- หน้าแรก
- ขอนอนเฉยๆ ก็บรรลุขั้นจักรพรรดิ
- บทที่ 23 ชิวหงเยว่: ข้าจะให้ท่านได้อยู่ในสำนักให้จงได้
บทที่ 23 ชิวหงเยว่: ข้าจะให้ท่านได้อยู่ในสำนักให้จงได้
บทที่ 23 ชิวหงเยว่: ข้าจะให้ท่านได้อยู่ในสำนักให้จงได้
บทที่ 23 ชิวหงเยว่: ข้าจะให้ท่านได้อยู่ในสำนักให้จงได้
"ฮึ่ม ใครต้องการความดูแลจากท่านกัน!"
ถังเสวี่ยหยวนแค่นเสียงเย็นชา ความรู้สึกแย่ๆ จุกแน่นอยู่ในอก
นางแอบสาบานในใจว่าจะทำให้ซูอวิ๋นเฟิงต้องเสียใจ และต้องกลับมาอ้อนวอนขอให้นางรื้อฟื้นการหมั้นหมายขึ้นมาอีกครั้ง
"เด็กคนนี้นี่!"
ถังเจิ้นหยวนถลึงตาใส่บุตรสาวของตน
จากนั้นเขาก็หันกลับมาหาซูอวิ๋นเฟิงพร้อมกับยิ้มบางๆ "ท่านลุงต้องขอขอบใจหลานชายมาก"
ซูอวิ๋นเฟิงพยักหน้ารับ
ในตอนนั้นเอง ชิวหงเยว่ซึ่งสวมผ้าคลุมหน้าก็เดินเข้ามา
อาภรณ์สีขาวของนางพลิ้วไหว เส้นผมยาวสลวยขยับแกว่งไกวเบาๆ ทุกท่วงท่าช่างสง่างาม ราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาสู่โลกมนุษย์
"พร้อมหรือยัง"
นางเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงยังคงเย็นชาเช่นเคย ปราศจากอารมณ์ทางโลก
แม้นางจะเป็นฝ่ายเอ่ยถาม ทว่าสายตากลับจับจ้องไปยังซูอวิ๋นเฟิง
"ข้าพร้อมแล้ว เราออกเดินทางกันได้ทุกเมื่อ"
ซูอวิ๋นเฟิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า
ชิวหงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ประสานอินด้วยมือข้างเดียว เรือเหาะลี้ลับขนาดสามนิ้วในมือของนางก็เปล่งแสงล้ำลึกออกมาทันที ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
"ฟุ่บ!"
เรือเหาะลี้ลับขนาดสามนิ้วขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเรือเหาะขนาดยักษ์ความยาวสิบจั้ง มีอักขระกะพริบแสงและหมุนวนอยู่รอบตัวเรือ ดูลึกลับและยากจะหยั่งถึง
นางแตะปลายเท้าเบาๆ ร่างกายอันสมบูรณ์แบบก็ลอยขึ้นจากพื้นในทันที แปรเปลี่ยนเป็นแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นไปบนเรือเหาะ
"พวกเจ้าทุกคนก็ขึ้นมาด้วย"
เสียงกังวานใสและเย็นชาของนางดังมาจากบนเรือเหาะ
ซูอวิ๋นเฟิงและถังเสวี่ยหยวนต่างโบกมือลาคนในตระกูลของตน จากนั้นจึงเหาะเหินขึ้นไปบนเรือ
เรือเหาะมีขนาดใหญ่มาก บนดาดฟ้ามีห้องพักเรียงรายอยู่เป็นแถว
"การเดินทางเบื้องหน้ายังอีกยาวไกล พวกเจ้าเลือกห้องพักกันได้ตามสบาย"
"ขอบคุณเทพธิดา"
ซูอวิ๋นเฟิงเลือกห้องมาหนึ่งห้องอย่างไม่ใส่ใจนัก ผลักประตูแล้วเดินเข้าไปด้านใน
ถังเสวี่ยหยวนแค่นเสียง จากนั้นก็หาห้องพักที่อยู่ห่างจากซูอวิ๋นเฟิงและเข้าไปพักผ่อน
พลังงานของเรือเหาะมาจากหินวิญญาณ ตราบใดที่มีหินวิญญาณเพียงพอ มันก็สามารถบินต่อไปได้เรื่อยๆ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และไม่นานก็เข้าสู่ยามเย็น
ซูอวิ๋นเฟิงผลักประตูเดินออกมา เขาเห็นร่างในชุดขาวนั่งเงียบๆ อยู่ริมกราบเรือ
เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วทรุดตัวลงนั่ง
"เทพธิดา เหตุใดท่านจึงยังไม่พักผ่อนอีกเล่า"
ร่างในชุดขาวนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากชิวหงเยว่
ชิวหงเยว่มองดูหมู่ดาวนับไม่ถ้วนบนท้องฟ้ายามค่ำคืนและเอ่ยเสียงเบา "ท่านคิดว่าดวงดาวบนท้องฟ้าจะได้พบกันหรือไม่"
"ย่อมได้พบ!"
ซูอวิ๋นเฟิงตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยวโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ชิวหงเยว่ละสายตาจากผืนฟ้าและหันมามองซูอวิ๋นเฟิงด้วยความสับสน ราวกับกำลังรอคอยคำตอบต่อไปของเขา
"เทพธิดา ข้าจะเล่าเรื่องหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าให้ท่านฟัง..."
...
เวลาล่วงเลยมาจนถึงรุ่งสางของวันถัดมาอย่างรวดเร็ว
หมู่ดาวนับไม่ถ้วนเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยผืนฟ้าสีฟ้าอ่อนอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ในยามนี้ พวกเขาเดินทางมาถึงเขตแดนรอบนอกของสำนักหลิงเซียวแล้ว
ซูอวิ๋นเฟิงสังเกตเห็นว่ามีเรือเหาะลำอื่นๆ อีกมากมายกำลังมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
เห็นได้ชัดว่าเหล่าศิษย์ที่สำนักหลิงเซียวไปรับสมัครมาจากที่อื่นก็เดินทางกลับมาแล้วเช่นกัน
ไม่นานนัก เรือเหาะก็มาถึงลานกว้างขนาดใหญ่เบื้องหน้ายอดเขาหลักของสำนักหลิงเซียว
ในเวลานี้ มีผู้คนนับหมื่นคนมารวมตัวกันอยู่ที่ลานกว้างแล้ว และเสียงจอแจก็ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย
ซูอวิ๋นเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ความสงสัยก่อตัวขึ้นในใจ
แม้สำนักหลิงเซียวจะเป็นสำนักใหญ่ แต่ก็คงไม่รับสมัครศิษย์ครั้งละนับหมื่นคนหรอกกระมัง
ราวกับมองเห็นความสับสนของเขา ชิวหงเยว่จึงอธิบายว่า "คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรก เพื่อที่จะได้เข้าสู่สำนักหลิงเซียวอย่างแท้จริง พวกเขายังต้องผ่านการทดสอบอีกสองรอบ"
"สองรอบใดหรือ"
ซูอวิ๋นเฟิงเอ่ยถาม
ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับชิวหงเยว่ การจะรู้โจทย์การทดสอบล่วงหน้าย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด
ชิวหงเยว่ไม่ได้ปิดบังและตอบว่า "พรสวรรค์และจิตใจแห่งเต๋า"
แย่แล้ว จบกัน!
ซูอวิ๋นเฟิงถึงกับพูดไม่ออกในทันที
พรสวรรค์งั้นหรือ
เขาไม่มีพรสวรรค์อะไรให้พูดถึงเลย คงจะต้องถูกคัดออกตั้งแต่รอบแรกเป็นแน่
"บ้าเอ๊ย อุตส่าห์ทำมาตั้งขนาดนี้ สุดท้ายก็สูญเปล่า เสียแรงเปล่าโดยแท้"
เขาแอบบ่นอุบอิบในใจ
เมื่อเห็นใบหน้าของซูอวิ๋นเฟิงหมองคล้ำลงเล็กน้อย ชิวหงเยว่ก็ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ
ซูอวิ๋นเฟิงกลอกตาและกล่าวอย่างไม่พอใจนัก "เทพธิดา ท่านกำลังล้อเลียนเรื่องพรสวรรค์อันย่ำแย่ของข้าอยู่งั้นหรือ"
"แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก หากสามารถเรียกรอยยิ้มจากใบหน้าของเทพธิดาได้ พรสวรรค์ห่วยแตกของข้าก็นับว่าบรรลุคุณค่าสูงสุดของมันแล้ว"
แม้แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ซูอวิ๋นเฟิงก็ยังไม่ลืมที่จะหยอกเย้าเกี้ยวพาราสีเล็กน้อย
ดวงตาของชิวหงเยว่โค้งลงเล็กน้อย จากนั้นนางก็หุบรอยยิ้มและอธิบายเพิ่มเติม
"พรสวรรค์และจิตใจแห่งเต๋าไม่จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์พร้อมกัน พรสวรรค์เป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง และจิตใจแห่งเต๋าก็สำคัญมากเช่นกัน ดังนั้น ตราบใดที่ท่านผ่านการทดสอบอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์แล้ว"
ซูอวิ๋นเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจเป็นล้นพ้น ยังคงมีความหวังอยู่
เขาจึงกระแอมไอสองครั้งและเอ่ยถามอย่างนอบน้อม "เทพธิดา จิตใจแห่งเต๋านั้นทดสอบเช่นไรหรือ"
ชิวหงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "อันที่จริง มันง่ายมาก แค่ปีนเขา ตราบใดที่พละกำลังร่างกายของท่านผ่านเกณฑ์และมีจิตใจที่เข้มแข็ง โดยทั่วไปแล้วย่อมไม่มีปัญหาอันใด"
หางตาของซูอวิ๋นเฟิงกระตุกโดยไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินนางกล่าวอย่างง่ายดายเช่นนั้น
แม้นางจะบอกว่าง่าย แต่มันต้องไม่ง่ายอย่างแน่นอน
มันก็เหมือนกับศิษย์สองคน คนหนึ่งหัวกะทิกับอีกคนหัวทึบที่ต้องทำโจทย์เดียวกัน
ศิษย์หัวกะทิบอกว่า "โจทย์ข้อนี้ง่ายเกินไป หลับตาทำยังได้เลย"
ศิษย์หัวทึบกลับบอกว่า "บัดซบ ไอ้ลูกเต่าตัวไหนเป็นคนตั้งโจทย์นี้วะ แม่งโคตรยากเลย ข้ายังอ่านคำถามไม่เข้าใจด้วยซ้ำ"
ซูอวิ๋นเฟิงจับใจความสำคัญได้อย่างเฉียบขาด
"พละกำลังร่างกายผ่านเกณฑ์งั้นหรือ"
บอกตามตรง แม้ร่างกายปัจจุบันของเขาจะดูแข็งแรง แต่มันก็เป็นเพียงมัดกล้ามเนื้อจอมปลอมที่ไม่มีเรี่ยวแรงอะไรให้พูดถึงเลย
มีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาจะจัดอยู่ในกลุ่มไม่ผ่านเกณฑ์
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เรื่องพรสวรรค์นั้นหมดหวังไปแล้ว ส่วนเรื่องจิตใจที่เข้มแข็งก็พอมั่นใจอยู่บ้าง ในเมื่อเขาเคยเป็นพนักงานออฟฟิศทำงานแบบเก้าเก้าหก ความอดทนต่อความเครียดของเขาก็ถือว่าไม่เลวเลย
ทว่าเรื่องพละกำลังร่ายกายนั้นค่อนข้างเป็นปัญหา
ทันใดนั้น ประกายความคิดหนึ่งก็วาบขึ้นมาในหัว และเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาหยิบขวดหยกออกจากแหวนมิติและส่งให้ชิวหงเยว่
"ขอบคุณที่ช่วยชี้แนะ เทพธิดา สิ่งนี้ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการตอบแทน"
ชิวหงเยว่ยังไม่ทันตั้งตัว ขวดหยกก็มาตกอยู่ในมือของนางเสียแล้ว
"ท่านทำอะไรน่ะ"
ร่องรอยความขวยเขินที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นในดวงตาของชิวหงเยว่
ซูอวิ๋นเฟิงแอบหัวเราะในใจ ดูเหมือนว่าเทพธิดาน้ำแข็งจะถูกหลอมละลายเสียแล้ว
แต่ภายนอก เขากลับกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง "นี่คือการขอบคุณเทพธิดาสำหรับข้อมูลที่ท่านเพิ่งเปิดเผยแก่ข้า ข้ารู้สึกว่ามันเป็นประโยชน์ต่อข้าอย่างยิ่ง ข้าจึงตั้งใจจะขอบคุณท่าน"
ชิวหงเยว่กระทืบเท้าเบาๆ เผยให้เห็นกิริยาท่าทางแบบเด็กสาว
"สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไป ไม่ใช่ความลับอันใดเลย ท่านไม่จำเป็นต้อง..."
ก่อนที่นางจะกล่าวจบ ซูอวิ๋นเฟิงก็เอ่ยแทรกขึ้นมา
เขาเอ่ยเสียงนุ่ม แฝงความสิ้นหวังเล็กน้อย "เทพธิดา ท่านก็รู้ว่าพรสวรรค์ของข้าย่ำแย่ถึงเพียงใด ส่วนเรื่องการทดสอบจิตใจแห่งเต๋า ข้าเองก็ไม่ได้มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมขนาดนั้น"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็ช้อนตาขึ้นมองสบตากับชิวหงเยว่
เขากระซิบอย่างจริงใจ "บางทีข้าอาจจะไม่ผ่านการทดสอบ หากข้าล้มเหลว ของชิ้นนี้ก็จะเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ข้ามอบให้เทพธิดา เก็บไว้กับข้าก็ไร้ประโยชน์เสียเปล่าๆ"
"ในภายภาคหน้า เราอาจจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก มีสิ่งของไว้ดูต่างหน้าย่อมเป็นเรื่องดี ท่านว่าหรือไม่"
ภายใต้ผ้าคลุมหน้า ริมฝีปากแดงระเรื่อของชิวหงเยว่เผยอขึ้นเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมาเป็นเวลานาน
เมื่อได้ยินซูอวิ๋นเฟิงกล่าวว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้พบกันอีกในวันข้างหน้า หัวใจของนางก็กระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกเศร้าสร้อยโหยหาปรากฏขึ้นมาลางๆ
ภาพเหตุการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาปรากฏขึ้นในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือที่กำขวดหยกเอาไว้เผลอบีบแน่นขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
"เทพธิดา ข้าขอตัวลงไปก่อน หากข้าไม่ผ่านการทดสอบ เช่นนั้นเราคงต้องแยกย้ายกันตรงนี้"
หลังจากซูอวิ๋นเฟิงกล่าวจบ เขาก็กระโดดและเหาะลงไปจากเรือเหาะ
ฝ่ามือของชิวหงเยว่คว้าจับความว่างเปล่าในอากาศ นางอยากจะร้องเรียกเขา ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่ได้เอ่ยปาก
"ไม่ต้องกังวล ข้าจะทำให้ท่านได้อยู่ในสำนักให้จงได้"
ชิวหงเยว่กล่าวกับตนเองในใจอย่างเงียบๆ จากนั้นร่างของนางก็วูบไหว กลายเป็นแสงสีขาวพุ่งทะยานเข้าไปในสำนัก
นางกำลังจะไปหาอาจารย์ของนาง