เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 30 ฉันชื่อกาเรน ส่วนนี่น้องสาวฉัน ลักซ์

ตอนที่ 30 ฉันชื่อกาเรน ส่วนนี่น้องสาวฉัน ลักซ์

ตอนที่ 30 ฉันชื่อกาเรน ส่วนนี่น้องสาวฉัน ลักซ์


เมื่อเห็นท่าทางของซูเฉินและซูเสี่ยวหยู ชายสวมแว่นก็ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ

"วางใจเถอะ ฉัน เฒ่าหลี่ผู้นี้ทำการค้าอย่างซื่อสัตย์จริงใจมาโดยตลอด เมื่อกี๊ฉันคงตาลายไปแน่ ๆ ปืนกระบอกนี้สภาพดีกว่าที่คิด ตีเป็น 20 เหรียญเงินยังได้เลย เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันยกคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ให้ฟรี ๆ แถมโปรตีนแท่งให้อีกสองอัน เป็นไง?"

ซูเฉินยิ้มรับ "โธ่ เจ้าของร้าน…นี่เรียกว่าซื่อสัตย์แล้วอย่างนั้นเหรอ? แต่ก็เอาเถอะ เอาตามนี้แล้วกัน ส่วนของที่พวกฉันนำมาส่วนใหญ่เป็นหนังสัตว์ กระดูก และเขี้ยวของสัตว์กลายพันธุ์ มีของจากโลกเก่าด้วย ถ้าสนใจ…ฉันยกให้หมดเลย”

สัตว์กลายพันธุ์!?

ดวงตาหลังเลนส์แว่นหนาของเฒ่าหลี่เบิกกว้างพลางคิดในใจ นี่มันลูกค้าวีไอพีชัด ๆ!

เพราะของพวกนี้ส่วนใหญ่จะได้มาจากซากปรักหักพังของโลกเก่า แหล่งอันตรายระดับสูงที่แม้แต่นักล่ารุ่นเก๋ายังหลีกเลี่ยง

อีกทั้งนักล่าสองคนนี้ก็ยังดูเด็กมาก แต่กลับสามารถรวบรวมเสบียงจากสถานที่อันตรายอย่างซากโลกยุคเก่าได้… คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ!

หรือว่าทั้งคู่จะเป็น “นักรบดัดแปลงพันธุกรรม” จากกองกำลังลึกลับ?

คิดได้ดังนั้น รอยยิ้มของเฒ่าหลี่ก็เริ่มจริงใจมากขึ้น "ว่าแต่พวกนายชื่ออะไรกันบ้างเหรอ?"

ซูเฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย รู้สึกได้ว่ากำลังโดนสอบประวัติ

จึงตอบกลับไปว่า "ฉันชื่อกาเรน ส่วนนี่น้องสาวฉัน ลักซ์"

เฒ่าหลี่ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง เพราะไม่เคยได้ยินชื่ออะไรแบบนี้มาก่อน

สองคนนี้น่าจะมาจากพื้นที่ห่างไกลนอกดินแดนรกร้างแห่งนี้ และเมื่อพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเขตปนเปื้อนเป่ยเจ๋อแล้ว พวกเขาน่าจะถูกส่งมาโดยกองกำลังลับเพื่อสืบหาสาเหตุของความผิดปกตินี้

คิดไปคิดมา เฒ่าหลี่ก็ยิ่งสงสัยในตัวตนของพวกเขา

“เข้าใจแล้วครับคุณกาเรน เดี๋ยวผมจะติดต่อเพื่อนที่รับซื้อของพวกนี้ให้ทันที บอกผมคร่าว ๆ ได้ไหมว่ามีของเท่าไหร่?”

ซูเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดที่สุภาพและให้เกียรติของเฒ่าหลี่ ‘หรือว่าชื่อกาเรนกับลักซ์จะโด่งดังกันนะ…’

"ก็…ประมาณสิบหกกล่อง มากกว่าของในร้านนี้ประมาณสองเท่าได้"

เฒ่าหลี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจปนดีใจ "ได้เลย ๆ โปรดรอสักครู่ เดี๋ยวผมจะรีบติดต่อให้ทันที"

พูดจบ เขารีบหยิบโทรศัพท์บ้านแบบหมุนขึ้นมาจากใต้เคาน์เตอร์

หลังจากหมุน ๆ อยู่พักหนึ่ง เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "ไอ้หมาป่า! ฉันมีของใหญ่มาให้! เอาทาสมาหลาย ๆ คน เตรียมขนของหน่อย! ใช่ รายใหญ่เลยนะโว้ย! อย่าเรื่องมาก รีบมา!”

ซูเฉินยืนมองอยู่เงียบ ๆ ด้วยความประหลาดใจ คิดไม่ถึงเลยว่าเมืองแบล็ควอเตอร์จะใช้โทรศัพท์ได้ แม้จะเป็นเพียงการโทรแบบสายเดี่ยวและใช้ได้เฉพาะในเมือง แต่ก็ถือว่าเจริญมากพอตัว

หลังวางสาย เฒ่าหลี่ก็หันมายิ้มให้ซูเฉินและพูดว่า "ตอนนี้เที่ยงพอดี คุณกาเรนคงยังไม่ได้ทานอะไรมา งั้นไปกินข้าวกันก่อนดีไหม?”

"อืม" ซูเฉินตอบรับแบบขอไปที เพราะยังไงพวกเขาก็ไม่มี “เงิน” ติดตัวอยู่แล้ว

เฒ่าหลี่รีบเก็บร้าน ปิดประตู พาซูเฉินและซูเสี่ยวหยูไปยังร้านบะหมี่ใกล้ ๆ

ภายในร้านมีลูกค้าอยู่เพียงสองสามคน จึงค่อนข้างเงียบสงบ

"หม่าจื่อ! เอาบะหมี่เส้นขาวสามชาม!" เฒ่าหลี่ตะโกนบอกคนในร้าน แล้วหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนกัดฟันตะโกนสั่งต่อ “ใส่น้ำมันพริกด้วย!”

ชายวัยกลางคนที่ใบหน้ามีรอยแผลเป็นจากโรคอีสุกอีใสสวมหมวกเชฟโผล่หน้าออกมาจากหลังเคาน์เตอร์

"โห! เฒ่าหลี่ ไปรวยมาจากไหนถึงกล้ากินน้ำมันพริกด้วย!? รอแป๊บนะ เดี๋ยวจัดให้”

เฒ่าหลี่ไม่สนใจหม่าจื่อ แต่หันมายิ้มให้ซูเฉิน "ร้านนี้เปิดมาสามปีแล้ว รสชาติใช้ได้เลยทีเดียว"

เขากระซิบเสียงเบาเล่าต่อ "ได้ยินมาว่าเจ้าของร้านเป็นถึงขุนนางในเมือง ถึงได้รอดเหตุจลาจลมาได้ทุกครั้ง”

ขุนนาง?

คำนี้ทำให้ซูเฉินรู้สึกคันยุบยิบในอก แต่ก็ไม่ได้ถามต่อสาวความยืด ได้แต่ถามเรื่องอื่นไปแทน "เมืองแบล็ควอเตอร์เกิดจลาจลบ่อยขนาดนั้นเลย?"

เฒ่าหลี่โบกมือ "ก็…ไม่ถึงกับรุนแรงนักหรอก แค่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกันเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นประจำ”

"สามวันก่อนมีนักล่าสองกลุ่มตีกันกลางถนน โดนยามยิงตายคาที่ ศพยังแขวนอยู่ที่กำแพงทางเหนือนู่นเลย"

"แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องใหญ่จริง ๆ ก็คงเป็นเมื่อห้าปีก่อน มีหมาป่ากลายพันธุ์ระดับสูงนำลูกน้องกับฝูงผู้สูญสิ้นบุกเข้ามารุมเมือง โอ๊ย แค่คิดก็ยังเสียวสันหลังวาบ ถ้าภาคีอัศวินไม่ผ่านมาช่วยไว้ล่ะก็…เมืองนี้คงหายไปจากแผนที่แล้ว"

ทั้งสองพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย จากการพูดคุยครั้งนี้ทำให้ซูเฉินได้ข้อมูลกลับมามากมาย

เมืองแบล็ควอเตอร์มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน มีโรงบำบัดน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถจัดหาน้ำสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง พื้นที่โดยรอบเปิดโล่งไร้ต้นไม้ใหญ่ ทำให้ความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีโดยสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์น้อยลงตาม

และที่สำคัญ ที่ตั้งของเมืองยังใกล้กับกองกำลังหลักอย่าง 'เมืองอรุณรุ่ง' และ 'บริษัทเจเนซิส' แถมยังอยู่ใต้เขตอิทธิพลของ 'ภาคีอัศวิน' ทำให้เมืองนี้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

"บะหมี่มาแล้ว!"

หม่าจื่อยกถาดวางบะหมี่สามชามลงบนโต๊ะ

เฒ่าหลี่หยิบเหรียญทองหกเหลี่ยมออกมาหนึ่งเหรียญแล้วโยนให้หม่าจื่อ "ทอนมาด้วย"

"ได้เลย" หม่าจื่อหยิบเหรียญหกเหลี่ยมสีเงินออกมาจากกระเป๋า นับได้สี่สิบเหรียญแล้วส่งมอบคืนให้

เฒ่าหลี่โวยวาย "หม่าจื่อ! นี่แกคิดจะโกงฉันเรอะ!?"

หม่าจื่อเบ้ปาก "เปล๊า! แป้งมันขึ้นราคาอีกแล้วไม่รู้หรือไง? ไหนจะน้ำมันพริกอีก”

"เกิดอะไรขึ้น? ทาสไม่พองั้นเหรอ?" เฒ่าหลี่ถามด้วยความสงสัย

หม่าจื่อถอนหายใจ "ทาสน่ะมีพอ แต่พวกขุนนางในเมืองกลัวว่าหน้าหนาวนี้จะขาดแคลนเพราะฝนไม่ตกมานาน เลยสั่งจำกัดปริมาณอาหารไว้ก่อน”

"ตามสบายเลยนะ ฉันต้องไปทำงานต่อ”

ซูเฉินถามด้วยความสงสัย "นี่มันเพิ่งเดือนกรกฎาเองนะ ทำไมขุนนางต้องกังวลเรื่องอาหารสำหรับฤดูหนาวด้วย?"

"ปกติ“เฒ่าหลี่ถอนหายใจ”ปีนี้คงมีนักล่าอดตายกันอีกเพียบแน่ ๆ”

ซูเสี่ยวหยูแทรกขึ้น "แล้วทำไมเมืองนี้ไม่รับคนเร่ร่อนพวกนั้นเข้ามาล่ะ? อย่างน้อยก็เอาไปใช้แรงงานได้”

เฒ่าหลี่ยักไหล่ "เพราะที่ดินในเมืองมีจำกัด แปลงเพาะปลูกที่ปลอดภัยก็มีไม่มากนัก และส่วนใหญ่ก็เป็นของขุนนาง ถ้าฉันมีที่ดินเป็นของตัวเองล่ะก็…คงไม่ต้องมาลำบากมานั่งทำมาหากินแบบนี้หรอก"

"เอ้า! ออกทะเลไปกันใหญ่แล้ว มา ๆ ลองชิมบะหมี่นี่ก่อนเถอะ"

ซูเฉินเงียบไปทันที ในอกหนักอึ้งเล็กน้อย รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

บนน้ำซุปขุ่น ๆ มีน้ำมันพริกสีแดงสดลอยอยู่ กลิ่นหอมเย้ายวนชวนให้น้ำลายสอ ทำเอาอารมณ์ขุ่นมัวคลายลงชั่วขณะ

ทั้งสามคนหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อนจะค่อย ๆ โซ้ยบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย

หลังจบมื้ออาหาร ซูเสี่ยวหยูดูมีความสุขมาก ถ้าเฒ่าหลี่ไม่ใช่คนตระหนี่ เธอคงจะขอบะหมี่จากหม่าจื่ออีกซักชามไปแล้ว

เมื่อกลับมาถึงร้าน ก็พบว่ามีชายหัวโล้นร่างกำยำคนหนึ่งเดินตามมาพร้อมกับทาสผิวคล้ำผอมแห้งอีกแปดคน

ชายหัวโล้นและเฒ่าหลี่แอบกระซิบกันเงียบ ๆ

ซูเสี่ยวหยูเอนหูตั้งใจฟัง ด้วยความสามารถจากการปรับแต่งพันธุกรรม เธอได้ยินบทสนทนาของพวกเขาอย่างชัดเจน

"เฒ่าหลี่… สองคนนั้นมีของดีอะไรนักหนา?"

"ชู่ว! เบา ๆ หน่อย คนพวกนั้นไม่ธรรมดานะโว้ย”

จากนั้นเฒ่าหลี่ก็เล่าข้อสันนิษฐานของเขาให้ชายหัวโล้นฟัง

ชายหัวโล้นดูประหลาดใจเล็กน้อย

จากนั้นก็พูดเบา ๆ "เรา…รับของพวกนั้นได้แน่เหรอ? ทำไมพวกเขาไม่ไปขอความร่วมมือจากขุนนางในเมืองโดยตรงแทน?"

"ฉันบอกแล้วไงว่าพวกนั้นมาจากที่อื่น ไม่รู้เรื่องอะไรของที่นี่เลย ถ้าเราชิงตัดหน้าได้ก่อน พวกเราจะรวยเละเลยนะ! ว่าไง? เอาด้วยไหม?”

ชายหัวโล้นพยักหน้าอย่างรวดเร็ว "เอาสิ! ถ้าฉันไม่หาเงินเพิ่มอีกสักหน่อย คงไม่มีปัญญาจ่ายภาษีแน่ ๆ ถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงโดนไล่ออกจากเมือง”

ไม่กี่นาทีต่อมา

ซูเฉินและซูเสี่ยวหยูพาเฒ่าหลี่กับชายหัวโล้นไปที่ลานจอดรถ

หลังจากเปิดท้ายรถกระบะ เฒ่าหลี่และเพื่อนถึงกับตื่นเต้นตาโตแทบถลน!

พวกเขารีบสั่งให้ทาสทั้งหมดช่วยกันขนของทันที

"คุณกาเรนมีของเยอะมาก พวกเราย้ายของทั้งหมดไปที่โกดังของผมก่อนดีไหม? แล้วค่อยมาเช็คจำนวนกันอีกที?" เฒ่าหลี่ถามขึ้น

ซูเฉินพูดอย่างไม่ใส่ใจ "ได้เลย แต่รีบ ๆ หน่อยล่ะ พวกฉันมีธุระ"

ท่าทางไม่ใส่ใจของซูเฉิน ยิ่งทำให้เฒ่าหลี่และชายหัวโล้นมั่นใจมากว่าทั้งสองต้องมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา!

จบบทที่ ตอนที่ 30 ฉันชื่อกาเรน ส่วนนี่น้องสาวฉัน ลักซ์

คัดลอกลิงก์แล้ว