอยู่บนบ่า
จากกระจกมองหลัง ซูเฉินเห็นว่าคนพวกนั้นขี่มอเตอร์ไซค์เข้าเมืองไปโดยที่ยามไม่ได้ขัดขวางอะไร
"หรือว่า…พวกนั้นจะเป็นภาคีอัศวิน ?"
ซูเฉินครุ่นคิดอย่างสงสัย
ทันใดนั้น โจวเล่งที่นั่งอยู่เบาะหลังก็พูดขึ้นด้วยความร้อนใจ "รีบหนีเร็วเข้า!"
ซูเฉินขมวดคิ้ว "หมายความว่ายังไง? ภาคีอัศวินจะตามล่าพวกเรางั้นเหรอ?”
โจวเล่งพูดอย่างจริงจัง "มีโอกาสสูงมาก! คนที่นำทีมเมื่อกี๊คือ “ไป่หยิง” หัวหน้าหน่วยภาคี เป็นถึงผู้มีพลังระดับ C และยังมีข่าวลือว่าเขาเป็นมนุษย์สังเคราะห์ด้วย!”
ซูเฉินไม่มีเวลาถามว่า "มนุษย์สังเคราะห์" คืออะไร เพราะแค่ผู้มีพลังระดับ C ก็เกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือไหวแล้ว
ซูเฉินรีบเหยียบคันเร่งมิด! รถกระบะพุ่งทะยานไปข้างหน้ามุ่งสู่เขตเป่ยเจ๋อทันที!
……
"ท่านไป่หยิง เดินทางมาเหนื่อยเลยนะครับ อาหารเช้าเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ"
ชั้นบนสุดของอาคารหลักในเมืองแบล็ควอเตอร์ ชายวัยกลางคนในเสื้อกั๊กใหม่เอี่ยมพูดด้วยรอยยิ้มประจบประแจงและน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความเคารพ
ชายหนุ่มผมสีขาวแซมหน้าม้าในชุดยูนิฟอร์มต่อสู้โยนหมวกกันน็อกให้ลูกน้อง ก่อนจะจ้องมองชายในชุดเสื้อกั๊กด้วยสายตาเยือกเย็นและถามว่า "จ้าวคุนอยู่ไหน?”
ชายในชุดเสื้อกั๊กโค้งคำนับเล็กน้อยแล้วตอบ "บุตรชายคนที่สามของท่านนายกฯ ถูกลอบทำร้ายเมื่อคืนนี้ครับ ตอนนี้อยู่ในอาการโคม่า กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ...ทางเราแจ้งเขาไปแล้ว เดี๋ยวคงมาถึงเร็ว ๆ นี้”
ไป่หยิงยิ้มเยาะ "ลูกชายโดนเล่นงานถึงในบ้านตัวเอง… จ้าวคุนนี่ไร้น้ำยาลงทุกวันจริง ๆ"
จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เอาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับเขตปนเปื้อนเป่ยเจ๋อมาให้ฉัน”
ชายในชุดเสื้อกั๊กโค้งคำนับอีกครั้งก่อนจะรีบถอยออกไปอย่างนอบน้อม
ไม่นาน เอกสารจำนวนหนึ่งก็ถูกนำเข้ามาพร้อมกับชายวัยกลางคนหน้าตาเคร่งขรึมที่ดูอิดโรยคนหนึ่ง
"หัวหน้าทีมไป่ ยินดีต้อนรับสู่เมืองแบล็ควอเตอร์ครับ ต้องขอโทษที่ไม่อาจมาต้อนรับได้ทันเวลา"
จ้าวคุนกล่าวทักทายทันทีที่เข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่นอบน้อมแต่ไม่ถึงกับยอมจำนน
ไป่หยิงจิบซุปเต้าหู้แล้วถามอย่างไม่ใส่ใจโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าอีกฝ่าย "ได้ยินว่าลูกชายเป็นอัมพาตงั้นเหรอ?”
แววตาของจ้าวคุนวาวโรจน์ด้วยความโกรธ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติแล้วตอบเรียบ ๆ "ขอบคุณที่เป็นห่วงครับหัวหน้าทีมไป่"
"ฮ่า ๆ ๆ จับคนร้ายได้หรือยังล่ะ?"
“ยังครับ”
"หึ ๆ”
ทันใดนั้น สมาชิกคนหนึ่งของหน่วยภาคีอัศวินก็เดินมาหาไป่หยิงและรายงาน
"คุณชายจ้าวซีกระดูกหักหลายแห่ง เส้นประสาทสมองเสียหายอย่างรุนแรง ตอนนี้กลายเป็นเจ้าชายนิทราไปแล้วครับ”
"อืม“ไป่หยิงครางรับในลำคอ เขามองไปที่จ้าวคุน”ไง? อยากให้ฉันช่วยไหมล่ะ?"
จ้าวคุนสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามระงับความไม่พอใจในใจและฝืนยิ้มออกมา
"เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ผมจัดการเองได้ ไม่ถึงขั้นต้องไปรบกวนหัวหน้าทีมไป่หรอกครับ"
ไป่หยิงยังคงนิ่งเฉย
แม้จ้าวคุนจะเป็นพันธมิตรกับภาคีอัศวิน แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขามีการติดต่อลับ ๆ กับเมืองอรุณรุ่งหรือกองกำลังอื่น ๆ อีกบ้างหรือไม่
เขามักจะต่อต้านไม่ยอมให้ภาคีอัศวินเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในเมืองอยู่ตลอด
ซึ่งไป่หยิงเองก็ไม่ได้อยากจะยุ่งเช่นกัน
เขากินอาหารเช้าไปพลางอ่านเอกสารเกี่ยวกับเขตเป่ยเจ๋อไปพลาง
แม้จะเปิดหน้ากระดาษรวดเร็วราวกับไม่ได้อ่าน พลิกไปมาจนจบภายในไม่กี่นาที แล้วแค่นเสียง
"หึ! นี่คือทั้งหมดที่พวกแกหามาได้งั้นเหรอ? ไม่มีข้อมูลของสัตว์ประหลาดที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตปนเปื้อนบ้างเลยรึไง!?"
จ้าวคุนพูดอย่างใจเย็น “หัวหน้าทีมไป่อาจยังไม่ทราบ นักล่าที่อยู่นอกเขตเมืองไม่กล้าเข้าลึกไปมากกว่านี้แล้วครับ ส่วนใหญ่ที่กล้าเข้าไป…ก็ไม่เคยได้กลับออกมาอีก ดังนั้นจึงไม่มีข้อมูลใด ๆ ส่งกลับมาเลย”
"เหรอ?" ไป่หยิงยิ้มเยาะ "เขตปนเปื้อนระดับต่ำ… อันตรายขนาดนั้นเชียว? หรือว่านักล่าพวกนั้นมันขี้ขลาดกันแน่?”
ขณะที่จ้าวคุนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ชายในชุดเสื้อกั๊กก็เดินเข้ามาพร้อมกับเอกสารอีกชุด
"ท่านนายกฯ นี่คือข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเขตปนเปื้อนเป่ยเจ๋อครับ”
พูดจบ เขาก็ยื่นเอกสารให้จ้าวคุน
แต่ไป่หยิงกลับตะโกนเสียงเฉียบ "เอามานี่"
สมาชิกภาคีคนหนึ่งรีบก้าวไปข้างหน้าและคว้าเอกสารมา
ไป่หยิงไม่สนใจสีหน้าบูดบึ้งของจ้าวคุนและตั้งใจอ่านเอกสารชุดนั้น
คราวนี้เขาดูใช้เวลานานกว่าปกติ
จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไปพร้อมกับคนอื่นโดยไม่พูดอะไร
จ้าวคุนจ้องมองตามไป่หยิงที่กำลังเดินออกไปและถามขึ้นเสียงเย็น "ข้อมูลสำคัญมากเลยเหรอ?"
ชายในชุดเสื้อกั๊กที่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ รีบรายงานทันที "มีการลักลอบจำหน่ายวัตถุจากยุคโลกเก่าในเมืองครับ คาดว่าได้มาจากเขตเป่ยเจ๋อ ตอนนี้ลูกน้องของเราออกไปตามจับพวกนั้นแล้วครับ"
"หึ!" จ้าวคุนแค่นเสียงเย็น "ตามหาคนที่เอาของพวกนั้นมาขายให้เจอ และรายงานให้ฉันทราบทันทีหากมีข้อมูลใหม่!”
"รับทราบครับ!”
"อีกเรื่อง...ติดต่อสายข่าวในเมืองอรุณรุ่ง ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับไป่หยิงออกไปซะ… หาเรื่องให้มันวุ่นวายเล่นสักหน่อย”
"รับทราบครับ ผมจะรีบดำเนินการให้ทันที"
……
ตลาดทาส
ชายหัวโล้นนั่งยอง ๆ กุมขมับ ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"รถ… รถกระบะสีเทา ออกจากเมืองตอนเจ็ดโมงเช้าครับ… ผมรู้แค่นี้จริง ๆ"
หัวโล้นเล่าเรื่องของซูเฉินให้ไป่หยิงฟังอย่างละเอียด
ไป่หยิงถือมีดเล่มเล็กไว้ในมือและทำท่าเหมือนกำลังตัดเล็บ ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจฟังอยู่หรือเปล่า
ครู่หนึ่ง ลูกน้องคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาและพูดว่า "หัวหน้าครับ คำให้การตรงกับที่พ่อค้าเฒ่าหลี่บอกไว้ครับ"
ไป่หยิงพยักหน้า เขามองไปที่หัวโล้นและพูดด้วยรอยยิ้ม "ถ้าพวกนั้นกลับมาซื้อขายกับแกอีก…อย่าลืมไปรายงานที่ศาลากลางเมือง เข้าใจไหม?"
หัวโล้นพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว "ครับ! เข้าใจแล้ว!”
จากนั้นไป่หยิงและลูกน้องก็รีบออกไป
ชายหัวโล้นนั่งยอง ๆ อยู่เป็นเวลานาน พยายามจะยืนขึ้นด้วยขาที่ชาหนึบ แต่ก็เซล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง
……
ไม่กี่นาทีต่อมา กลุ่มมอเตอร์ไซค์ภาคีอัศวินก็พุ่งออกจากเมืองแบล็ควอเตอร์เพื่อไล่ล่าซูเฉินตามทิศทางที่เขาจากไป!