- หน้าแรก
- มหาจักรพรรดิครองแดนเซียน
- บทที่ 19 สำนักมหาจักรพรรดิสร้างเสร็จสมบูรณ์!
บทที่ 19 สำนักมหาจักรพรรดิสร้างเสร็จสมบูรณ์!
บทที่ 19 สำนักมหาจักรพรรดิสร้างเสร็จสมบูรณ์!
บทที่ 19 สำนักมหาจักรพรรดิสร้างเสร็จสมบูรณ์!
เมื่อมองดูหินเซียนที่มีความสูงหนึ่งหมื่นจั้งและกว้างหนึ่งพันจั้ง หากไม่ใช่เพราะภายในพระราชวังมีค่ายกลมิติที่สามารถขยายและหดตัวได้ตามใจนึก หลังคาทั้งหมดคงถูกแทงทะลุไปแล้ว!
หางตาของชุยชิวหว่านกระตุกไม่หยุด ความรู้สึกราวกับอยู่ในความฝันผุดพลุ่งขึ้นมาในจิตใจ
หากไม่ใช่เพราะแสงเซียนจางๆ ที่แผ่ออกมาจากภูเขาสีขาวเงินเบื้องหน้า ซึ่งคอยผลักไสปราณจักรพรรดิที่นางถ่ายเทเข้าไป นางคงไม่อยากจะเชื่อเลยว่าภูเขาทั้งลูกนี้จะก่อตัวขึ้นจากหินเซียน!
หลี่ชิงจวินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขามองชุยชิวหว่านด้วยความประหลาดใจและแฝงไปด้วยความชื่นชม สมกับที่เป็นเจ้าสำนัก ความรอบรู้ของนางช่างกว้างขวางยิ่งนัก
"ในเมื่อเจ้าสำนักชุยดูออก เช่นนั้นก็โปรดช่วยเจิ้นตัดลานกว้างขนาดหนึ่งพันจั้ง เพื่อใช้เป็นลานประลองของสำนักด้วยเถิด"
เมื่อได้ยินว่าหลี่ชิงจวินต้องการนำหินเซียนมาทำเป็นลานประลอง เปลือกตาของชุยชิวหว่านก็กระตุกรัว หากไม่ใช่เพราะนางมีสภาวะจิตใจที่มั่นคง นางคงจะสบถด่าหลี่ชิงจวินที่ใช้ของล้ำค่าอย่างผลาญทิ้งไปแล้ว!
นางนึกถึงตอนที่ตนเองเคยต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย วิ่งวุ่นไปมาเพียงเพื่อแลกกับหินเซียนขนาดเท่าอ่างล้างหน้าสักก้อน
แต่พอมาได้ยินหลี่ชิงจวินเอ่ยปากอย่างง่ายดาย ให้ตัดหินเซียนขนาดหนึ่งพันจั้งไปทำลานประลอง จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาของตนนั้นช่างสูญเปล่าเสียนี่กระไร
"อะแฮ่ม นายท่าน ไม่จำเป็นต้องใช้ถึงหนึ่งพันจั้งหรอก แค่หินเซียนขนาดเท่ากำปั้น นำไปผสานเข้ากับลานประลองก็เพียงพอแล้ว"
"ถึงเวลานั้น ข้าจะนำมันไปหลอมรวมเข้าด้วยกัน ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับกึ่งจักรพรรดิ ก็มิอาจฝากรอยขีดข่วนไว้บนลานประลองได้แม้แต่น้อย"
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ชุยชิวหว่านไม่ได้กล่าวออกไป นั่นคือลานประลองที่ผสานเข้ากับหินเซียนสามารถนำมาใช้เป็นอาวุธจักรพรรดิได้ หากนำไปทุบตีกึ่งจักรพรรดิ ย่อมสามารถสังหารให้ตกตายได้อย่างแน่นอน
หลี่ชิงจวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
"เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นคงต้องรบกวนเจ้าสำนักชุยแล้ว ส่วนหินเซียนที่เหลือก็เอาไปโยนทิ้งไว้ในท้องพระคลังของนครหลวงก็แล้วกัน"
"เจิ้นยังต้องไปดูอีกว่าความคืบหน้าในการรื้อถอนนครหลวงไปถึงไหนแล้ว"
"น้อมส่งนายท่าน"
หลังจากที่หลี่ชิงจวินจากไป ชุยชิวหว่านก็คลี่ยิ้มบาง สภาวะจิตใจของนางกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
นครหลวงแห่งราชวงศ์ต้าเฟิงเดิมได้กลายสภาพเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว อาคารบ้านเรือนทั้งหมดถูกรื้อถอนจนราบคาบ บนพื้นที่ของนครหลวงเดิมนั้น รากฐานต่างๆ ได้ถูกสร้างจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว
กำแพงเมืองที่ทอดตัวยาวคดเคี้ยวราวกับมังกรยักษ์ได้เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง โดยมีเกาะทั้งเก้าถูกล้อมรอบอยู่ตรงใจกลาง หากประเมินจากพื้นที่ที่ครอบคลุมแล้ว เกรงว่าคงมีขนาดไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นลี้เป็นแน่!
จูฝูซานในชุดคลุมหรูหราหรี่ตาลง มองดูกลุ่มราชองครักษ์ในชุดเกราะทองคำกำลังก่อสร้างกำแพงเมือง บางครั้งเขายังสามารถมองเห็นองครักษ์คุกโลหิตปะปนอยู่ด้วย ซึ่งนั่นทำให้เขาเต็มไปด้วยความรู้สึกท่วมท้น
เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า ผู้บำเพ็ญเพียรระดับทะเลศักดิ์สิทธิ์เช่นเขา จะมีวันที่ได้ออกคำสั่งกับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตศักดิ์สิทธิ์
และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะความเมตตาจากนายท่าน!
"ข้าต้องขออภัยที่ผู้อาวุโสอินต้องมาคอยอยู่เคียงข้างผู้บำเพ็ญเพียรระดับทะเลศักดิ์สิทธิ์เช่นข้า" เมื่อปรายตามองอินเฉิงที่คอยคุ้มกันเขาประดุจองครักษ์ส่วนตัว แววตาของจูฝูซานก็ฉายประกายความรู้สึกผิดออกมาเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ หลี่ชิงจวินได้ส่งคนมาคอยคุ้มกันเขากับจี้อู๋โหมว คนหนึ่งมีนามว่าอินเฉิง ส่วนอีกคนมีนามว่าอินอู่
เขาเพิ่งมาล่วงรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่าอินเฉิงคือยอดฝีมือระดับกึ่งจักรพรรดิ ซึ่งนั่นทำให้เขาตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ!
"เป็นไปตามคำสั่งของนายท่าน ข้าย่อมต้องทุ่มเทอย่างสุดความสามารถเพื่อปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วง" อินเฉิงมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับเป็นคนพูดน้อยโดยธรรมชาติ หลังจากกล่าวจบ เขาก็มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก
จูฝูซานเดาะลิ้นเบาๆ ก่อนจะหันไปมองฉู่ซินที่อยู่ภายนอกกำแพงเมือง ประกายความชื่นชมพาดผ่านดวงตาของเขา
ภายนอกกำแพงเมือง ฉู่ซินเอนกายพิงซุ้มประตูที่ยังไร้บานประตู สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในระยะไกลอย่างเย็นชา
ชุดเกราะสีโลหิตของเขาสาดประกายแวววาวภายใต้แสงแดดแผดเผา ดาบยาวสีเลือดในมือถูกเอียงลงเล็กน้อย โลหิตสีแดงฉานค่อยๆ หยดลงมาจากร่องดาบ ก่อตัวเป็นหยาดเลือด
ที่แทบเท้าของเขามีเจดีย์ซากศพที่สร้างขึ้นจากศีรษะอันโชกเลือดนับร้อยหัว!
"ผู้บัญชาการฉู่ช่างเป็นยอดอัจฉริยะที่เป็นที่โปรดปรานของนายท่านโดยแท้!"
จูฝูซานเดาะลิ้น เมื่อครู่นี้ เพิ่งจะมีผู้บำเพ็ญเพียรอิสระระดับขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เก้าคนพยายามจะบุกฝ่าประตูเมืองเข้ามา ทว่าฉู่ซินกลับใช้เพียงดาบเดียวตัดศีรษะของพวกมันทั้งเก้าคนจนขาดสะบั้น โลหิตศักดิ์สิทธิ์สาดกระเซ็นไปทั่วท้องนภา!
แม้กระทั่งตอนนี้ เมื่อนึกถึงจิตสังหารอันดุร้ายประดุจสัตว์ประหลาดนั้น ก็ยังทำเอาเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว!
"ใต้เท้าจู ข้าขอให้ท่านช่วยอธิบายหน่อยได้หรือไม่ ว่าเหตุใดรากฐานของเมืองถึงได้มีขนาดเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวอย่างกะทันหันเช่นนี้?" ทันใดนั้น น้ำเสียงเรียบเฉยก็ดังมาจากจุดที่ไม่ไกลนัก
เมื่อมองไปเห็นจี้อู๋โหมวที่เดินเข้ามาโดยมีอินอู่คอยคุ้มกัน จูฝูซานก็ยิ้มเจื่อน เขารู้อยู่แล้วว่าจี้อู๋โหมวจะต้องมาตามหาเขาอย่างแน่นอน
เขาจะทำอย่างไรได้เล่า? แผนเดิมที่วางไว้คือหนึ่งหมื่นลี้ก็เพียงพอแล้ว ทว่าการปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันของลานฝึกมหาจักรพรรดิทั้งเก้าแห่ง กลับทำให้ภาระงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว!
"ใต้เท้าจี้ อา เรื่องนี้มันยาวนัก ขอให้ข้าได้อธิบายรายละเอียดให้ท่านฟังเถิด" จูฝูซานกระแอมเบาๆ ทว่ากลับถูกจี้อู๋โหมวขัดจังหวะขึ้นมาก่อน
"เอาเถอะ เก็บไว้ไปอธิบายต่อนายท่านก็แล้วกัน ข้าได้เตรียมฎีกาถวายเพื่อปลดท่านออกจากตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว"
สีหน้าของจูฝูซานแข็งค้างไปในทันที รอยยิ้มบนริมฝีปากยิ่งขมขื่นหนักกว่าเดิม ผ่านมาหลายปีขนาดนี้แล้ว ตาเฒ่าผู้นี้ก็ยังคงจ้องจะหาโอกาสปลดเขาอยู่ร่ำไป
"ถ้าเช่นนั้น ข้าขอถามได้หรือไม่ ว่าใต้เท้าจี้มัวทำสิ่งใดอยู่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา?"
"ข้าน่ะรึ?" จี้อู๋โหมวมองจูฝูซาน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นอย่างยิ่งว่า "ขุนนางผู้นี้ย่อมต้องจัดการราชการแผ่นดิน และในขณะเดียวกัน ก็คอยจับตาดูท่านว่ามีการทุจริตหรือลักไก่ลดทอนวัสดุในการก่อสร้างหรือไม่"
เปลือกตาของจูฝูซานกระตุกรัว เขาอ้าปากคล้ายจะเอ่ยสิ่งใด แต่ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงส่งยิ้มสมเพชตนเองออกมา
"ไม่เลว เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว สมควรได้รับการชื่นชม" ทันใดนั้น เสียงเอ่ยชมก็ดังขึ้นมาจากความว่างเปล่า ก่อนที่ร่างของหลี่ชิงจวินจะก้าวออกมาจากห้วงมิติ
"ขอคารวะนายท่าน!"
หลี่ชิงจวินโบกมือ พลางมองดูเหล่าราชองครักษ์และองครักษ์คุกโลหิตที่กำลังวุ่นวายอยู่ภายในกำแพงเมือง แล้วเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า
"ลุกขึ้นเถิด สำนักไม่ต้องสร้างต่อแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จูฝูซานก็สะดุ้งโหยงและรีบกล่าวขึ้นทันทีว่า
"นายท่าน เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นเล่า? ขอเวลาข้าเพียงสามปี... ไม่สิ แค่หนึ่งปี สำนักมหาจักรพรรดิก็จะสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว!"
จูฝูซานรู้สึกร้อนรนเล็กน้อย ภายในใจลอบคาดเดาว่าตนเองไปทำเรื่องใดให้หลี่ชิงจวินไม่พอพระทัยตรงที่ใดหรือเปล่า
เดิมที สำนักมหาจักรพรรดิวางแผนไว้ว่าจะสร้างให้เสร็จภายในสามเดือน แต่การปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันของลานฝึกมหาจักรพรรดิได้ทำให้แผนการของเขาพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
หลี่ชิงจวินส่ายหน้าและกล่าวปลอบประโลมเขา
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้าหรอก เจิ้นมีตัวสำนักอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่อีก"
"เมื่อถึงเวลานั้น สามารถก่อสร้างอาคารอื่นๆ ภายในเมือง เพื่อใช้เป็นสถานที่ชุมนุมของผู้บำเพ็ญเพียรได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จี้อู๋โหมวและจูฝูซานต่างก็ตะลึงงัน มีสำนักอยู่แล้วอย่างนั้นหรือ?
ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะได้สติ หลี่ชิงจวินก็ใช้นิ้วเคาะลงบนห้วงมิติเบาๆ และทันใดนั้น ใจกลางเมืองก็ถูกฉีกกระชากออก!
'วิ้ง วิ้ง วิ้ง!'
ห้วงมิติสั่นกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น ตำหนัก ศาลา ภูเขาจำลอง ทะเลสาบ ภูเขาเขียวขจี และป่าไผ่ ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาได้ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า!
ขุมพลังอันอ่อนโยนสายหนึ่งได้ยกผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดภายในเมืองให้ลอยขึ้นไปบนอากาศ หลังจากเสียงดังกึกก้อง 'ครืนนน' ดังขึ้น หลี่ชิงจวินก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"มันถูกหลอมขึ้นมาจากต้นกำเนิดแห่งมิติเชียวรึ?" หลี่ชิงจวินสำรวจดูสำนักมหาจักรพรรดิ ความพึงพอใจในแววตายิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น
เดิมทีเขาไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเมืองแห่งนี้จะสามารถรองรับสำนักมหาจักรพรรดิได้หรือไม่ แต่บัดนี้เขามั่นใจแล้ว
ดูเหมือนว่าสำนักมหาจักรพรรดิจะใช้พื้นที่ไปเพียงแค่สามในสิบส่วนของรากฐานเมืองทั้งหมดเท่านั้น
แต่เมื่อก้าวเข้าไปภายในสำนัก ผู้คนจะพบว่าตนเองราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่ง!
สายตาของจูฝูซานและจี้อู๋โหมวเลื่อนลอยขณะกวาดตามองดูสำนักที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันอันเลือนรางรอบกาย
ทะลุผ่านม่านหมอกที่เลือนราง พวกเขาสามารถมองเห็นตำหนัก ศาลา ผืนน้ำสีเขียวมรกต และภูเขาที่อยู่เบื้องในได้อย่างพร่ามัว ราวกับเป็นสถานที่สถิตของเหล่าทวยเทพเซียน ทำให้ยากที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจน!
เมื่อมองไปยังเสาสูงตระหง่านสองต้นที่แขวนแผ่นป้ายว่างเปล่า หลี่ชิงจวินก็คลี่ยิ้มบาง เขาใช้มหาเต๋าแทนพู่กันและต้นกำเนิดแทนน้ำหมึก สลักคำว่า 'มหาจักรพรรดิ' ลงบนแผ่นป้าย!
ทว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของหลี่ชิงจวินนั้นอยู่ในระดับใดเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น เขายังลงมือเขียนด้วยพลังทั้งหมด กลิ่นอายของสามพันมหาเต๋าแทบทั้งหมดถูกสลักลึกลงไปในตัวอักษรทั้งสองตัวนี้!
บนแผ่นป้าย คำว่า 'มหาจักรพรรดิ' ราวกับสามารถสะกดข่มเก้าชั้นฟ้าสิบแผ่นดินได้ บางคราแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่คมกริบเพื่อบั่นเศียรเซียนและปีศาจ และบางคราก็แปรเปลี่ยนเป็นวิญญาณเซียนคำรามกึกก้องไปทั่วสวรรค์ชั้นเก้า!
หลี่ชิงจวินเคาะนิ้วกลางอากาศ สะกดข่มพลังมหาเต๋าที่กำลังจะปะทุออกมาให้กลับเข้าไปในแผ่นป้าย พร้อมกับทิ้งข่ายอาคมจำกัดเอาไว้
"หากผู้ที่มีสติปัญญาการรู้แจ้งเป็นเลิศเดินทางมาถึงที่นี่ บางทีอาจจะได้พบกับวาสนาครั้งยิ่งใหญ่ก็เป็นได้"