เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 33 นอกเขตเมือง , ภาคีอัศวิน

ตอนที่ 33 นอกเขตเมือง , ภาคีอัศวิน

ตอนที่ 33 นอกเขตเมือง , ภาคีอัศวิน


ระหว่างทางกลับไปยังลานจอดรถ ซูเฉินเอาแต่ครุ่นคิดถึงหญิงสาวผมสีฟ้าไม่หยุด

จนกระทั่งเดินออกมาไกลพอสมควร ความตึงเครียดในใจถึงได้ค่อย ๆ จางหายไป

ในตอนนั้นเอง ชิปสปาร์คก็พูดขึ้นทันที "โฮสต์… เมื่อครู่นี้อันตรายมาก”

ซูเฉินสะดุ้งเฮือก เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าชิปสปาร์คเงียบไปนานผิดปกติ และไม่ได้แจ้งเตือนอะไรเขาเลยในช่วงเวลานั้น

"เกิดอะไรขึ้น?" เขารีบถามกลับ

เสียงสังเคราะห์ของชิปสปาร์คฟังดูจริงจังกว่าครั้งไหน ๆ "ตั้งแต่ที่พวกเราเข้าใกล้ร้านลูกอมไปได้สามร้อยเมตร โฮสต์ถูกคลื่นชีวภาพบางอย่างล็อกเป้าหมายเอาไว้”

"คลื่นสัญญาณนั้นแรงมาก ระบบไม่สามารถส่งสัญญาณเตือนได้ ไม่เช่นนั้นพวกเราทั้งคู่จะยิ่งตกอยู่ในอันตราย"

ซูเฉินตกตะลึง!

แม้แต่ชิปสปาร์คก็ยังไม่กล้าแสดงตัวเลยหรือ?!

"คลื่นชีวภาพคืออะไร ?"

"คล้ายกับคลื่นอัลตราซาวด์ แต่ความเข้มข้นของสัญญาณนั้นสูงกว่าซอนาร์ของเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์หลายเท่า ภายใต้การตรวจจับคลื่นชีวภาพนี้ ผิวหนังและเนื้อไม่ใช่อุปสรรค กล่าวคือคนธรรมดาจะถูกมองเห็นเหมือนโครงกระดูกเปล่าเดินได้”

"แต่ยีนของโฮสต์ถูกปรับแต่งด้วยอนุภาคมืดอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นอีกฝ่ายจึงไม่สามารถตรวจจับได้ทั้งหมด ตรวจจับได้เพียงบางส่วนเท่านั้น"

ซูเฉินเข้าใจได้อย่างชัดเจน สาวผมฟ้าคนนั้นต้องเป็นคนส่งคลื่นตรวจจับออกมาแน่ ๆ

และเพราะเธอไม่สามารถมองทะลุเขาได้ จึงทำให้เธอสนใจ

"ระบบ เธอใช้เครื่องมือหรือพลังพิเศษอะไรในการตรวจจับ?"

"ไม่สามารถระบุได้"

ซูเฉินขมวดคิ้วแน่น เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามนุษย์จะมีความสามารถน่ากลัวเช่นนี้ได้

"ต้องรีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด!"

มีบุคคลอันตรายถึงขนาดนั้นอยู่ในเมืองเล็ก ๆ อย่างเมืองแบล็ควอเตอร์แห่งนี้… แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เขายิ่งอยากรีบออกเดินทางให้เร็วกว่าเดิม

……

ซูเฉินพยายามเก็บซ่อนความร้อนใจเอาไว้เมื่อกลับถึงลานจอดรถ

เขายิ้มให้ซูเสี่ยวหยูและถามว่า "ดูสิ นี่อะไรเอ่ย?”

เมื่อเห็นว่าซูเฉินกลับมาอย่างปลอดภัย เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะแกะกระดาษไขออกและอุทานด้วยความประหลาดใจ "ลูกอม! พี่ไปหามาจากไหนเนี่ย?!"

พูดจบ ซูเสี่ยวหยูก็แกะลูกอมออกจากห่ออย่างรวดเร็วและป้อนให้ซูเฉินหนึ่งเม็ดก่อน จากนั้นจึงหยิบอีกเม็ดเข้าปากตัวเองตาม

"หวานจังเลย"

ใบหน้าของซูเสี่ยวหยูเต็มไปด้วยความสุข

เมื่อเห็นเธอมองลูกอมในมือด้วยแววตาใสซื่อ ราวกับอยากจะกัดเข้าไปเต็มคำทีเดียวแต่ก็เสียดาย… ความกังวลในใจของซูเฉินก็พลันจางหายไป

"เสี่ยวหยู คืนนี้เราเฝ้ายามไปนะ พอฟ้าสางเมื่อไหร่…พวกเราจะออกเดินทางทันที"

"อื้ม ได้เลยพี่ ถึงจะไม่ได้นอนสองสามวัน ฉันก็ยังไหวอยู่”

"ดีมาก ระวังตัวด้วยล่ะ"

ซูเฉินพาโจวเล่งออกมาจากท้ายรถและให้เขาไปนั่งข้างในด้วยกัน

จากนั้นก็หยิบเชือกมามัดตัวเขาไว้ "เพื่อความปลอดภัยของนายเอง”

โจวเล่งไม่ขัดขืนใด ๆ ปล่อยให้ซูเฉินมัดเขาไว้กับเบาะตามใจชอบ

"คงรู้แล้วสินะว่าสถานการณ์ตอนนี้มันอันตรายแค่ไหน… ขอให้พรุ่งนี้นายจะออกจากเมืองนี้ได้ก็แล้วกันนะ"

ซูเฉินยิ้ม "แน่นอนสิ ถ้าฉันตาย…แล้วใครจะใส่แขนขาเทียมให้นายล่ะ จริงไหม?"

จากการพูดคุยกันก่อนหน้านี้ โจวเล่งน่าจะเป็นนักล่าที่มีประสบการณ์สูง ซูเฉินจึงจงใจให้เขามานั่งด้วยกันเพื่อช่วยสังเกตการณ์

ตอนนี้พวกเขาก็เหมือนผูกติดอยู่บนเรือลำเดียวกัน หากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน…คงไม่มีใครหนีรอดได้

หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ซูเฉินและซูเสี่ยวหยูก็ผลัดกันเฝ้ายาม คอยระแวดระวังทุกความเคลื่อนไหวรอบตัว

โชคดีที่คืนนั้นผ่านไปอย่างราบรื่น

......

หกโมงครึ่ง เฒ่าหลี่และชายหัวโล้นปรากฏตัวขึ้นที่ทางเข้าลานจอดรถพร้อมกับทาสอีกหลายคนที่แบกสัมภาระมาเต็มหลัง

ซูเฉินตรวจสอบสินค้าทั้งหมดอีกครั้ง

แม้ข้าวและแป้งจะไม่ใช่อาหารคุณภาพสูง แต่ก็ดีกว่าเมล็ดธัญพืชทั่วไป

"คุณกาเรนครับ เนื่องจากเวลากระชั้นชิดไปหน่อย ผมเลยรวบรวมแป้งมาได้ไม่ครบ เลยไปหา “สารอาหาร” บางอย่างมาเพิ่มให้แทน พอจะได้ไหมครับ?”

เฒ่าหลี่ถามขึ้นเบา ๆ

เมื่อวานนี้ระหว่างเดินสำรวจร้านค้า ซูเฉินได้เรียนรู้ว่าสารอาหารเหล่านี้มีมูลค่าสูงกว่าแป้งเสียอีก ซึ่งส่วนใหญ่สกัดมาจากผักและผลไม้ที่เหลือใข้

"ได้สิ"

ซูเฉินยิ้มรับ "ขอบคุณมากเฒ่าหลี่ หวังว่าเราจะมีโอกาสได้ร่วมการค้ากันอีกในครั้งหน้า"

เฒ่าหลี่หัวเราะยิ้มแย้ม “ทางนี้ก็ยินดีเหมือนกันครับ!”

หลังจากขนของขึ้นรถเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงเจ็ดโมงเช้าพอดี

ทั้งสองฝ่ายโบกมือลาให้กัน ซูเฉินจ่ายค่าจอดรถอีกสองกระป๋อง จากนั้นก็ขับออกไป

ช่วงเช้ายังมีคนออกจากเมืองไม่มากนัก

นักล่าส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไม่สร่าง

ซูเฉินจ่ายสินบนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับยามที่เฝ้าประตูเมือง หลังจากตรวจสอบเบื้องต้นเสร็จ เขาก็ขับรถออกจากเมืองแบล็ควอเตอร์ได้สำเร็จ

รถกระบะค่อย ๆ เร่งความเร็วและเคลื่อนตัวออกห่างจากเมืองเรื่อย ๆ พร้อมความตึงเครียดในใจของซูเฉินที่ค่อย ๆ คลายลงตาม

เขายิ้มอย่างผ่อนคลายและพูดว่า "กลับบ้านกันเถอะ”

ซูเสี่ยวหยูสังเกตเห็นความผิดปกติของพี่ชายก่อนหน้านี้ได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ถามอะไร

ตอนนี้ เธอเริ่มคิดถึงศูนย์หลบภัยแห่งดวงดาวขึ้นมาบ้างแล้ว

แต่ทว่า… ขณะที่เมืองแบล็ควอเตอร์กำลังจะลับสายตาไปนั้น ซูเฉินก็สังเกตเห็นกลุ่มฝุ่นควันลอยฟุ้งมาจากระยะไกล!

มอเตอร์ไซค์กว่าสิบคันกำลังพุ่งเข้ามาทางนี้ด้วยความเร็วสูง!

บรื๊นนนนน—

มอเตอร์ไซค์และรถกระบะแล่นสวนกันในระยะห่างประมาณหนึ่งกิโลเมตร พวกนั้นมุ่งหน้าตรงไปยังเมืองแบล็ควอเตอร์

ซูเฉินเหลือบมองมอเตอร์ไซค์เหล่านั้นอย่างลืมตัว พวกมันได้รับการดัดแปลงอย่างหนัก บางคันถึงกับติดตั้งอาวุธลักษณะคล้ายปืนเอาไว้ด้านข้าง

คนขับแต่ละคนสวมหมวกกันน็อก สะพายปืนไว้ด้านหลัง และสวมชุดต่อสู้สีเขียวขี้ม้า มีตราสัญลักษณ์หกเหลี่ยมสีขาวติดอยู่บนบ่า

จากกระจกมองหลัง ซูเฉินเห็นว่าคนพวกนั้นขี่มอเตอร์ไซค์เข้าเมืองไปโดยที่ยามไม่ได้ขัดขวางอะไร

"หรือว่า…พวกนั้นจะเป็นภาคีอัศวิน ?"

ซูเฉินครุ่นคิดอย่างสงสัย

ทันใดนั้น โจวเล่งที่นั่งอยู่เบาะหลังก็พูดขึ้นด้วยความร้อนใจ "รีบหนีเร็วเข้า!"

ซูเฉินขมวดคิ้ว "หมายความว่ายังไง? ภาคีอัศวินจะตามล่าพวกเรางั้นเหรอ?”

โจวเล่งพูดอย่างจริงจัง "มีโอกาสสูงมาก! คนที่นำทีมเมื่อกี๊คือ “ไป่หยิง” หัวหน้าหน่วยภาคี เป็นถึงผู้มีพลังระดับ C และยังมีข่าวลือว่าเขาเป็นมนุษย์สังเคราะห์ด้วย!”

ซูเฉินไม่มีเวลาถามว่า "มนุษย์สังเคราะห์" คืออะไร เพราะแค่ผู้มีพลังระดับ C ก็เกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือไหวแล้ว

ซูเฉินรีบเหยียบคันเร่งมิด! รถกระบะพุ่งทะยานไปข้างหน้ามุ่งสู่เขตเป่ยเจ๋อทันที!

……

"ท่านไป่หยิง เดินทางมาเหนื่อยเลยนะครับ อาหารเช้าเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ"

ชั้นบนสุดของอาคารหลักในเมืองแบล็ควอเตอร์ ชายวัยกลางคนในเสื้อกั๊กใหม่เอี่ยมพูดด้วยรอยยิ้มประจบประแจงและน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความเคารพ

ชายหนุ่มผมสีขาวแซมหน้าม้าในชุดยูนิฟอร์มต่อสู้โยนหมวกกันน็อกให้ลูกน้อง ก่อนจะจ้องมองชายในชุดเสื้อกั๊กด้วยสายตาเยือกเย็นและถามว่า "จ้าวคุนอยู่ไหน?”

ชายในชุดเสื้อกั๊กโค้งคำนับเล็กน้อยแล้วตอบ "บุตรชายคนที่สามของท่านนายกฯ ถูกลอบทำร้ายเมื่อคืนนี้ครับ ตอนนี้อยู่ในอาการโคม่า กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ...ทางเราแจ้งเขาไปแล้ว เดี๋ยวคงมาถึงเร็ว ๆ นี้”

ไป่หยิงยิ้มเยาะ "ลูกชายโดนเล่นงานถึงในบ้านตัวเอง… จ้าวคุนนี่ไร้น้ำยาลงทุกวันจริง ๆ"

จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เอาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับเขตปนเปื้อนเป่ยเจ๋อมาให้ฉัน”

ชายในชุดเสื้อกั๊กโค้งคำนับอีกครั้งก่อนจะรีบถอยออกไปอย่างนอบน้อม

ไม่นาน เอกสารจำนวนหนึ่งก็ถูกนำเข้ามาพร้อมกับชายวัยกลางคนหน้าตาเคร่งขรึมที่ดูอิดโรยคนหนึ่ง

"หัวหน้าทีมไป่ ยินดีต้อนรับสู่เมืองแบล็ควอเตอร์ครับ ต้องขอโทษที่ไม่อาจมาต้อนรับได้ทันเวลา"

จ้าวคุนกล่าวทักทายทันทีที่เข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่นอบน้อมแต่ไม่ถึงกับยอมจำนน

ไป่หยิงจิบซุปเต้าหู้แล้วถามอย่างไม่ใส่ใจโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าอีกฝ่าย "ได้ยินว่าลูกชายเป็นอัมพาตงั้นเหรอ?”

แววตาของจ้าวคุนวาวโรจน์ด้วยความโกรธ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติแล้วตอบเรียบ ๆ "ขอบคุณที่เป็นห่วงครับหัวหน้าทีมไป่"

"ฮ่า ๆ ๆ จับคนร้ายได้หรือยังล่ะ?"

“ยังครับ”

"หึ ๆ”

ทันใดนั้น สมาชิกคนหนึ่งของหน่วยภาคีอัศวินก็เดินมาหาไป่หยิงและรายงาน

"คุณชายจ้าวซีกระดูกหักหลายแห่ง เส้นประสาทสมองเสียหายอย่างรุนแรง ตอนนี้กลายเป็นเจ้าชายนิทราไปแล้วครับ”

"อืม“ไป่หยิงครางรับในลำคอ เขามองไปที่จ้าวคุน”ไง? อยากให้ฉันช่วยไหมล่ะ?"

จ้าวคุนสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามระงับความไม่พอใจในใจและฝืนยิ้มออกมา

"เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ผมจัดการเองได้ ไม่ถึงขั้นต้องไปรบกวนหัวหน้าทีมไป่หรอกครับ"

ไป่หยิงยังคงนิ่งเฉย

แม้จ้าวคุนจะเป็นพันธมิตรกับภาคีอัศวิน แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขามีการติดต่อลับ ๆ กับเมืองอรุณรุ่งหรือกองกำลังอื่น ๆ อีกบ้างหรือไม่

เขามักจะต่อต้านไม่ยอมให้ภาคีอัศวินเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในเมืองอยู่ตลอด

ซึ่งไป่หยิงเองก็ไม่ได้อยากจะยุ่งเช่นกัน

เขากินอาหารเช้าไปพลางอ่านเอกสารเกี่ยวกับเขตเป่ยเจ๋อไปพลาง

แม้จะเปิดหน้ากระดาษรวดเร็วราวกับไม่ได้อ่าน พลิกไปมาจนจบภายในไม่กี่นาที แล้วแค่นเสียง

"หึ! นี่คือทั้งหมดที่พวกแกหามาได้งั้นเหรอ? ไม่มีข้อมูลของสัตว์ประหลาดที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตปนเปื้อนบ้างเลยรึไง!?"

จ้าวคุนพูดอย่างใจเย็น “หัวหน้าทีมไป่อาจยังไม่ทราบ นักล่าที่อยู่นอกเขตเมืองไม่กล้าเข้าลึกไปมากกว่านี้แล้วครับ ส่วนใหญ่ที่กล้าเข้าไป…ก็ไม่เคยได้กลับออกมาอีก ดังนั้นจึงไม่มีข้อมูลใด ๆ ส่งกลับมาเลย”

"เหรอ?" ไป่หยิงยิ้มเยาะ "เขตปนเปื้อนระดับต่ำ… อันตรายขนาดนั้นเชียว? หรือว่านักล่าพวกนั้นมันขี้ขลาดกันแน่?”

ขณะที่จ้าวคุนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ชายในชุดเสื้อกั๊กก็เดินเข้ามาพร้อมกับเอกสารอีกชุด

"ท่านนายกฯ นี่คือข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเขตปนเปื้อนเป่ยเจ๋อครับ”

พูดจบ เขาก็ยื่นเอกสารให้จ้าวคุน

แต่ไป่หยิงกลับตะโกนเสียงเฉียบ "เอามานี่"

สมาชิกภาคีคนหนึ่งรีบก้าวไปข้างหน้าและคว้าเอกสารมา

ไป่หยิงไม่สนใจสีหน้าบูดบึ้งของจ้าวคุนและตั้งใจอ่านเอกสารชุดนั้น

คราวนี้เขาดูใช้เวลานานกว่าปกติ

จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไปพร้อมกับคนอื่นโดยไม่พูดอะไร

จ้าวคุนจ้องมองตามไป่หยิงที่กำลังเดินออกไปและถามขึ้นเสียงเย็น "ข้อมูลสำคัญมากเลยเหรอ?"

ชายในชุดเสื้อกั๊กที่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ รีบรายงานทันที "มีการลักลอบจำหน่ายวัตถุจากยุคโลกเก่าในเมืองครับ คาดว่าได้มาจากเขตเป่ยเจ๋อ ตอนนี้ลูกน้องของเราออกไปตามจับพวกนั้นแล้วครับ"

"หึ!" จ้าวคุนแค่นเสียงเย็น "ตามหาคนที่เอาของพวกนั้นมาขายให้เจอ และรายงานให้ฉันทราบทันทีหากมีข้อมูลใหม่!”

"รับทราบครับ!”

"อีกเรื่อง...ติดต่อสายข่าวในเมืองอรุณรุ่ง ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับไป่หยิงออกไปซะ… หาเรื่องให้มันวุ่นวายเล่นสักหน่อย”

"รับทราบครับ ผมจะรีบดำเนินการให้ทันที"

……

ตลาดทาส

ชายหัวโล้นนั่งยอง ๆ กุมขมับ ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

"รถ… รถกระบะสีเทา ออกจากเมืองตอนเจ็ดโมงเช้าครับ… ผมรู้แค่นี้จริง ๆ"

หัวโล้นเล่าเรื่องของซูเฉินให้ไป่หยิงฟังอย่างละเอียด

ไป่หยิงถือมีดเล่มเล็กไว้ในมือและทำท่าเหมือนกำลังตัดเล็บ ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจฟังอยู่หรือเปล่า

ครู่หนึ่ง ลูกน้องคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาและพูดว่า "หัวหน้าครับ คำให้การตรงกับที่พ่อค้าเฒ่าหลี่บอกไว้ครับ"

ไป่หยิงพยักหน้า เขามองไปที่หัวโล้นและพูดด้วยรอยยิ้ม "ถ้าพวกนั้นกลับมาซื้อขายกับแกอีก…อย่าลืมไปรายงานที่ศาลากลางเมือง เข้าใจไหม?"

หัวโล้นพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว "ครับ! เข้าใจแล้ว!”

จากนั้นไป่หยิงและลูกน้องก็รีบออกไป

ชายหัวโล้นนั่งยอง ๆ อยู่เป็นเวลานาน พยายามจะยืนขึ้นด้วยขาที่ชาหนึบ แต่ก็เซล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง

……

ไม่กี่นาทีต่อมา กลุ่มมอเตอร์ไซค์ภาคีอัศวินก็พุ่งออกจากเมืองแบล็ควอเตอร์เพื่อไล่ล่าซูเฉินตามทิศทางที่เขาจากไป!

จบบทที่ ตอนที่ 33 นอกเขตเมือง , ภาคีอัศวิน

คัดลอกลิงก์แล้ว