- หน้าแรก
- กลิ่นบุปผาหอมไกลสิบลี้
- บทที่ 45 ค่ายกล
บทที่ 45 ค่ายกล
บทที่ 45 ค่ายกล
###
เฉินหลิวอันมองเจียงลี่เซิงด้วยสายตาชื่นชมเต็มเปี่ยม
ยันต์พลางเงาที่ดีเช่นนี้ เขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของศิษย์น้องเจียงจากชิงสู ทั้งที่ลือกันว่านางเรียนรู้ไปทั่วแต่ไม่เก่งสักอย่าง แต่ยันต์พลางเงาแบบนี้ ไม่มีใครมี นางกลับสร้างขึ้นได้เอง ยังมีคนกล่าวหาว่านางเรียนไม่ดีอีกหรือ?
เขาคิดว่าข่าวลือนี่เชื่อไม่ได้จริง ๆ “ศิษย์น้องเจียง ยันต์พลางเงาของเจ้าคงอยู่ได้นานเท่าไร?”
“ข้าเองก็ไม่รู้” เจียงลี่เซิงส่ายหน้า ตอบอย่างซื่อตรง “ข้าเขียนยันต์แต่ละครั้งก็ไม่ค่อยสม่ำเสมอ บางแผ่นอยู่ได้นาน บางแผ่นอยู่ได้ไม่นาน บางครั้งอยู่ได้เป็นวัน บางครั้งแค่หนึ่งชั่วยาม แต่สองแผ่นที่ใช้เมื่อครู่ ข้ารู้สึกตอนนั้นพลังลมปราณเต็มเปี่ยม มือก็ลื่นดี น่าจะอยู่ได้นานหน่อย”
“งั้นพวกเราควรรีบหนีต่ออีกให้ไกลเข้าไว้” เฉินหลิวอันคิดถึงอีกปัญหา “เจ้าหมาตัวนั้นดมกลิ่นตามมาได้ ถ้ายันต์ของเจ้าหมดฤทธิ์ มันจะตามกลิ่นเราได้ไหม?”
“ไม่แน่ใจเหมือนกัน เราควรหนีให้ไกลไว้ก่อน” เจียงลี่เซิงเองก็ไม่มั่นใจ
เฉินหลิวอันถามต่อ “เจ้ามียันต์แบบนั้นเหลืออีกไหม?”
“ไม่มีแล้ว”
เฉินหลิวอัน “……”
ของดีมักมีน้อยจริง ๆ
ทั้งสองไม่กล้าหยุดหรือชะลอความเร็ว เหินกระบี่ต่อเนื่องไปทางเหนือทั้งวันทั้งคืน ซานเกาก็ไม่ปรากฏตัวอีก พวกเขาจึงหยุดพักอย่างวางใจได้เสียที
เฉินหลิวอันดีใจมาก “ศิษย์น้องเจียง ยันต์ของเจ้าได้ผลถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน แล้วยังไม่หมดฤทธิ์ด้วยซ้ำ”
ต้องรู้ไว้ว่า แม้แต่ผู้อาวุโสตั้นหยางจากไท่อีที่เชี่ยวชาญด้านโอสถและยันต์ วาดยันต์ระดับสูงยังได้ผลเท่านี้เท่านั้น
เจียงลี่เซิงก็ดีใจเช่นกัน “ในที่สุดก็สลัดเจ้าหมานั่นพ้นเสียที! น่าจะพ้นจริง ๆ แล้วใช่ไหม?”
นางเอื้อมมือไปที่ถุงเก็บของ กะจะหยิบขนม แต่พอแตะถุงขนมก็ชะงัก ไม่กล้าหยิบออกมา กลัวว่ากลิ่นจะดึงเจ้าหมาตัวนั้นกลับมาอีก นางตัดใจดึงมือกลับ
นางพิงต้นไม้ถอนใจ “หิวจังเลย”
เฉินหลิวอันหยิบโอสถกันหิวออกมา “ศิษย์น้องเจียง เจ้าไม่มีโอสถกันหิวหรือ? เอานี่”
ตามปกติ ผู้ฝึกตนเมื่อถึงขั้นสร้างฐานแล้วไม่จำเป็นต้องกินโอสถนี้อีก แค่สูดลมหายใจหรือรับพลังจากธรรมชาติก็พอแล้ว แต่เฉินหลิวอันติดนิสัยเตรียมพร้อมไว้ก่อน แม้ตัวเองจะไม่ได้ใช้ แต่ศิษย์น้องบางคนยังไม่ถึงขั้นสร้างฐาน เขาเลยเก็บไว้ในแหวนเก็บของเสมอ เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน
เจียงลี่เซิงส่ายหน้า “ไม่มี แต่ศิษย์พี่เฉิน เก็บไว้เถอะ ข้าไม่อยากกิน”
นางถอนใจอธิบาย “ข้าอยากกินขนม ขนมจากโลกมนุษย์ ข้ามีอยู่ในถุงเก็บของ แต่ไม่กล้าหยิบออกมา กลัวกลิ่นมันจะเรียกเจ้าหมาตัวนั้นกลับมาอีก”
นางบ่นต่อ “ท่านไม่รู้หรอก ข้ากินขนมอยู่ แล้วเจ้าหมาตัวนั้นโผล่มา ตั้งแต่นั้นมันก็ไล่ข้าไม่หยุด มันจะกินขนมของข้า ข้าไม่ให้ มันเลยจะกินข้าแทน”
เฉินหลิวอัน “……”
เขาเข้าใจทันที “ศิษย์น้องเจียง เจ้าหมายความว่า เจ้าหวงขนม เจ้าหมาตัวนั้นเลยไล่เจ้าตลอด?”
เจียงลี่เซิงพยักหน้า “ตอนแรกมันไม่ได้จะกินข้า มันแค่จะเอาขนม ข้าไม่ให้ มันเลยโมโห”
เฉินหลิวอันพูดไม่ออก เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถาม “ขนมจากโลกมนุษย์ ข้าไม่เคยกิน มันอร่อยมากเลยหรือ?”
เขาเกิดในสำนักไท่อี บิดามารดาก็เป็นผู้ฝึกตน เติบโตมาพร้อมคำสอนจากสำนัก ไม่ข้องเกี่ยวกับโลกมนุษย์ แม้จะเคยไปยังโลกมนุษย์ แต่คำสั่งสอนของสำนักบอกว่าอาหารพวกนั้นเต็มไปด้วยพลังสกปรก ไม่มีประโยชน์ต่อการฝึกตน เขาจึงไม่เคยแตะเลย
เจียงลี่เซิงลูบถุงเก็บของเบา ๆ “ข้าว่าอร่อยมากเลย”
“งั้นเจ้าไม่ควรยกให้เจ้าหมานั่นฟรี ๆ หรอก” เฉินหลิวอันเห็นเจียงลี่เซิงทั้งหิวทั้งอยากกิน แต่ไม่กล้ากินก็รู้สึกสงสาร จึงปลอบว่า “ศิษย์น้องเจียง อดทนอีกนิดนะ ถึงจะหนีมาทั้งวันทั้งคืนแล้ว แต่มันฉลาดมาก แถมยังเลื่อนขั้นในเวลาไม่นาน ถ้ามันกลับมาอีก เราสองคนคงสู้ไม่ไหวจริง ๆ”
เจียงลี่เซิงกัดฟันทนแล้วพยักหน้า “อือ ข้าทนไหว”
เฉินหลิวอันถอนหายใจ “ที่นี่มันบ้าไปแล้ว พวกเราจะออกไปได้ยังไง เราเหินกระบี่ไปทางเหนือมาไกลมากแล้ว ยังจะไปทางตะวันออกได้ไหม?”
เจียงลี่เซิงตอนนี้เริ่มมีสติคิดตาม พิจารณาแล้วกล่าว “พวกเราสองคนเหินกระบี่ ความเร็วไม่ช้าเลย ตามหลักน่าจะไปได้หลายร้อยลี้ภายในวันเดียว แต่ก่อนเจอศิษย์พี่ ข้าเหินไปทางตะวันออกหลายวัน ยังไม่พ้นป่า ตอนนี้ไปทางเหนือก็เหมือนกัน เหินทั้งวันทั้งคืนก็ยังไม่ถึงขอบเขต ข้าสงสัยว่านี่เป็นค่ายกล มีผู้เชี่ยวชาญตั้งค่ายกลไว้ พวกเราอยู่ในนั้น ต่อให้เหินไปทิศไหน นานแค่ไหน ก็ไม่มีทางออกได้”
นางเสริมว่า “บินขึ้นข้างบนก็ไม่ได้ ข้าเคยลองแล้ว ข้าบินสูงเท่าไร ต้นไม้ก็สูงตาม”
“ข้าก็เคยลองเหมือนกัน” เฉินหลิวอันตกใจ “ค่ายกลหรือ? พอเจ้าว่าแบบนี้ ข้าก็เริ่มรู้สึกเหมือนกัน แต่ข้าไม่เข้าใจเรื่องค่ายกลเลย”
เขาหันมามองเจียงลี่เซิงด้วยความหวัง “ศิษย์น้องเจียง เจ้าพอมีความรู้ด้านค่ายกลใช่ไหม?”
เจียงลี่เซิงเกาศีรษะ พูดตรงไปตรงมา “แต่ข้าเรียนไม่ลึก ค่ายกลนี่ลึกล้ำมาก ข้าอยู่มาหลายวันถึงพอรู้ว่าอยู่ในค่ายกล ด้วยความสามารถของข้า เกรงว่าแก้ไม่ได้”
เฉินหลิวอันสูดลมหายใจให้กำลังใจนาง “ศิษย์น้องเจียง เจ้าต้องเชื่อมั่นในตัวเอง”
เจียงลี่เซิงรู้สึกกดดันสุด ๆ
เฉินหลิวอันพูดต่อ “ศิษย์น้องเจียง ถ้านี่คือค่ายกล ก็ต้องฝากเจ้าล่ะ เพราะดูเหมือนที่นี่ไม่มีใครเลย นอกจากเราสองคน อาจารย์ของข้าบอกไว้ว่า ในแดนลับ ทุกปัญหาที่เราพบล้วนคือวาสนาของเรา การที่เราสองคนมาติดที่นี่ แสดงว่าเป็นวาสนาของเราแล้ว”
เจียงลี่เซิงน้ำตาแทบไหล “ข้าไม่อยากได้วาสนาแบบนี้เลย”
นางเปิดเผยความคิดของตน “ศิษย์พี่เฉิน ข้าแต่เดิมคิดว่า ถ้าออกไปไม่ได้ ก็ไม่ต้องออกไป รอให้แดนลับเข้าสู่สภาวะหลับใหล มันก็จะดีดข้าออกไปเอง ขอแค่ข้ายังมีชีวิตรอดพอ”
เฉินหลิวอัน “……”
เขาส่ายหน้า “ศิษย์น้องเจียง เจ้าคิดผิดแล้ว เราต้องออกไปให้ได้ ถ้าติดอยู่ในค่ายกลนี้ อาจจะหลับใหลไปพร้อมกับแดนลับก็ได้ รออีกเป็นร้อยปี เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า มีผู้ฝึกตนมากมายที่ออกมาฝึกแล้วไม่กลับมา บ้างก็ถูกอสูรกิน บ้างก็ติดอยู่ในค่ายกลหรือภาพลวงตาแล้วหาทางออกไม่ได้ สุดท้ายก็ตายไปในนั้น”
เจียงลี่เซิงหน้าซีด “เป็นแบบนั้นจริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอน” เฉินหลิวอันพูดไม่ออกบอกไม่ถูก “ใครบอกเจ้าว่าแค่นั่งรอเฉย ๆ ก็จะถูกดีดออกมา? ตอนเข้ามาเราต้องผ่านประตูเข้ามา ขากลับก็ต้องหาทางออกให้เจอ”
เจียงลี่เซิง “……”
ไม่มีใครบอกนางเลย นางเข้าใจเอาเองทั้งหมด นี่เป็นครั้งแรกที่นางมาแดนลับ จึงเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง
เฉินหลิวอันอธิบายเพิ่มเติม “ที่เจ้าบอกว่าจะถูกดีดออกไปเองได้น่ะ ใช้ได้แค่กับแดนลับที่พวกสำนักของเราสร้างขึ้นเพื่อฝึกศิษย์เท่านั้น มีอาวุโสคุมอยู่ ตั้งเวลาไว้ และจำกัดระดับของศิษย์ เมื่อหมดเวลา มันถึงจะดีดออกมาเอง แต่ไม่ใช่กับแดนลับที่เรากำลังเผชิญอยู่นี่ อันนี้อันตรายมาก”
เจียงลี่เซิง “……”
นางคิดว่าแค่รักษาชีวิตไม่ให้ถูกอสูรกินก็พอแล้ว ที่ไหนได้ ความจริงไม่ใช่เลย ถ้ารู้แบบนี้ นางจะไม่เข้ามาเด็ดขาด ดันเข้ามาเอง แล้วยังกันจี่ฝูหลิงผู้หญิงบ้าคนนั้นไว้ข้างนอกอีกต่างหาก