- หน้าแรก
- ประกายแสงจากโลกสีคราม ขออัญเชิญผู้เล่นสู่โลกล่มสลาย
- ตอนที่ 2 หน่วยล่าทาส, การก่อตั้งฐานที่มั่น
ตอนที่ 2 หน่วยล่าทาส, การก่อตั้งฐานที่มั่น
ตอนที่ 2 หน่วยล่าทาส, การก่อตั้งฐานที่มั่น
แสงแดดช่วงบ่ายค่อนข้างร้อนระอุ
สองพี่น้องซูเฉินและซูเสี่ยวหยูเดินออกจากป่าทึบเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักพิง
"พี่… แน่ใจนะว่าไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ"
ซูเสี่ยวหยูยังคงตกใจไม่หาย น้ำเสียงแฝงไปด้วยความกลัวราวกับเพิ่งเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติมาได้
"อืม ไม่ต้องห่วง เคราะห์ร้ายผ่านพ้นไป ต่อจากนี้ก็จะมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาแทน! ฮ่า ๆ"
เมื่อเห็นสีหน้าผ่อนคลายของพี่ชาย ซูเสี่ยวหยูก็ยิ้มออกมาได้ทันที
แม้จะยังไม่เข้าใจว่าพี่ชายสามารถต้านการติดเชื้อจากผู้สูญสิ้นได้อย่างไร แต่ตราบใดที่พี่ชายปลอดภัย เรื่องอื่นย่อมไม่สำคัญ
ซูเฉินไม่ได้อธิบาย และซูเสี่ยวหยูก็ไม่ได้ถาม ชีวิตสองพี่น้องที่ต่างพึ่งพาอาศัยกันและกันมาโดยตลอด ย่อมมีความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งโดยธรรมชาติ
ขณะนั้นเอง ซูเฉินยังคงสื่อสารกับ "ระบบ" ในใจและคิดหาทางใช้งานมัน
"นี่ระบบ ไม่มีชุดของขวัญสำหรับมือใหม่ให้บ้างเลยเหรอ?"
เสียงอันเรียบนิ่งตอบกลับ "โปรดอย่าปล่อยให้จินตนาการของท่านโลดแล่น"
ซูเฉินถึงกับหน้าเสีย
ระบบถูกปลุกแต่กลับไม่มีอะไรให้เป็นของเริ่มต้นเลยเหรอ?
"พระเอกในนิยายระบบเรื่องอื่นเขาได้ชุดของขวัญสำหรับมือใหม่เทพ ๆ กันทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง?”
ระบบตอบกลับอย่างใจเย็นอีกครั้ง "ขออภัย แต่ระบบนี้ไม่มีชุดของขวัญใด ๆ ทั้งสิ้น โปรดสร้างฐานและสะสมพลังงานสสารมืดโดยเร็วที่สุด”
พอแล้ว! ไม่ต้องพูดแล้ว! ยิ่งพูดยิ่งหดหู่!
ดูเหมือนว่าผลของระบบชิปสปาร์คจะทำให้เขามีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อจากพวกผู้สูญสิ้น ซึ่งก็ไม่ได้พิเศษอะไรนัก เรียกได้ว่าธรรมดามากในดินแดนรกร้างแห่งนี้
เพราะเท่าที่เขารู้ นักรบพันธุกรรมของกองกำลังใหญ่หลายกลุ่มต่างก็มีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อเช่นกัน
นอกจากนี้ ดังที่ระบบได้กล่าวไว้ตอนต้น เรียกสิ่งมีชีวิตจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน…
ราวกับรู้ว่าซูเฉินกำลังคิดอะไร ทันใดนั้นระบบก็บอกพิกัด
"ตรวจพบพลังงานแม่เหล็กสสารมืดระดับต่ำ ระยะห่างจากโฮสต์ 2.5 กิโลเมตร ทางทิศหกนาฬิกา โฮสต์สามารถสร้างฐานอันมั่นคงที่นั่นได้"
ซูเฉินเหลือบมองไปยังทิศทางที่ระบบหมายถึงแล้วพูดว่า "หา? นั่นมันทิศเดียวกับที่พักพิงเลยนี่"
……
สิบนาทีต่อมา สองพี่น้องที่กำลังใกล้ถึงที่พักพิงก็ได้ยินเสียงตะโกนและกรีดร้องดังมาแต่ไกล
"ชู่ว! อย่าขยับ"
ซูเฉินคว้าตัวซูเสี่ยวหยูหลบเข้าเงาไม้ ย่อตัวลงเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้
ที่พักพิงแห่งนี้ดูเหมือนหมู่บ้านอันแสนทรุดโทรม ล้อมรอบด้วยลวดหนามสนิมเขรอะ
ทว่าตอนนี้ลวดหนามตรงประตูกลับถูกพังจนยับเยินเสียแล้ว
มีรถออฟโรดทหารดัดแปลงสามคันจอดขวางอยู่ด้านหน้า
กลุ่มชายฉกรรจ์ติดอาวุธที่ดูเหมือนทหารรับจ้างกำลังออกจับชาวบ้านที่ซ่อนตัวอยู่ในที่พักพิงแห่งนี้
"พี่… นั่นพวกล่าทาสใช่ไหม…?" ซูเสี่ยวหยูเอ่ยถามเสียงเบา
ซูเฉินพยักหน้าพลางส่งสัญญาณให้เธอเงียบเสียง
ดินแดนรกร้างแห่งนี้ นอกจากกองกำลังขนาดใหญ่ของเมือง เช่น "ดอว์นซิตี้ หรือ เมืองอรุณรุ่ง" แล้ว ยังมีกลุ่มคนเร่ร่อนในถิ่นทุรกันดารที่ไม่ต้องการถูกผูกมัดด้วยอำนาจใด ๆ ก่อกลุ่มรวมตัวกัน คนเหล่านี้ใช้ชีวิตราวกับอยู่บนคมมีด เสี่ยงตายทุกย่างก้าวเพื่อออกค้นหาทรัพยากรและสถานที่พักพิงขนาดเล็กที่พอจะพึ่งพาได้
ประชากรกลับกลายเป็นทรัพยากรที่หาได้ยากที่สุด
คนธรรมดาที่ถูกจับตัวไปจะถูกขายให้กับหัวอำนาจใหญ่และมักมีชะตากรรมที่น่าสังเวช…จนยากจะเรียกว่ามนุษย์
เช่น เมืองอรุณรุ่งจะส่งทาสจากแดนรกร้างไปยัง "เศษซากของโลกเก่า" เพื่อเป็นหน่วยกล้าตายในการเหยียบกับระเบิด
"บริษัทเจเนซิส" จะใช้ทาสเหล่านี้เป็นหนูทดลองในโครงการดัดแปลงพันธุกรรม
ส่วน “ประภาคารลอยฟ้า” ของพวกชนชั้นสูง จะเปลี่ยนทาสให้กลายเป็นของเล่นเพื่อความบันเทิง…
แม้ที่พักพิงของซูเฉินจะซ่อนตัวอย่างแนบเนียนเพียงใดก็ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาพวกล่าทาสเจนสนามนี้ได้
ขณะเดียวกัน ภายในหมู่บ้าน
หน่วยล่าทาสยังคงทยอยต้อนกลุ่มคนออกมาเรื่อย ๆ
ใบหน้าของคนในหมู่บ้านดำคล้ำราวกับไม่เคยถูกล้างด้วยน้ำมาก่อน
ผู้คนส่วนใหญ่ผอมแห้ง มาพร้อมกับร่างกายพิการในระดับต่าง ๆ เช่น เนื้องอกสีแดงดั่งเลือดบนศีรษะ, ใบหน้าที่ผิดรูป, เล็บมือและเล็บเท้าที่แหลมคม...
"แหวะ… นายครับ ของชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกพิการปนเปื้อน พวกนี้ไม่มีค่าหรอกครับ"
ชายร่างกำยำไว้เคราพูดอย่างไม่พอใจ ขาซ้ายของเขาโผล่ออกมา และปรากฏว่าเป็นขาเทียมโลหะ!
ด้านหน้ารถทหาร ชายตาเดียวที่มีแขนขวาเป็นเทียมโลหะเช่นกัน เขาคาบบุหรี่ไว้ระหว่างนิ้วอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะพูดขึ้น
"ก็แถวนี้มันใกล้กับเขตปนเปื้อนระดับต่ำนี่หว่า พวกมันคงหิวจนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า เลยเลี่ยงที่จะรับสารปนเปื้อนไม่ได้"
"หลายปีมานี้คนเร่ร่อนในดินแดนรกร้างเหลือน้อยลงทุกที สถานที่รวมตัวก็ซ่อนอยู่ในหุบเขาไม่ก็ป่าลึก ราคาทาสก็แพงเอา ๆ แต่ก็จับได้ยากขึ้นเช่นกันนะครับ"
"ช่วงนี้เขตเป่ยเจ๋อค่อนข้างวุ่นวาย หลังจากรวบรวมของชุดนี้เสร็จก็มุ่งหน้าลงใต้กันซะ”
ชายร่างกำยำลังเลก่อนจะพูดว่า "นายครับ ผมได้ยินมาว่ามีของดีอยู่ในซากเมืองเป่ยเจ๋อ เราควรไป…"
"ไปให้เป็นเหยื่อเหรอวะไอ้โง่!?"
ชายตาเดียวหันไปจ้องเขาด้วยสายตาราวอสรพิษ
ชายร่างกำยำรีบหุบปากและไม่กล้าพูดอะไรต่อ
"ของในซากนั่นไม่ใช่ของที่พวกเราจะเอื้อมถึง รอให้พวกกองกำลังใหญ่กินอิ่มก่อน เดี๋ยวก็มีเศษเหลือ ๆ ให้เราได้เก็บกินเองนั่นแหละ"
หลังจากด่าทออย่างเย็นชา ชายตาเดียวก็พ่นควันบุหรี่ก่อนหันไปถามชายผอมแห้งข้าง ๆ "ยังมีใครหายไปอีกไหม?"
ชายคนนั้นพยักหน้าขณะทำท่าประจบสอพลอ "พวกที่เหลืออยู่ก็ตามนี้แหละครับ เมื่อวานนี้ผมบอกให้พวกเขาอย่าออกไปไหน อ้อ ยังมีพี่น้องวัยรุ่นอยู่อีกสองคนด้วยครับ เห็นว่าเข้าไปหาอาหารในเขตปนเปื้อนเมื่อเช้านี้แต่ยังไม่กลับมา"
ชายตาเดียวพยักหน้าแล้วพูดว่า "ช่างเถอะ คงโดนพวกผู้สูญสิ้นกินไปแล้ว เอาล่ะ ไปได้"
พูดจบ เขาก็โยนบิสกิตหนึ่งห่อกับน้ำหนึ่งหม้อลงพื้นก่อนจะหันหลังจากไป
จากนั้น หน่วยล่าทาสก็ช่วยกันมัดเชือกเพื่อรวมกลุ่มคนในสถานที่พักพิงกว่า 30 คนแล้วขับรถพาออกไป
เหลือเพียงชายผอมแห้งที่กำลังกินบิสกิตอย่างตะกละตะกลามขณะนั่งอยู่ที่เดิม
"พี่… ทำไมพวกนั้นไม่จับตัวตาแก่ไปด้วย" ซูเสี่ยวหยูพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
ซูเฉินพูดอย่างเย็นชา "น่าจะเป็นตาแก่เจ้าเล่ห์นั่นแหละที่ขายคนในที่พักพิงให้ไอ้พวกนั้น"
ที่พักพิงแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ห่างไกลอันเงียบสงบ และอยู่ใกล้กับเขตปนเปื้อนระดับต่ำ หากไม่มีคนนำทาง หน่วยล่าทาสคงมาถึงที่นี่ไม่ได้
"พวกนั้นจะกลับมาอีกไหม? หรือว่าเราควรหนีไปก่อน" ซูเสี่ยวหยูถามด้วยความกังวล
ซูเฉินส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ไม่หรอก พวกนั้นเจอที่นี่และเอาคนไปหมด มันคงไม่ย้อนกลับมาอีกแล้ว"
เขาไม่มีทางเลือกอื่น ระบบบอกว่าที่พักพิงแห่งนี้มีสนามแม่เหล็กพลังงานมืดที่เหมาะสม ดังนั้นเฉพาะที่นี่เท่านั้นที่เขาจะสามารถสร้างฐานและเรียกสิ่งมีชีวิตจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินได้
สองพี่น้องนั่งรออยู่นานกว่าหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่หน่วยล่าทาสออกไป ก่อนจะค่อย ๆ เดินกลับเข้าไปในหมู่บ้าน
"ไปหาตาแก่เจ้าเล่ห์นั่นกันก่อน"
น้ำเสียงของซูเฉินเรียบเฉย ซูเสี่ยวหยูเข้าใจความคิดของพี่ชายได้ทันที
ตาแก่เจ้าเล่ห์นั่นต้องตาย!
"ระวังด้วยนะ เขามีปืน"
ทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะค้นบ้านจากทางเข้าหมู่บ้านไปทีละหลัง
ไม่นานพวกเขาก็พบเป้าหมายในบ้านหลังหนึ่งอันทรุดโทรม
ตาแก่เจ้าเล่ห์ยังคงค้นหาอาหารไปทั่ว
เขาได้ทำข้อตกลงกับหน่วยล่าทาสไว้แล้ว หลังจากรวบรวมเสบียงเสร็จ เขาจะออกจากที่แห่งนี้และมองหาจุดรวมตัวอื่นเพื่อแฝงตัวเข้าไปและเรียกคนมาจับอีกตามเดิม
"ตาแก่"
อยู่ ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นที่หน้าประตู ทำเอาตาแก่เจ้าเล่ห์ตกใจแทบหงายหลัง
เมื่อหันกลับไปก็เห็นเป็นซูเสี่ยวหยู เขารีบยิ้มแย้มแจ่มใส "เสี่ยวหยูนี่เอง พี่ชายเธอไปไหนเสียล่ะ"
ซูเสี่ยวหยูทำหน้าเศร้า "พวกเราออกไปหาอาหารที่เมืองวันนี้ แล้วพี่ก็โดนผู้สูญสิ้นกัด ฉัน… ฉันไม่รู้จะทำยังไงต่อ…"
ตาแก่เจ้าเล่ห์เหลือบมองไปเห็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในมือของซูเสี่ยวหยู ความโลภปรากฏขึ้นทันใดพลางรีบแสร้งเป็นคนดี "ไม่เป็นไร ๆ ไม่ต้องกลัว ลุงกุ้ยจะดูแลเธอแทนเอง"
เขาเดินเข้าไปหาซูเสี่ยวหยูขณะแสร้งพูดปลอบ แต่ทันทีที่เดินพ้นจากประตูมา ซูเสี่ยวหยูก็ถอยหลังหนี
ขณะเดียวกัน ค้อนเหล็กขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าแทน!
โครม!
ซูเฉินที่ซ่อนตัวอยู่ข้างประตูฟาดค้อนเข้าที่หน้าตาแก่เจ้าเล่ห์อย่างเต็มแรง!
ตาแก่ล้มลงกับพื้น ใบหน้ายุบหด ตัวสั่นไปมาสองสามทีก่อนจะแน่นิ่งไป
ซูเฉินโยนค้อนเปื้อนเลือดทิ้งแล้วพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ฝังเขาซะ ไม่งั้นกลางคืนมันจะล่อผู้สูญสิ้นมา"
ซูเสี่ยวหยูเองก็ใจแข็งมากพอ ทั้งสองช่วยกันลากตาแก่เจ้าเล่ห์ไปที่ทางเข้าหมู่บ้านและขุดหลุมฝังจนเสร็จ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สองพี่น้องร่วมมือกันสังหารใครสักคน
พวกเขาไม่เพียงแต่ฆ่าคนชั่วเท่านั้น แต่ยังฆ่าคนที่คิดไม่ดีอีกด้วย
เป็นเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่ที่พักพิงแห่งนี้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นวันรุ่งขึ้นคงไม่มีเนื้อเหลืออยู่บนร่างของตาแก่เจ้าเล่ห์นี้เป็นแน่
ไม่มีเนื้อส่วนใดหรือของใครที่จะสูญเปล่าไปในที่พักพิงแห่งนี้
แม้ซูเฉินและซูเสี่ยวหยูจะเคยเกือบอดตาย แต่พวกเขาจะไม่กินเนื้อคนด้วยกันเองเด็ดขาด
หลังจากจัดการศพเรียบร้อย ก็พบปืนพลังงานคริสตัลที่ตัวตาแก่เจ้าเล่ห์หนึ่งกระบอก
ปืนกระบอกนี้บ่งบอกถึงสถานะสูงสุดของตาแก่ในที่พักพิง
สองพี่น้องกลับไปยังบ้านหลังเล็ก ๆ ซึ่งเป็นบ้านของพวกเขา
"งั้นฉันจะไปทำอาหารก่อนนะ"
ซูเสี่ยวหยูยกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในมือขึ้นแล้ววิ่งไปที่ครัวอย่างมีความสุข
แม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่หมดอายุไปนานก็ถือเป็นอาหารอันโอชะสำหรับพวกเขาแล้ว
"เสี่ยวหยู ในหมู่บ้านน่าจะมีอาหารเหลืออยู่บ้าง พี่จะลองออกไปหาดูนะ"
ซูเฉินบอกกล่าวเล็กน้อยก่อนจะออกจากบ้านไป
เขาเดินไปยังใจกลางหมู่บ้านซึ่งเป็นลานกว้างตามคำแนะนำของระบบ
ที่แห่งนี้บนโลกใบเก่าคงจะเป็นลานตากข้าวของชาวบ้าน
แต่น่าประหลาดใจนัก หมู่บ้านนี้เต็มไปด้วยพืชพรรณแปลก ๆ ชอนไชเต็มไปหมด แต่ลานกว้างแห่งนี้กลับเป็นที่เดียวที่ไม่มีต้นหญ้าขึ้นแม้แต่น้อย ทั้งพื้นปูนก็ยังค่อนข้างสมบูรณ์ ยกเว้นจะมีรอยแตกแค่บางส่วน
"ระบบ…ใช่ที่นี่หรือเปล่า"
ซูเฉินถามในใจ
ชิปสปาร์คตอบกลับ "ใช่ ตรวจพบสนามแม่เหล็กพลังงานสสารมืด กำลังล็อกพื้นที่ดำเนินการ... โฮสต์ โปรดยืนยันว่าจะสร้างฐานที่นี่หรือไม่"
ซูเฉินตอบกลับทันที "ยืนยัน"
"ล็อกพื้นที่พลังงาน กำลังคำนวณการสกัดพลังงาน..."
"ยืนยันฐานที่ตั้ง ได้รับค่าพลังงานมืดสะสม 189,546 แต้ม"
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างคล้ายหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ปรากฏขึ้นในสายตาของซูเฉิน
มีตัวเลขสีน้ำเงินปรากฏอยู่ที่ด้านบน: 189546
ขณะเดียวกัน หัวข้อตัวเลือกเทคโนโลยีมากมายก็ปรากฏตาม
[ระบบนิเวศ], [อาวุธ], [ยีน], [สถาปัตยกรรม], [มรดก]...
ซูเฉินตื่นเต้นกับสิ่งนี้เป็นอย่างมาก!
เขาคลิกที่ตัวเลือกอาวุธก่อนสิ่งใด จากนั้นก็มีแม่แบบอาวุธต่าง ๆ อยู่ข้างในหัวข้อนั้น
มันมีอาวุธแทบจะทุกชนิด ตั้งแต่มีด ดาบ กระบอง ไปจนถึงอาวุธปืน เช่น ปืนพก54 ปืนAK-47 และอื่น ๆ
ยังมีอาวุธไฮเทคบางอย่างที่ซูเฉินไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น ขีปนาวุธเลเซอร์ ปืนแม่เหล็กไฟฟ้า ERP และยานรบระหว่างดวงดาว...
"ฮ่า ๆ เจ๋งโคตร!"
ถึงจะน่าประหลาดใจ แต่ซูเฉินเพียงยิ้มอย่างใจเย็นราวกับไม่ตกใจสิ่งที่เห็นตรงหน้า
นั่นเพราะเขาเห็นแต้มพลังงานที่จำเป็นในการแลกอาวุธเหล่านี้
ปืนไรเฟิลซุ่มยิง: 500,000 แต้ม
ปืนใหญ่เลเซอร์: 6 ล้านแต้ม
ยานรบระหว่างดวงดาว: 99999... (มองไม่เห็นแม้แต่ขอบตัวเลขสุดท้ายด้วยซ้ำ)
……
พลังงานที่สกัดได้จากสนามแม่เหล็กนี้มีเพียง 189,546 แต้ม
และอาวุธขั้นสูงเหล่านั้นก็ไกลเกินเอื้อมถึง...
เขาปิดคอลัมน์อาวุธและเปิดคอลัมน์ [ยีน] ขึ้นมาแทน
ข้างในเต็มไปด้วยสารพัดสูตรยาที่ระบุหมายเลขลึกลับเต็มไปหมด
ยาขั้นต้น: TOF-001_009, TOE-001_007...
ยาขั้นสูง: TOA-001_003, TOS-001...
ซูเฉินตาลายกับหมายเลขยาระดับยีนต่าง ๆ แม้จะมีคำอธิบายประกอบอยู่ใต้วิธีใช้แต่ละตัวก็ตาม
ก่อนที่เขาจะได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ระบบชิปสปาร์คก็พูดขึ้นอีกครั้ง
"จากนี้ไป จิตสำนึกของโฮสต์จะถูกเชื่อมต่อกับดาวเคราะห์สีน้ำเงิน"
ซูเฉินรู้สึกชาวาบที่คออีกครั้ง จากนั้นภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว!
เขารู้สึกราวกับกำลังถูกกระชากวิญญาณออกไปที่ไหนสักแห่ง ข้อมูลจำนวนมหาศาลไหลทะลักเข้ามาในหัวไม่หยุด!
ก่อนที่เบื้องหน้าจะปรากฏเป็นอาคารสูง ต้นไม้เขียวขจี ถนนหนทาง และดอกไม้นานาพันธุ์...
ถนนสะอาดและกว้างขวางเต็มไปด้วยรถยนต์ ห้างสรรพสินค้าที่มีผู้คนเดินกันคึกคัก ซึ่งกำลังเลือกซื้อสินค้าและเสื้อผ้าอย่างสบายใจ
ฝูงชนที่เลิกงาน คู่รักที่กอดกันอย่างรักใคร่ วัยรุ่นสุ่มหัวในร้านอินเทอร์เน็ต รถจักรยานยนต์ที่แล่นด้วยความเร็วสูง
เมื่อภาพเหล่านั้นปรากฏ ซูเฉินได้แต่ตกตะลึงจนสูญเสียความสามารถทางความคิดไปชั่วขณะ
นี่... นี่มันบ้านเกิดของฉัน…?
เมื่อเริ่มรู้สึกตัว เขาก็ค่อย ๆ ตอบสนองต่อความเป็นจริง
มุมมองของเขาดูเหมือนจะถูกนำเสนอผ่านเลนส์กล้องแต่ละตัว
เขาเป็นเหมือนลูซี่ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่คอยสอดแนมการกระทำของผู้คนในโลกไซเบอร์แห่งนี้
"ระบบ นี่คือการเชื่อมจิตสำนึกเข้ากับดาวเคราะห์สีน้ำเงินใช่ไหม"
ซูเฉินถามด้วยความประหลาดใจ
ชิปสปาร์คพูดอย่างใจเย็น "หากจะพูดให้ถูกต้องแล้วนั้น จิตคำนึงของโฮสต์สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายของดาวเคราะห์สีน้ำเงินพร้อมด้วยสิทธิสูงสุด"
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ…
"คุณคือเทพเจ้าแห่งเครือข่ายของดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้"
ซูเฉินอดกลั้นไว้เป็นเวลานานก่อนจะพูดสองคำ "สุด! ยอด!"
หลังจากท่องโลกออนไลน์ในใจไปครึ่งชั่วโมง ซูเฉินก็ถามระบบว่า "แล้วฉันจะออกจากหน้าจอพวกนี้ได้ยังไง?"
ชิปสปาร์คตอบกลับ "เพียงนิ่งเงียบ"
เมื่อความคิดของซูเฉินไร้การเคลื่อนไหว ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็เปลี่ยนไป กลับมาเป็นลานกว้างที่ทรุดโทรมของที่พักพิงเช่นเดิม
เขารีบถามอีกครั้ง "นี่ระบบ ตัวฉันสามารถกลับไปยังดาวเคราะห์สีน้ำเงินนั่นได้ไหม"
ครั้งนี้ ระบบชิปสปาร์คเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "ไม่ได้"
ซูเฉินถอนหายใจและพูดด้วยความผิดหวัง "เข้าใจแล้ว แล้วฉันจะเรียกคนจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินมาได้ยังไง?"
ชิปสปาร์คกล่าวว่า "โฮสต์เพียงเชื่อมต่อจิตเข้ากับเครือข่ายของดาวเคราะห์สีน้ำเงินและเลือกคนมาหนึ่งร้อยคนเพื่อดึงจิตวิญญาณพวกเขามาสิงสู่ร่างในโลกนี้”
ซูเฉินถามด้วยความสับสน "จิตวิญญาณ? หมายความว่าอะไร? ทำไมถึงได้แค่ร้อยคน?"
“เนื่องจากพลังงานมีจำกัด ปัจจุบันพลังงานสนามแม่เหล็กมีเพียงประมาณ 180,000 จึงไม่ควรเรียกวิญญาณจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินมามากเกินไป”
จิตวิญญาณ?
ซูเฉินเบิกตากว้าง "เรียกมาได้แค่จิตวิญญาณแล้วจะมีประโยชน์อะไร?"
"ไม่ต้องกังวล เนื่องจากเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคาร์บอนเป็นพื้นฐาน พลังงานสสารมืดของที่นี่เพียงพอที่จะสร้างร่างกายง่าย ๆ ให้แก่จิตวิญญาณที่จะถูกควบคุมเหล่านั้น"
ซูเฉินถึงบางอ้อ มันก็เหมือนกับการสร้างตัวละครในเกมแล้วให้ผู้เล่นบังคับเลยไม่ใช่หรือ?
หรือก็คือ หลังจากถูกเรียกตัวมาแล้ว มันจะกลายเป็น “เกม” แห่งชีวิตและความตายสำหรับคนจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินนั่นเอง!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูเฉินก็รู้แล้วว่าเขาควรทำอะไรต่อไป