- หน้าแรก
- ได้โปรด! อย่ามารบกวนการบำเพ็ญเซียนของฉัน
- 24 - ตำบลที่ถูกทอดทิ้ง
24 - ตำบลที่ถูกทอดทิ้ง
24 - ตำบลที่ถูกทอดทิ้ง
24 - ตำบลที่ถูกทอดทิ้ง
หลิวเหวินให้เขาดูแลงานประจำวันทั้งหมดของหน่วยรักษาความสงบชั่วคราว ฟื้นฟูระเบียบ และให้จัดส่งเจ้าหน้าที่รักษาความสงบห้าสิบคนและยามรักษาความสงบมารอฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้น
สุดท้ายมีขันทีชื่อสวีกังซิ่ง—ไม่สิ ต้องเรียกว่าหัวหน้าขันที ซึ่งก็คือผู้ดูแลกรมตรวจการ เป็นบุคคลอันดับสามในกรมตรวจการซึ่งมีอำนาจมากกว่ารองหัวหน้าหน่วยรักษาความสงบหลายเท่า
หลิวเหวินสั่งให้เขาดูแลการควบคุมตัวผู้ก่อกบฏทั้งหมด สืบหาความผิด และทำลายหลักฐานเท็จที่ป้ายสีผู้ว่าเช่นเขา พร้อมทั้งปฏิเสธคำขอของสวีกังซิ่งที่จะตามล่าผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม …
ล้อเล่นหรืออย่างไร เรื่องนี้เสมือนดาบแห่งดามอคลีส ผิดพลาดนิดเดียวก็มีแต่หายนะตามมา
หลังจากจัดการเรื่องวุ่นวายเหล่านี้เสร็จ หลิวเหวินจึงได้ศึกษาวิชาเวทมนตร์อีกครั้ง ได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของโลกแห่งการฝึกบำเพ็ญ และจินตนาการถึงการผจญภัยในแดนเซียน ใช้เวทพิชิตศัตรู พลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะ
เมื่อจินตนาการลึกเข้าไป เขาถึงกับใจเต้นระรัว วิญญาณล่องลอย อยากจะเกิดใหม่ไปฝึกเซียนเสียเดี๋ยวนั้น
แต่สติเตือนเขาทันที เขารู้ดีว่าต้องบุกเบิกในโลกแห่งความจริงให้มั่นเสียก่อน การเริ่มต้นในโลกเซียนจึงจะราบรื่น และภาพฝันอันสวยงามเช่นนั้นจะบังเกิดบ่อยครั้งยิ่งขึ้น ไม่เช่นนั้นจะต้องหลบซ่อนสะสมพลังเป็นร้อยปีพันปีเพียงเพื่อแย่งชิงโชควาสนาอันแสนทรมาน
แม้ไม่อาจกลับชาติมาเกิดทันที แต่การได้สัมผัสฝันอย่างลึกซึ้งทำให้จิตใจเขาได้รับการชำระล้าง ความหม่นหมองที่เกาะติดในยามกลางวันถูกลบล้าง จิตใจกลับมาใสบริสุทธิ์
เขานอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน สภาพจิตกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง เต็มไปด้วยพลังและแรงใจ
พลังวิญญาณ: สิบห้าเปอร์เซ็นต์
ฟื้นฟูเกินความคาดหมาย!
ยิ่งกว่านั้น หลิวเหวินยังพบว่าตนได้แต้มบุญมากกว่าวันวานตั้งหลายจุด!
ความคิดแรกของเขาคือ: หรือว่าแต้มบุญจากการฟื้นฟูเมืองมาถึงแล้ว?
แต่คิดอีกทีเป็นไปไม่ได้ ขบวนก่อสร้างยังไม่กลับมา ทุนก็เพิ่งตรวจสอบเสร็จ จะได้แต้มบุญเร็วเช่นนั้นไม่ได้
เช่นนั้น มาจากไหนกัน?
เมื่อทบทวนเรื่องราวของเมื่อวาน การปราบจลาจลไม่น่าใช่ หากใช่คงได้แต้มบุญไปนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมา
เหลือเพียงแค่การแต่งตั้งมังกรซ่อนตัวกับหงส์น้อยเท่านั้น
หรือว่าแต้มบุญนี้ได้มาจากการที่พวกเขาจัดการงานต่างๆ ได้ดีแล้วแบ่งบุญมาให้เขา?
หรือเป็นเพราะการให้โอกาสทำให้พวกเขาได้แสดงความสามารถที่แท้จริงจึงได้แต้มบุญ? หรือทั้งสองอย่างรวมกัน?
หลิวเหวินยังไม่แน่ใจในตอนนี้ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ มันต้องเกี่ยวข้องกับสองคนนั้นอย่างแน่นอน
หลิวเหวินเดินเข้าไปยังห้องประชุม ก็พบว่าข้างในยังคงสว่างไสว
เขาแอบชะโงกมองผ่านรอยแยกของประตู ก็เห็นจ้าวหมิงกงนั่งอยู่เบื้องล่าง รอบข้างยังมีผู้คนอยู่มากมาย ทั้งเจ้าหน้าที่จากสำนักกิจการเมืองระดับอำเภอ รวมถึงทหารที่ยืนเฝ้าเวรยาม และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เมื่อคืนแทบไม่มีตัวตน
ดูเหมือนพวกเขาทำงานกันตลอดคืน ห้องประชุมกลายเป็นสำนักงานไปแล้ว
ในขณะที่หลิวเหวินแอบมองอยู่ แต้มบุญก็โผล่ขึ้นมาอีกแต้มพอดี ข้างในห้องประชุมมีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้นว่า
“ดีเหลือเกิน รองผู้ว่าจ้าว เช่นนี้ผมก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเสบียงของตำบลตงเหอแล้ว ท่านช่างเป็นอัจฉริยะจริงๆ ท่านผู้ว่านี่ช่างมีสายตาแหลมคม มองเห็นผู้มีความสามารถ!” มีคนตะโกนออกมาอย่างกระตือรือร้น
หลิวเหวินรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง เมื่อวานตัดสินใจถูกต้องแล้ว แม้แต้มบุญที่ได้รับจะน้อยกว่าตอนที่เขาลงมือเอง แต่ถ้าต้องลงแรงเองทั้งหมด ไม่รู้ต้องใช้แต้มบุญไปเท่าใดถึงจะจัดการเรื่องเหล่านี้ได้สำเร็จ และที่สำคัญ มันไม่คุ้มเท่ากับแนวทางตอนนี้เลย
เขากำลังจะเดินจากไป แต่ก็รู้สึกผิดปกติ
“หืม? หงส์น้อยอยู่ที่ไหน?”
ในสถานที่มีแต่มังกรซ่อนตัวที่กำลังตรากตรำทำงาน หงส์น้อยกลับไร้ร่องรอย
นี่มันใช้ไม่ได้ หากมังกรซ่อน(ขงเบ้ง)ตรากตรำจนสิ้นใจ ณ เขาอู่จั่งหยวน(เขาโงลังกั๋ง) เช่นในตำนาน จะไม่กลายเป็นการเสียแขนขาของตนไปหรือ?
เมื่อเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถาม จึงทราบว่าหงส์น้อยกล่าวว่า “หญิงสาวไม่ควรอดนอน” จึงกลับไปพักหลังจากผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง
เช่นนี้ได้อย่างไร? ไหนว่าต้องเปล่งประกายแข่งกันไงเล่า?
หลิวเหวินรีบสั่งให้คนไปตามตัวหงส์น้อยกลับมา พร้อมทั้งเรียกหัวหน้าแผนกบุคคลให้รีบดำเนินการจัดการแฟ้มประวัติ ตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และผลตอบแทนของรองผู้ว่าและผู้ช่วยรองผู้ว่าให้เรียบร้อย
เดิมทีเขายังคิดจะรอขัดเกลาความคิดหงส์น้อยสักรอบให้ติดตาตรึงใจเสียก่อน แต่เมื่อเห็นว่าใจโปร่งใสร้อยช่องใกล้จะหมดเวลาใช้งาน จึงเลิกล้มความคิดนั้นไป คิดว่าอย่างไรก็ยังมีเวลาอีกมากในภายหลัง
เมื่อเรื่องจุกจิกเหล่านี้จบลง หลิวเหวินก็หันมาเริ่มลงมือทำสิ่งสำคัญทันที
เขาจะตรวจสอบแผนการและตำแหน่งของการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติอย่างครบถ้วน
นี่ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเขาในตอนนี้ เป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับแต้มบุญนับร้อยนับพันของเขา
หลิวเหวินเพิ่งตระหนักถึงหลักการสำคัญข้อหนึ่งอย่างลึกซึ้ง: หากเขารู้ข้อมูลมากเท่าไร ความยากของปัญหาจะลดลงตามสัดส่วน การใช้【เซียนชี้ทาง】ก็จะลดการสิ้นเปลืองลงอย่างมาก
วิชาเวทนี้ดูเหมือนจะอาศัยตัวเขาเองเป็นหลัก ในการสื่อถึงคำตอบด้วยวิถีลี้ลับบางอย่าง ไม่ใช่ว่ามีเซียนจริงๆ มาชี้แนะอยู่เบื้องหลัง
ไม่เช่นนั้นหลิวเหวินจะต้องตามตัวเจ้าวิชานี้มาซัดสักหมัดใหญ่ๆ แล้วคิดบัญชีกันแน่นอน
ดังนั้นเพื่อให้แผนใหญ่ในอนาคตสามารถดำเนินไปได้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้ได้แต้มบุญมากยิ่งขึ้น เขาจำเป็นต้องเข้าใจข้อมูลอย่างละเอียดที่สุดตั้งแต่ตอนนี้ ไม่เช่นนั้นค่าใช้จ่ายจาก【เซียนชี้ทาง】จะไม่ไหวแน่นอน
นอกจากนี้ เขายังต้องรักษาพลังวิญญาณไว้ให้มากที่สุด หากไม่จำเป็นก็จะไม่ใช้เวทมนตร์
เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่คือแต้มบุญอันล้ำค่าโดยแท้
หลิวเหวินเป็นคนที่ลงมือจริง ไม่รอช้า ไม่แจ้งผู้ใด ลุยขึ้นรถประจำตำแหน่งทันที มุ่งตรงไปยังจุดพักพิงชั่วคราวของผู้ประสบภัยที่ตั้งอยู่แถบตำบลฉางเล่อกับหมู่บ้านเขาวัว
ในตอนนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติคือกรมกิจการพลเรือน หัวหน้ากรมชื่อหวงหมิงเซียว เป็นหนึ่งในจำนวนน้อยที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเมื่อวาน และสำนักงานชั่วคราวของพวกเขาตั้งอยู่ที่ตำบลฉางเล่อ
แม้ตำบลฉางเล่อจะอยู่ไกลจากเมืองหวย และถนนไม่สะดวกนัก แต่โชคดีที่คนขับรถประจำตำแหน่งของเขาอยู่ที่นี่มาเกือบยี่สิบปีแล้ว เส้นทางคุ้นเคยดี ภายในหนึ่งชั่วโมงก็นำหลิวเหวินไปถึงจุดหมาย
ตำบลฉางเล่อไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ สภาพทั่วไปจึงไม่เปลี่ยนแปลงมาก ชาวบ้านในตำบลส่วนใหญ่รู้จักหลิวเหวินดี ต่างพากันออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น ถามว่าเขาหายไปไหนมาช่วงนี้ พวกเขายังไม่รู้เลยว่าเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าแล้ว
เสี่ยวหลี่วิ่งพรวดออกมาจากห้องทำงานนายกเทศมนตรี พอเห็นหลิวเหวินก็ร้องไห้โฮออกมาทันที
“ฮือๆๆ นายกหลิว หายไปไหนมา? คุณหายไปนานจนผมนึกว่าคุณตายอยู่ที่คันกั้นน้ำแล้ว แต่พวกเขากลับบอกว่าคุณยังไม่ตาย แถมกลายเป็นวีรบุรุษแห่งจักรวรรดิอีก ผมนึกว่าพวกเขาหลอกผม ไม่มีทางหรอกที่วีรบุรุษจะยังไม่ตาย! คุณหายหน้าไปหลายวัน ผมคิดถึงคุณจะตายแล้ว…”
ร้องไห้ไปพูดไป หลิวเหวินก็ถือโอกาสสอบถามสถานการณ์ล่าสุดของตำบลฉางเล่อ ซึ่งสรุปได้ง่ายๆ ว่า “เด็กที่ไม่มีใครต้องการ”
เมื่อนายกเทศมนตรีหายตัวไป ไม่มีผู้ใดมาส่งต่อหน้าที่ ไม่ได้รับการแจ้งเตือนใดๆ ทางโทรศัพท์ก็เงียบสนิท ทั้งตำบลเหลือเจ้าหน้าที่ระดับสูงแค่เสี่ยวหลี่คนเดียว เจ้าหน้าที่อีกสิบสองคนที่เคยอยู่ก็ถูกย้ายออกหมด
ตำบลฉางเล่อเปรียบเหมือนเกาะร้าง พอขาดนายกไป ก็เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
หากไม่ใช่เพราะการมาของกรมกิจการพลเรือน เสี่ยวหลี่คงนึกว่าพวกเขาถูกโลกทอดทิ้งแล้วจริงๆ
…………