- หน้าแรก
- เนตรสีเลือดใต้ตะวันวิปริตกับระบบบัฟโกงสยบสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 507 - พบหน้าฝ่าไห่
บทที่ 507 - พบหน้าฝ่าไห่
บทที่ 507 - พบหน้าฝ่าไห่
บทที่ 507 - พบหน้าฝ่าไห่
"ไป๋ซู่เจินแห่งเชิงเขาชิงเฉิง บำเพ็ญเพียรในถ้ำมานับพันปี อา..."
ในเวลานี้จางหยางกำลังนั่งฮัมเพลงอยู่บนเรือพายลำเล็กๆ กลางทะเลสาบซีหู
หากจะพูดให้ฟังดูน่าอายสักหน่อย นี่เป็นครั้งแรกในรอบสองชาติภพเลยที่เขาได้มาเที่ยวชมทะเลสาบซีหู จึงทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่และตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย
"ฮ่าๆ... นายท่าน เพลงที่ท่านฮัมมันฟังดูแปลกหูดีนะขอรับ แต่ก็ไพเราะไม่เลวเลยล่ะ"
คนแจวเรือที่กำลังออกแรงกรรเชียงพายอยู่อย่างขะมักเขม้นเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
แม้ว่าเขาจะฟังเนื้อร้องไม่ออกเลยสักคำ ทว่าท่วงทำนองกลับฟังดูแปลกใหม่และน่าสนใจมาก
"หึๆ... เถ้าแก่ ข้าได้ยินมาว่าบนทะเลสาบซีหูแห่งนี้มีเจดีย์เหลยเฟิงตั้งอยู่ไม่ใช่หรือ แล้วเจดีย์เหลยเฟิงที่ว่ามันหายไปไหนเสียล่ะ?"
จางหยางส่งยิ้มบางๆ พลางเอ่ยถามเพื่อสืบข่าว
เป้าหมายหลักในการมาเที่ยวชมทะเลสาบซีหูในครั้งนี้ ก็คือการตามหาเจดีย์เหลยเฟิงที่ว่านั่นแหละ
ทะเลสาบซีหูในโลกใบนี้มีความแตกต่างจากทะเลสาบซีหูในโลกที่เขาจากมา มันมีขนาดใหญ่โตกว่ามาก และผู้คนส่วนใหญ่ก็ล้วนพึ่งพาการทำประมงในทะเลสาบแห่งนี้เพื่อเลี้ยงชีพ
"เจดีย์เหลยเฟิงหรือขอรับ? ชายแก่คนนี้ใช้ชีวิตหากินอยู่บนทะเลสาบซีหูแห่งนี้มาตั้งหลายปี ไม่เคยได้ยินชื่อเจดีย์เหลยเฟิงอะไรนั่นเลยนะขอรับ นายท่าน ท่านคงจะจำมาผิดหรือเปล่า?"
คนแจวเรือที่มีเส้นผมหงอกขาวประปราย ลูบศีรษะตนเองเบาๆ ด้วยความมึนงง
"เอ๊ะ? ไม่มีงั้นหรือ?"
จางหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย หรือว่าเขาจะเดินทางมาผิดช่วงเวลากันนะ?
เป็นไปไม่ได้สิ ก่อนที่จะมีการผนึกไป๋ซู่เจินเอาไว้ ดูเหมือนว่าเจดีย์เหลยเฟิงแห่งนี้ก็น่าจะถูกสร้างขึ้นมาตั้งนานแล้วนี่นา?
"อะแฮ่ม... ถ้าอย่างนั้นท่านเคยได้ยินชื่อวัดจินซานบ้างไหม?"
"วัดจินซานหรือ? ย่อมต้องเคยได้ยินอยู่แล้วล่ะขอรับ ภรรยาของข้ายังต้องคอยไปขอเครื่องรางคุ้มภัยจากที่วัดนั้นให้ข้าอยู่บ่อยๆ เลย"
พอได้ยินชื่อวัดจินซาน ใบหน้าของคนแจวเรือก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันที
"เครื่องรางคุ้มภัย?"
"อืม... นายท่านคงจะไม่ทราบ แม้ว่าพวกเราจะจ่ายภาษีหัวไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำประมงบนทะเลสาบซีหูแห่งนี้จะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะขอรับ เครื่องรางคุ้มภัยของวัดจินซานสามารถปกป้องคุ้มครองไม่ให้พวกเราถูกพวกพรายน้ำรังควานได้ ต้องรู้ไว้นะขอรับว่าพวกพรายน้ำในทะเลสาบซีหูแห่งนี้ดุร้ายมาก ในแต่ละปีมีคนถูกดึงลงไปเป็นตัวตายตัวแทนตั้งหลายคนเชียวล่ะ!"
คนแจวเรือกดเสียงต่ำลงและเอ่ยกระซิบเสียงเบา
"เอ่อ... ทางการ... อะแฮ่ม หมายถึงตำหนักยมทูตน่ะ เก็บภาษีหัวไปแล้ว พวกเขาไม่ลงมาดูแลจัดการเรื่องนี้บ้างเลยหรือ?"
จางหยางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
"ทางการงั้นหรือ? หึๆ... ใต้เท้ายมทูตเหล่านั้นจะเอาเวลาว่างที่ไหนมาสนใจเรื่องพรรค์นี้กันล่ะขอรับ!"
เมื่อพูดถึงตำหนักยมทูต คนแจวเรือก็เบ้ปากด้วยความไม่พอใจ และไม่ยอมพูดอะไรต่ออีกเลย
เมื่อจางหยางได้ฟังเช่นนั้น เขาก็ลอบอุทานในใจ บ้าเอ๊ย พฤติกรรมแบบนี้มันก็เหมือนกับพวกมาเฟียเก็บค่าคุ้มครองเลยไม่ใช่หรือไง?
มีแต่เก็บเงิน แต่ไม่ยอมคุ้มครอง!
"ดูจากสถานการณ์แล้ว วัดจินซานก็ถือว่าไม่เลวเลยนะเนี่ย"
จางหยางพยักหน้ารับ
"ก็ใช่น่ะสิขอรับ โดยเฉพาะท่านเจ้าอาวาสฝ่าไห่แห่งวัดจินซาน ท่านมักจะแวะเวียนมาทำพิธีสวดส่งวิญญาณเร่ร่อนที่ทะเลสาบซีหูอยู่บ่อยๆ ท่านเป็นคนดีมากๆ เลยล่ะ!"
คนแจวเรือชูนิ้วหัวแม่มือขึ้นมาพลางเอ่ยชมเชยอย่างไม่ขาดปาก
มุมปากของจางหยางกระตุกเล็กน้อย เขาส่งยิ้มออกมาด้วยความจนใจ
ในโลกของนางพญางูเขียวและตำนานนางพญางูขาว ฝ่าไห่มักจะถูกถ่ายทอดออกมาในภาพลักษณ์ของตัวร้ายเสมอ ดูท่าทางผู้ครอบครองระบบกลุ่มแช็ตหมื่นภพผู้นี้ คงจะมีอะไรที่แตกต่างออกไปจากเนื้อเรื่องเดิมจริงๆ
หลังจากแล่นเรือเที่ยวชมรอบทะเลสาบซีหูจนหนำใจแล้ว ภายใต้คำขอร้องของจางหยาง เรือลำน้อยก็ค่อยๆ แล่นเข้าเทียบท่า
ตู้ม~
เสียงของตกน้ำดังตู้มใหญ่
ด้วยประสาทสัมผัสอันเฉียบแหลมของจางหยาง เขาย่อมรู้ได้ในทันทีว่ามีคนโยนของลงมาจากชั้นสองของโรงเตี๊ยมริมทะเลสาบ
"นายท่าน อย่าไปใส่ใจเลยขอรับ คงจะมีใครโยนปลาเปรี้ยวหวานลงมาจากชั้นบนอีกแล้วล่ะ..."
คนแจวเรือมีสีหน้าเฉยเมยราวกับคุ้นชินกับเหตุการณ์เช่นนี้เป็นอย่างดี เขาเอ่ยอธิบายเสียงเบา
เมื่อจางหยางได้ยินเช่นนั้น เขาก็ชะงักงันไปเล็กน้อย "เอ่อ... ปลาเปรี้ยวหวาน!?"
"ใช่แล้วล่ะขอรับ... ล้วนแต่เป็นพวกนักท่องเที่ยวที่ได้ยินชื่อเสียงของปลาเปรี้ยวหวานทะเลสาบซีหู แล้วก็ดั้นด้นมาเพื่อลองลิ้มรส แต่ผลสุดท้ายก็... อย่างที่ท่านเห็นนั่นแหละขอรับ จุ๊ๆ... ชื่อเสียงปลาเปรี้ยวหวานทะเลสาบซีหูโด่งดังมาก มักจะมีพวกหัวรั้นที่ไม่ยอมเชื่อคำเตือนอยู่เสมอ หึ... พวกเขาก็ไม่ยอมสืบข่าวดูให้ดีๆ เสียก่อนว่าทำไมคนท้องถิ่นอย่างพวกเราถึงไม่กินกัน"
คนแจวเรือหัวเราะหึๆ ท่าทางเหมือนกำลังเยาะเย้ยในความโชคร้ายของผู้อื่น
จางหยางมีเส้นสีดำพาดผ่านหน้าผากขณะที่เหลือบมองคนแจวเรือแวบหนึ่ง เดิมทีเขาตั้งใจจะไปลิ้มรสปลาเปรี้ยวหวานดูสักครั้ง ทว่าตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว
เขาล้วงหยิบเศษเงินก้อนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าและโยนให้คนแจวเรือ ก่อนจะก้าวเดินขึ้นฝั่งไป
คนแจวเรือมีสีหน้าปีติยินดีขณะที่โยนก้อนเงินในมือไปมา "คุณชาย หากคราวหน้าท่านต้องการใช้เรือก็เรียกหาข้าได้ตลอดเวลาเลยนะขอรับ ข้าจะรออยู่ริมทะเลสาบนี้เสมอ..."
จางหยางไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด เขาเพียงแค่คลี่พัดพับในมือออกและโบกพัดไปมาสองสามครั้ง ดูเหมือนกับคุณชายจากตระกูลผู้ลากมากดีไม่มีผิด
จะว่าไปแล้ว แม้ในยามค่ำคืนเมืองซูหางจะเงียบเหงาไร้ผู้คน ทว่าในยามกลางวันกลับคึกคักและเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง ไม่ได้มีแต่ชื่อเสียงจอมปลอมเลย
บนท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอย่างเนืองแน่น ขาดก็แต่เพียงเบียดเสียดจนไหล่ชนไหล่กันเท่านั้น
"หืม?"
คิ้วของจางหยางเลิกขึ้นเล็กน้อย เขาหมุนตัวกลับไปมองทางด้านหลัง
เห็นเพียงหลวงจีนรูปหนึ่งที่สวมจีวรกำลังจ้องมองเขาเขม็ง "อมิตาภพุทธะ! เจริญพรประสีกา อาตมามีนามว่าฝ่าไห่!"
แววตาของจางหยางสั่นไหวเล็กน้อย กลิ่นอายแรงกดดันอันเยียบเย็นถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างกาย พร้อมกับกลิ่นอายปีศาจสีแดงที่แผ่ซ่านออกมารางๆ
ในเวลานี้ ฝ่าไห่ก็ต้องตกตะลึงกับกลิ่นอายปีศาจอันบริสุทธิ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของจางหยาง
เขาสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของบาตรปราบปีศาจบนตัวของชายผู้นี้ เมื่อรวมเข้ากับกลิ่นอายปีศาจอันเข้มข้นแล้ว ก็เดาได้ไม่ยากเลยว่าคนผู้นี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับไป๋เซิ่นอย่างแน่นอน
ฝ่าไห่ข่มความตื่นตระหนกในใจเอาไว้ และรีบดึงสติกลับคืนมาให้เยือกเย็นลงอย่างรวดเร็ว
"ประสีกา อาตมาไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด พวกเราพอจะหาสถานที่เงียบๆ สนทนากันสักหน่อยได้หรือไม่?"
จางหยางกวาดสายตามองสำรวจฝ่าไห่ตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่มีเจตนาร้ายจริงๆ เขาจึงพยักหน้ารับ
ใบหน้าของฝ่าไห่ฉายแววปีติยินดี ก่อนจะพาจางหยางเดินตรงไปยังภัตตาคารหลิวไว่หลิว ซึ่งเป็นภัตตาคารที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมืองซูหาง
สองเค่อต่อมา บนโต๊ะของจางหยางก็เต็มไปด้วยอาหารคาวหวานและเนื้อสัตว์นานาชนิด มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย
"เป็นพระก็กินเนื้อสัตว์ได้ด้วยงั้นหรือ?"
"อาตมากินไม่ได้หรอก! ที่สั่งมาทั้งหมดนี่ อาตมาสั่งให้โยมทั้งนั้นแหละ..."
ฝ่าไห่ลูบคลำหน้าผากอันล้านเลี่ยนเตียนโล่งของตนเองพลางหัวเราะร่วน
"เอ่อ... ก็ได้"
"หากอาตมาเดาไม่ผิด โยมคงจะได้รับระบบกลุ่มแช็ตหมื่นภพของไป๋เซิ่นมาแล้วใช่ไหม? สหาย โยมเองก็..."
จางหยางมีเส้นสีดำพาดผ่านหน้าผากขณะที่จ้องมองฝ่าไห่ที่ทำตัวสนิทสนมอย่างรวดเร็ว เขาพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
"โอ้โหสวรรค์ ในที่สุดก็เจอกับพวกเดียวกันเสียที คนบ้านเดียวกันมาเจอกัน..."
เมื่อฝ่าไห่ได้ยินเช่นนั้น เขาก็แทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก ไม่หลงเหลือมาดของท่านเจ้าอาวาสแห่งวัดจินซานเลยแม้แต่น้อย
"หยุดๆๆ..."
เมื่อเห็นว่าฝ่าไห่ทำท่าจะพุ่งเข้ามากอด จางหยางก็หน้ามืดทะมึนและรีบยกมือขึ้นห้ามปรามทันที
"เหล้าหยกน้ำค้างในวังหลวง..."
ฝ่าไห่ชะงักงันไปชั่วครู่ "ไม่เคยดื่มมาก่อนเลย!"
จางหยางส่ายหน้าเบาๆ ดูท่าทางคนผู้นี้คงจะไม่ได้มาจากโลกใบเดียวกับเขาอย่างแน่นอน
"พูดมาเถอะ ที่เรียกข้าเอาไว้ มีธุระอะไรกันแน่!?"
"สหายเอ๋ย รีบเอาบาตรปราบปีศาจคืนมาให้อาตมาเถอะ..."
"บาตรปราบปีศาจ... ตึง~"
จางหยางล้วงเอาบาตรปราบปีศาจที่พังยับเยินออกมาจากแหวนมิติ และวางลงบนโต๊ะ
ฝ่าไห่เกาหัวแกรกๆ ด้วยความมึนงง "สหาย โยมเอาหม้อแตกๆ ใบนี้มาให้อาตมาทำไมกัน?"
"อะแฮ่ม... นี่แหละคือบาตรปราบปีศาจ"
ช่วยไม่ได้นี่นา หากไม่ออกแรงฟาดแรงๆ ก็คงจะตีฝ่าหลินให้ตายไม่ได้หรอก
ฝ่าไห่จ้องมองหม้อแตกที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าสีดำด่าง รอยบุบรอยบุ๋ม และไร้ซึ่งประกายแสงใดๆ เขาชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง "บาตรทองคำงั้นหรือ? ของอาตมาเนี่ยนะ?"
จางหยางพยักหน้ารับ สายตาเหลือบมองขึ้นไปด้านบนเล็กน้อย "อะแฮ่ม... ข้าเองก็ค้นเจอของสิ่งนี้มาจากศพของไป๋เซิ่นเหมือนกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถึงกลายสภาพเป็นแบบนี้ไปได้"
ฝ่าไห่มีสีหน้าไม่เชื่อถืออย่างเห็นได้ชัด เขาจ้องมองจางหยางด้วยสายตาแปลกประหลาด
"หืม? ท่านเจ้าอาวาสฝ่าไห่ ท่านคงจะไม่เชื่อคำพูดของข้าใช่ไหม?"
จางหยางเลิกคิ้วขึ้น พลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
"อะแฮ่ม... จะเป็นไปได้อย่างไรกัน? นั่งลงสิสหาย นั่งลงคุยกันดีกว่า!"
ฝ่าไห่เก็บหม้อแตกใบนั้นกลับไปด้วยสีหน้าขมขื่น
อุตส่าห์ได้พบเจอกับคนบ้านเดียวกันทั้งที จะมาผิดใจกันเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ได้หรอก
"มาๆๆ มาลองชิมปลาเปรี้ยวหวานนี่ดูสิ..."
ฝ่าไห่เอ่ยเชื้อเชิญด้วยความกระตือรือร้น
ทว่าจางหยางกลับไม่ยอมขยับตะเกียบเลยแม้แต่น้อย "ท่านเจ้าอาวาสฝ่าไห่ เรื่องกินเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านช่วยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกใบนี้ให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม!"
เมื่อได้ยินคำถามของจางหยาง ฝ่าไห่ก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะวางตะเกียบลง "เรื่องนี้มันพูดแล้วยาว เดิมทีอาตมาก็คิดว่ามันจะเป็นโลกแห่งตำนานอย่างที่อาตมาจินตนาการเอาไว้เสียอีก แต่นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่คิด..."
(จบแล้ว)