- หน้าแรก
- ประกายแสงจากโลกสีคราม ขออัญเชิญผู้เล่นสู่โลกล่มสลาย
- ตอนที่ 30 ฉันชื่อกาเรน ส่วนนี่น้องสาวฉัน ลักซ์
ตอนที่ 30 ฉันชื่อกาเรน ส่วนนี่น้องสาวฉัน ลักซ์
ตอนที่ 30 ฉันชื่อกาเรน ส่วนนี่น้องสาวฉัน ลักซ์
เมื่อเห็นท่าทางของซูเฉินและซูเสี่ยวหยู ชายสวมแว่นก็ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ
"วางใจเถอะ ฉัน เฒ่าหลี่ผู้นี้ทำการค้าอย่างซื่อสัตย์จริงใจมาโดยตลอด เมื่อกี๊ฉันคงตาลายไปแน่ ๆ ปืนกระบอกนี้สภาพดีกว่าที่คิด ตีเป็น 20 เหรียญเงินยังได้เลย เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันยกคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ให้ฟรี ๆ แถมโปรตีนแท่งให้อีกสองอัน เป็นไง?"
ซูเฉินยิ้มรับ "โธ่ เจ้าของร้าน…นี่เรียกว่าซื่อสัตย์แล้วอย่างนั้นเหรอ? แต่ก็เอาเถอะ เอาตามนี้แล้วกัน ส่วนของที่พวกฉันนำมาส่วนใหญ่เป็นหนังสัตว์ กระดูก และเขี้ยวของสัตว์กลายพันธุ์ มีของจากโลกเก่าด้วย ถ้าสนใจ…ฉันยกให้หมดเลย”
สัตว์กลายพันธุ์!?
ดวงตาหลังเลนส์แว่นหนาของเฒ่าหลี่เบิกกว้างพลางคิดในใจ นี่มันลูกค้าวีไอพีชัด ๆ!
เพราะของพวกนี้ส่วนใหญ่จะได้มาจากซากปรักหักพังของโลกเก่า แหล่งอันตรายระดับสูงที่แม้แต่นักล่ารุ่นเก๋ายังหลีกเลี่ยง
อีกทั้งนักล่าสองคนนี้ก็ยังดูเด็กมาก แต่กลับสามารถรวบรวมเสบียงจากสถานที่อันตรายอย่างซากโลกยุคเก่าได้… คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ!
หรือว่าทั้งคู่จะเป็น “นักรบดัดแปลงพันธุกรรม” จากกองกำลังลึกลับ?
คิดได้ดังนั้น รอยยิ้มของเฒ่าหลี่ก็เริ่มจริงใจมากขึ้น "ว่าแต่พวกนายชื่ออะไรกันบ้างเหรอ?"
ซูเฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย รู้สึกได้ว่ากำลังโดนสอบประวัติ
จึงตอบกลับไปว่า "ฉันชื่อกาเรน ส่วนนี่น้องสาวฉัน ลักซ์"
เฒ่าหลี่ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง เพราะไม่เคยได้ยินชื่ออะไรแบบนี้มาก่อน
สองคนนี้น่าจะมาจากพื้นที่ห่างไกลนอกดินแดนรกร้างแห่งนี้ และเมื่อพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเขตปนเปื้อนเป่ยเจ๋อแล้ว พวกเขาน่าจะถูกส่งมาโดยกองกำลังลับเพื่อสืบหาสาเหตุของความผิดปกตินี้
คิดไปคิดมา เฒ่าหลี่ก็ยิ่งสงสัยในตัวตนของพวกเขา
“เข้าใจแล้วครับคุณกาเรน เดี๋ยวผมจะติดต่อเพื่อนที่รับซื้อของพวกนี้ให้ทันที บอกผมคร่าว ๆ ได้ไหมว่ามีของเท่าไหร่?”
ซูเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดที่สุภาพและให้เกียรติของเฒ่าหลี่ ‘หรือว่าชื่อกาเรนกับลักซ์จะโด่งดังกันนะ…’
"ก็…ประมาณสิบหกกล่อง มากกว่าของในร้านนี้ประมาณสองเท่าได้"
เฒ่าหลี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจปนดีใจ "ได้เลย ๆ โปรดรอสักครู่ เดี๋ยวผมจะรีบติดต่อให้ทันที"
พูดจบ เขารีบหยิบโทรศัพท์บ้านแบบหมุนขึ้นมาจากใต้เคาน์เตอร์
หลังจากหมุน ๆ อยู่พักหนึ่ง เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "ไอ้หมาป่า! ฉันมีของใหญ่มาให้! เอาทาสมาหลาย ๆ คน เตรียมขนของหน่อย! ใช่ รายใหญ่เลยนะโว้ย! อย่าเรื่องมาก รีบมา!”
ซูเฉินยืนมองอยู่เงียบ ๆ ด้วยความประหลาดใจ คิดไม่ถึงเลยว่าเมืองแบล็ควอเตอร์จะใช้โทรศัพท์ได้ แม้จะเป็นเพียงการโทรแบบสายเดี่ยวและใช้ได้เฉพาะในเมือง แต่ก็ถือว่าเจริญมากพอตัว
หลังวางสาย เฒ่าหลี่ก็หันมายิ้มให้ซูเฉินและพูดว่า "ตอนนี้เที่ยงพอดี คุณกาเรนคงยังไม่ได้ทานอะไรมา งั้นไปกินข้าวกันก่อนดีไหม?”
"อืม" ซูเฉินตอบรับแบบขอไปที เพราะยังไงพวกเขาก็ไม่มี “เงิน” ติดตัวอยู่แล้ว
เฒ่าหลี่รีบเก็บร้าน ปิดประตู พาซูเฉินและซูเสี่ยวหยูไปยังร้านบะหมี่ใกล้ ๆ
ภายในร้านมีลูกค้าอยู่เพียงสองสามคน จึงค่อนข้างเงียบสงบ
"หม่าจื่อ! เอาบะหมี่เส้นขาวสามชาม!" เฒ่าหลี่ตะโกนบอกคนในร้าน แล้วหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนกัดฟันตะโกนสั่งต่อ “ใส่น้ำมันพริกด้วย!”
ชายวัยกลางคนที่ใบหน้ามีรอยแผลเป็นจากโรคอีสุกอีใสสวมหมวกเชฟโผล่หน้าออกมาจากหลังเคาน์เตอร์
"โห! เฒ่าหลี่ ไปรวยมาจากไหนถึงกล้ากินน้ำมันพริกด้วย!? รอแป๊บนะ เดี๋ยวจัดให้”
เฒ่าหลี่ไม่สนใจหม่าจื่อ แต่หันมายิ้มให้ซูเฉิน "ร้านนี้เปิดมาสามปีแล้ว รสชาติใช้ได้เลยทีเดียว"
เขากระซิบเสียงเบาเล่าต่อ "ได้ยินมาว่าเจ้าของร้านเป็นถึงขุนนางในเมือง ถึงได้รอดเหตุจลาจลมาได้ทุกครั้ง”
ขุนนาง?
คำนี้ทำให้ซูเฉินรู้สึกคันยุบยิบในอก แต่ก็ไม่ได้ถามต่อสาวความยืด ได้แต่ถามเรื่องอื่นไปแทน "เมืองแบล็ควอเตอร์เกิดจลาจลบ่อยขนาดนั้นเลย?"
เฒ่าหลี่โบกมือ "ก็…ไม่ถึงกับรุนแรงนักหรอก แค่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกันเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นประจำ”
"สามวันก่อนมีนักล่าสองกลุ่มตีกันกลางถนน โดนยามยิงตายคาที่ ศพยังแขวนอยู่ที่กำแพงทางเหนือนู่นเลย"
"แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องใหญ่จริง ๆ ก็คงเป็นเมื่อห้าปีก่อน มีหมาป่ากลายพันธุ์ระดับสูงนำลูกน้องกับฝูงผู้สูญสิ้นบุกเข้ามารุมเมือง โอ๊ย แค่คิดก็ยังเสียวสันหลังวาบ ถ้าภาคีอัศวินไม่ผ่านมาช่วยไว้ล่ะก็…เมืองนี้คงหายไปจากแผนที่แล้ว"
ทั้งสองพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย จากการพูดคุยครั้งนี้ทำให้ซูเฉินได้ข้อมูลกลับมามากมาย
เมืองแบล็ควอเตอร์มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน มีโรงบำบัดน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถจัดหาน้ำสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง พื้นที่โดยรอบเปิดโล่งไร้ต้นไม้ใหญ่ ทำให้ความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีโดยสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์น้อยลงตาม
และที่สำคัญ ที่ตั้งของเมืองยังใกล้กับกองกำลังหลักอย่าง 'เมืองอรุณรุ่ง' และ 'บริษัทเจเนซิส' แถมยังอยู่ใต้เขตอิทธิพลของ 'ภาคีอัศวิน' ทำให้เมืองนี้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
"บะหมี่มาแล้ว!"
หม่าจื่อยกถาดวางบะหมี่สามชามลงบนโต๊ะ
เฒ่าหลี่หยิบเหรียญทองหกเหลี่ยมออกมาหนึ่งเหรียญแล้วโยนให้หม่าจื่อ "ทอนมาด้วย"
"ได้เลย" หม่าจื่อหยิบเหรียญหกเหลี่ยมสีเงินออกมาจากกระเป๋า นับได้สี่สิบเหรียญแล้วส่งมอบคืนให้
เฒ่าหลี่โวยวาย "หม่าจื่อ! นี่แกคิดจะโกงฉันเรอะ!?"
หม่าจื่อเบ้ปาก "เปล๊า! แป้งมันขึ้นราคาอีกแล้วไม่รู้หรือไง? ไหนจะน้ำมันพริกอีก”
"เกิดอะไรขึ้น? ทาสไม่พองั้นเหรอ?" เฒ่าหลี่ถามด้วยความสงสัย
หม่าจื่อถอนหายใจ "ทาสน่ะมีพอ แต่พวกขุนนางในเมืองกลัวว่าหน้าหนาวนี้จะขาดแคลนเพราะฝนไม่ตกมานาน เลยสั่งจำกัดปริมาณอาหารไว้ก่อน”
"ตามสบายเลยนะ ฉันต้องไปทำงานต่อ”
ซูเฉินถามด้วยความสงสัย "นี่มันเพิ่งเดือนกรกฎาเองนะ ทำไมขุนนางต้องกังวลเรื่องอาหารสำหรับฤดูหนาวด้วย?"
"ปกติ“เฒ่าหลี่ถอนหายใจ”ปีนี้คงมีนักล่าอดตายกันอีกเพียบแน่ ๆ”
ซูเสี่ยวหยูแทรกขึ้น "แล้วทำไมเมืองนี้ไม่รับคนเร่ร่อนพวกนั้นเข้ามาล่ะ? อย่างน้อยก็เอาไปใช้แรงงานได้”
เฒ่าหลี่ยักไหล่ "เพราะที่ดินในเมืองมีจำกัด แปลงเพาะปลูกที่ปลอดภัยก็มีไม่มากนัก และส่วนใหญ่ก็เป็นของขุนนาง ถ้าฉันมีที่ดินเป็นของตัวเองล่ะก็…คงไม่ต้องมาลำบากมานั่งทำมาหากินแบบนี้หรอก"
"เอ้า! ออกทะเลไปกันใหญ่แล้ว มา ๆ ลองชิมบะหมี่นี่ก่อนเถอะ"
ซูเฉินเงียบไปทันที ในอกหนักอึ้งเล็กน้อย รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
บนน้ำซุปขุ่น ๆ มีน้ำมันพริกสีแดงสดลอยอยู่ กลิ่นหอมเย้ายวนชวนให้น้ำลายสอ ทำเอาอารมณ์ขุ่นมัวคลายลงชั่วขณะ
ทั้งสามคนหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อนจะค่อย ๆ โซ้ยบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย
หลังจบมื้ออาหาร ซูเสี่ยวหยูดูมีความสุขมาก ถ้าเฒ่าหลี่ไม่ใช่คนตระหนี่ เธอคงจะขอบะหมี่จากหม่าจื่ออีกซักชามไปแล้ว
เมื่อกลับมาถึงร้าน ก็พบว่ามีชายหัวโล้นร่างกำยำคนหนึ่งเดินตามมาพร้อมกับทาสผิวคล้ำผอมแห้งอีกแปดคน
ชายหัวโล้นและเฒ่าหลี่แอบกระซิบกันเงียบ ๆ
ซูเสี่ยวหยูเอนหูตั้งใจฟัง ด้วยความสามารถจากการปรับแต่งพันธุกรรม เธอได้ยินบทสนทนาของพวกเขาอย่างชัดเจน
"เฒ่าหลี่… สองคนนั้นมีของดีอะไรนักหนา?"
"ชู่ว! เบา ๆ หน่อย คนพวกนั้นไม่ธรรมดานะโว้ย”
จากนั้นเฒ่าหลี่ก็เล่าข้อสันนิษฐานของเขาให้ชายหัวโล้นฟัง
ชายหัวโล้นดูประหลาดใจเล็กน้อย
จากนั้นก็พูดเบา ๆ "เรา…รับของพวกนั้นได้แน่เหรอ? ทำไมพวกเขาไม่ไปขอความร่วมมือจากขุนนางในเมืองโดยตรงแทน?"
"ฉันบอกแล้วไงว่าพวกนั้นมาจากที่อื่น ไม่รู้เรื่องอะไรของที่นี่เลย ถ้าเราชิงตัดหน้าได้ก่อน พวกเราจะรวยเละเลยนะ! ว่าไง? เอาด้วยไหม?”
ชายหัวโล้นพยักหน้าอย่างรวดเร็ว "เอาสิ! ถ้าฉันไม่หาเงินเพิ่มอีกสักหน่อย คงไม่มีปัญญาจ่ายภาษีแน่ ๆ ถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงโดนไล่ออกจากเมือง”
ไม่กี่นาทีต่อมา
ซูเฉินและซูเสี่ยวหยูพาเฒ่าหลี่กับชายหัวโล้นไปที่ลานจอดรถ
หลังจากเปิดท้ายรถกระบะ เฒ่าหลี่และเพื่อนถึงกับตื่นเต้นตาโตแทบถลน!
พวกเขารีบสั่งให้ทาสทั้งหมดช่วยกันขนของทันที
"คุณกาเรนมีของเยอะมาก พวกเราย้ายของทั้งหมดไปที่โกดังของผมก่อนดีไหม? แล้วค่อยมาเช็คจำนวนกันอีกที?" เฒ่าหลี่ถามขึ้น
ซูเฉินพูดอย่างไม่ใส่ใจ "ได้เลย แต่รีบ ๆ หน่อยล่ะ พวกฉันมีธุระ"
ท่าทางไม่ใส่ใจของซูเฉิน ยิ่งทำให้เฒ่าหลี่และชายหัวโล้นมั่นใจมากว่าทั้งสองต้องมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา!